Super User
กบง. ครั้งที่ 134 - วันพุธที่ 19 ธันวาคม 2555

มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน
ครั้งที่ 37/2555 (ครั้งที่ 134) 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 15.00 น.
ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ (ENCO) อาคารบี
1. แนวทางการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน
2. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานกรรมการ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรรมการและเลขานุการ นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ
ประธานฯ ได้แจ้งที่ประชุมฯ ทราบว่า เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายจะปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะต้องมีแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเชิญประชุม กบง. เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว
เรื่องที่ 1 แนวทางการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน
สรุปสาระสำคัญ
1. คำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ข้อ 3.5.3 กำกับราคาพลังงานให้มีราคาเหมาะสม เป็นธรรมและมุ่งสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยปรับบทบาทกองทุนน้ำมันฯ ให้เป็นกองทุนสำหรับรักษาเสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง ส่วนการชดเชยราคาเชื้อเพลิงจะดำเนินการอุดหนุนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
2. คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2554 เห็นชอบให้ตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน (18.13 บาทต่อกิโลกรัม) ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2555 ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายในการปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน ให้สะท้อนต้นทุนที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซในปี 2556 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า หาบเร่ แผงลอย
3. จากการสำรวจของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่า โดยทั่วไปครัวเรือนจะใช้ก๊าซ ในการประกอบอาหารประมาณ 6 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งการปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ไปสะท้อนต้นทุนโรงแยกก๊าซจะทำให้ประชาชนจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงเดือนละประมาณ 60 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก แต่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบร้านอาหารอาจฉวยโอกาสขึ้นราคาอาหาร ดังนั้น จึงได้กำหนดกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบที่ควรได้รับการช่วยเหลือ 2 กลุ่ม ดังนี้
3.1 กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย: สามารถใช้ข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ส่วนผู้ที่ไม่มีไฟฟ้าจะใช้วิธีเปิดลงทะเบียนโดยใช้ท้องถิ่นเป็นจุดลงทะเบียน โดยการช่วยเหลือจะชดเชยในปริมาณ 6 กิโลกรัมต่อเดือน ในอัตราชดเชยระหว่างส่วนต่างราคา 18.13 บาทต่อกิโลกรัม กับราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น
จำนวนครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าแยกตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า
หน่วย : ราย
| ปริมาณการใช้ไฟฟ้า | กฟน. | กฟภ. | ไม่มีไฟฟ้าใช้ | รวม |
| ไม่เกิน 50 หน่วย | 140,961 | 3,337,742 | 194,907 | 3,673,610 |
| ไม่เกิน 65 หน่วย | 482,39 | 5,191,835 | 194 ,907 | 5,869,139 |
| ไม่เกิน 90 หน่วย | 671,766 | 7,470,472 | 194 ,907 | 8,337,145 |
| เกิน 90 หน่วย | 1,947,215 | 9,699,640 | 194 ,907 | 11,841,762 |
| จำนวนครัวเรือน | 2,618,981 | 17,170,112 | 194 ,907 | 19,984,000 |
3.2 กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร :ในเบื้องต้นคาดว่ามีผู้ประกอบการร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ประมาณ 500,000 ราย มีการใช้ก๊าซ LPG ในการประกอบอาหารเฉลี่ยร้านค้าละประมาณ 150 กิโลกรัมต่อเดือน ดังนั้น เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมและชัดเจนควรจัดให้มีการลงทะเบียนและจัดทำฐานข้อมูลร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ที่ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวในการประกอบอาหาร ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 77 จังหวัด
4. ประมาณการภาระการช่วยเหลือกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย และร้านค้า หาบเร่ แผงลอย
| หน่วย : ล้านบาท/ปี | ภาระการช่วยเหลือ | รวม | |
| ครัวเรือน | ร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร | ||
| ไม่เกิน 50 หน่วย | 1,252 | 3,011 | 4,263 |
| ไม่เกิน 65 หน่วย | 2,043 | 3 ,011 | 5,054 |
| ไม่เกิน 90 หน่วย | 2,931 | 3 011 | 5,942 |
5. ฝ่ายเลขานุการได้เสนอการจัดทำฐานข้อมูล โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มดังนี้
5.1 กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย : การกำหนดครัวเรือนรายได้น้อยจะอ้างอิงจากฐานข้อมูลครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หรือ 90 หน่วยต่อเดือน ซี่งจะใช้ฐานข้อมูลของ กฟน. และ กฟภ. ตามโครงการของรัฐบาลในการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยโดยจะให้ใช้ไฟฟ้าฟรี รวมถึงครัวเรือนรายได้น้อยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ประมาณ 0.19 ล้านครัวเรือน ในส่วนนอกเขตเมืองจะใช้ฐานข้อมูลจากกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และเขตเมืองจะว่าจ้างผู้มีความเชี่ยวชาญในการจัดทำฐานข้อมูลและลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิในการช่วยเหลือ
5.2 ร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร :เพื่อให้การจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มนี้มีความครอบคลุม ถูกต้อง ชัดเจน ฝ่ายเลขานุการฯ จึงเสนอให้มีการจัดจุดลงทะเบียน โดยว่าจ้างผู้มีความเชี่ยวชาญจัดทำฐานข้อมูลและลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิในการช่วยเหลือ
6. ในการจัดทำฐานข้อมูลจะต้องมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อดำเนินการในการจัดทำฐานข้อมูลและลงทะเบียนสำหรับกลุ่มครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าในเขตเมืองและกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ทั่วประเทศจำนวน 77 จังหวัด ทั้งนี้ในการเตรียมการเพื่อให้มีการลงทะเบียนดังกล่าวจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ให้กับผู้เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้าถึงรายละเอียด หลักเกณฑ์ วัน เวลา สถานที่ลงทะเบียน และอื่นๆ ซึ่งได้มีการประมาณการค่าใช้จ่ายไว้เบื้องต้นในวงเงินประมาณ 50 ล้านบาท
มติของที่ประชุม
1. เห็นชอบให้กำหนดกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย โดยอิงจากฐานข้อมูลครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
2. อนุมัติเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง งบค่าใช้จ่ายอื่น ปีงบประมาณ 2556 ให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานในการดำเนินงาน โครงการจัดทำฐานข้อมูลร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร และครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อรองรับการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในวงเงิน 50 ล้านบาท (ห้าสิบล้านบาทถ้วน) โดยสามารถถัวจ่ายระหว่างรายการและแยกดำเนินการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
เรื่องที่ 2 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน
สรุปสาระสำคัญ
คำแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ข้อ 3.5.3 กำกับราคาพลังงานให้มีราคาเหมาะสม เป็นธรรมและมุ่งสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยปรับบทบาทกองทุนน้ำมันฯ ให้เป็นกองทุนสำหรับรักษาเสถียรภาพราคาเชื้อเพลิง ส่วนการชดเชยราคาเชื้อเพลิงจะดำเนินการอุดหนุนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
2. ตามคำสั่ง กพช. ครั้งที่ 4/2545 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานในข้อ 3 (8) ได้กำหนดให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมีอำนาจและหน้าที่ในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการช่วยปฏิบัติงาน ในหน้าที่ตามความจำเป็น
3. เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายในการปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนให้สะท้อนต้นทุนที่ผลิตจากโรงแยกก๊าซในปี 2556 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงมีนโยบายบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซ ภาคครัวเรือน
4.เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ (1) ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานอนุกรรมการ (2) หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน (3) ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (4) ผู้แทนกรมการพัฒนาชุมชน (5) ผู้แทนกรมการค้าภายใน (6) ผู้แทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (7) ผู้แทนการไฟฟ้านครหลวง (8) ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน (9) ผู้แทนธนาคารกรุงไทย (10) ผู้แทนสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ลำดับที่ (2) ถึง (10) เป็นอนุกรรมการ (11) ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ (12) รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (13) ผู้อำนวยการสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
โดยมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (1) กำหนดแนวทางการบรรเทาผลกระทบ หลักเกณฑ์และคุณสมบัติผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน (2) พิจารณาการจัดทำฐานข้อมูล การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภาคครัวเรือน 3) มีอำนาจเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมพิจารณา รวมทั้งจัดหา รวบรวม จัดส่งหรือชี้แจงเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (4)ดำเนินการอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย
มติของที่ประชุม
เห็นชอบร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว> (LPG) ภาคครัวเรือน
การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน 14 ธันวาคม 2548
สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 9-15 มิถุนายน 2551
สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 27 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2549
รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10 สิงหาคม 53
การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน 9 ธันวาคม 2548
สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 20-26 พฤศจิกายน 2549
รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 03 สิงหาคม 53
การเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน 30 พฤศจิกายน 2548
กบง. ครั้งที่ 133 -วันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2555

มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน
ครั้งที่ 36/2555 (ครั้งที่ 133)
วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555 เวลา 15.00 น.
ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 15 ศูนย์เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ (ENCO) อาคารบี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานกรรมการ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรรมการและเลขานุการ นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ
ฝ่ายเลขานุการฯ ได้ขอให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก ซึ่ง ปตท. ได้รายงานเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจโลกว่า ในช่วงสัปดาห์นี้เศรษฐกิจโลกยังรอการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา Fiscal cliff ของสหรัฐอเมริกาว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ซึ่งคาดว่าจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนขึ้นเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาถดถอย และในกลุ่มประเทศยุโรปมีแนวโน้มมีความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ที่ผ่านมา 1.62 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก และคาดว่าแนวโน้มจะปรับตัวลดลงเนื่องจากสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านสามารถดำเนินการได้อีก 6 เดือน และปัจจัยอื่นคือ ผลการประชุมโอเปคในวันที่ 12 ธันวาคม 2555 ซึ่งคาดว่าจะยังไม่มีการปรับระดับเพดานการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่ม ในส่วนของน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันเบนซินได้ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 3.02 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากปริมาณน้ำมันเบนซินสำรองที่ตลาดสิงคโปร์มีปริมาณสูงขึ้นอีก 634,000 บาร์เรล ปัจจุบันอยู่ที่ 10.08 ล้านบาร์เรล และจีนได้ผลิตน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจากปี 2554 คิดเป็นร้อยละ 15.8 ส่วนราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับตัวลดลง เนื่องจากจีนมีการส่งออกน้ำมันดีเซลในปริมาณสูงถึง 2.25 - 2.63 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 1.55 ล้านบาร์เรล เป็น 11.48 ล้านบาร์เรล สูงสุดในรอบ 14 เดือน ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง
เรื่องที่ 1 การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
สรุปสาระสำคัญ
1. รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อ 1.7.3 ดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ผลิต และ ข้อ 3.5.3 กำกับราคาพลังงานให้มีความเหมาะสม เป็นธรรมและมุ่งสู่การสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยปรับบทบาทกองทุนน้ำมันฯ ให้เป็นกองทุนสำหรับรักษาเสถียรภาพราคา ส่วนการชดเชยราคานั้นจะดำเนินการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ส่งเสริมให้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติมากขึ้นในภาคขนส่งและส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอลและไบโอดีเซลในภาคครัวเรือน
2. คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 เห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 เห็นชอบหลักเกณฑ์การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ และมอบให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณากำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ และระยะเวลาให้มีความเหมาะสมภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การมอบหมาย ดังนี้
2.1 น้ำมันดีเซล การปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลให้พิจารณาจากราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล หากมีราคาสูงขึ้นจนทำให้มีผลกระทบต่อภาคขนส่งและค่าโดยสารเกินสมควรให้ กบง. พิจารณาปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้ตามความเหมาะสม การปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลให้พิจารณาจากราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล หากมีราคาต่ำจนทำให้ผู้ประกอบการขนส่งและโดยสารสมควรปรับอัตราค่าบริการลงให้ กบง. ปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่กระทบเกินสมควรต่อค่าขนส่งและโดยสาร
2.2 น้ำมันเบนซิน/น้ำมันแก๊สโซฮอล การปรับเพิ่ม/ลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันเบนซินและน้ำมันแก๊สโซฮอลให้พิจารณาปรับ เพื่อรักษาระดับส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันเบนซินกับน้ำมัน แก๊สโซฮอล เพื่อจูงใจให้มีการใช้พลังงานทดแทน (เอทานอล) มากขึ้น
3. ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาปิดตลาด ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2555 น้ำมันดิบดูไบน้ำมันเบนซิน 95 และน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 104.57, 116.45 และ 121.71 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตามลำดับ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ เบนซิน และดีเซลปรับตัวลดลง 4.48 4.88 และ 4.23 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ตามลำดับ จากการประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2555 (ราคาปิดตลาดวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555) จากราคาน้ำมันตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลง ผู้ค้าน้ำมันได้มีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลลง 0.50 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2555 ส่งผลให้โครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2555 เป็นดังนี้
4. ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2555 มีทรัพย์สินรวม 4,499 ล้านบาท หนี้สินรวม 22,304 ล้านบาท โดยกองทุนน้ำมันฯ มีฐานะสุทธิติดลบ 17,805 ล้านบาท
5. จากค่าการตลาดของน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับต่ำ ฝ่ายเลขานุการฯ จึงขอเสนอปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร จากเก็บเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ 0.70 บาทต่อลิตร เป็น 1.20 บาทต่อลิตร ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ จะมีรายรับเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 25.90 ล้านบาท จากติดลบวันละ 2.37 ล้านบาท เป็นมีรายรับวันละ 23.53 ล้านบาท
มติของที่ประชุม
เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนี้
| ชนิดน้ำมัน | เดิม | ใหม่ | เปลี่ยนแปลง(+/-) |
| น้ำมันเบนซิน 95 | 8.00 | 8.50 | +0.50 |
| น้ำมันเบนซิน 91 | 6.70 | 7.20 | +0.50 |
| น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 | 2.30 | +0.50 | |
| น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 | 0.00 | 0.50 | +0.50 |
| น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 | -2.30 | -1.80 | +0.50 |
| น้ำมันดีเซล | 0.70 | 1.50 | 80 |
โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานรับไปดำเนินการออกประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป
เรื่องที่ 2 การอนุมัติเงินสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในการดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์บริการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ ผ่านทางสถาบันการศึกษาของรัฐ (ระยะที่ 1) ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
สรุปสาระสำคัญ
1. เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2554 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 และต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2555 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยให้เลื่อนกำหนดการยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 ออกไปอีก 3 เดือน จากวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2556 และให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ปรับส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล E20 ให้มากขึ้นเพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 รวมทั้งให้กระทรวงพลังงานเร่งประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้เกิดการยอมรับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอลในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ให้มากขึ้น
2. เมื่อยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 จะทำให้มีการใช้แก๊สโซฮอลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้เอทานอลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตได้ในประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่จะมีผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 91 ที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากเครื่องยนต์ไม่สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มรถยนต์ที่ผลิตก่อนปี 2538 เป็นรถยนต์ที่ไม่รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล โดยจากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก มีรถยนต์ประมาณ 500,000 คัน ที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน (2) กลุ่มรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะ ที่ผลิตก่อนปี 2543 ประมาณ 500,000 คัน และ (3) กลุ่มเครื่องยนต์การเกษตรขนาดเล็กที่ใช้น้ำมันเบนซิน ประมาณ 500,000 - 1,000,000 เครื่อง
3. กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้จัดทำ "โครงการจัดตั้งศูนย์บริการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ผ่านทางสถาบันการศึกษาของรัฐ" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 ป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงหลังการยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 และเพื่อส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล ลักษณะโครงการเป็นการฝึกอบรมผู้ดำเนินการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจำนวน ไม่น้อยกว่า 400 คน และดำเนินการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้โดยบุคลากรวิทยาลัยอาชีวศึกษา โดย พพ. จะขอรับเงินจัดสรรจากกองทุนน้ำมันฯ เพื่อสนับสนุนแก่เจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์การเกษตร ที่ไม่สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ผ่านทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเพื่อดำเนินโครงการ ดังนี้ (1) ประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลในการดำเนินการ (2) ประชาสัมพันธ์และเชิญชวนวิทยาลัยอาชีวศึกษาเข้าร่วมโครงการ อย่างน้อย 200 แห่งทั่วประเทศ (3) จัดทำคู่มือการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ รวมถึงรายการชิ้นส่วนที่ควรเปลี่ยนและการประมาณการค่าใช้จ่าย (4) จัดอบรมบุคลากรผู้ปฏิบัติของวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ (5) กำกับการจัดตั้งศูนย์บริการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ และ (6) เสนอสรุปรายงานการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานรายงานต่อ พพ. ทุกเดือน
4. วิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมโครงการมีหน้าที่ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องยนต์การเกษตรที่ผู้ผลิตไม่รับรองว่าสามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ โดยการสนับสนุนค่าแรงงานในการปรับเปลี่ยนแก่เจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องยนต์การเกษตร ส่วนเจ้าของรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือเครื่องยนต์การเกษตรจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าอุปกรณ์เอง ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนหลังจากการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ หากมีปัญหาเนื่องจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว วิทยาลัยอาชีวศึกษาจะรับผิดชอบดำเนินการปรับเปลี่ยนให้จนใช้งานได้ตามปกติ ทั้งนี้ ทุกรายการสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามที่ พพ. เห็นสมควร ภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ มีระยะเวลาดำเนินการ 10 เดือน นับจากวันที่ลงนามในหนังสือสัญญา โดยขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันฯ ในวงเงิน 124,000,000 บาท
5. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 กบง. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้ พพ. ดำเนินงานโครงการจัดตั้งศูนย์บริการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ผ่านทางสถาบันการศึกษาของรัฐ ระยะที่ 1 โดยให้จัดทำโครงการเสนอคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (อบน.) เพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันฯ ต่อไป ซึ่ง พพ. ได้ดำเนินการปรับปรุงรายละเอียดโครงการและวงเงินงบประมาณให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2555 อบน. ได้มีมติอนุมัติเงินกองทุนน้ำมันฯ งบค่าใช้จ่ายอื่น ปีงบประมาณ 2556 ให้ พพ. เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายใน "โครงการจัดตั้งศูนย์บริการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถใช้แก๊สโซฮอลได้ ผ่านทางสถาบันการศึกษาของรัฐ (ระยะที่ 1)" ในวงเงิน 66,000,000 บาท (หกสิบหกล้านบาทถ้วน) ระยะเวลาดำเนินงาน 7 เดือน นับจากวันที่ลงนามในสัญญา โดยให้สามารถถัวจ่ายระหว่างรายการและแยกดำเนินการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และให้เริ่มดำเนินโครงการภายในปีงบประมาณ 2556
มติของที่ประชุม
ที่ประชุมรับทราบ








