ผลการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 22
(Twenty-Second ASEAN Ministers on Energy Meeting: 22nd AMEM)
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2547
ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์


การประชุมครั้งนี้ได้เน้นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค โดยการขยายความร่วมมือในอาเซียน รวมถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคอื่น เช่นประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประชาคมยุโรป มีการพิจารณาความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ ตามแผนปฏิบัติการระหว่างปี 2542-2547 (ค.ศ. 1999-2004) และให้การรับรองแผนปฏิบัติการด้านพลังงานอาเซียนฉบับใหม่ซึ่งจะใช้ระหว่างปี 2547-2552 (2004-2009) โดยผลการประชุมสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้

1. การลงทุนด้านการผลิต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

ที่ประชุมได้หารือเพื่อหาแนวทางให้มีพลังงานใช้อย่างมั่นคง เพียงพอสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในภูมิภาค โดยคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การกระจายการใช้พลังงานจากแหล่งทรัพยากรพลังงานต่างๆ อย่างหลากหลาย และการค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ

2. การส่งเสริมพลังงานทดแทน

3. การเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน และภาวะคับขัน

4. การส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค

ที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายความร่วมมือในการขยายระบบสายส่งไฟฟ้าในอาเซียนมากขึ้น โดยในครั้งนี้เห็นชอบให้มีความร่วมมือในการเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้า ใน 5 โครงการ ได้แก่ ระบบสายส่งไฟฟ้าระหว่างไทย-สปป.ลาว, ไทย-กัมพูชา, เวียดนาม-กัมพูชา และอินโดนีเซีย-มาเลเซีย (2 โครงการ) ให้แล้วเสร็จในช่วงปี 2548 -2552

ที่ประชุมเห็นชอบการปรับโครงสร้างใหม่ของคณะผู้ว่าการไฟฟ้าอาเซียน (HAPUA) โดยให้ HAPUA สามารถรายงานผล และรับข้อเสนอแนะและนโยบายโดยตรงต่อระดับที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงาน (AMEM) ซึ่งโครงสร้างใหม่ในส่วนของ HAPUA Working Committee ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นผู้ประสานงานในกลุ่มของ Transmission Working Group และ Resource Development Working Group

ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการขยายระบบเชื่อมต่อท่อส่งก๊าซธรรมชาติระหว่างประเทศอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ในการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางเรือเดินทะเล (Marine Compressed Natural Gas)

ในขณะนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดได้ให้สัตยาบันต่อบันทึกความเข้าใจโครงการท่อส่งก๊าชอาเซียน (MoU on TAGP) โดยประเทศที่ได้ให้สัตยาบันเพิ่มเติมจากการประชุมครั้งก่อน คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศอินโดนีเซีย

5. แผนปฏิบัติการอาเซียนด้านพลังงาน (ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation: APAEC)

ที่ประชุมการรับรองแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านพลังงานฉบับใหม่ ที่จะต้องดำเนินการ ในช่วงปี 2547-2552 (2004-2009) โดยแผนปฏิบัติการเน้นการดำเนินการใน 6 กลุ่มงานหลัก คือ 1) กลุ่มงานเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) 2) กลุ่มงานท่อส่งก๊าซอาเซียน (Trans ASEAN Gas Pipeline) 3) กลุ่มงานด้านถ่านหิน (Coal) 4) กลุ่มงานด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency and Conservation) 5) กลุ่มงานด้านพลังงานทดแทน (Renewable Energy) และ 6) กลุ่มงานด้านนโยบายและแผนพลังงานของภูมิภาค (Regional Energy Policy and Planning) ซึ่งประเทศไทยเสนอ ให้มีการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-Fuels) มาใช้ในภูมิภาคอย่างจริงจัง ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบในข้อเสนอของไทย และให้บรรจุเพิ่มเติมไว้ใน กลุ่มงานที่ 5 (ด้านพลังงานทดแทน) ของแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านพลังงาน (APAEC)

6. การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันว่า ประเทศอาเซียนควรให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานในภาคต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ในคืนวันที่ 8 มิถุนายน 2547 ได้มีพิธีมอบรางวัลพลังงานอาเซียน หรือ ASEAN Energy Award ประจำปี 2547 ให้แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทน โดยแบ่งรางวัลเป็น 2 ประเภท ซึ่งประเทศไทยได้รับรางวัลมากถึง 6 รางวัล ได้แก่

1. ประเภทอาคารที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ :

ประเทศไทยได้รับ 3 รางวัล ได้แก่

2. ประเภทพลังงานทดแทน :

ซึ่งประเทศไทยได้มากถึง 3 รางวัล ได้แก่

7. การรับรองเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พลังงานอาเซียน

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้การรับรองการเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Center of Energy : ACE) ของ ดร.วีระวัฒน์ จันทนาคม ซึ่งเป็นคนไทยท่านแรกที่ได้รับเกียรติ ให้ได้รับตำแหน่งนี้ ต่อจากประเทศฟิลิปปินส์ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ตั้งแต่ มิถุนายน 2547 - มิถุนายน 2550