การส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ |
|
ความเป็นมา
หน่วยบริการก๊าซชีวภาพ สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีแผนงานที่จะทำการส่งเสริม และเผยแพร่เทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพ ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2538 มีเป้าหมายในการก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพ ปริมาตรรวม 50,000 ลูกบาศก์เมตรภายในระยะเวลา 6 ปี (โครงการฯ ระยะที่ 1 และระยะที่ 2) โดยในปีแรกตั้งเป้าหมายการก่อสร้างระบบไว้ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตร ปีที่สอง 7,000 ลูกบาศก์เมตร และหลังจากนั้นอีกปีละ 10,000 ลูกบาศก์เมตร จนครบระยะเวลาโครงการ 6 ปี
ปัจจุบัน หน่วยบริการก๊าซชีวภาพ กำลังมุ่งเน้นให้บริการด้านเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพ ในการสำรวจฟาร์ม เพื่อวางผังระบบก๊าซชีวภาพ และส่วนประกอบต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพของพื้นที่ภายในฟาร์ม และจัดสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์ม และในขณะเดียวกัน ระบบจะช่วยจัดการกับของเสีย ที่เกิดขึ้นภายในฟาร์มอย่างเป็นระบบ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ และเริ่มเดินระบบแล้ว แต่ละฟาร์มจะต้องรับไปดำเนินการ และจัดการเองโดยเร็วที่สุด เพื่อก่อให้เกิดความสามารถ ที่จะดูแลระบบได้ด้วยบุคลากรของฟาร์มเองอย่างยั่งยืนต่อไป แนวทางการให้บริการของหน่วยบริการก๊าซชีวภาพ อาศัยหลักการทั่วไปของการดำเนินงานการจัดการสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบที่เป็นเชิงพาณิชย์ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบของธุรกิจ
เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ เป็นเทคโนโลยี ที่อาศัยหลักการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยวิธีชีวภาพแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Digestion) โดยสร้างสภาวะให้แบคทีเรียที่มีอยู่ในธรรมชาติ ย่อยสลายสารอินทรีย์ ที่มีอยู่ในน้ำเสียในสภาพไร้ออกซิเจน ผลที่ได้จากการหมักย่อย คือส่วนผสมของก๊าซชีวภาพที่ติดไฟได้ ซึ่งมีก๊าซมีเทน (Methane) เป็นองค์ประกอบหลักอยู่ประมาณ 70% ก๊าซชีวภาพที่ได้นี้ สามารถนำไปใช้ในการหุงต้ม หรือกกลูกสุกร ตลอดจนใช้กับเครื่องต้มน้ำร้อน และเครื่องอบแห้งเชิงอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี การใช้ก๊าซชีวภาพเน้นให้ใช้ประโยชน์ ทางด้านการผลิตความร้อนโดยตรงมากที่สุด เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อนของระบบการใช้ประโยชน์ และหากมีปริมาณมากเกินพอ ก็สามารถนำไปใช้เดินเครื่องยนต์ เพื่อผลิตไฟฟ้าต่อไป
ระบบก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นระบบที่มีส่วนประกอบหลายอย่าง ที่ทำงานสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี ซึ่งสามารถแยกออกเป็นขั้นตอนการทำงานของระบบ เป็นหลักใหญ่ๆ ได้ 3 ขั้นตอน คือ
1) ขั้นตอนที่ 1 เป็นการย่อยสลายสารอินทรีย์ ในบ่อหมักแบบราง (Channel Digester) ในขั้นตอนนี้ บ่อหมักแบบรางยังทำหน้าที่ในการแยกของเสียส่วนข้น และส่วนใสออกจากกันด้วย ของเสียส่วนข้น จะถูกหมักย่อยในบ่อหมักแบบรางนี้ ประมาณ 2030 วัน จนอยู่ในสภาวะที่เสถียร (stabilized) และผ่านเข้าสู่ลานกรองของแข็ง (Slow Sand Bed Filter : SSBF) โดยที่ลานกรองนี้ จะต่อเชื่อมกับบ่อหมักแบบราง และรับกากของเสียส่วนข้นที่ผ่านการหมักย่อยแล้ว จากบ่อหมักแบบราง กากของเสียที่ได้จากลานกรองของแข็งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของพื้นที่เพาะปลูกมาก รวมทั้งใช้ในการปลูกหญ้าในกิจการสนามกอล์ฟด้วย สำหรับของเสียส่วนใสซึ่งมีปริมาณ 8090% ของของเสียทั้งหมด จะไหลผ่านไปยังบ่อหมักแบบ UASB (Upflow Anaerobic Sludge Blanket Reactor) เพื่อบำบัดในขั้นตอนที่ 2 ต่อไป2) ขั้นตอนที่ 2 การบำบัดและย่อยสลายเกิดขึ้นในบ่อหมักแบบ UASB (Upflow Anaerobic Sludge Blanket Reactor) สารอินทรีย์ส่วนใหญ่ในน้ำเสีย ซึ่งอยู่ในรูปของสารละลาย จะถูกย่อยสลายในบ่อหมัก UASB และกลายเป็นก๊าซชีวภาพในที่สุด อัตราส่วนของปริมาตร ของบ่อหมักแบบราง ต่อปริมาตรของบ่อหมักแบบ UASB คือประมาณ 2-3 ต่อ 1 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะคุณสมบัติ ของน้ำเสียจากฟาร์มที่เข้าสู่ระบบบำบัด น้ำที่ผ่านการบำบัดจากบ่อหมักแบบ UASB แล้วนี้จะมีค่า COD ประมาณ 800-1,000 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งในขั้นตอนของการบำบัดแบบไร้ออกซิเจน จะสามารถลดค่าความสกปรกของสารอินทรีย์ ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสียได้ประมาณร้อยละ 95 ของค่าความสกปรกเริ่มต้น
3) ขั้นตอนที่ 3 โดยในขั้นตอนนี้กล่าวได้ว่าเป็นขั้นตอนของการบำบัดขั้นหลัง (Post Treatment) ซึ่งเป็นการบำบัดที่ออกแบบระบบให้มีการทำงานที่เลียนแบบธรรมชาติ โดยอาศัยการทำงานของพืช สาหร่าย สัตว์น้ำ เล็กๆ และแบคทีเรีย ซึ่งเกิดตามธรรมชาติ ทำงานสัมพันธ์กันเพื่อบำบัดน้ำ ที่ได้ผ่านการบำบัดแบบไร้ออกซิเจน มาแล้วในขั้นต้นให้สะอาดมากยิ่งขึ้น จนถึงขั้นที่สามารถหมุนเวียน นำกลับมาใช้ทำความสะอาดคอก และ/หรือ ปล่อยออกสู่ภายนอกได้ในที่สุด การบำบัดขั้นหลัง จะประกอบไปด้วยสระพักแบบเปิด ที่รับน้ำเสียจากการบำบัดขั้นตอนที่ 2 แล้วปล่อยเข้าสู่ชุดบึงพืชน้ำ ซึ่งปลูกพืชบางชนิด ไว้ให้ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะทำงานสัมพันธ์กันกับกลุ่มของแบคทีเรีย และในส่วนสุดท้าย ของชุดบึงพืชน้ำ จะเป็นสระเลี้ยงปลา เพื่อใช้ประกอบในการสังเกตคุณภาพน้ำที่ได้ต่อสิ่งมีชีวิต น้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วนี้จะมีค่า COD สุดท้ายที่คาดไว้ไม่เกิน 200-400 มิลลิกรัม/ลิตร และมีค่า BOD น้อยกว่า 60 มิลลิกรัม/ลิตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษยอมรับได้
น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดครบทั้งสามขั้นตอนแล้ว สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ได้ เช่น ใช้สำหรับล้างทำความสะอาดคอกสัตว์ และ/หรือสามารถปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ในสิ่งแวดล้อมภายนอกได้อย่างปลอดภัย
![]()
การสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
- โครงการระยะที่ 1
(2538-2541 รวมเวลา 3 ปี)
- สนับสนุนค่าบริหารจัดการโครงการ และการให้บริการทางเทคโนโลยี จำนวน 11.2 ล้านบาท
- สนับสนุนค่าก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพแก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 11.3 ล้านบาท
- โครงการระยะที่ 2
(2541-2545 รวมเวลา 4 ปี 6 เดือน)
- สนับสนุนค่าบริหารจัดการโครงการ และการให้บริการทางเทคโนโลยี จำนวน 56.3 ล้านบาท
- สนับสนุนค่าก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพแก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 45 ล้านบาท
ผลจากการดำเนินงานตามโครงการ
ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามโครงการ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ คาดว่ามีดังนี้ คือ
- ผลต่อปริมาณก๊าซมีเทน
(Methane : CH4) จากฟาร์มสัตว์เลี้ยงที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศก๊าซมีเทนเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งทำให้โลกมีสภาพร้อนขึ้น การดำเนินงานตามโครงการ จนมีการใช้ก๊าซชีวภาพหรือมีเทนกันอย่างเต็มที่แล้ว จะสามารถช่วยลดปริมาณก๊าซมีเทนจากฟาร์มสัตว์เลี้ยงที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศได้ โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ของทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยบริการก๊าซชีวภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพรวมกันถึง 50,000 ลูกบาศก์เมตร จะสามารถลดปริมาณก๊าซมีเทนที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศได้ถึงปีละ 6,500 ตัน นอกจากนี้ การใช้ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงยังสามารถลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากฟอสซิล ซึ่งเป็นการควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide : CO2) ที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศได้อีกทางหนึ่งด้วย
- ผลต่อการจัดการบำบัดน้ำเสียในฟาร์มสุกรและการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่
การบำบัดน้ำเสียด้วยระบบก๊าซชีวภาพในโครงการฯ นี้ สามารถที่จะลดปริมาณสารอินทรีย์ (ค่า BOD/COD) ในน้ำตัวอย่างลงได้มากกว่า 98% จากน้ำเสียที่เข้าสู่ระบบบำบัดซึ่งมักจะพบว่ามีปริมาณ COD ถึง 20,000 มิลลิกรัม/ลิตร เมื่อออกจากระบบบำบัดแล้วจะมีค่า COD เหลือเพียง 200-400 มิลลิกรัม/ลิตรเท่านั้น อย่างไรก็ตามการดูแลเอาใจใส่และการจัดการที่ดีและถูกต้อง จะส่งผลโดยตรงทำให้ระบบ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่คาดหวังไว้
น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดทุกขั้นตอนแล้วนั้น จะมีคุณภาพดีเพียงพอที่จะสามารถนำกลับมาใช้ในฟาร์ม เพื่อทำความสะอาดพื้นคอกได้ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำบาดาลของฟาร์ม และเกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้อีกทางหนึ่งด้วย หากคำนวณตามปริมาณเป้าหมายการก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพ ของหน่วยบริการก๊าซชีวภาพทั้งหมด คือ 50,000 ลบ.ม. แล้ว จะสามารถบำบัดน้ำได้ประมาณ 3,650,000 ลบ.ม. ต่อปี (โดยคำนวณในฟาร์มเลี้ยงสุกรขนาด 6,000 ตัว จะผลิตน้ำเสีย 200 ลบ.ม./วัน)
- ผลต่อการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
ของเสียทั้งที่เป็นของเหลวและส่วนที่เป็นของแข็งแห้ง หลังจากผ่านการหมักในระบบบำบัดนี้แล้ว จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี เพราะสารอาหารซึ่งมีธาตุหลักสำคัญต่างๆ ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม ยังคงมีอยู่ในปุ๋ยเหล่านี้ สามารถนำไปใช้ในการเพาะปลูกพืชและ/หรือปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งเป็นการหมุนเวียนเอามวลชีวภาพกลับมาใช้อย่างคุ้มค่า และแม้ว่าแร่ธาตุของปุ๋ยที่ได้จากการหมักนี้ ไม่ได้สูงกว่าปุ๋ยจากมูลสัตว์ที่ไม่ผ่านการหมักก็ตาม แต่ก็พบว่าการใช้ปุ๋ยที่ผ่านการหมักแล้ว จะปลอดภัยจากพยาธิต่างๆ และไม่มีอันตรายต่อต้นพืชแต่อย่างใด หากคำนวณจากเป้าหมาย ของระบบก๊าซชีวภาพ ในโครงการของหน่วยบริการก๊าซชีวภาพ คือ 50,000 ลูกบาศก์เมตร คาดว่าจะสามารถให้ผลผลิตปุ๋ยอินทรีย์ (ความชื้น 15%) ได้ถึง 300,000 ตัน ในระยะเวลา 15 ปี
- ผลต่อการจ้างงาน
การก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพตามโครงการนี้ สามารถก่อให้เกิดการจ้างงาน ในส่วนของอุตสาหกรรมในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี จากเป้าหมายการก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพ ในประเทศไทยของทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยบริการก๊าซชีวภาพ/มช. รวมกัน 70,000 ลูกบาศก์เมตร จะทำให้มีการจ้างงานในช่างฝีมือและช่างเทคนิคได้ 2,400 งานปี และสร้างงานในตำแหน่งแรงงานทั่วไป 1,100 งานปีตลอดระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการ ทั้งในส่วนของการก่อสร้างระบบ การซ่อมบำรุง และดูแลรักษาระบบ (ค่าตัวเลขและหน่วยงานปี [men years] คำนวณจาก จำนวนงานในแต่ละปี คูณด้วยจำนวนปีตลอดระยะเวลาโครงการ)
- ผลต่อการส่งเสริมการพัฒนาด้านเทคโนโลยี
เทคโนโลยีก๊าซชีวภาพที่นำมาประยุกต์ใช้นี้ เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นภายในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการจัดการของเสียจากฟาร์มปศุสัตว์ โดยได้เริ่มต้นจากระบบขนาดเล็กในภาคเกษตรกรรม เพื่อเป็นการทดสอบและพัฒนาปรับปรุงระบบ จนเป็นเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อการจัดการกับของเสียที่เกิดขึ้นในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปในภาคของอุตสาหกรรมการเกษตร อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีดังกล่าว ยังจะสามารถที่จะพัฒนาไปใช้ในการจัดการของเสียและน้ำเสีย ที่ปนเปื้อนสารอินทรีย์จากแหล่งผลิตน้ำเสีย และของเสียประเภทอื่นๆ ได้อีก เช่น น้ำเสียจากโรงงานเกษตรอุตสาหกรรม และแหล่งชุมชน เป็นต้น
- ผลต่อการลดการนำเข้าวัตถุดิบจากภายนอกประเทศ
การดำเนินงานตามโครงการนี้ ทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาพลังงานทดแทน ที่สร้างได้เองทางหนึ่งควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเรื่องมลภาวะ น้ำเสีย และการลดปริมาณก๊าซมีเทน ที่ปล่อยทิ้งสู่บรรยากาศ พร้อมทั้งได้ผลผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ที่สามารถนำกลับไปใช้เป็นประโยชน์ ในการเพาะปลูกของประเทศ และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในระบบทั้งหมด มากกว่าร้อยละ 98 เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งผลทำให้ประเทศชาติ มีเทคโนโลยีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัสดุ/อุปกรณ์จากต่างประเทศเลย
ระยะเวลาดำเนินงาน
โครงการเริ่มดำเนินงานในระยะที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2538 และเริ่มดำเนินงานในระยะที่ 2 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2540 โดยมีระยะสิ้นสุดของระยะที่ 2 ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2545
พลังงานทดแทน
การส่งเสริมเพื่อการก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพนี้ จะมีผลโดยตรงต่อการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ ของพลังงานทดแทน ซึ่งในการคำนวณค่าความร้อนของก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้น คาดว่าจะสามารถทดแทนพลังงาน ที่ต้องจัดซื้อจัดหาจากต่างประเทศในรูปของก๊าซหุงต้ม ประมาณ 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี หรือ 11 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมงต่อปี ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 ประมาณการพลังงานทดแทนจากก๊าซชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ ที่คาดว่าจะได้จากการก่อสร้าง ระบบก๊าซชีวภาพรวมกัน 50,000 ลูกบาศก์เมตร
ระบบก๊าซชีวภาพ 50,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถผลิตก๊าซชีวภาพ 25,000 ลบ.ม./วัน 9,125,000 ลบ.ม./ปี 136,875,000 ลบ.ม./15 ปี สามารถทดแทนการใช้ ก๊าซ LPG 11,500 กิโลกรัม/วัน 4,197,500 กิโลกรัม/ปี 62,962,500 กิโลกรัม/15 ปี (หรือ) พลังงานไฟฟ้า 30,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน 10,950,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/ปี 164,250,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/15 ปี ปุ๋ยอินทรีย์ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 50,000 กิโลกรัม/วัน 20,000 ตัน/ปี 300,000 ตัน/15 ปี ผลที่เกิดขึ้นจากการใช้พลังงานจากก๊าซชีวภาพนี้ จะสามารถช่วยลดการใช้พลังงานอื่นๆ ลงได้อย่างชัดเจน และยังเป็นแหล่งพลังงานที่สามารถผลิตขึ้นใช้เองได้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง โดยลดการพึ่งพาจากแหล่งพลังงานอื่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ระบบก๊าซชีวภาพจะช่วยให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ สามารถจัดการของเสียและน้ำเสีย ที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์ของฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทำให้เกิดรายได้หมุนเวียน มีการสร้างและใช้พลังงานทดแทนได้อย่างสม่ำเสมออีกด้วย
พื้นที่ดำเนินงานของโครงการ
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ภายใต้แผนงานด้านการอุนรักษ์พลังงาน) ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) มีจุดมุ่งหมายสนับสนุนหน่วยบริการก๊าซชีวภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ดำเนินการส่งเสริมฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้สามารถนำเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ ไปประยุกต์ใช้กับกิจการของฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อการลงทุน พร้อมทั้งรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจในการผลิตก๊าซชีวภาพ (ก๊าซมีเทน) จากของเสียในภาคเกษตรกรรม เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนของประเทศอย่างยั่งยืน ดังนั้นพื้นที่ดำเนินโครงการจึงต้องเป็นพื้นที่ในจังหวัด ที่มีความเป็นไปได้สูงในการผลิตก๊าซชีวภาพจากภาคเกษตรกรรมได้ เช่น มีจำนวนฟาร์มเลี้ยงสัตว์มากพอ เป็นต้น
ปัจจุบัน โครงการฯ ได้ก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพทั้งที่แล้วเสร็จ และกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ในหลายพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี, นครราชสีมา, เชียงใหม่ ฯลฯ
สถานภาพของโครงการ
ตั้งแต่แรกเริ่มโครงการฯ ได้ก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ดังนี้ (ตารางที่ 2, 3)
ตารางที่ 2 ระบบก๊าซชีวภาพที่ก่อสร้างในโครงการระยะที่ 1
ฟาร์ม ที่ตั้ง ปริมาตรระบบ หมายเหตุ 1. ฟาร์มปากช่อง
(บมจ. พันธุ์สุกร ไทย-เดนมาร์ค)อ.ปากช่อง
จ.นครราชสีมา2,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบแล้วเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี 2. เอส. พี. เอ็ม. ฟาร์ม #1
(บ. เอส. พี. เอ็ม. อาหารสัตว์ จก.)อ.ปากท่อ
จ.ราชบุรี2,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบแล้วเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี 3. บุญมีฟาร์ม #1
(บ. บุญมีปศุสัตว์ จก.)อ.ปากท่อ
จ.ราชบุรี2,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบแล้วเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปี 4. อภิชาติฟาร์ม อ.ปากท่อ
จ.ราชบุรี2,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบในระยะ 1 ปีแรก 5. ฟาร์ม ต.ประสพผล อ.บางไทร
พระนครศรีอยุธยา1,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มต้นเดินระบบในระยะ 1 ปีแรก 6. เค. พี. เค. ฟาร์ม #1
(บ. เค. พี. เค. ฟาร์ม จก.)อ.ปากท่อ
จ.ราชบุรี1,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบในระยะ 1 ปีแรก รวมปริมาตรทั้งสิ้น 10,000 ลูกบาศก์เมตร (ข้อมูล : กันยายน 2542)
ระบบก๊าซชีวภาพ ขนาด 1,000 ลบ.ม. พร้อมระบบบำบัดขั้นหลัง
ณ ฟาร์ม ต.ประสพผล อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาตารางที่ 3 ระบบก๊าซชีวภาพที่ก่อสร้างในโครงการระยะที่ 2
ฟาร์ม ที่ตั้ง ปริมาตรระบบ หมายเหตุ 1. เค. พี. เค. ฟาร์ม #2
(บ. เค. พี. เค. ฟาร์ม จก.)อ.ปากท่อ
จ.ราชบุรี3,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบในระยะ 1 ปีแรก 2. ฟาร์มคณาไฮบริด (สูงเนิน)
(บ. คณาไฮบริด จก.)อ.สูงเนิน
จ.นครราชสีมา4,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบในระยะ 6 เดือนแรก 3. เอส. พี.เอ็ม. ฟาร์ม #2
(บ. เอส. พี. เอ็ม. อาหารสัตว์ จก.)อ.ปากท่อ
จ.ราชบุรี5,000 ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จ และเดินระบบในระยะ 6 เดือนแรก 4. บุญมีฟาร์ม #2 อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี 3,000 ลบ.ม. อยู่ในระหว่างรอการก่อสร้างระบบ 5. เอส. พี.เอ็ม. ฟาร์ม #3 อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี 4,000 ลบ.ม. อยู่ในระหว่างการก่อสร้างระบบ 6. หนองบัวฟาร์ม
(บ. หนองบัวแอนด์คันทรีโฮมวิลเลจ จก.)อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี 4,000 ลบ.ม. อยู่ในระหว่างการก่อสร้างระบบ 7. กิตติวัฒน์ฟาร์ม อ.สันทราย
จ.เชียงใหม่1,000 ลบ.ม. อยู่ในระหว่างการก่อสร้างระบบ 8. จีรศักดิ์ฟาร์ม กิ่ง อ.สว่างวีรวงศ์
จ.อุบลราชธานี1,000 ลบ.ม. อยู่ในระหว่างออกแบบ/เขียนแบบ และประมาณราคากลางค่าก่อสร้าง 9. ฟาร์ม เอส. พี. เอฟ. (2) อ.กบินทร์บุรี
จ.ปราจีนบุรี2,000 ลบ.ม. อยู่ในระหว่างออกแบบ/เขียนแบบ และประมาณราคากลางค่าก่อสร้าง 10. ธารเกษมฟาร์ม อ.พระพุทธบาท
จ.สระบุรี3,000 ลบ.ม. อยู่ในระหว่างออกแบบ/เขียนแบบ และประมาณราคากลางค่าก่อสร้าง 11. ไร่ส้มสุกิจฟาร์ม อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี 2,000 ลบ.ม. อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อการก่อสร้าง 12. โสภณเลเยอร์ฟาร์ม อ.บ้านโพธิ์
จ.ฉะเชิงเทรา1,000 ลบ.ม. อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อการก่อสร้าง รวมปริมาตรทั้งสิ้น 33,000 ลูกบาศก์เมตร (ข้อมูล : กันยายน 2542) ปริมาตรรวมทั้งสิ้นของระบบ = 43,000 ลูกบาศก์เมตร
% จากเป้าหมาย (50,000 ลูกบาศก์เมตร) = 86 %
ระบบก๊าซชีวภาพ ขนาด 5,000 ลบ.ม. พร้อมระบบบำบัดขั้นหลัง
ณ เอส.พี.เอ็ม.ฟาร์ม (2) อ.ปากท่อ จ.ราชบุรีการประเมินและติดตามผลการทำงานของระบบ
หลังจากการสร้างและเดินระบบแล้ว หน่วยบริการก๊าซชีวภาพจะให้คำปรึกษาในการดูแลการทำงาน และติดตามผลการทำงานของระบบ (Monitoring) เป็นเวลา 1 ปี ปัจจุบันงานด้านการติดตามผลการทำงานของระบบ ได้ดำเนินการมาแล้วมากกว่า 2 ปี โดยมีจุดประสงค์หลัก เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ผลที่เกิดจากการทำงาน ของระบบในระยะยาว การติดตามผลทั้งในส่วนของการทำงาน ของระบบบำบัดน้ำเสีย การผลิตและการใช้ก๊าซชีวภาพ ระบบพลังงานไฟฟ้าที่ได้ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตลอดไปจนถึงการจัดการด้านการใช้น้ำของฟาร์ม อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยโครงการจะวางแผนการเก็บตัวอย่าง/ข้อมูล เพื่อการวิเคราะห์และติดตามเป็นระยะๆ ในเวลา 1 ปี หลังจากเริ่มต้นเดินระบบ
การประเมินผลการบำบัดน้ำเสีย
การดำเนินงานที่เอาใจใส่ต่อระบบอย่างถูกต้องตามหลักการที่กำหนดของเจ้าของฟาร์ม และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบภายในฟาร์มเป็นเรื่องที่จำเป็น และมีความสำคัญยิ่งที่จะทำให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลครบถ้วนสมบูรณ์ และยั่งยืนตามความคาดหวังที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งการประเมินผลการทำงานของระบบจะทำการประเมินทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้ง 3 ส่วน คือ
- การควบคุมมลภาวะและบำบัดน้ำเสียให้มีคุณภาพถึงระดับมาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษยอมรับ
- การผลิตพลังงานในรูปของก๊าซชีวภาพและการใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นอย่างคุ้มค่าต่อการลงทุน
- การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ให้มีปริมาณตามกำหนดได้อย่างสม่ำเสมอโดยตลอดดังแสดงในตารางที่ 2
ตารางที่ 4 แสดงความคาดหวังประโยชน์จากระบบก๊าซชีวภาพ และระบบบำบัดขั้นหลัง ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เป้าหมาย ขนาดของระบบ 1,000 ลบ.ม. 2,000 ลบ.ม. 3,000 ลบ.ม. 4,000 ลบ.ม. 1. การควบคุมมลภาวะ ลดกลิ่น+แมลงวัน ได้มากกว่า 80% ลดกลิ่น+แมลงวัน ได้มากกว่า 80% ลดกลิ่น+แมลงวัน ได้มากกว่า 80% ลดกลิ่น+แมลงวัน ได้มากกว่า 80% 2. คุณภาพน้ำที่บำบัดแล้ว COD < 400 มก./ลิตร
BOD < 60 มก./ลิตร
TKN < 100 มก./ลิตรCOD < 400 มก./ลิตร
BOD < 60 มก./ลิตร
TKN < 100 มก./ลิตรCOD < 400 มก./ลิตร
BOD < 60 มก./ลิตร
TKN < 100 มก./ลิตรCOD < 400 มก./ลิตร
BOD < 60 มก./ลิตร
TKN < 100 มก./ลิตร3. การผลิตก๊าซชีวภาพ » 500 ลบ.ม./วัน » 1,000 ลบ.ม./วัน » 1,500 ลบ.ม./วัน » 2,000 ลบ.ม./วัน 4. การใช้ประโยชน์ จากก๊าซชีวภาพ ไม่น้อยกว่า 80% ของก๊าซที่ผลิตได้ ไม่น้อยกว่า 80% ของก๊าซที่ผลิตได้ ไม่น้อยกว่า 80% ของก๊าซที่ผลิตได้ ไม่น้อยกว่า 80% ของก๊าซที่ผลิตได้ 5. ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ (ความชื้น15%) » 1,000 กก./วัน » 2,000 กก./วัน » 3,000 กก./วัน » 4,000 กก./วัน แผนงานในอนาคต
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) พอใจกับผลงานที่หน่วยบริการก๊าซชีวภาพ ได้ดำเนินการทั้งในโครงการระยะที่ 1 และระยะที่ 2 และมีความต้องการให้หน่วยบริการก๊าซชีวภาพ ขยายงานเข้าสู่โครงการระยะที่ 3 ในอนาคตอันใกล้ โดยที่ สพช. มีความต้องการที่จะส่งเสริมเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในวงกว้างขึ้นในภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศต่อไป
โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ส่วนที่ 1 : ฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่
ดำเนินงานโดย :
หน่วยบริการก๊าซชีวภาพ (Biogas Advisory Unit : BAU)
สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตู้ ป.ณ. 289 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชียงใหม่ 50202
ผู้จัดการโครงการ: วีระพันธ์ เกียรติภักดี
โทรศัพท์ : (053) 948196-8
โทรสาร : (053) 948195
E-mail : bau@loxinfo.co.th
HomePage : http://www.chmai.loxinfo.co.th/~bau/bau.htmlโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ส่วนที่ 2 : เกษตรกรรายย่อย
ดำเนินงานโดย :
สถาบันพัฒนาและส่งเสริมปัจจัยการผลิต
กรมส่งเสริมการเกษตร
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
ผู้จัดการโครงการ: รังสรรค์ กองเงิน
โทรศัพท์ : (02) 579 3664
โทรสาร : (02) 579 3664ภายใต้การสนับสนุนของ :
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.)
121/1-2 ถ.เพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : (02) 612 1555 ต่อ 354
โทรสาร : (02) 612 1372 หรือ 612 1378
E-mail : visesha@mozart.inet.co.th
HomePage : http://www.nepo.go.th
เอกสารประกอบ
ข้อมูลสรุปโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ เพื่อเป็นพลังงานทดแทน และปรับปรุงสิ่งแวดล้อม
ส่วนที่ 1 : ฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ ระยะที่ 1 (เป้าหมาย 10,000 ลบ.ม.)
ส่วนที่ 1 : ฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ ระยะที่ 2 (เป้าหมาย 40,000 ลบ.ม.)ข้อมูลสรุปโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ส่วนที่ 2 : เกษตรกรรายย่อย หน่วยงานที่รับผิดชอบ : กรมส่งเสริมการเกษตร
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
วารสารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 47 มกราคม-มีนาคม 2543