รายงานสรุป
การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนของเอเปค
ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและสาขาพลังงาน

สรุปสาระสำคัญจากรายงาน
Trade and Investment Liberalisation in APEC:
Economic and Energy Sector Impacts,
May 2000

โดย ABARE (Australian Bureau of Agricultural and Resource Economic)

Complete Report in English PDF (1.66MB)

การเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุนเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้ง “กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิค” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เอเปค” (Asia Pacific Economic Cooperation-APEC) จากการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคครั้งที่สอง (The Second APEC Leader Meeting) เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2537 ณ เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ที่ประชุมผู้นำเอเปคได้เห็นชอบกับเป้าหมาย ที่จะเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนของเอเปค โดยมีกรอบเวลาที่แตกต่างกัน ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศพัฒนาแล้วมีเป้าหมาย ที่จะเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนภายในปี 2553 ส่วนประเทศกำลังพัฒนา จะเปิดเสรีภายในปี 2563 ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “จุดมุ่งหมายโบกอร์ (Bogor Goals)”

ทางหน่วยงานวิจัยของ ABARE (Australian Bureau of Agricultural and Resource Economic) ได้ทำการศึกษาวิจัยโดยใช้แบบจำลอง ทางเศรษฐศาสตร์ที่ชื่อว่า แบบจำลองการค้าและสิ่งแวดล้อมโลก GTEM (Global Trade and Environment Model) ซึ่งเป็นแบบจำลองแบบดุลยภาพโดยรวมเชิงพลวัตร (Dynamic General Equilibrium Model) ประเมินผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของเอเปค หากดำเนินการตามเป้าหมายโบกอร์ดังกล่าวดังกล่าว รวมทั้งได้วิเคราะห์ผลกระทบ ต่อสาขาพลังงานของเอเปค ซึ่งย่อมจะได้รับผลกระทบทั้งโดยทางตรง และทางอ้อมจากการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนของเอเปค

แบบจำลอง GTEM จะทำหน้าที่ในประเมินผลกระทบ ระหว่างกรณีที่มีการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนตามเป้าหมายโบกอร์ กับกรณีที่ไม่มีการปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นกรณีอ้างอิง (Reference Case) ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ระหว่างการเปิดเสรีฯ และการไม่เปิดเสรีฯ โดยประเทศสมาชิกต่างๆ จะได้ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษานี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ ในการกำหนดนโยบายทางการค้า และการลงทุนในสาขาพลังงานต่อไป

1. ผลของการศึกษาจากกรณีอ้างอิง (Reference Case: Business as Usual)

การศึกษาในกรณีอ้างอิงจะใช้แสดงผลที่มีความเป็นไปได้ที่สุด ทั้งในด้านการจัดหาพลังงาน การใช้พลังงาน การค้าพลังงาน หากเอเปคมิได้มีการเปิดเสรีฯ ตามที่ตั้งไว้

จากผลการศึกษาในกรณีอ้างอิงคาดว่า ปริมาณความต้องการการใช้พลังงานในเอเปค จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาที่ทำการวิเคราะห์ โดยในปี 2563 ความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของระดับการใช้พลังงานในปี 2538 หรือความต้องการใช้พลังงานในปี 2563 จะอยู่ที่ระดับ 7,500 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ เปรียบเทียบกับในปี 2538 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,900 ล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ปริมาณความต้องการใช้พลังงาน จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มสูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการใช้พลังงานต่อคนที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ในช่วงเวลาเดียวกัน ปริมาณความต้องการใช้พลังงาน จะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 27 แต่หากคำนึงถึงปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้นแล้ว นับเป็นตัวเลขที่สูงมาก เนื่องจากปริมาณการใช้พลังงาน ของประเทศพัฒนาแล้ว คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากในการใช้พลังงานทั้งหมดในภูมิภาคเอเปค

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การใช้ก๊าซและถ่านหินเพิ่มสูงขึ้นในเอเปค สืบเนื่องมาจากการเพิ่มการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ จะใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลชนิดอื่นๆ เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความนิยม ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยก๊าซธรรมชาติในอนาคต อย่างไรก็ตามในประเทศที่มีทรัพยากรถ่านหินอุดมสมบูรณ์ เช่น จีน และอินโดนีเซีย ก็ยังนิยมผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหิน มากกว่าการใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่น ในขณะที่การใช้น้ำมัน ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ จะกระจุกตัวอยู่ในภาคการขนส่ง

หากพิจารณาในด้านของความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ทางด้านพลังงานของภูมิภาคเอเปค (Self-sufficiency in Energy Terms) แล้ว เอเปคนับว่าเป็นภูมิภาคที่มีความสามารถในการพึ่งพาตนเองสูง เพราะผลผลิตทางด้านพลังงานส่วนใหญ่ของภูมิภาค จะใช้เพื่อการบริโภคภายในภูมิภาค ยกเว้นแต่น้ำมันที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า จากภายนอกในระดับที่สูง ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน การนำเข้าพลังงาน จะเพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต ทั้งนี้เนื่องจากประเทศเหล่านั้น มีทรัพยากร ทางด้านพลังงานที่ค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตามเอเปค จะยังคงดำรงสถานะของผู้ส่งออกพลังงานไปยังภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะพลังงานที่ไม่ใช่น้ำมัน ซึ่งผู้ส่งออกถ่านหินขนาดใหญ่ของเอเปค จะได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ส่วนผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ จะได้แก่ ออสเตรเลีย และอินโดนีเซีย

2. ผลของการศึกษาจากกรณีเปิดเสรีตามจุดมุ่งหมายโบกอร์

ผลกระทบต่อสาขาพลังงานจากการเปิดเสรีทางการค้าตามเป้าหมายโบกอร์ สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลักคือ

(1). ผลกระทบเชิงมหภาคจากการเปิดเสรีฯ
โดยทั่วไปแล้ว การเปิดเสรีทางการค้า จะส่งผลให้รายได้ประชาชาติของประเทศเพิ่มสูงขึ้น การลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันทั้งในรูปแบบของภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี การลดการอุดหนุนการผลิตสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพในการผลิต จะทำให้สามารถเคลื่อนย้ายทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์ และทรัพยากรเทคโนโลยี ไปยังภาคเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในการผลิตสูงกว่า อันจะทำให้การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีการขยายตัว เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวความต้องการใช้พลังงานในประเทศ ย่อมเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
(2). ผลกระทบจากการลดอุปสรรคทางการค้าในสาขาพลังงาน
การลดอุปสรรคทางการค้าในสาขาพลังงาน จะส่งผลต่อการใช้พลังงานและการค้าขายพลังงาน การขจัดอุปสรรคทางการค้าย่อมทำให้ราคาพลังงานถูกลง และนำไปสู่การใช้พลังงานชนิดนั้นเพิ่มขึ้น และอาจรวมไปถึงการเพิ่มการนำเข้าพลังงานราคาถูกกว่าจากต่างประเทศ ในทางกลับกันการลดการอุดหนุนการผลิตพลังงานในประเทศ จะทำให้ราคาพลังงานในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่การใช้พลังงานในประเทศจะเป็นไปอย่างประหยัดยิ่งขึ้น และอาจจะเพิ่มแรงจูงใจในการนำเข้าพลังงานราคาถูกจากต่างประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน
(3). ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ
การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน จะส่งผลโดยตรง ต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ในการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ จะทำให้โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ และความได้เปรียบในการผลิตเพื่อการค้า (Comparative Advantage) มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการจัดหาพลังงาน การค้าพลังงานทั้งในระดับประเทศ และในระดับภูมิภาค

2.1 ผลกระทบต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) จากการเปิดเสรีทางการค้าของเอเปค

จากการศึกษาพบว่า ในกรณีที่มีการเปิดเสรีทางการค้า ภายในปี 2563 ประเทศกำลังพัฒนาในเอเปค จะมีผลผลิตมวลรวมประชาชาติเพิ่มขึ้น มากกว่ากรณีอ้างอิง ถึงร้อยละ 5 ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นของผลผลิตมวลรวมประชาชาติอย่างมาก ในทางกลับกันประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และประเทศพัฒนาแล้ว จะมีผลผลิตมวลรวมประชาชาติ เพิ่มขึ้นน้อยกว่ากรณีอ้างอิง ประมาณร้อยละ 0.7 และ0.25 ตามลำดับ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งสืบเนื่องจากประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และประเทศพัฒนาแล้ว โดยส่วนใหญ่ มีระดับการปกป้อง น้อยกว่าประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นเมื่อมีการเปิดเสรีทางการค้า ประเทศกำลังพัฒนาจึงได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นมากกว่า อย่างไรก็ตามรายได้ประชาชาติ (National Income) โดยรวมของเอเปคจะเพิ่มขึ้นมากกว่ากรณีอ้างอิงประมาณร้อยละ 0.75

เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วจะต้องทำการเปิดเสรีทางการค้า ให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2553 หรือสิบปีล่วงหน้าก่อนประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศพัฒนาแล้ว ได้รับจากการเปิดเสรีทางการค้า ส่วนมากจึงอยู่ที่ปี 2553 ในช่วงหลังจากนั้นไปจนถึงปี 2563 ผลประโยชน์ที่ประเทศพัฒนาแล้วได้รับจะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการรุกเข้าสู่ตลาด ของประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาซึ่งจะเปิดเสรีทางการค้า เสร็จสิ้นในปี 2563 และคาดว่าจากการที่ประเทศพัฒนาแล้ว จะต้องเปิดเสรีทางการค้า ให้แล้วเสร็จก่อนประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้ว มีจึงมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ทางการค้าภายในกลุ่ม ของตนเองมากกว่ากับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และประเทศกำลังพัฒนา ในทางกลับกันประเทศอุตสาหกรรมใหม่และประเทศกำลังพัฒนา จะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปี 2553-2563 เพราะการลดการกีดกันทางการค้าอย่างต่อเนื่องในระยะนั้น และความสามารถในการเข้าถึงตลาดใหม่โดยเฉพาะตลาดของประเทศพัฒนาแล้ว จะกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

2.2 ผลกระทบต่อสาขาพลังงานจากการเปิดเสรีทางการค้าของเอเปค

ผลกระทบต่อสาขาพลังงานจากการเปิดเสรีทางการค้า เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยหลักสองประการ คือ ผลกระทบต่อผลผลิตของระบบเศรษฐกิจ และผลกระทบระหว่างสาขาต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจ โดยปกติการเปิดเสรีทางการค้าในประเทศกำลังพัฒนา จะเป็นผลให้การอุดหนุนแก่ภาคเกษตรกรรมในประเทศนั้น ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเหตุนี้ภาคเกษตร จึงมีส่วนกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศน้อยกว่าภาคที่มีความได้เปรียบในการผลิตเพื่อการค้า ซึ่งภาคเหล่านั้นส่วนใหญ่จะใช้พลังงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น ภาคอุตสาหกรรมหนัก ภาคบริการ และภาคขนส่ง ในทำนองเดียวกัน สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ผลผลิตในภาคเกษตร จะลดลงโดยเปรียบเทียบกับกรณีอ้างอิง เพราะนโยบายการให้ความช่วยเหลือแก่ภาคเกษตร ในระดับสูงของประเทศเหล่านั้น จะต้องปรับลดลงจนยกเลิกไปในที่สุด โดยรวมแล้วภาคเกษตรในเอเปค จะมีผลผลิตลดลง แต่ผลผลิตของภาคเศรษฐกิจที่มีพลังงาน เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ จะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีอ้างอิง เช่น ในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ

2.2.1) ผลกระทบต่อการใช้พลังงาน
ผลจากการเปิดเสรีทางการค้าจะส่งผลให้รูปแบบการใช้พลังงานฟอสซิล ในแต่ละประเทศเปลี่ยนแปลงไป ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้พลังงาน เพื่อการบริการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นตามรายได้ประชาชาติต่อหัวที่เพิ่มขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมาจากการค้าระหว่างประเทศ ที่ขยายตัวทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศต้องขยายตัวตาม ประเทศอุตสาหกรรมใหม่และประเทศกำลังพัฒนา จะมีความต้องการใช้ถ่านหินเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีอ้างอิง ซึ่งตรงข้ามกับประเทศพัฒนาแล้วจะมีความต้องการใช้ถ่านหินลดลง สำหรับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในเอเปค จะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีอ้างอิง โดยเฉพาะในส่วนของประเทศกำลังพัฒนา และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ถึงแม้ว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ในประเทศอินโดนีเซีย และเม็กซิโกจะลดลงก็ตาม

2.2.2) ผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน
การเปิดเสรีทางการค้าจะส่งผลให้การจัดหาพลังงานฟอสซิลในภูมิภาคในปี 2563 เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีอ้างอิง ทั้งที่ปริมาณความต้องการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักเมื่อเทียบกับกรณีอ้างอิง ด้วยเหตุดังกล่าวการเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยส่งผลให้กลุ่มเอเปคมีการส่งออกพลังงานฟอสซิล ในส่วนที่เหลือจากที่ใช้ในภูมิภาค สาเหตุสำคัญที่ทำให้การจัดหาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายทรัพยากรจากภาคการผลิต ที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันต่ำ แต่ได้รับการปกป้องสูงไปสู่ภาคการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ภาคการผลิตที่ใช้พลังงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ จึงเป็นเหตุให้ต้องเพิ่มการจัดหาพลังงานแก่ภาคการผลิตนั้น ด้วยเหตุดังกล่าวประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา จึงเพิ่มการผลิตถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังงานขั้นพื้นฐานที่สำคัญ

2.2.3) ผลกระทบต่อการค้าพลังงาน
เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีอ้างอิงแล้ว การค้าพลังงานฟอสซิลในเอเปค จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จากการเปิดเสรีทางการค้า โดยการเปลี่ยนแปลงที่เห็นเด่นชัดที่สุด ได้แก่การเปลี่ยนแปลงการค้าถ่านหิน การยกเลิกภาษีนำเข้าถ่านหินของหลายประเทศ และแนวโน้มการผลิตกระแสไฟฟ้า ด้วยถ่านหินที่เพิ่มมากขึ้นในบางประเทศ จะทำให้ความต้องการถ่านหินในภูมิภาค ขยายตัวขึ้นอย่างมาก โดยคาดว่าผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ในทำนองเดียวกัน การยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำมัน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการเปิดเสรีทางการค้าในหลายประเทศ จะมีส่วนกระตุ้นการค้าขายน้ำมันในภูมิภาคอย่างมาก โดยคาดว่าผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่จะได้แก่ แคนาดา อินโดนีเซีย เม็กซิโก

2.3 ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของเอเปค ตามเวลาที่ใช้ในการเปิดเสรีทางการค้า

จากการศึกษาพบว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการเปิดเสรีทางการค้า จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจแตกต่างกัน หากประเทศกำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมใหม่ เร่งเปิดเสรีทางการค้าของตนภายในปี 2553 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายโบกอร์ที่ตั้งไว้ 10 ปี การขยายทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ (หากไม่นับรวมประเทศจีน) ในปี 2563 จะสูงกว่ากรณีอ้างอิงถึงร้อยละ 2.6 เปรียบเทียบกับกรณีที่ดำเนินตามเป้าหมายโบกอร์ ซึ่งจะขยายตัวสูงกว่ากรณีอ้างอิงร้อยละ 2.2 สาเหตุของความแตกต่างนี้เนื่องมาจากการเปิดเสรีภายใต้กรอบด้านเวลาที่พร้อมกัน จะทำให้ประเทศต่างๆ สามารถเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการผลิตของตน และได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น เร็วกว่าการดำเนินการตามเป้าหมายโบกอร์ที่ตั้งไว้ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพิ่มผลผลิตในประเทศต่างๆ อย่างกว้างขวาง เนื่องจากตลาดทั้งหมดในภูมิภาคจะเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง ในทางกลับกันหากการเปิดเสรีต้องล่าช้าไปกว่าปี 2563 แล้ว นอกจากจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ยังจะส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานของภูมิภาคต่ำกว่ากรณีอ้างอิง

3. ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ของเอเปค จากการเปิดเสรีด้านการลงทุน

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากการเปิดเสรีทางการค้า จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น หากดำเนินควบคู่ไปกับการเปิดเสรีด้านการลงทุน ทั้งนี้เพราะการเปิดเสรีด้านการลงทุน จะเอื้ออำนวยให้ทุนซึ่งถือเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐาน สามารถโยกย้ายไม่เพียงแต่ไปสู่ภาคการผลิต ที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น หากแต่ยังโยกย้ายไปสู่ประเทศที่มีประสิทธิภาพ ในการผลิตสินค้าและบริการชนิดนั้นๆ ด้วยเหตุดังกล่าวหากการเปิดเสรีทางการค้า ดำเนินไปควบคู่กับการเปิดเสรีด้านการลงทุน ผลที่ได้รับจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ย่อมจะมากกว่ากรณีที่ดำเนินการเปิดเสรี ทางการค้าแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และการขยายตัวของความต้องการใช้พลังงานก็ย่อมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

4. ผลสรุปเชิงนโยบายจากผลการศึกษา

จากผลการศึกษาทำให้สามารถสรุปได้ว่า การเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนตามเป้าหมายโบกอร์ จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และต่อสาขาพลังงานของภูมิภาคเอเปค โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ การดำเนินการตามเป้าหมายโบกอร์จะส่งผลโดยตรง ต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านขนาด และโครงสร้างของสาขาพลังงานในประเทศต่างๆ ทั้งในเรื่องรูปแบบของความต้องการด้านพลังงาน การจัดหาพลังงาน และการค้าพลังงาน และเนื่องจากก๊าซธรรมชาติ จะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่อไป การเร่งส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้ก๊าซธรรมชาติ จึงมีความจำเป็นยิ่ง นอกจากนั้นการเร่งขยายการลงทุนในกิจการพลังงานไฟฟ้า นับเป็นนโยบายที่จำเป็น เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการการเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนตามเป้าหมายโบกอร์

ผลจากการศึกษาที่ได้รับนี้ช่วยชี้ให้เห็นว่า แนวทางการดำเนินงานของคณะทำงานด้านพลังงาน ของเอเปคที่ต้องการสนับสนุน และส่งเสริมให้ภาคเอกชนในแต่ละประเทศ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสาขาพลังงานของประเทศ เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และควรได้รับการสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ผลการศึกษา ยังสนับสนุนหลักการพื้นฐานด้านพลังงาน ที่รัฐมนตรีพลังงานเอเปค ได้ให้การรับรองไว้ ซึ่งหลักการดังกล่าว มุ่งพัฒนาการใช้ การจัดหา และการขนส่งพลังงาน ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินตามแนวทางการเปิดกว้าง ของตลาดพลังงาน ลดการอุดหนุนทางด้านพลังงาน รวมทั้งส่งเสริมการเคลื่อนย้ายของกระแสเงินทุน เพื่อพัฒนาสาขาพลังงาน

 

หมายเหตุ บทความนี้สรุปมาจากผลการศึกษาของ ABARE ความเห็นใดๆ ที่ได้นำเสนอในบทความนี้จึงไม่ถือเป็นความเห็นของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

 

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

วารสารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 50 ตุลาคม-ธันวาคม 2543