NEPO

มติเกี่ยวกับการแปรรูป
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
(ปตท.)

 


ข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างของ ปตท. และการส่งเสริมการค้าเสรี ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม

มติ/ครั้งที่/วันที่

หลักการและเหตุผล

1. ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2534 อนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่มีมติอนุมัติให้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างของ ปตท. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และได้มอบหมายให้ สศช. และ สพช. รับไปพิจารณาร่วมกันว่าในระยะยาว ปตท. ควรจะจัดโครงสร้างในรูปแบบใด ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาภายใน 3 เดือน

2. ปตท. ได้ว่าจ้างบริษัท McKinsey & Company Inc. ทำการศึกษาแนวทางการปรับปรุงองค์กรและการแปรรูป ปตท. ระยะที่ 1 ระหว่างเดือน ก.พ. - ต.ค. 2536 และศึกษารูปแบบโครงสร้าง ปตท. ระยะที่ 2 ระหว่างเดือน ส.ค. 2537 - มิ.ย. 2538

3. ผลการศึกษาการปรับปรุงโครงสร้างของ ปตท. โดยบริษัท McKinsey มีแนวทางดังนี้

3.1 รูปแบบองค์กร

3.2 โครงสร้างการบริหาร

  1. กระจายอำนาจการบริหารในรูปแบบบริษัทในเครือ โดยเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรจากหน่วยธุรกิจ (Business Unit) เป็นบริษัทในเครือ (Subsidiary) และเปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานเยี่ยงเอกชน โดย ปตท. สำนักงานใหญ่ยังคงบทบาท ในการกำหนดแผนกลยุทธ์หลัก การพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ และการจัดลำดับความสำคัญทางการเงิน
  2. ปรับโครงสร้างธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในรูปแบบบริษัทในเครือ และให้บริษัทในเครือทำหน้าที่กำหนดแผนกลยุทธ์ระดับธุรกิจ พัฒนาธุรกิจใหม่ๆ ที่ต่อเนื่อง และแผนปฏิบัติให้สอดคล้องกับนโยบายของสำนักงาน โดยมีการจัดตั้งสายธุรกิจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญสูง เป็นที่ยอมรับของบริษัทในเครือทำหน้าที่บริหารบริษัทในเครือ
  3. กระจายหน่วยต่างๆ ของธุรกิจบริการกลางไปอยู่สำนักงานใหญ่ และบริษัทในเครือ ตามความเหมาะสมเชิงกลยุทธ์และประโยชน์ในเรื่องต้นทุน

4. ต่อมาคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณานโยบายการปรับปรุงโครงสร้าง ของ ปตท. และส่งเสริมการค้าเสรีในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2538 เพื่อทำหน้าที่พิจารณาเสนอแนะนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างของ ปตท. และส่งเสริมการค้าเสรีในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม

5. คณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวได้พิจารณาผลการศึกษาของบริษัท McKinsey แล้ว เห็นว่าแนวทางที่บริษัทฯ เสนอจะมีความยุ่งยากและใช้ระยะเวลาดำเนินการที่ยาวนาน เพราะจะต้องมีการแก้ไข พรบ. ปตท. และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ จึงได้เสนอแนวทางในการดำเนินงานดังนี้

5.1 โครงสร้างปัจจุบันจัดใหม่เป็นแบบหน่วยธุรกิจ ที่ดำเนินครบวงจรเบ็ดเสร็จในตัวเอง คล้ายรูปแบบบริษัทในเครือ (Subsidiary Type) และมีรูปแบบโครงสร้างรองรับการดำเนินงานในบทบาทเชิงพาณิชย์เด่นชัด โดยสำนักงานใหญ่ มีหน่วยงานรับผิดชอบดูแลบริษัทร่วมทุน รองรับอย่างถาวร ดังนี้

  1. ปตท. สำนักงานใหญ่ มีบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลกลยุทธ์หลักขององค์กร ภายใต้แนวนโยบายที่กำหนดจากคณะกรรมการ ปตท.
  2. ปตท. สำนักงานใหญ่จัดตั้งสายธุรกิจ 4 สาย ดูแลธุรกิจในแต่ละสาย ได้แก่ สายธุรกิจสำรวจ/ผลิตและก๊าซ สายธุรกิจการกลั่น สายธุรกิจน้ำมัน และสายธุรกิจปิโตรเคมี
  3. ยุบหน่วยธุรกิจบริการกลางในปัจจุบัน และกระจายงานที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง เข้าในแต่ละหน่วยธุรกิจ สำหรับงานบริการที่ใช้ร่วมกันจัดเข้าอยู่ใน ปตท. สำนักงานใหญ่
  4. โครงสร้างธุรกิจน้ำมันปัจจุบัน แยกเป็นสองโครงสร้างใหม่ ให้มีโครงสร้างรองรับการขยายตัว ของธุรกิจในการก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ และตลาดในประเทศ
  5. โครงสร้างธุรกิจก๊าซฯ ปัจจุบันให้มีการจัดโครงสร้างภายในใหม่ เพื่อรองรับการดำเนินงานเชิงพาณิชย์อย่างชัดเจน และมีชื่อใหม่ว่า ปตท. ก๊าซธรรมชาติ

5.2 แผนการดำเนินการในการปรับโครงสร้าง ปตท. มีดังนี้

5.3 การจัดรูปแบบองค์กร โดยมีขั้นตอนดำเนินการ ดังนี้

ปี 2539

ปี 2540 - 2541

5.4 เนื่องจาก ปตท. มีบทบาทในฐานะกลไกของรัฐ ทำให้รัฐต้องกำหนดให้ ปตท. มีสิทธิพิเศษ และสิทธิผูกขาดในบางเรื่อง และใน ขณะเดียวกันก็ได้มีการมอบหมายภาระหน้าที่ให้ ปตท. รับไปปฏิบัติ หลายประการ ดังนั้น ในการปรับโครงสร้าง ปตท. ไปสู่บทบาทเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง จึงควรมีการพิจารณา ทบทวนสิทธิพิเศษและ สิทธิผูกขาด รวมทั้ง ภาระผูกพันของ ปตท. เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุง โครงสร้างของ ปตท. ในกิจกรรมดังนี้

  1. การสำรวจและพัฒนา
  2. การซื้อก๊าซธรรมชาติจากผู้รับสัมปทานและการขนส่งก๊าซธรรมชาติ
  3. การแยกก๊าซธรรมชาติ
  4. การกลั่นและการค้าน้ำมัน
  5. การค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว
  6. การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติให้แก่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  7. การจัดหาและจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลวและน้ำมันให้กับหน่วยราชการ
  8. บทบาทของ ปตท. ในเชิงธุรกิจ
  9. การจัดรูปแบบองค์กรของ ปตท.

สรุปข้อมติ


แนวทางในการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจการด้านพลังงาน

มติ/ครั้งที่/วันที่

หลักการและเหตุผล

1. เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบวิกฤตการณ์ทางด้านการเงิน สพช. จึงได้เสนอแนวทางในการเร่งแปรรูปกิจการด้านพลังงาน ซึ่งประกอบด้วย การขายหุ้นของรัฐในบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด และบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด รวมทั้ง การแปรรูป กฟผ. กฟน. กฟภ. และ ปตท.

2. แนวทางในการเร่งแปรรูปกิจการด้านพลังงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ปตท. มีดังนี้

2.1 การขายหุ้น ปตท. ในบริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน)

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีทุนจดทะเบียน 3,100 ล้านบาท (310 ล้านหุ้น ราคา Par 10 บาท/หุ้น) ปตท. ถือหุ้น 70.98% อีก 29.02% ถือโดยประชาชนในตลาดหลักทรัพย์ และเนื่องจากในเงื่อนไขเงินกู้ของ ปตท.สผ. กำหนดให้ ปตท. ต้องถือหุ้นอย่างน้อย 51% ประกอบกับ ปตท.สผ. เป็นเครื่องมือของรัฐทางด้านการพัฒนาพลังงานที่สำคัญ ดังนั้น ในชั้นนี้จึงเสนอให้ลดสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. ลงเหลือ 49-51% โดยการจำหน่ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ ปตท. ได้เงินประมาณ 25,000 ล้านบาท และให้ ปตท. นำเงินดังกล่าวส่งคลังต่อไป

2.2 การแปรรูป ปตท.

ก่อนการแปรรูป ปตท. จะต้องมีการกำหนดนโยบายในการแปรรูปกิจการก๊าซธรรมชาติให้ชัดเจนเสียก่อน ซึ่งคาดว่าจะได้ ข้อยุติภายในเดือนตุลาคม 2540 และ สพช. เห็นควรให้มีการแปรรูปดังนี้

อย่างไรก็ตาม ปตท. เห็นว่าการแยกกิจการท่อก๊าซฯ ออกจาก ปตท. จะทำให้มูลค่าหุ้นลดลง จึงควรให้กิจการทั้งหมดของ ปตท. อยู่ในรูปบริษัทในเครือภายใต้ Holding และนำหุ้นของ Holding กระจายเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตามข้อเสนอของ ปตท. หากจะให้ธุรกิจท่อก๊าซฯ เป็นบริษัทในเครือภายใน Holding ก็จะต้องกำหนด วิธีการกำกับดูแลให้รัดกุมเพื่อมิให้ ปตท. ใช้อำนาจในฐานะผู้ถือหุ้นในการกีดกันการให้บริการอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ท่ออื่นๆ และในการกระจายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ควรทยอยดำเนินการ คือ เริ่มจากการกระจายเข้าในระดับ 30% ก่อนแล้วจึงเพิ่มเป็น 51% ทั้งนี้คาดว่าจะทำ IPO ได้ในเดือนตุลาคม 2541

2.3 การเพิ่มบทบาทเอกชนในโครงการใหม่

การลงทุนในการขยายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบางเส้นของปตท. อาจให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน

สรุปข้อมติ


การขายหุ้นของ ปตท. ใน ปตท.สผ.

มติ/ครั้งที่/วันที่

หลักการและเหตุผล

1. ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2540 เห็นชอบแนวทางในการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจการด้านพลังงาน โดยมอบหมายให้ ปตท. กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และ สพช. รับไปจัดทำรายละเอียดเรื่องการขายหุ้น ปตท. ในบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) แล้วให้นำเสนอ กพช. ภายใน 1 เดือน

2. ปตท. และ สพช. ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาแนวทางการแปรรูป ปตท. ดังนี้

2.1 ปตท. ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา 9 บริษัท ดำเนินการศึกษาในเรื่องแนวทางการแปรรูป ปตท. ซึ่งรวมทั้งแนวทางการขายหุ้นของ ปตท. ในบริษัท ปตท.สผ. และบริษัท บจป. ด้วย โดยมีบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย

2.2 สพช. ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา Dresdner Kleinwort Benson (DKB) ทำการศึกษาในเรื่องดังกล่าวด้วย

3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพิจารณาผลการศึกษา และประเด็นที่เกี่ยวข้องต่างๆ แล้ว มีข้อเสนอแผนการจำหน่ายหุ้นของ ปตท. ใน ปตท.สผ. ดังนี้

3.1 การลดสัดส่วนการถือหุ้นของ ปตท. ใน ปตท.สผ. อาจทำโดยวิธีการเพิ่มทุนของ ปตท.สผ. เอง และ/หรือวิธีการจำหน่ายหุ้น ปตท.สผ. เดิมของ ปตท. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายหุ้นไปใช้ในการลงทุนของ ปตท.สผ. และ/หรือ ปตท. ซึ่งเป็นการลดภาระการกู้ยืมเงินของประเทศและลดภาระภาครัฐ

3.2 แนวทางการจำหน่ายหุ้น ปตท.สผ. ควรเลือกวิธีการจำหน่ายหุ้นกับนักลงทุนทั่วไป โดยสัดส่วนนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติจะพิจารณาตามภาวะตลาดในช่วงที่เสนอขาย ส่วนวิธีการจำหน่ายหุ้นให้พันธมิตรร่วมทุน (Strategic Investor) นั้นไม่เหมาะสม เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องจำนวนหุ้นที่ต้องการซื้อ ซึ่งจะต้องการหุ้นไม่ต่ำกว่า 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ประกอบกับนโยบายของ ปตท.สผ. ที่ไม่ต้องการ Strategic Partner ในระดับนี้

3.3 ระยะเวลาที่เป็นไปได้ในการจำหน่ายหุ้น ปตท.สผ. ที่เร็วที่สุดควรจะเป็นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2541 ซึ่งคาดว่าตลาดทุนจะมีความพร้อมที่จะรับหุ้นในจำนวนและราคาที่ดีกว่าในปัจจุบัน และเพื่อให้ระยะเวลาการจำหน่ายหุ้น ปตท.สผ. และการจำหน่ายหุ้น ปตท. เองอันเนื่องมาจากการแปรรูปมีระยะเวลาที่ห่างกันพอสมควรที่จะรับหุ้นจำนวนมากได้ จึงกำหนดให้การจำหน่ายหุ้นของ ปตท. อันเนื่องมาจากการแปรรูปควรดำเนินการ หลังจากการจำหน่ายหุ้นของ ปตท.สผ. แล้ว คือ ในช่วงเวลาประมาณปลายปี 2541 ถึงต้นปี 2542

3.4 การถือหุ้นของ ปตท. ใน ปตท.สผ. กำหนดให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน แต่ภายหลังภาวะตลาดในปัจจุบันปริมาณหุ้น ที่จะจำหน่ายให้กับนักลงทุนในระยะแรก เห็นควรจำหน่ายประมาณร้อยละ 5-10 ของปริมาณหุ้นทั้งหมดของบริษัท และให้คำนึงถึงการลดสัดส่วนการถือหุ้นโดยการเพิ่มทุนของ ปตท.สผ. เองด้วย

3.5 ให้ ปตท. และ/หรือ ปตท.สผ. คัดเลือกและว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินดำเนินการจำหน่ายหุ้นด้วยวิธีการขายให้ นักลงทุนทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์ และดำเนินการจำหน่ายหุ้นเมื่อตลาดมีความพร้อม

3.6 การขอยกเว้นกฎระเบียบที่ใช้บังคับรัฐวิสาหกิจ เกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นหรือกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น ได้แก่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจำหน่ายกิจการหรือหุ้นที่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของ พ.ศ. 2504 เพื่อให้สามารถดำเนินการจำหน่ายหุ้นได้ในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ การกำหนดราคาและวิธีการจำหน่ายหุ้น ปตท.สผ. จะเป็นไปตามกลไกตลาดและวิธีปฏิบัติ ที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด ณ ช่วงเวลาที่ดำเนินการจำหน่ายหุ้น

3.7 ปตท.สผ. ควรต้องแก้ไขข้อบังคับของบริษัทในเรื่อง ข้อจำกัดในการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นต่างชาติ ซึ่งในปัจจุบันกำหนดให้ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือได้ร้อยละ 20 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และสัดส่วนการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นต่างชาติอยู่ในระดับร้อยละ 20 แล้ว

สรุปข้อมติ

 

 

ฝ่ายนโยบายและแผนพลังงาน
กองนโยบายและแผนพลังงาน
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
9 มิถุนายน 2541