มาตรการประหยัดพลังงาน

 

1. ความเป็นมา

1.1 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ได้รับทราบผลการดำเนินงานเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ได้รายงานให้ทราบ และคณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่า ในปัจจุบันประเทศไทย มีการใช้ไฟฟ้าในที่สาธารณะ โดยไม่มีการประหยัด และไม่มีการดูแลรับผิดชอบอย่างจริงจัง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติมอบหมายให้ สพช. ดำเนินการตรวจสอบ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแก้ไขโครงสร้างเรื่องดังกล่าวในภาพรวมทั้งระบบ เช่น ค่าใช้จ่ายกระแสไฟฟ้า การดูแลรับผิดชอบ เป็นต้น

1.2 สพช. ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2544 เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขหรือกำหนดมาตรการต่างๆ ที่สามารถดำเนินการได้ในปัจจุบัน รวมทั้งรับทราบ และพิจารณาป้องกันผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง หากมีการกำหนดมาตรการการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น หรือการดำเนินกิจการที่ต้องใช้เชื้อเพลิง หรือพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การปิดไฟฟ้าในที่สาธารณะที่ไม่จำเป็น การห้ามใช้ไฟฟ้าในการโฆษณาป้ายสินค้า หรือบริการ หรือประดับสถานที่ธุรกิจ การกำหนดวันเวลาในการเปิด และปิดกิจการของโรงภาพยนตร์ สถานบริการ หรือสถานบันเทิงอื่นๆ เป็นต้น

1.3 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ได้มีการก่อวินาศกรรมตึก “เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์” และอาคาร “เพนตากอน” ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ส่งผลกระทบต่อภาวะความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ทางด้านพลังงาน โดยราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มขยับตัวสูงขึ้น และแม้ว่าปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศจะมีเพียงพอ แต่เพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ในอนาคต ที่มีความไม่แน่นอน คณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงานจึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป จากเดิม 3% เป็น 5% ของการใช้ในแต่ละปี แต่เนื่องจากการปรับเพิ่มสำรองตามกฎหมายดังกล่าว จะใช้เวลา 90 วันหลังการประกาศ จึงจะมีผลบังคับใช้ ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันให้เร็วขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2544 ลงวันที่ 19 กันยายน 2544 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้มีการสำรองน้ำมัน ภายใน 30 วัน

1.4 แม้ว่าในขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะยังไม่มีผลกระทบต่อการผลิตและการค้าน้ำมันของโลก รวมทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้กลับสู่ภาวะปกติ โดยราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก ได้ลดลงสู่ระดับเดียวกับก่อนเกิดเหตุการณ์ในสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ราคาขายปลีกในประเทศลดลงด้วย แต่คณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน เห็นควรให้มีการกำหนดมาตรการทางด้านการประหยัดพลังงานด้วย เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสถานการณ์น้ำมันโลก เพราะหากประเทศสหรัฐอเมริกา ปฏิบัติการตอบโต้และมุ่งไปที่ตะวันออกกลางแล้ว อาจเกิดผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำมัน ของประเทศไทยในหลายๆ ด้าน เช่น ด้านราคา ด้านการจัดหา เป็นต้น

2. การกำหนดมาตรการประหยัดพลังงาน

คณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 17 และ 22 กันยายน 2544 เพื่อพิจารณาเรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน โดยได้มีการนำเรื่องดังกล่าวหารือในที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2544 และคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงานได้พิจารณาแล้ว ได้มีมติให้มีการดำเนินมาตรการเร่งด่วนที่ไม่รุนแรงนัก แต่สามารถปฏิบัติได้ทันที เพื่อลดการใช้พลังงาน และเพื่อเตรียมพร้อมในการรองรับวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ที่อาจจะเกิดขึ้น ดังนี้

2.1 การเร่งดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน

(1) ให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เร่งดำเนินการให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน ในโรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4,140 แห่ง โดยเร่งให้เกิดการลงทุนปรับปรุงการใช้พลังงานให้เร็วที่สุด

(2) ให้ สพช. สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยขยายโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จให้กว้างขวางมากขึ้น เช่น โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ โครงการส่งเสริมการใช้เตาหุงต้มประสิทธิภาพสูง เป็นต้น และเร่งส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน การนำของเสียกลับมาใช้เป็นพลังงาน (Recycle และพลังงานขยะ) และการอนุรักษ์พลังงานในอุตสาหกรรม ขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้เกิดผลโดยเร่งด่วนต่อไป

2.2 การรณรงค์และขอความร่วมมือให้มีการประหยัดพลังงาน

(1) ให้ สพช. เร่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และกระตุ้นให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการลดปริมาณการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง เช่น

น้ำมัน

ไฟฟ้า

(2) รณรงค์ให้ประชาชนขับรถยนต์ไม่เกินความเร็วสูงสุด ตามที่กฎหมายจราจรกำหนด คือ บนทางธรรมดา 90 กม./ชม. บนทางด่วน 110 กม./ชม. และบนทางมอเตอร์เวย์ 120 กม./ชม. และชี้แจงให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ของการขับรถยนต์ในระดับ 90 กม./ชม. ทั้งด้านความปลอดภัยและการลดค่าน้ำมัน

(3) ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาครัฐ ในการปิดไฟป้ายโฆษณา ไฟส่องป้ายโฆษณา และไฟส่องอาคาร ภายหลังเวลา 24.00 น.

(4) ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง กทม. เทศบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดการใช้ไฟฟ้าสาธารณะ ที่ไม่จำเป็นลง เช่น การปิดไฟถนนที่ไม่มีรถคับคั่งตลอดสาย และเปิดไฟถนนเฉพาะบริเวณทางแยกหลัง 24.00 น. โดยให้พิจารณาถึงความปลอดภัยและความจำเป็นในแต่ละเส้นทาง

(5) ให้กระทรวงพาณิชย์ (กรมการค้าภายใน) ขอความร่วมมือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ในการปิดห้างในช่วง 22.00-10.00 น.

2.3 การปฏิบัติตามกฎหมาย

ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะ

ในขณะเดียวกันให้มีการรณรงค์ ให้ประชาชนทุกคน ปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะจะสามารถลดการใช้พลังงานได้มาก

2.4 มาตรการสำหรับส่วนราชการ

ให้ส่วนราชการดำเนินการดังนี้

  1. เร่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2543 ที่ให้หน่วยราชการระดับกรม จัดตั้งคณะทำงานที่มีหัวหน้าส่วนราชการเป็นประธาน เพื่อรับผิดชอบในคณะทำงาน การกำหนดแผนงาน นโยบาย และเป้าหมายในการลดพลังงานให้ได้อย่างน้อย 5% โดยให้นำมาตรการประหยัดพลังงาน ตามข้อ 2.2 ข้อ (1) (2) และ (3) มาพิจารณาปฏิบัติด้วย
  2. ให้รถราชการที่ใช้น้ำมันเบนซิน ออกเทน 91 ได้ ต้องใช้ ออกเทน 91 โดยให้กรมบัญชีกลางออกเป็นระเบียบบังคับ และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการปฏิบัติของส่วนราชการอย่างเคร่งครัด และให้มีการดูแลบำรุงรักษาเครื่องยนต์ของรถราชการให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ
  3. ให้ปรับอุณหภูมิห้องปรับอากาศเป็น 25-26 °C และรณรงค์เลิกใส่เสื้อนอก โดยให้ ข้าราชการการเมือง และข้าราชการประจำระดับสูง ทำเป็นตัวอย่าง
  4. ให้ดูแลเรื่องการใช้ลิฟท์ของหน่วยราชการ โดยให้หลีกเลี่ยงการใช้ลิฟท์กรณีขึ้นลง เพียงชั้นเดียว หรือจัดการให้ระบบลิฟท์ สามารถหยุดได้ชั้นเว้นชั้น และควรหาวิธีปรับปรุงลิฟท์ ให้สามารถตัดไฟได้อัตโนมัติ หากไม่มีการใช้งานเป็นเวลานาน

2.5 มาตรการอื่นๆ

เร่งมาตรการปิดถนน เช่น ปิดถนนข้าวสาร และถนนบริเวณบางลำภู เยาวราช และสีลม เป็นต้น โดยให้เริ่มทยอยปิดถนนที่สามารถปิดได้ โดยไม่มีผลกระทบด้านการจราจรมากนัก และเพิ่มเวลาปิดให้มากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะให้เชื่อมโยงกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว

3. การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน

สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซี อินเตอร์เนตโพลล์ (เอแบคโพลล์) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อมาตรการประหยัดพลังงาน ในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ในกลุ่มประชาชนอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 2,450 ตัวอย่าง โดยดำเนินการสำรวจตั้งแต่วันที่ 19 – 21 กันยายน 2544 เพื่อประเมินความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ระดับความเดือดร้อนของประชาชนหากรัฐกำหนดมาตรการประหยัดพลังงาน และประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ในการประหยัดพลังงาน ซึ่งสรุปผลการสำรวจได้ดังนี้

3.1 ความวิตกกังวลจากผลกระทบ ของปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและกลุ่มผู้ก่อการร้าย มีจำนวนผู้วิตกกังวลร้อยละ 19 ค่อนข้างวิตกกังวลร้อยละ 44 ค่อนข้างไม่วิตกกังวลร้อยละ 13.4 ไม่วิตกกังวลร้อยละ 14.4 และไม่มีความเห็นร้อยละ 9.1

3.2 ความคิดเห็นของประชาชน ต่อมาตรการประหยัดพลังงาน มีดังนี้

มาตรการประหยัดพลังงาน ความคิดเห็น (%)
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่มีความเห็น รวม
  • การดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่จอด
  • 82.4 7.1 10.5 100
  • การปฏิบัติตามกฎจราจร อย่างเคร่งครัด
  • 90.3 2.3 7.4 100
  • การตรวจเข้ม เรื่องควันขาว-ควันดำ
  • 87.8 3.3 8.9 100
  • การตรวจจับ การแข่งรถยนต์/จักรยานยนต์
  • 88.6 3.0 8.4 100
  • การจำกัดความเร็วรถยนต์ ไม่เกิน 90 กม./ชม.
  • 62.8 18.8 18.4 100
  • การปิดไฟป้ายโฆษณา ไฟส่องป้ายโฆษณา และ ไฟส่องอาคาร หลังเวลา 24.00 น.
  • 71.1 12.9 16.0 100
  • การปิดห้างสรรพสินค้า ระหว่างเวลา 22.00-10.00 น.
  • 53.6 31.8 14.6 100
  • การปิดไฟถนน ที่ไม่มีรถคับคั่งตลอดสาย และเปิดไฟถนน เฉพาะบริเวณทางแยก
  • 73.6 9.5 16.9  
  • การตั้งอุณหภูมิ ในห้องปรับอากาศที่ 25-26 °C
  • 64.7 12.9 22.4 100
  • การลดการแต่งกาย ที่ทำให้เกิดความร้อน เช่น งดการใส่สูท
  • 59.4 13.8 26.8 100

    ==> อ่านรายละเอียด สรุปสำหรับผู้บริหาร และ รายงานผลการสำรวจในรายละเอียด

    4. สรุปผลการประหยัดจากการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ

    หากสามารถรณรงค์ให้ประชาชน และส่วนราชการดำเนินการ ประหยัดพลังงานได้ ตามมาตรการต่างๆ ข้างต้น คาดว่าจะสามารถลด ปริมาณการใช้พลังงาน ที่ไม่จำเป็นลง ดังนี้

    มาตรการ ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  • การขับรถยนต์ในระดับไม่เกิน 90 กม./ชม.
  • ลดปริมาณการใช้น้ำมันลง 475 ล้านลิตร/ปี
    ลดค่าใช้จ่ายลงได้ประมาณ 7,120 ล้านบาท/ปี
  • การปิดไฟป้ายโฆษณา ไฟส่องป้ายโฆษณา และไฟส่องอาคาร หลังเวลา 24.00 น.
  • ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลง 16 ล้านหน่วย/ปี
    หรือคิดเป็นเงินประมาณ 41 ล้านบาท/ปี
  • การปิดไฟถนน ที่ไม่มีรถคับคั่งตลอดสาย และเปิดไฟถนน เฉพาะบริเวณทางแยก
  • ลดการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 68 ล้านหน่วย/ปี
    หรือคิดเป็นเงินประมาณ 170 ล้านบาท/ปี
  • การปิดห้างสรรพสินค้า ระหว่างเวลา 22.00-10.00 น.
  • ลดการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 60 ล้านหน่วย/ปี
    หรือคิดเป็นเงินประมาณ 150 ล้านบาท/ปี
  • การตั้งอุณหภูมิ ในห้องปรับอากาศที่ 25-26 °C
  • ลดการใช้ไฟฟ้าลง ประมาณ 1,627 ล้านหน่วย/ปี
    หรือคิดเป็นเงินประมาณ 4,069 ล้านบาท/ปี
    รวมทุกมาตรการ ลดปริมาณการใช้น้ำมันลง 475 ล้านลิตร/ปี
    ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลง 1,771 ล้านหน่วย/ปี
    หรือคิดเป็นเงินประมาณ 11,550 ล้านบาท/ปี

    5. มติคณะรัฐมนตรี

    คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 และได้มีมติเห็นชอบมาตรการประหยัดพลังงาน ตามที่คณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน เสนอดังนี้

    5.1 รับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2544 ลงวันที่ 19 กันยายน 2544 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้มีการสำรองน้ำมันภายใน 30 วัน และสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามมติคณะกรรมการพิจารณานโยบาย ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเสนอ

    5.2. เห็นชอบมาตรการประหยัดพลังงาน ตามมติของคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน ในข้อ 2.1-2.5 และให้ดำเนินการต่อไปได้

     

     

     


     

     

    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
    สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
    28 กันยายน 2544