การแข่งขันของธุรกิจปั๊มน้ำมัน
หลังยุคราคาน้ำมันลอยตัว

 

ผลจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของปั๊มน้ำมันในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมากอปรกับภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ
ทำให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งประสบปัญหาการดำเนินกิจการอย่างหนัก ผลตอบแทนจากการลงทุนไม่คุ้มค่า
จึงต้องพยายามปรับกลยุทธ์ทางการค้ามากขึ้น และหารายได้เสริมจากกิจการอื่นๆ เพื่อความอยู่รอด

ภายหลังที่ประเทศไทยได้นำระบบราคาน้ำมันลอยตัวมาใช้ตั้งแต่กลางปี 2534 การขยายตัวของปั๊มน้ำมันได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีผู้ค้ารายใหญ่อยู่เพียง 4 รายเท่านั้น คือ ปตท. เชลล์ เอสโซ่ และคาลเท็กซ์ ก็ได้มีผู้ค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าใหม่ๆ เข้ามาลงทุนมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากค่าการตลาดที่ได้ปรับตัวสูงขึ้น และการแก้ไขกฎเกณฑ์การจัดตั้งปั๊มน้ำมันของรัฐที่ผ่อนคลาย เพื่อมุ่งหวังให้มีการแข่งขันในตลาดมากขึ้น จึงเป็นแรงจูงใจทำให้ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ มีการเปิดดำเนินกิจการมากขึ้น การขยายตัวของปั๊มน้ำมันได้เพิ่มขึ้นจาก 3,475 แห่ง ในปี 2534 เป็น 12,208 แห่ง ในปี 2540

ตารางแสดงอัตราการขยายตัวของปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ

ปี จำนวนปั๊มน้ำมัน
ทั่วประเทศ
เพิ่มขึ้น
ราย ร้อยละ
2534 3,475 - -
2535 3,764 289 8
2536 4,186 422 11
2537 5,765 1,576 38
2538 8,014 2,249 39
2539 10,045 2,031 25
2540 12,208 2,163 22

สถานการณ์การขยายตัวของปั๊มน้ำมันในช่วงปี 2535-2540

ปี 2535-2536

ในช่วงนี้การขยายตัวของปั๊มน้ำมันมีอัตราที่เพิ่มขึ้นแต่ไม่สูงมาก คือร้อยละ 8 ในปี 2535 และร้อยละ 11 ในปี 2536 โดยเป็นการเพิ่มในกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่สูงที่สุดถึงสัดส่วนร้อยละ 59 ในขณะที่กลุ่มผู้ค้ารายเล็กและผู้ค้าอิสระเพิ่มขึ้นในสัดส่วนร้อยละ 36 และร้อยละ 3 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากความได้เปรียบ ในฐานะกลุ่มผู้ค้าที่มีอยู่เดิม จึงทำให้ง่ายต่อการขยายตลาด ประกอบกับแรงจูงใจในค่าการตลาด ที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นภายหลังระบบราคาน้ำมันลอยตัว และการแก้ไขกฎเกณฑ์การตั้งปั๊มน้ำมันของรัฐที่ผ่อนคลาย ทำให้การตั้งปั๊มน้ำมันดำเนินการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

ปี 2537-2538

ในช่วงปี 2537และ 2538 ได้เริ่มมีปั๊มน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันเปิดกิจการปั๊มน้ำมันมากขึ้น พร้อมกันนั้นได้มีการเกิดขึ้น ของสถานีบริการอิสระ ขนาดเล็ก มากมาย ในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกล จึงทำให้การขยายตัวของปั๊มน้ำมัน มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นมากถึงร้อยละ 38 และร้อยละ 39 ในปี 2537 และปี 2538 ปั๊มน้ำมันอิสระขนาดเล็ก และปั๊มถังลอย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีต้นทุนประกอบการที่ต่ำ ได้ใช้กลยุทธ์ในการแย่งส่วนแบ่งการตลาด จากผู้ค้ารายใหญ่และรายเล็ก โดยการตัดราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มลงจนราคาต่ำมาก จึงทำให้ค่าการตลาดที่เคยสูง ในช่วงการนำระบบราคาน้ำมันลอยตัวมาใช้ เริ่มลดต่ำลง ในขณะเดียวกันการเพิ่มสูงขึ้นของจำนวนปั๊มน้ำมัน มีผลทำให้ยอดขายต่อปั๊มลดลงตามไปด้วย ปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่เริ่มประสบปัญหาต้นทุนประกอบการที่สูงขึ้น และรายได้ต่ำลง อันเนื่องมาจากการแข่งขันที่รุนแรงจนต่ำกว่าจุดคุ้มทุน จึงได้เริ่มปรับเปลี่ยนกลยุทธทางการค้า โดยเพิ่มกิจการอื่น เข้ามาเสริมรายได้ของปั๊มน้ำมัน เพื่อความอยู่รอด เช่น เปิดร้านมินิมาร์ทและบริการล้างรถอัตโนมัติ เป็นต้น

ปี 2539-2540

ผลจากการขยายตัวของปั๊มน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการแข่งขันการขายระหว่างปั๊มน้ำมันที่รุนแรง ถึงแม้ค่าการตลาดซึ่งเป็นสิ่งจูงใจ ให้ผู้ค้าน้ำมันขยายกิจการ หรือเข้ามาลงทุนยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่ผ่านมา แต่จากการที่ยอดขายต่อปั๊มตกต่ำลงอย่างมาก กอปรกับสภาพเศรษฐกิจที่เริ่ม ถดถอยและการแข่งขันที่อิ่มตัวในเมือง และริมถนนสายหลัก ทำให้เกิดการชะลอการเปิดตัว ปั๊มน้ำมันทั้งของผู้ค้ารายใหญ่และรายเล็ก ในขณะที่บางรายก็ปิดกิจการลง เพราะสู้กับสภาพการแข่งขันไม่ไหว ปั๊มน้ำมันอิสระหันไปเปิดกิจการในเขตชนบทมากขึ้น การขยายตัวของปั๊มน้ำมันในภาพรวม ของประเทศ เริ่มมีอัตราการเพิ่มที่ลดลง เหลือร้อยละ 25 ในปี 2539 และร้อยละ 22 ในปี 2540 ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบจำนวนปั๊มน้ำมัน ที่เปิดใหม่ของผู้ค้ารายใหญ่กับผู้ค้ารายเล็กในช่วงปี 2538-2540 จะเห็นว่าการขยายตัว ของจำนวนปั๊มน้ำมันเปิดใหม่ของกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่จากจำนวน 158 แห่ง ในปี 2538 ได้เพิ่มเป็น 178 แห่ง ในปี 2539 แต่กลับลดลงเหลือเพียง 59 แห่ง ในปี 2540 ในขณะที่ผู้ค้ารายเล็กมีจำนวนปั๊มน้ำมันที่เปิดใหม่จากจำนวน 952 แห่ง ในปี 2538 ได้ลดลงเหลือเพียง 658 แห่ง และ 208 แห่ง ในปี 2539 และ 2540 ตามลำดับ แต่ผู้ค้าอิสระกลับขยายจำนวนปั๊มน้ำมันได้มากขึ้น จาก 1,195 แห่งในปี 2539 เป็น 1,896 แห่งในปี 2540 ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องชี้ชัดว่าทัศนคติของผู้บริโภคในการเลือกซื้อน้ำมันได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ เพราะราคาที่ต่ำกว่า แทนที่จะยึดติดกับความเชื่อถือในยี่ห้อ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

ตารางแสดงการเพิ่มขึ้นของปั๊มน้ำมัน แยกตามประเภทผู้ค้า

  ผู้ค้ารายใหญ่
(4 ราย)
ผู้ค้ารายเล็ก
(11 ราย)
ผู้ค้าอิสระ
(ไม่มีเครื่องหมายการค้า)
รวม
2535 156 95 38 289
2536 261 161 0 422
2537 177 763 639 1,576
2538 158 952 1,139 2,249
2539 178 658 1,195 2,031
2540 59 208 1,896 2,163
  989 2,637 4,907 8,533

ตารางแสดงจำนวนปั๊มน้ำมันที่เปิดใหม่และเลิกกิจการ

ปี ผู้ค้ารายใหญ่ ผู้ค้ารายเล็ก
เปิดใหม่ เลิกกิจการ เพิ่มสุทธิ เปิดใหม่ เลิกกิจการ เพิ่มสุทธิ
2538 241 83 158 970 18 952
2539 328 150 178 686 28 658
2540 264 205 59 258 50 208

ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นไป

คาดว่าอัตราการขยายตัวของปั๊มน้ำมันยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงกว่า ปี 2540 เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ มีอัตราการขยายตัวที่ต่ำลงมาก หรืออาจจะไม่ขยายตัวในระยะสั้น ทั้งนี้เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำขณะนี้ ยังต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัวอย่างน้อย 2-3 ปี ขณะเดียวกันการเปิดปั๊มน้ำมันใหม่ก็ดำเนินการได้ยากขึ้น เนื่องจากธนาคารระมัดระวังในการปล่อยเงินกู้ ทำให้ผู้ประกอบการขาดเงินลงทุนก่อสร้างและเงินทุนหมุนเวียน

หมายเหตุ

  1. ผู้ค้ารายใหญ่ หมายถึง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 รายใหญ่ 4 รายที่ดำเนินกิจการอยู่เดิม ตั้งแต่ก่อนมีการนำระบบราคาลอยตัวมาใช้ คือ ปตท. เชลล์ เอสโซ่ และคาลเท็กซ์
  2. ผู้ค้ารายเล็ก หมายถึง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 รายอื่นๆ นอกจาก 1. ได้แก่ บางจาก ซัสโก คอสโม โมบิล สุโขทัย บีพี ภาคใต้เชื้อเพลิง เอ็มพี คูเวต ทีพีไอ และ พีเอ
  3. ผู้ค้าอิสระ หมายถึง ผู้ค้ารายย่อยที่ไม่ได้เป็นผู้ค้าตามมาตรา 6

 

 

 

 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

วารสารนโยบายพลังงาน ฉบับที่ 39 มกราคม-มีนาคม 2541