แผนระดมทุนจากภาคเอกชน
ในโรงไฟฟ้าราชบุรี

 

คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ได้มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 1/2542 (ครั้งที่ 67) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 เห็นชอบแผนระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี ตามที่ กฟผ. เสนอ โดยให้นำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการประสานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อดำเนินการตามแผนดังกล่าว ทั้งนี้ในประเด็นของการจัดสรรรายได้ที่ได้รับจากการจำหน่ายทรัพย์สินและหุ้นของ กฟผ. จะได้มีการพิจารณาระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง


1. ความเป็นมา


1.1 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2539 เห็นชอบรูปแบบโครงสร้างกิจการไฟฟ้าในอนาคตของประเทศ ให้มีการแยกกิจการผลิตไฟฟ้า กิจการสายส่งไฟฟ้า และกิจการจำหน่ายไฟฟ้าออกจากกัน โดยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะแยกออกเป็นหน่วยธุรกิจและจัดตั้งเป็นบริษัทย่อย จดทะเบียนและกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อมีความพร้อมต่อไป และตามแผนแม่บทการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ สาขาพลังงาน ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 ได้กำหนดแนวทางในการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน รวมทั้งได้มีการกำหนดให้ กฟผ. แปรรูปโรงไฟฟ้าราชบุรีภายในปี 2542

1.2 กฟผ. ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาประกอบด้วย บริษัท Dresdner Kleinwort Benson Advisory Services (Thailand) Limited บริษัท Lehman Brothers (Thailand) Limited และบริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด เพื่อศึกษาจัดทำแผนระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี และคณะอนุกรรมการประสานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า ซึ่งมีเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เป็นประธานและประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ได้มีมติเห็นชอบแผนระดมทุนฯ ดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 พร้อมทั้งมอบข้อสังเกตให้ใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาวิตต์ โพธิวิหค) ได้เห็นชอบในแผนระดมทุนฯ ดังกล่าว พร้อมทั้งมอบข้อสังเกตประกอบการพิจารณาดำเนินงานต่อไป


2. สาระสำคัญ


2.1 โครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง มีทรัพย์สินต่างๆ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ชุดที่ 1-3 กำลังการผลิต 2,175 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อน เครื่องที่ 1 และ 2 กำลังการผลิต 1,470 เมกะวัตต์ และทรัพย์สินอื่นที่ใช้ร่วมกัน เช่น อาคาร สำนักงาน แหล่งน้ำ และระบบบำบัดน้ำร้อน เป็นต้น

2.2 แนวทางการดำเนินการแปรรูปโรงไฟฟ้าราชบุรี มีขั้นตอนการดำเนินงานหลัก ดังนี้

(1) กฟผ. จะจัดตั้งบริษัทราชบุรี โฮลดิ้ง โดย กฟผ. ถือหุ้นร้อยละ 100

(2) บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง และ กฟผ. ร่วมกันจัดตั้งบริษัทในเครือ 2 บริษัท คือ บริษัทผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมราชบุรี จำกัด (บริษัทในเครือที่ 1) และบริษัทผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนราชบุรี จำกัด (บริษัทในเครือที่ 2) โดยบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง ถือหุ้นร้อยละ 75 และ กฟผ. ถือหุ้นร้อยละ 25

(3) กฟผ. ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง ให้แก่ พันธมิตรร่วมทุน 1 ในสัดส่วนร้อยละ 49 ในราคาประมูล และพนักงาน กฟผ. ในสัดส่วนร้อยละ 2 ในราคาของมูลค่าที่ตราไว้ จากนั้น บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง จะระดมเงินทุนโดยการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 โดยเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม คือ กฟผ. พันธมิตรร่วมทุน 1 และพนักงาน กฟผ. โดย กฟผ. จะยังคงถือหุ้นร้อยละ 49

(4) บริษัทในเครือที่ 1 เพิ่มทุนและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง และ กฟผ. ตามสัดส่วนการถือหุ้น 75:25 ต่อมา กฟผ. ขายหุ้นที่ถืออยู่ร้อยละ 25 ในบริษัทในเครือที่ 1 ให้แก่ พันธมิตรร่วมทุน 2 ในราคาประมูล

(5) บริษัทในเครือที่ 1 จัดหาเงินกู้เพื่อซื้อโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และที่ดินจาก กฟผ. และในขณะเดียวกันบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง ก็รับโอนทรัพย์สินที่ใช้ร่วมกันและที่ดินที่เหลือจากการแบ่งขายให้แก่บริษัทในเครือที่ 1 และ 2

(6) บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด และเพิ่มทุนครั้งที่ 2 โดยเสนอหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป พนักงาน กฟผ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฟผ. ในขั้นตอนนี้ กฟผ. จะลดสัดส่วนลงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 49

(7) บริษัทในเครือที่ 2 เพิ่มทุนและเสนอขายแก่บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง และ กฟผ. ตามสัดส่วนการถือหุ้น 75:25 ต่อมา กฟผ. ขายหุ้นที่ถืออยู่ร้อยละ 25 ในบริษัทในเครือที่ 2 ให้แก่พันธมิตรร่วมทุน 3 ในราคาประมูล

(8) บริษัทในเครือที่ 2 จัดหาเงินกู้เพื่อซื้อโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และที่ดินจาก กฟผ. ตลอดจนรับโอนโรงไฟฟ้าพลังความร้อน พร้อมทั้งชำระเงินให้แก่ กฟผ.


3. ประโยชน์ที่ได้รับ


การระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทเอกชน และเพิ่มการแข่งขันในกิจการผลิตไฟฟ้า เพื่อประสิทธิภาพในการให้บริการ ในราคาที่เป็นธรรมและลดภาระการลงทุนของภาครัฐ และยังสามารถแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง ด้านการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นกับ กฟผ. ได้ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะได้รับรายได้ประมาณ 55,000 ล้านบาท นอกจากนี้สามารถดำเนินการระดมทุนได้เร็ว และลดผลกระทบกับพนักงานเนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าใหม่ซึ่งไม่มีพนักงานประจำ


4. ข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการ ประสานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า


คณะอนุกรรมการประสานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ได้พิจารณาแผนระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี และมีมติเห็นชอบแผนระดมทุนฯ ดังกล่าว โดยได้ให้ข้อสังเกตเพื่อประกอบการพิจารณาการดำเนินการตามแผนฯ ดังนี้

4.1 แนวทางและขั้นตอนการระดมเงินทุน และเงินกู้ตามแผนระดมทุนภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี ควรมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะตลาดการเงินในขณะนั้น

4.2 การดำเนินงานตามแผนการระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี ควรให้สอดคล้องกับแผนแม่บท การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในสาขาพลังงาน ที่กำหนดให้มีตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า (Wholesale Power Pool) ภายในปี 2546 เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า การดำเนินงานตามแผนดังกล่าว ควรกำหนดให้บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด บริษัทในเครือที่ 1 และบริษัทในเครือที่ 2 มีแรงจูงใจพร้อมทั้งให้โอกาสเข้าสู่การแข่งขันในตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้าได้เมื่อบริษัทต้องการ

4.3 การกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า ควรกำหนดเฉพาะราคาเฉลี่ยตลอดโครงการ (Levelized Price) เท่านั้น ซึ่งควรจะต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่รับซื้อของโครงการ IPP ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประมูลเสนอรายละเอียดโครงสร้างราคาซื้อขายไฟฟ้าเอง

4.4 การกำหนดวิธีการประเมินราคาทรัพย์สิน การตีราคาทรัพย์สิน ควรจะต้องพิจารณาร่วมกับราคาค่าไฟฟ้า และผลตอบแทนของโครงการ เพื่อให้เกิดความสมดุลย์และเหมาะสมเนื่องจากจะมีผลกระทบถึงกัน

4.5 การจัดทำประกาศเชิญชวน (Terms of Reference : TOR) เพื่อคัดเลือกพันธมิตรร่วมทุน อาจจัดทำเป็นชุดเดียวกัน ทั้งในระดับบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง และบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีทั้ง 2 แห่ง เพื่อไม่ให้เกิดความสลับซับซ้อน

4.6 กฟผ. ควรดำเนินการตามขั้นตอนขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขออนุมัติ ในหลักการในการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้กับบริษัททั้งสาม

4.7 การขออนุมัติให้ กฟผ. จัดสรรกำไรร้อยละ 90 สำหรับการลงทุนและชำระคืนเงินกู้ของ กฟผ. และร้อยละ 10 ให้กองทุนบริหารทรัพยากรบุคคลนั้น เป็นข้อเสนอที่น่าจะเป็นที่ยอมรับได้เนื่องจากเป็นที่ยอมรับของผู้บริหารและพนักงาน กฟผ. รวมทั้งกระทรวงการคลังสามารถพิจารณาเพิ่มอัตราเงินส่งคลัง (Remittance Rate) ได้ตามความเหมาะสมหากต้องการ

4.8 ในการกำหนดสัดส่วนและราคาหุ้นที่จะขายให้พนักงาน กฟผ. ควรมีการพิจารณาให้รอบคอบ โดยให้คำนึงถึงทั้งการมีส่วนร่วมของพนักงานในการระดมทุน สภาพตลาดการเงิน และผลประโยชน์ของประเทศโดยส่วนรวม

4.9 การประชาสัมพันธ์การแปรรูปของ กฟผ. ซึ่งรวมถึงการประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร ควรแยกออกจากงานประชาสัมพันธ์ทั่วไป และดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการแปรรูป กฟผ. ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่พนักงาน รวมถึงการให้ข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์แก่ทุกฝ่าย


5. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542


คณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 มีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2542 (ครั้งที่ 67) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 โดยเห็นชอบแผนระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรีตามที่ กฟผ. เสนอโดยให้นำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการประสานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้าในการประชุมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 ใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อดำเนินการตามแผนดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ในประเด็นของการจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการจำหน่ายทรัพย์สินและหุ้นของ กฟผ. จะได้มีการพิจารณาระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง


6. การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535


เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะพิเศษ) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 ได้ให้ความเห็นว่า การระดมทุนตามแผนระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี ตามที่ กฟผ. เสนอ จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 โดยตามมาตรา 9 (2) แผนระดมทุนฯ ดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

การดำเนินการตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานฯ จะมีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

6.1 ขั้นตอนการเสนอโครงการ

ตามมาตรา 6 และ 7 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ได้กำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระที่มีคุณสมบัติตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ให้คำปรึกษา และให้ที่ปรึกษานำเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามที่ สศช. กำหนด โดย กฟผ. ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระทำการศึกษา และได้นำเสนอผลการศึกษาของที่ปรึกษาต่อคณะอนุกรรมการประสานการดำเนินงานในอนาคตของการไฟฟ้า ร่วมพิจารณามาโดยตลอด ซึ่งต่อมา กพช. ได้มีมติเห็นชอบในรายงานการศึกษา แผนระดมทุนจากภาคเอกชน ในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรีแล้ว

6.2 การเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรีเป็นโครงการที่มีทรัพย์สินอยู่แล้ว จึงต้องดำเนินการ ตามมาตรา 9 (2) ซึ่งกำหนดให้ กฟผ. ต้องนำเสนอผลการศึกษาต่อกระทรวงการคลัง เพื่อให้กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติในหลักการต่อไป

6.3 ขั้นตอนการดำเนินโครงการ

เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการตามข้อ 6.2 แล้ว กฟผ. จะต้องดำเนิการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการระดมทุนฯ ให้อำนาจหน้าที่สอดคล้องกับมาตรา 13 และมาตรา 14 ของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ดังนั้น คณะกรรมการฯ จะประกอบด้วย

โดยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

  1. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวน ร่าง TOR และเงื่อนไขในสัญญา
  2. กำหนดหลักประกันซองและหลักประกันสัญญา
  3. กำกับดูแลการประเมินราคาทรัพย์สินของโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรีที่ดำเนินการ โดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ กำหนดราคาทรัพย์สินที่ กฟผ. จะขายให้บริษัทราชบุรีโฮลดิ้งและบริษัทในเครือทั้งสอง
  4. กำกับดูแลการจัดทำสัญญาทุกฉบับ ทั้งในส่วนของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ สัญญาจะซื้อจะขายทรัพย์สิน และสัญญาอื่นๆ ฯลฯ
  5. คัดเลือกพันธมิตรร่วมทุนทั้งสามราย
  6. กำหนดสัดส่วนและราคาหุ้นที่ กฟผ. ประสงค์จะขายให้แก่พันธมิตรร่วมทุนทั้งสามรายและพนักงาน กฟผ.
  7. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและหรือคณะทำงานเพื่อดำเนินการในแต่ละเรื่องตามที่คณะกรรมการดำเนินการฯ เห็นควร
  8. นำผลการดำเนินงานตาม (3) ถึง (6) เสนอคณะกรรมการ กฟผ. เพื่ออนุมัติ

6.4 ขั้นตอนการกำกับดูแลและติดตามผล

เมื่อ กฟผ. ลงนามในสัญญาแล้ว หน่วยงานเจ้าของโครงการ (กฟผ.) จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงาน ประกอบด้วย

เพื่อทำหน้าที่ติดตาม กำกับ ดูแล ให้มีการดำเนินงานตามที่กำหนดในสัญญา และรายงานผลการดำเนินงานความคืบหน้า ปัญหาและแนวทางแก้ไขต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ตามระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่เกิน 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง


7. ความเห็นของกระทรวงการคลัง


กระทรวงการคลังได้พิจารณาแผนระดมทุนภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรีแล้ว เห็นชอบในหลักการตามมติ กพช. โดยมีข้อสังเกต ดังนี้

7.1 ควรมีการปรบปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการดำเนินการะดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี เนื่องจากยังไม่สอดคล้องกับมาตรา 13 และ 14 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ

7.2 การจัดตั้งบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง และบริษัทลูกของบริษัทราชบุรีโฮลดิ้งนั้น กระทรวงการคลังไม่ขัดข้องในหลักการ หากกำไรจากการขายโรงไฟฟ้าราชบุรี ที่กระทรวงการคลังได้รับจากการขายหุ้นบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง และบริษัทลูก มีจำนวนไม่แตกต่างจากการไม่ตั้งบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง

7.3 เห็นชอบในหลักการขายหุ้นที่ กฟผ. ถืออยู่ในบริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง และการขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ของบริษัทราชบุรีโฮลดิ้งในราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ (par) ให้แก่พนักงาน กฟผ. แต่สำหรับสัดส่วนในการขายให้แก่พนักงาน เป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นควรให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง

7.4 แนวทางในการจัดสรรกำไรที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินและหุ้นนั้น กระทรวงการคลังได้ขอให้ กฟผ. ดำเนินการขออนุมัติจัดสรรกำไรที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์สินและหุ้นจากกระทรวงการคลัง

7.5 สำหรับการขอให้คณะรัฐมนตรีกำหนดนโยบายให้กรมสรรพกร กระทรวงการคลังพิจารณายกเว้นให้ กฟผ. มิต้องปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) ข้อ 2 (4) กระทรวงการคลังเห็นว่า ประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับทั่วไป กฟผ. จึงไม่ควรได้รับการยกเว้น อย่างไรก็ตาม เห็นควรให้ขอทำความตกลงกับกรมสรรพากรต่อไป

7.6 กระทรวงการคลังเห็นด้วยกับการขอให้กรมธนารักษ์ พิจารณาอนุมัติให้บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง ได้สิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน อันเป็นบริเวณของโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี ทั้งนี้ รายละเอียดเงื่อนไขในการให้เช่า ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น เพื่อเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ พ.ศ. 2535 สำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้นำเสนอแผนระดมทุนจากภาคเอกชนในโครงการโรงไฟฟ้าราชบุรี และความเห็นของกระทรวงการคลัง ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ ตามที่ได้เคยมีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 โดยให้ กฟผ. รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลังตามข้อ 7 ไปดำเนินการต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอแล้ว ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542

 

 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

วารสารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 43 มกราคม-มีนาคม 2542