แผนอนุรักษ์พลังงาน และแนวทาง
หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญการใช้จ่ายเงิน ของ
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
ในช่วงปีงบประมาณ 2543-2547

 

 


สารจากประธานคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์
รองนายกรัฐมนตรี

กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุน ผู้ที่ต้องการการใช้พลังงานในโรงงานและอาคารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียน ที่มีอยู่ในประเทศทดแทนพลังงาน ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก การดำเนินงานของกองทุนฯ ตามแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนด และอยู่ใต้การกำกับดูแล ของคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) เป็นฝ่ายเลขานุการ

การปรับปรุงการใช้พลังงานในอาคารของรัฐเป็นโครงการแรกที่ได้มีการดำเนินการโดยเร่งด่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีนโยบายแน่วแน่ ที่จะปรับปรุงการใช้พลังงานของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ และเริ่มที่หน่วยงานของรัฐ ก่อนที่จะนำนโยบายไปปฏิบัติในหน่วยงานเอกชน ซึ่งในปัจจุบันอาคารของรัฐ กว่าเจ็ดร้อยแห่ง ได้รับการปรับปรุง ให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนโครงการปรับปรุงการใช้พลังงานในโรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ก็ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ในส่วนของการออกพระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวง ได้ทำการศึกษาเพื่อลงทุนอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน และอาคารแล้วกว่าหนึ่งพันห้าร้อยแห่ง ทั้งที่ภาวะเศรษฐกิจ จะไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการลงทุน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้พยายามที่จะสนับสนุนผลักดันให้เกิดการลงทุนในส่วนนี้อย่างเต็มที่

โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงาน ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากหน่วยงาน และประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และกองทุนฯ ยังได้ให้การสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัย สาธิต และเผยแพร่เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ไปแล้วกว่าเก้าสิบโครงการ นอกจากนั้นยังให้การสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนจากมูลสัตว์ และการบ่มใบยาสูบที่ลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 60 ได้พัฒนาจากโครงการนำร่องเป็นโครงการเต็มรูปแบบ และอยู่ระหว่างเผยแพร่เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนไปทั่วประเทศ

นอกจากนั้น กองทุนฯ ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้การสนับสนุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในลักษณะของการสนับสนุน ให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการดำเนินงาน ตามแผนอนุรักษ์พลังงานในอนาคต และกองทุนฯ ก็ไม่ได้ละเลย ที่จะทำการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนในวงกว้าง โดยเน้นให้เห็นความสำคัญ และรู้วิธีการประหยัดพลังงาน ที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน ตามโครงการ “รวมพลัง หาร 2”

การดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงานแผนแรกได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2542 นับเป็นระยะเวลา 5 ปี แผนอนุรักษ์พลังงาน ในช่วงที่ 2 ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนฯ และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติแล้ว เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 โดยได้เพิ่มการสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ตั้งเป้าหมายไว้สามร้อยเมกะวัตต์ สนับสนุนโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) อีกกว่าสองพันแห่งในการปรับปรุงการใช้พลังงาน และจะให้การสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ในสาขาขนส่ง และสนับสนุนการนำวัสดุเหลือใช้ มาเป็นวัตถุดิบในการผลิต หรือ Recycle อีกด้วย

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงานนับจากนี้ไปจนถึงปี พ.ศ. 2547 ทั้งสองหน่วยงานหลัก คือ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) และ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) จะได้นำประสบการณ์และความสำเร็จที่เป็นประโยชน์มาพัฒนา ปรับปรุงให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากการอนุรักษ์พลังงาน และมีการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

 

นายศุภชัย พานิชภักดิ์
รองนายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

 


ส่วนที่ 1: ความเป็นมา

 

1.1 พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2535 กำหนดให้มีกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขึ้น โดยมาตรา 24 กำหนดให้เงินและทรัพย์สินของกองทุนฯ ได้มาจากเงินโอนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด และเงินที่ได้จากผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ในอัตราที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนด เงินที่ได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้า เงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นคราวๆ เงินที่รับจากเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ และดอกผลที่ได้จากกองทุนฯ โดยในขั้นแรกได้โอนเงินมาจากกองทุนน้ำมัน จำนวน 1,500 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2535 และ กพช. ได้กำหนดให้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันเบนซิน ก๊าด ดีเซล และเตา ที่จำหน่ายในประเทศ ในอัตรา 7 สตางค์ต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2535

1.2 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4(4) แห่ง พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 กพช. ในการประชุมครั้งที่ 4/2537 (ครั้งที่ 47) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2537 ได้เห็นชอบในแผนอนุรักษ์พลังงาน และกำหนดแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตามวัตถุประสงค์แห่ง พรบ.ฯ มาตรา 25 และให้คณะกรรมการกองทุนฯ ที่ได้แต่งตั้งขึ้นตามมาตรา 27 จัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของแต่ละแผนงานและโครงการ ในช่วงปีงบประมาณ 2537-2542 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 19,286 ล้านบาท (หนึ่งหมื่นเก้าพันสองร้อยแปดสิบหกล้านบาทถ้วน)

1.3 แผนอนุรักษ์พลังงาน ในช่วงปีงบประมาณ 2537-2542 ประกอบด้วย 3 แผนงานรอง และ 10 โครงการหลัก และเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระ ของคณะกรรมการกองทุนฯ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกำกับดูแลแผนงานแต่ละแผนงาน พร้อมทั้งกำหนดให้มี 2 หน่วยงานหลัก รับผิดชอบในการดำเนินงานซึ่งสามารถแยกกลุ่มลักษณะงาน/โครงการได้ ดังนี้

แผนงานอนุรักษ์พลังงาน
(ในช่วงปีงบประมาณ 2537-2542)

แผนงานภาคบังคับ แผนงานภาคความร่วมมือ แผนงานสนับสนุน
  • โครงการโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน
  • โครงการโรงงานและอาคาร ที่อยู่ระหว่างการออกแบบ หรือก่อสร้าง
  • โครงการโรงงาน และอาคารทั่วไป ที่กำลังใช้งาน
  • โครงการอาคารของรัฐ
  • โครงการพลังงานหมุนเวียน และกิจกรรมการผลิตในชนบท
  • โครงการส่งเสริมธุรกิจ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน
  • โครงการศึกษา วิจัย พัฒนา
  • โครงการพัฒนาบุคลากร
  • โครงการประชาสัมพันธ์
  • โครงการบริหารงาน ตามกฎหมาย
กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

1.4 ตามประกาศคณะกรรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2540 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำในราชอาณาจักร และนำเข้ามาเพื่อใช้ในราชอาณาจักร ลงวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2540 ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของกองทุนฯ ลดลงเหลือลิตรละ 1 สตางค์ สำหรับน้ำมันดีเซลและน้ำมันก๊าด ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2541 และได้เริ่มจัดเก็บจากผู้ค้าน้ำมันเบนซิน ดีเซล ก๊าด และน้ำมันเตา เป็นลิตรละ 4 สตางค์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา

 

มาตรา 24

ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า "กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน" ในกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียน และใช้จ่ายช่วยเหลือ หรืออุดหนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน โดยประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

  1. เงินที่โอนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามจำนวนที่นายกรัฐมนตรีกำหนด
  2. เงินที่ส่งตามมาตรา 35 มาตรา 36 และมาตรา 37
  3. เงินค่าธรรมเนียมพิเศษที่จัดเก็บตามมาตรา 42
  4. เงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นคราวๆ
  5. เงินหรือทรัพย์สินอื่น ที่ได้รับจากภาคเอกชน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ
  6. เงินจากดอกผล และผลประโยชน์ใดๆ ที่เกิดจากกองทุนนี้

 

 


ส่วนที่ 2 : พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน

 

2.1 ข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

2.1.1 พรบ.ฯ มีข้อบังคับให้ผู้ที่ถูกกำหนดเป็นโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมจะต้องดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน โดยการกำหนดให้โรงงานหรืออาคารเป็นโรงงานหรืออาคารควบคุมจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 8 และ 18 ของ พรบ.ฯ

2.1.2 พรบ.ฯ ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยคำแนะนำของ กพช. ออกกฎกระทรวงตามความในมาตรา 9111922 และ 23 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ

มาตรา 9 และ 21

มาตรา 11 และ 22 กำหนดให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมต้อง

มาตรา 19 กำหนด

มาตรา 23 กำหนด

2.1.3 พรบ.ฯ กำหนดให้มีกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และมีคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขึ้น โดย

มาตรา 24 กำหนดให้เงินและทรัพย์สินของกองทุนได้มาจาก

มาตรา 25

2.1.4 พรบ.ฯ มีบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง คือ โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 9 และ 19 จะต้องชำระค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้า นอกจากนั้น พรบ.ฯ ยังได้กำหนดโทษอื่น ๆ ตามมาตรา 53 ถึง 61 ที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลเท็จ และการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 11 และ 22 และ พรบ. มาตรา 35 ถึง มาตรา 37 อีกด้วย

2.2 หน้าที่ของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม

ตาม พรบ.ฯ ผู้ถูกกำหนดเป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม จะต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรา 9, 11, 19 และ 22 แห่ง พรบ.ฯ ซึ่งสรุปได้ คือ

2.3 กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

2.3.1 มาตรา 24 แห่ง พรบ.ฯ ได้จัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขึ้น เพื่อให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่ต้องการอนุรักษ์พลังงาน โดยในชั้นแรกได้โอนเงินมาจากกองทุนน้ำมันจำนวน 1,500 ล้านบาทเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2535 และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้กำหนดให้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนจากน้ำมันเบนซิน ก๊าด ดีเซล และเตา ที่จำหน่ายในประเทศในอัตรา 7 ส.ต./ลิตรตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 เพื่อเป็นรายได้ของกองทุนฯ โดยอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ได้เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ในปัจจุบัน กองทุนฯ ได้รับเงินที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิง ยกเว้นก๊าซปิโตรเลียมเหลว ที่จำหน่ายในประเทศในอัตรา 4 สต./ลิตร ซึ่งทำให้กองทุนฯ มีเงินสะสมประมาณ 14,000 ล้านบาท

2.3.2 วัตถุประสงค์หลักของกองทุนฯ ก็เพื่อเป็นการสนับสนุนโรงงาน และอาคารควบคุม ให้ดำเนินการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็กำหนดให้สามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น ที่มีความประสงค์จะอนุรักษ์พลังงานได้ด้วย รวมทั้งการดำเนินโครงการเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน การค้นคว้า วิจัย การศึกษาเกี่ยวกับพลังงาน การประชาสัมพันธ์ และใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานตามกฎหมาย

2.4 กฎระเบียบที่เกี่ยวกับอาคารควบคุม

2.4.1 พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 ออกตามความในมาตรา 18 แห่ง พรบ.ฯ ระบุว่า การกำหนดอาคารประเภทใด ขนาดปริมาณการใช้พลังงานและวิธีการใช้พลังงานอย่างใดให้เป็นอาคารควบคุมให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2538

สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาฯ

1) อาคารควบคุมมีลักษณะดังนี้

อาคารที่ได้รับอนุมัติให้ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่หนึ่งพันกิโลวัตต์ หรือได้รับอนุมัติติดตั้ง หม้อแปลงไฟฟ้าชุดเดียวหรือหลายชุดรวมกัน ตั้งแต่หนึ่งพันหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้ากิโลโวลท์แอมแปร์

หรือ

อาคารที่ใช้ไฟฟ้าและหรือพลังงานสิ้นเปลือง และหรือความร้อนจากไอน้ำ จากผู้ผลิตรายอื่นในรอบปีที่ผ่านมา รวมกันเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ยี่สิบล้านเมกะจูลขึ้นไป

2) การกำหนดปริมาณพลังงานที่ใช้สำหรับผู้อยู่ในข่ายอาคารควบคุม ไม่รวมถึงพลังงานที่ได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน (เช่น ฟืน แกลบ กากอ้อย ชีวมวล น้ำ แสงอาทิตย์ ลม) ก็เพื่อเป็นการสนับสนุนให้อาคารหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

2.4.2 กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับอาคารควบคุม ซึ่งมี 3 ฉบับ และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ดังนี้

กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ออกตามความในมาตรา 6 และ มาตรา 10 ของ พรบ.ฯ ว่าด้วยกำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฯ แบ่งเป็น 4 หมวด

หมวด 1 กำหนดว่ากฎกระทรวงนี้ใช้กับอาคารควบคุมตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม และกำหนดความหมายของคำว่า "อาคารใหม่" และ "อาคารเก่า" ไว้ดังนี้

  1. "อาคารเก่า" หมายความว่าอาคารที่ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ หรือกำลังก่อสร้าง หรือยังไม่ได้ก่อสร้าง แต่ได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้างไว้แล้ว ก่อนกฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ
  2. "อาคารใหม่" หมายความว่า อาคารที่ได้ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง หลังวันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับ โดยกฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ 100 วัน หลังจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด 2 กำหนดค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของอาคาร หรือส่วนของอาคารที่มีการปรับอากาศ ดังนี้

  1. ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของหลังคาอาคาร ทั้งอาคารใหม่และอาคารเก่า จะต้องไม่เกิน 25 วัตต์ต่อตารางเมตรของหลังคา
  2. ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังด้านนอกของอาคาร หรือส่วนของอาคารที่มีการปรับอากาศจะต้องมีค่าดังต่อไปนี้
    • สำหรับอาคารใหม่ ไม่เกิน 45 วัตต์ต่อตารางเมตรของผนังด้านนอก
    • สำหรับอาคารเก่า ไม่เกิน 55 วัตต์ต่อตารางเมตรของผนังด้านนอก
  3. การคิดค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังด้านนอกของอาคาร หรือส่วนของอาคารที่มีการปรับอากาศ ให้คำนวณค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามขนาดพื้นที่ของผนังด้านนอกแต่ละด้านรวมกัน หรือส่วนของผนังด้านนอกแต่ละด้านรวมกันของส่วนของอาคารที่มีการปรับอากาศ

หมวด 3 กำหนดการใช้พลังงานในอาคาร การใช้ไฟฟ้าส่องสว่างในอาคาร โดยไม่รวมพื้นที่ที่จอดรถ และมาตรฐานการปรับอากาศในอาคาร

การใช้ไฟฟ้าส่องสว่างในอาคารโดยไม่รวมพื้นที่ที่จอดรถ

  1. ในกรณีที่มีการส่องสว่างด้วยไฟฟ้าในอาคาร จะต้องให้ได้ระดับความส่องสว่าง สำหรับงานแต่ละประเภท อย่างเพียงพอ ตามหลักและวิธีการที่ยอมรับได้ทางวิศวกรรม
  2. อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับใช้ส่องสว่างภายในอาคารโดยไม่รวมพื้นที่ที่จอดรถ จะต้องใช้กำลังไฟฟ้าไม่เกินค่าดังต่อไปนี้
ประเภทอาคาร 1 ค่ากำลังไฟฟ้าส่องสว่างสูงสุด
(วัตต์ต่อตารางเมตรของพื้นที่ใช้งาน)
ก.สำนักงาน โรงแรม สถานศึกษาและโรงพยาบาล/สถานพักฟื้น
ข.ร้านขายของ ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือศูนย์การค้า 2
16
23

1 อาคารที่มีการใช้งานหลายลักษณะให้ใช้ค่าในตารางตามลักษณะพื้นที่ใช้งาน
2 รวมถึงไฟฟ้าแสงสว่างทั่วไปที่ใช้ในการโฆษณาเผยแพร่สินค้า ยกเว้นที่ใช้ในตู้กระจกแสดงสินค้า

มาตรฐานการปรับอากาศในอาคาร

ระบบปรับอากาศที่ติดตั้งในอาคารจะต้องมีค่าพลังงานไฟฟ้าต่อตันความเย็น ที่ภาระเต็มพิกัด (full load) หรือที่ภาระใช้งานจริง (actual load) ไม่เกินกว่าค่าตามตารางดังต่อไปนี้

เครื่องทำความเย็นชนิดระบายความร้อนด้วยน้ำ

ชนิดส่วนทำความเย็น/
เครื่องทำความเย็น
อาคารใหม่
(กิโลวัตต์ต่อตันความเย็น)
อาคารเก่า
(กิโลวัตต์ต่อตันความเย็น)
ก.ส่วนทำน้ำเย็นแบบหอยโข่ง (Centrifugal chiller)
- ขนาดไม่เกิน 250 ตันความเย็น
- ขนาดเกินกว่า 250 ถึง 500 ตันความเย็น
- ขนาดเกินกว่า 500 ตันความเย็น
 
0.75
0.70
0.67
 
0.90
0.84
0.80
ข.ส่วนทำน้ำเย็นแบบลูกสูบ (reciprocating chiller)
- ขนาดไม่เกิน 35 ตันความเย็น
- ขนาดเกินกว่า 35 ตันความเย็น
 
0.98
0.91
 
1.18
1.10
ค.เครื่องทำความเย็นแบบเป็นชุด (package unit) 0.88 1.06
ง.ส่วนทำน้ำเย็นแบบสกรู (screw chiller) 0.70 0.84

เครื่องทำความเย็นชนิดระบายความร้อนด้วยอากาศ

ชนิดส่วนทำความเย็น/
เครื่องทำความเย็น
อาคารใหม่
(กิโลวัตต์ต่อตันความเย็น)
อาคารเก่า
(กิโลวัตต์ต่อตันความเย็น)
ก.ส่วนทำน้ำเย็นแบบหอยโข่ง (Centrifugal chiller)
- ขนาดไม่เกิน 250 ตันความเย็น
- ขนาดเกินกว่า 250 ตันความเย็น
 
1.40
1.20
 
1.61
1.38
ข.ส่วนทำน้ำเย็นแบบลูกสูบ (reciprocating chiller)
- ขนาดไม่เกิน 50 ตันความเย็น
- ขนาดเกินกว่า 50 ตันความเย็น
 
1.30
1.25
 
1.50
1.44
ค.เครื่องทำความเย็นแบบเป็นชุด (package unit) 1.37 1.58
ง.เครื่องทำความเย็นแบบติดหน้าต่าง/แยกส่วน (window/split type) 1.40 1.61

หมวด 4 กำหนดการประเมินค่าการถ่ายเทความร้อน ค่ากำลังไฟฟ้าส่องสว่างในอาคาร และค่าสมรรถนะของอุปกรณ์ปรับอาคาร

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 ออกตามความในมาตรา 11(2) และ (3) และมาตรา 22 ของ พรบ.ฯ ว่าด้วยการกำหนดแบบและระยะเวลาการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน และการติดตั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฯ แบ่งเป็น 2 หมวด

กฎกระทรวงฉบับที่ 3 ออกตามความในมาตรา 22 และมาตรา 11 (4) (5) ของ พรบฯ. ว่าด้วยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาให้เจ้าของอาคารควบคุมจัดทำ ส่งเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของอาคารควบคุม และตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมาย และแผนอนุรักษ์พลังงาน

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฯ แบ่งเป็น 2 หมวด

2.4.3 ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง วิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานของอาคารควบคุม ออกตามความในข้อ 3 (1) และ (2) แห่ง กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2538) เพื่อให้วิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานของอาคารควบคุม เป็นไปอย่างถูกต้อง และมีมาตรฐานเดียวกัน โดยประกาศกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2538

สาระสำคัญของประกาศกระทรวงฯ

  1. กำหนดวิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น
  2. กำหนดวิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานโดยละเอียด

2.4.4 ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ค่าสัมประสิทธิ์การ นำความร้อนของวัสดุ ค่าความต้านทานความร้อนของฟิล์มอากาศ ค่าความแตกต่างอุณหภูมิระหว่างภายในและภายนอกอาคาร สัมประสิทธิ์การบังแดดของหน้าต่าง และค่าตัวประกอบรังสีอาทิตย์ ที่ออกตามความในข้อ 6(1)(4) และข้อ7(1)(3) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 ว่าด้วยกำหนดมาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม (พ.ศ. 2538) เพื่อกำหนดค่าสัมประสิทธิ์ของวัสดุต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการคำนวณในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีมาตรฐานเดียวกัน โดยประกาศกระทรวงดังกล่าว มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2539

สาระสำคัญของประกาศกระทรวงฯ

  1. ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน (K) ของวัสดุต่าง ๆ ที่จะใช้ประกอบการคำนวณหาค่าความต้านทานของวัสดุก่อสร้างอาคาร
  2. ค่าความต้านทานความร้อนของฟิล์มอากาศ (air film) สำหรับวัสดุใด ๆ
  3. ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังอาคาร
  4. ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของหรือหลังคาอาคาร

2.4.5 ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของที่ปรึกษา ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงาน ในอาคารควบคุม เพื่อดำเนินการกำหนดเป้าหมาย และแผนอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งการตรวจสอบ และสงเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยประกาศกระทรวงดังกล่าว มีผลบังคับใช้เมื่อ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2542

สาระสำคัญของประกาศกระทรวงฯ แบ่งเป็น 7 หมวด

2.5 กฎระเบียบที่เกี่ยวกับโรงงานควบคุม

2.5.1 พระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม พ.ศ. 2540 ออกตามความในมาตรา 8 แห่ง พรบ.ฯ ระบุว่าการกำหนดโรงงานประเภทใดขนาดใด ปริมาณการใช้พลังงาน หรือ วิธีการใช้พลังงานใดเป็นโรงงานควบคุม ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งพระราชกฤษฎีกาฯ มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2540

สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาฯ

โรงงานที่มีการใช้พลังงานดังต่อไปนี้เป็นโรงงานควบคุม

1)โรงงานเดียวหรือหลายโรงงาน ภายใต้เลขที่บ้านเดียวกัน ที่ได้รับอนุมัติจากผู้จำหน่ายพลังงาน ให้ใช้เครื่องวัดไฟฟ้า หรือให้ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าชุดเดียว หรือหลายชุดรวมกัน มีขนาดตั้งแต่หนึ่งหมื่นกิโลวัตต์ หรือหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยห้าสิบกิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป

หรือ

2) โรงงานเดียวหรือหลายโรงงาน ภายใต้เลขที่บ้านเดียวกัน ที่ใช้ไฟฟ้าจากระบบของผู้จำหน่ายพลังงาน ความร้อนจากไอน้ำจากผู้จำหน่ายพลังงาน หรือพลังงานสิ้นเปลืองอื่น จากผู้จำหน่ายพลังงานหรือของตนเอง อย่างหนึ่งอย่างใด หรือรวมกันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ผ่านมา มีปริมาณพลังงานทั้งหมดเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้าตั้งแต่สองร้อยล้านเมกะจูลขึ้นไป

โดยโรงงานที่มีการใช้พลังงานตามข้อ 1) –2) จะเป็นโรงงานควบคุมตามลำดับ ดังนี้

2.5.2 กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับโรงงานควบคุม ซึ่งมี 2 ฉบับ และมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2540

กฎกระทรวงฉบับที่ 1 ออกตามความในมาตรา 6 วรรคสอง มาตรา 11 (2) และ (3) ของ พรบ.ฯ ว่าด้วยการกำหนดแบบ และระยะเวลาการส่งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน และกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน และการติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงาน และการอนุรักษ์พลังงาน

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฯ แบ่งเป็น 2 หมวด

กฎกระทรวงฉบับที่ 2 ออกตามความในมาตรา 6 วรรคสองและมาตรา 11 (4) และ (5) ของ พรบ.ฯ ว่าด้วยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาให้เจ้าของโรงงานควบคุมกำหนดและส่งเป้าหมาย และแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุม และตรวจสอบและวิเคราะห์ การปฏิบัติตามเป้าหมาย และแผนอนุรักษ์พลังงาน

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฯ แบ่งเป็น 2 หมวด

2.5.2 ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่องวิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงาน ของโรงงานควบคุม ออกตามความใน ในข้อ 3 (1) และ (2) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2540) เพื่อให้วิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานในโรงงานควบคุม เป็นไปอย่างถูกต้องและมีมาตรฐานเดียวกัน โดยประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540

สาระสำคัญของประกาศกระทรวงฯ

  1. กำหนดวิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น
  2. กำหนดวิธีการจัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานโดยละเอียด

2.5.3 ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เรื่อง หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานควบคุม เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน เพื่อดำเนินการกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งการตรวจสอบ และวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมาย และแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยประกาศกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2540

สาระสำคัญของประกาศกระทรวงฯ แบ่งเป็น 7 หมวด

 


ส่วนที่ 3 : คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

 

3.1 เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พรบ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 มาตรา 27 จึงได้กำหนดให้มีคณะกรรมการกองทุนฯ คณะหนึ่ง โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 28 ดังนี้

องค์ประกอบ

1. รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ประธานกรรมการ
2. ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กรรมการ
3. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ
4. ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
5. เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรรมการ
6. อธิบดีกรมบัญชีกลาง กรรมการ
7. อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กรรมการ
8. อธิบดีกรมโยธาธิการ กรรมการ
9. อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรรมการ
10. ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการ
11. นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการ
12. ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินเจ็ดคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง กรรมการ
13. เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

    1. เสนอแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา 25 ของพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
    2. พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติฯ ให้เป็นไปตามแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนด
    3. กำหนดระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการขอจัดสรร ขอเงินช่วยเหลือ หรือขอเงินอุดหนุนจากกองทุน
    4. เสนออัตราการส่งเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
    5. เสนอชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องส่งเข้ากองทุน ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
    6. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และการยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษ
    7. พิจารณาอนุมัติคำขอรับการส่งเสริมและ/หรือช่วยเหลือตามแนวทาง หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติกำหนด
    8. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขอรับการส่งเสริมและ/หรือช่วยเหลือ
    9. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ใน พรบ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535

3.2 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในข้อ 3.1 นั้น ตามมาตรา 27 และ 29 แห่ง พรบ.ฯ ระบุว่าให้พิจารณาจากบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์เกี่ยวกับเศรษฐศาตร์การเงิน วิทยาการพลังงาน และการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน ประกอบด้วยบุคคลที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้

ด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน พลังงาน สิ่งแวดล้อม

  1. นายสิปปนนท์ เกตุทัต ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  2. นายไพจิตร เอื้อทวีกุล ประธานกรรมการบริหารสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ด้านพลังงาน

  1. นายกฤษณพงษ์ กีรติกร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  2. นางตรึงใจ บูรณสมภพ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

ด้านกฎหมาย

  1. นายชัยวัฒน์ วงศ์วัฒนศานต์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ด้านเศรษฐศาสตร์

  1. นายพรายพล คุ้มทรัพย์ รองศาสตราจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ด้านการเงิน

  1. นายอัศวิน คงศิริ ประธานกรรมการบริษัทบริหารทรัพย์สิน กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด

3.3 เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระคณะกรรมการกองทุนฯ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 34 แห่ง พรบ.ฯ คณะกรรมการกองทุนฯ ได้มีมติเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 3 ชุด เพื่อกลั่นกรองงานก่อนนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ โดยมอบอำนาจให้คณะอนุกรรมการแต่ละชุด สามารถอนุมัติเงินได้ในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท/ราย ดังนี้

  1. คณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานภาคบังคับ มีหน้าที่กลั่นกรองงานเกี่ยวกับแผนงานภาคบังคับ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการ
  2. คณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานภาคความร่วมมือ มีหน้าที่กลั่นกรองงานเกี่ยวกับแผนงานภาคความร่วมมือ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการ
  3. คณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานสนับสนุน มีหน้าที่กลั่นกรองงานเกี่ยวกับแผนงานสนับสนุน ก่อนนำเสนอคณะกรรมการ

นอกจากนั้น คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินผลแผนอนุรักษ์พลังงาน เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการจัดสรรเงินจากกองทุนฯ เป็นรายโครงการ โดยมีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

1. นายสิปปนนท์ เกตุทัต ประธานอนุกรรมการ
2. นายอัมมาร สยามวาลา อนุกรรมการ
3. นางสาวศลักษณ์ ทรรพนันทน์ อนุกรรมการ
4. นายปิยะวัติ บุญ-หลง อนุกรรมการ
5. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เลขานุการ

 


ส่วนที่ 4 : ผลการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2537-2542

 

การดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกองทุนฯ และคณะอนุกรรมการกำกับดูแลแต่ละแผนงาน โดยมี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) และกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบให้การดำเนินงานแต่ละแผนงานรองและโครงการหลัก สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและบรรลุสู่เป้าหมายของการจัดสรรเงินจากกองทุนฯ ซึ่งในช่วงปีงบประมาณ 2538-2542 ที่ผ่านมา มีผลสรุปดังนี้

4.1 แผนงานภาคบังคับ

กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินตามแผนงานนี้ ซึ่งประกอบด้วย 4 โครงการหลัก คือ โครงการอาคารของรัฐ โครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง และโครงการโรงงานและอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน

4.1.1 โครงการอาคารของรัฐ

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐ ที่ไม่ใช่อาคารควบคุม อันจะเป็นแบบอย่างอันดี ในการเป็นผู้นำในการอนุรักษ์พลังงาน และเพื่อประหยัดงบประมาณในการใช้พลังงานของรัฐ โดยจะเลือกดำเนินการ เฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนการลงทุนด้านเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง ตั้งแต่ 9% ขึ้นไป

ในช่วงปีงบประมาณ 2537-2542 พพ. ได้ดำเนินการโครงการอาคารของรัฐ ไปแล้ว ดังนี้

พพ. ได้เริ่มดำเนินการเป็นโครงการแรก เนื่องจากไม่ต้องรอการออกพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้อง หรือการจดทะเบียนที่ปรึกษาฯ การดำเนินงานประสบความสำเร็จในด้านของการเข้าไปปรับปรุง การใช้พลังงานในอาคารของรัฐได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และใช้งบประมาณต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ คือ ดำเนินการปรับปรุงการใช้พลังงานเสร็จสิ้นแล้ว 413 อาคาร โดยไม่ได้เข้าไปดำเนินการอาคารของรัฐ 2 แห่ง เนื่องจากได้รับการปรับปรุงโดยใช้งบประมาณจากหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว พพ. ได้ใช้เงินไปแล้วทั้งสิ้น 1,215 ล้านบาท น้อยกว่าที่ตั้งงบประมาณไว้ 387 ล้านบาท และขณะนี้กำลังดำเนินการในระยะที่ 2 โดยมีเงื่อนไขที่จะนำผลที่ สพช. ประเมินโครงการฯ ไปปรับปรุงการดำเนินงานระยะต่อไป

แผนและผลงาน ระยะที่ 1

 กิจกรรม แผนการดำเนินงาน
ปี 2538-2542
ผลการดำเนินงาน
ปี 2538-2541
แห่ง ล้านบาท แห่ง ล้านบาท
ตรวจวิเคราะห์การใช้พลังงาน 415 29.05 415 32.36
การดำเนินการปรับปรุง 415 1,245 413 1,110.87
อาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบก่อสร้าง 50 265 - -
ค่าใช้จ่ายการบริหารโครงการ - 38.05 - 51.99
การติดตามประเมินผล 415 6.225 149 1.05
การควบคุมงานติดตั้งอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงาน 415 18.675 413 18.68
รวม   1,602   1,214.95

เมื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการฯ ครบถ้วน คาดว่าจะประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 159 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 273.5 ล้านบาทต่อปีและจะสามารถลดความต้องการพลังไฟฟ้าลงได้ประมาณ 60 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยชะลอการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ประมาณ 1,800 ล้านบาท

แผนและผลงาน ระยะที่ 2

 กิจกรรม แผนการดำเนินงาน
ปี 2538-2542
ผลการดำเนินงาน
ปี 2538-2541
แห่ง ล้านบาท แห่ง ล้านบาท
ตรวจวิเคราะห์การใช้พลังงาน 800 83.6 200 19.665
การดำเนินการปรับปรุง 800 2,416 160 476.55
อาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบก่อสร้าง 50 275 - -
ค่าใช้จ่ายการบริหารโครงการ - 115.4 - 21.495
การติดตามประเมินผล 800 6.4 - -
การควบคุมงานติดตั้งอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงาน 800 39.6 160 7.37
รวม   2,936   525.08

เมื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการฯ ครบถ้วน คาดว่าจะประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 138 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 346 ล้านบาทต่อปี และจะลดความต้องการพลังไฟฟ้าลงได้ประมาณ 52 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยชะลอการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ประมาณ 2,340 ล้านบาท

4.1.2 โครงการโรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ที่กำลังใช้งาน

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนเจ้าของโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านการวางแผน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน และด้านการลงทุนเพื่อให้เป็นไปตามแผนฯ ในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่า สำหรับทำการศึกษาการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้นเงินอุดหนุนในการจัดทำแผนฯ และการลงทุนในตามแผนฯ

หลังจากการดำเนินการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษา ที่สามารถรับงานจากโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมเสร็จสิ้นลงแล้ว ในปี พ.ศ. 2541 และพร้อมที่จะเริ่มดำเนินงาน ก็เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จนทำให้โรงงานและอาคารไม่สามารถหาเงินทุนมาเสริม ในเรื่องของการตรวจวิเคราะห์การใช้พลังงาน และการวางแผนเพื่อปรังปรุงการใช้พลังงานได้ แต่ข้อสรุปนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนนัก เนื่องจากการดำเนินงานยังอยู่ในระยะเริ่มต้น

อาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน

อาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน ที่จะต้องดำเนินการอนุรักษ์พลังงานตามขั้นตอนของกฎหมาย มีจำนวน 1,378 แห่ง พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุมและกฎกระทรวงเกี่ยวกับอาคารควบคุม ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 ซึ่งจะทำให้เจ้าของอาคารควบคุม จะต้องดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน ตามกฎกระทรวงเกี่ยวกับอาคารควบคุม ดังนี้

พพ. ได้อนุมัติให้มีการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุมไปแล้วรวมทั้งสิ้น 70 ราย ประกอบด้วย

ผลการดำเนินงาน ที่ผ่านมามี ดังนี้

กิจกรรม แผนการดำเนินงาน
ปี 2538-2542
ผลการดำเนินงาน
ปี 2538-2541
แห่ง ล้านบาท แห่ง ล้านบาท
การตรวจสอบฯ เบื้องต้น 1,225 409.65 992 305.97
การจัดทำเป้าหมายและแผนฯ 1,234 977.9 77 41.22
การสนับสนุนการลงทุนฯ 864 5,004 - -
รวม       347.19

เมื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการฯ ครบถ้วน คาดว่าจะประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 1,165 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 2,330 ล้านบาทต่อปีและจะสามารถลดความต้องการพลังไฟฟ้าลงได้ประมาณ 403 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยชะลอการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ประมาณ 18,135 ล้านบาท

โรงงานควบคุมที่กำลังใช้งาน

โรงงานควบคุมที่กำลังใช้งาน พระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุม และกฎกระทรวงเกี่ยวกับโรงงานควบคุม ที่ออกตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 ซึ่งจะทำให้โรงงานที่อยู่ในข่ายควบคุม จำนวน 2,557 ราย ต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยปัจจุบันมีโรงงานควบคุมจำนวนทั้งสิ้น 1,151 ราย ที่จะเป็นโรงงานควบคุมในปีต่างๆ ตามขนาดการใช้พลังงาน การดำเนินงานระหว่างปี 2537-2542 ที่ผ่านมา พพ. ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

พพ. ได้อนุมัติให้มีการขึ้นทะเบียนที่ปรึกษาด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานควบคุมไปแล้วรวมทั้งสิ้น 47ราย ประกอบด้วยที่ปรึกษาประเภท ก จำนวน 5 ราย และประเภท ข จำนวน 42 ราย

ผลการดำเนินงาน ที่ผ่านมา พพ. ได้ดำเนินการอนุรักษ์พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ปี 2541-2542 มีดังนี้

กิจกรรม แผนการดำเนินงาน
ปี 2538-2542
ผลการดำเนินงาน
ปี 2538-2541
แห่ง ล้านบาท แห่ง ล้านบาท
การตรวจสอบฯ เบื้องต้น 3,626 362.6 379 37.9
การจัดทำเป้าหมายและแผนฯ 3,176 1,588 - -
การสนับสนุนการลงทุนฯ 1,791 8,955 - -
รวม   10,905.62   37.9

เมื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการฯ ครบถ้วน คาดว่าจะประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 3,832 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 7,664 ล้านบาทต่อปีและจะสามารถลดความต้องการพลังไฟฟ้าลงได้ประมาณ 547 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยชะลอการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ประมาณ 24,615 ล้านบาท

4.1.3 โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุน ในการปรับปรุงแบบแก่เจ้าของโครงการก่อสร้างโรงงานหรืออาคาร ที่คาดว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จและใช้งานแล้ว จะมีปริมาณการใช้พลังงานอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งจะทำให้โรงงานหรืออาคารนั้นถูกกำหนดเป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม

โรงงานและอาคารที่จะต้องดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน ในปี 2542 มีจำนวน 40 แห่ง โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมามีดังนี้

กิจกรรม แผนการดำเนินงาน
ปี 2538-2542
ผลการดำเนินงาน
ปี 2538-2541
แห่ง ล้านบาท แห่ง ล้านบาท
การปรับปรุงแบบก่อสร้างฯ 20 40 - -
การลงทุนตามแบบที่ปรับปรุง 20 140 1 1.3
รวม   180   1.3

การดำเนินการเพิ่งจะเริ่มในปี 2542 เนื่องจาก พพ. ได้ให้ความสำคัญต่อการให้การสนับสนุนโรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ให้สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายเสียก่อน ปัจจุบันมีผู้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้เพียง 1 ราย เป็นเงิน 1.3 ล้านบาท

เมื่อดำเนินการตามแผนงาน/โครงการฯ ครบถ้วน คาดว่าจะประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 14 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 35 ล้านบาทต่อปี

4.1.4 โครงการโรงงานและอาคารทั่วไป

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนเจ้าของโรงงานและอาคารทั่วไปที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน (ที่ไม่ใช่โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม) ที่ประสงค์จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน

โครงการนี้ยังไม่มีการดำเนินการ เนื่องจากจะต้องรอความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการให้การสนับสนุนให้โรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ได้ดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน

4.2 แผนงานภาคความร่วมมือ

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานตามแผนงานนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสนับสนุน และร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ที่จะมีผลทำให้

  1. มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในการผลิต ทั้งในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมในชนบท
  2. มีการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย มาใช้อย่างแพร่หลาย
  3. เกิดตลาดของสินค้าและบริการที่ช่วยและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน
  4. มีการทำการ ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน และการอนุรักษ์พลังงานและการนำเอาผลการศึกษาฯ มาใช้ในโรงงาน อาคาร ตลอดจนครัวเรือนด้วย

แผนงานภาคความร่วมมือ ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก คือ โครงการพลังงานหมุนเวียนและกิจกรรมการผลิตในชนบท โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน และโครงการศึกษา วิจัยและพัฒนา ซึ่งคณะกรรมการกองทุนฯ ได้จัดสรรเงินกองทุนฯ เป็นใช้จ่ายในการดำเนินงานตามแผนงานภาคความร่วมมือ เป็นวงเงินรวม 2,781 ล้านบาท ดังนี้

ตารางแสดงแผนการใช้จ่ายเงิน แผนงานภาคความร่วมมือ (ปีงบประมาณ 2538-2542)
หน่วย : ล้านบาท

โครงการ/ ปีงบประมาณ 2538 2539 2540 2541 2542 รวมทั้งสิ้น
1. พลังงานหมุนเวียนฯ 105 293 296 305 312 1,311
2. ส่งเสริมธุรกิจฯ 70 160 210 210 210 860
3. ศึกษาวิจัยฯ 100 100 120 140 150 610
รวม 275 553 626 655 672 2,781

การดำเนินงานที่ผ่านมา ระหว่างปี พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ มากขึ้นเป็นลำดับ กองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ แล้ว จำนวน 91 โครงการ รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,605 ล้านบาท โดยแยกเป็น

ตารางแสดงผลการใช้จ่ายเงิน ตามแผนงานภาคความร่วมมือ (ปี 2538-2542)

โครงการ/ ปีงบประมาณ 2538 2539 2540 2541 2542 รวมทั้งสิ้น
  ราย ล้านบาท ราย ล้านบาท ราย ล้านบาท ราย ล้านบาท ราย ล้านบาท ราย ล้านบาท
พลังงานหมุนเวียนฯ 1 22 4 124 - - 3 380 1 72 9 598
ส่งเสริมธุรกิจฯ - - - - 2 9 2 263 19 210 23 482
ศึกษาวิจัยฯ 3 30 2 11 11 31 23 213 20 240 59 525
รวม 4 52 6 135 13 40 28 856 40 522 91 1,605

4.2.1 โครงการพลังงานหมุนเวียน และกิจกรรมการผลิตในชนบท

เป็นการสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และช่วยเหลือกิจกรรมในชนบททั้งภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมในการอนุรักษ์พลังงาน โดยจะเน้นโครงการที่เกี่ยวกับการแนะนำ เผยแพร่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับพลังงานหมุนเวียน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน โดยใช้เทคโนโลยีที่ได้มีการพิสูจน์แล้ว และโครงการเกี่ยวกับการนำวัสดุเหลือใช้จากการแปรรูป (เช่น ชานอ้อย แกลบ) หรือของเสียจากภาคเกษตรกรรม (เช่น มูลสัตว์) มาใช้เป็นพลังงาน

การดำเนินงานที่ผ่านมากองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนเพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีไปแล้ว จำนวน 9 โครงการ รวมเป็นเงิน 598 ล้านบาท

จะเห็นว่ามีถึง 3 โครงการ ที่ได้ดำเนินการจนประสบผลสำเร็จแล้ว ผ่านขั้นตอนของโครงการนำร่อง และคณะกรรมการกองทุนฯ ได้อนุมัติให้ขยายโครงการฯ เป็นระยะที่ 2 เพื่อเผยแพร่โครงการไปทั่วประเทศแล้ว

ซึ่งผลจากการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนต่างๆ ทั้ง 9 โครงการดังกล่าว ได้ใช้เงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ทั้งสิ้น 598 ล้านบาท คาดว่าเมื่อโครงการดำเนินงานไปจนครบอายุการใช้งานของอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีแล้ว ในการใช้งานตั้งแต่ 5 ปี 15 ปี และ 25 ปี จะสามารถทดแทนพลังงานสิ้นเปลืองได้ ดังนี้

ด้านไฟฟ้า: ทดแทนพลังงานไฟฟ้า 89   ล้านหน่วย
คิดเป็นเงิน 222   ล้านบาท
ด้านเชื้อเพลิง ทดแทนก๊าซหุงต้ม 109   ล้านกิโลกรัม และ
ทดแทนลิกไนต์ 616,613   ตัน
คิดเป็นเงิน 1,892   ล้านบาท
รวมเป็นเงินที่ลดได้ทั้งหมด 2,114   ล้านบาท

4.2.2 โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน

เป็นการเผยแพร่เทคโนโลยีในการอนุรักษ์พลังงาน ในการสร้างตลาดให้แก่เครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นการให้การสนับสนุนทางอ้อมแก่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักร ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูง และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน โดยจะเน้นเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย

การดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถผลักดันให้เกิดกิจกรรมสาธิตและเผยแพร่เทคโนโลยีต่างๆ ได้แก่

ผลจากการสาธิตเทคโนโลยีต่างๆ ดังกล่าว โดยหวังว่าจะเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมการจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานหมุนเวียน อันจะเป็นการเร่งให้ระบบตลาดเข้ามามีบทบาทให้การส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงาน แทนการสนับสนุนจากกองทุนฯ การดำเนินงานที่ผ่านมาได้ใช้เงินสนับสนุนจากกองทุนฯ ไปแล้วทั้งสิ้น 23 โครงการ รวมเป็นเงิน 482 ล้านบาท โดยคาดว่าเมื่อโครงการดำเนินงานไปจนครบอายุการใช้งานของอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีแล้ว ในการใช้งานตั้งแต่ 5 ปี 15 ปี และ 25 ปี จะสามารถทดแทนพลังงานสิ้นเปลืองได้ ดังนี้

ด้านไฟฟ้า: ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า 209   ล้านหน่วย
คิดเป็นเงิน 522   ล้านบาท
ด้านเชื้อเพลิง ลดการใช้ดีเซล 5   ล้านลิตร และ
ลดการใช้ไม้ฟืน 203   ตัน และ
ลดการใช้ก๊าซหุงต้ม 1   ล้านกิโลกรัม
คิดเป็นเงิน 61   ล้านบาท
รวมเป็นเงินที่ลดได้ทั้งหมด 583   ล้านบาท

4.2.3 โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา

เป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาเชิงนโยบาย การวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและพลังงานหมุนเวียน การถ่ายทอดและการนำเอาเทคโนโลยีที่ได้มีการรับรองแล้วในประเทศอื่นมาประยุกต์ใช้ การถ่ายทอดและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลของงานวิจัย รวมถึงโครงการสาธิตขนาดเล็ก ด้วย

การดำเนินงานที่ผ่านมากองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยอย่างหลากหลายสาขา เช่น

ผลจากการศึกษาวิจัยข้างต้น จะได้นำไปพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการนำไปใช้ทั้งทางด้านนโยบายและส่งเสริมขยายผลให้เกิดการใช้ให้มากที่สุด โดยกองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนงานศึกษาวิจัยไปแล้วทั้งสิ้น 59 โครงการ รวมเป็นเงิน 525 ล้านบาท โดยคาดว่าในระดับนี้ เมื่อโครงการดำเนินงานไปจนครบอายุการใช้งานของอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีแล้ว ในการใช้งานตั้งแต่ 5 ปี 15 ปี และ 25 ปี จะสามารถอนุรักษ์พลังงานและทดแทนการใช้พลังงานสิ้นเปลืองได้ ดังนี้

ด้านเชื้อเพลิง ลดการใช้น้ำมันเตา 305,550   ลิตร และ
ลดการใช้น้ำมันดีเซล 5   ล้านลิตร และ
ลดการใช้ก๊าซหุงต้ม 14   ล้านกิโลกรัม
รวมเป็นเงินที่ลดได้ทั้งหมด 193   ล้านบาท

การใช้จ่ายเงินกองทุนฯ เพื่อดำเนินงานภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ ระหว่างปีงบประมาณ 2538 จนถึงปัจจุบัน ในวงเงินรวม 2,781 ล้านบาท นั้น กองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนแล้ว จำนวน 91 โครงการ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,605 ล้านบาท หรือเท่ากับ 58% โดยแบ่งเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียน 37 % โครงการส่งเสริมธุรกิจฯ 30 % โครงการศึกษาวิจัยฯ 33 %

เมื่อเปรียบเทียบการใช้จ่ายกับงบประมาณของแต่ละโครงการที่ตั้งไว้ โครงการพลังงานหมุนเวียน ใช้ไป 46 % โครงการส่งเสริมธุรกิจฯ 56 % โครงการศึกษาวิจัยฯ 86 %

จากการสนับสนุนให้มีการดำเนินงานทั้ง 91 โครงการ เป็นที่คาดว่า เมื่อโครงการดำเนินงานไปจนครบอายุการใช้งานของอุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีแล้ว ในการใช้งานตั้งแต่ 5 ปี 15 ปี และ 25 ปี จะก่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน จำนวน 375 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ (Ktoe) หรือคิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,946 ล้านบาท หรือคิดเป็น 184% ของการลงทุนจากกองทุนฯ นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ลดการก่อมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม สามารถนำผลพลอยได้ไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการนำไปใช้ และยังมีส่วนในการส่งเสริมและเพิ่มประสบการณ์ให้กับนักวิจัยของประเทศอีกด้วย โดยสามารถสรุปศักยภาพการอนุรักษ์พลังงานได้ ดังนี้

ตารางแสดงศักยภาพการอนุรักษ์พลังงาน แผนงานภาคความร่วมมือ (ปีงบประมาณ 2538-2542)

โครงการ/
ปีงบประมาณ
2538 2539 2540 2541 2542 รวมทั้งสิ้น
ktoe ล้านบาท ktoe ล้านบาท ktoe ล้านบาท ktoe ล้านบาท ktoe ล้านบาท ktoe ล้านบาท
พลังงานหมุนเวียนฯ 1 11 9 105 9 105 27 190 27 191 73 602
ส่งเสริมธุรกิจฯ - - - - 0 1 0 7 4 138 4 144
ศึกษาวิจัยฯ - - - - 0 0 0 3 2 19 2 22
รวม 1 11 9 105 9 106 27 200 33 348 79 768
รวมความสามารถในการอนุรักษ์พลังงานทั้งสิ้น (ตลอดอายุการใช้งานอุปกรณ์ในโครงการ) 375 2,946

การดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐและมหาวิทยาลัยที่ได้รับสนับสนุนจากกองทุนฯ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ได้สำเร็จแล้วไปบ้างแล้ว และสามารถนำมาส่งเสริมเพื่อเผยแพร่ขยายผลในระยะต่อไป ได้แก่ เทคโนโลยี

เงินงบประมาณของแผนงานภาคความร่วมมือ ที่ยังคงเหลืออยู่ 1,176 ล้านบาท หรือ 42 % ของแผนการใช้จ่ายเงินนั้น เนื่องจากการจัดทำงบประมาณในครั้งนั้น ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องปริมาณความต้องการ ขึ้นอยู่กับจำนวนโครงการที่จะเสนอ แต่ด้วยข้อจำกัดของจำนวนบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และพร้อมที่จะดำเนินโครงการมีน้อย จึงเป็นที่คาดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าการจ่ายงบประมาณจริงนั้น จะต่ำกว่างบประมาณที่ได้ประเมินไว้

อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันนี้ ยังมีโครงการ ที่ยื่นขอรับการสนับสนุนไว้กับ สพช. และอยู่ระหว่างการพิจารณาให้การสนับสนุนอีก จำนวน 52 โครงการ คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 370 ล้านบาท และยังมีโครงการจัดตั้งโรงผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดประมาณ 4 MW ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่กำลังเตรียมยื่นขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ อีก 1,000 ล้านบาท

4.3 แผนงานสนับสนุน

แผนงานสนับสนุนเป็นแผนงานเกี่ยวกับการวางแผน กำกับดูแล ประเมินผล การเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร และการประชาสัมพันธ์เพื่อให้แผนงานอนุรักษ์พลังงานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แผนงานนี้ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก คือพัฒนาบุคลากร ประชาสัมพันธ์ และการบริหารงาน

4.3.1 โครงการพัฒนาบุคลากร

เป็นการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรของประเทศ ให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และมีจำนวนที่มากพอเพียง ที่จะรองรับให้การดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด และมีความยั่งยืน การพัฒนาบุคลากรในแผนงานนี้ประกอบด้วยหลายรูปแบบ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรมการศึกษาการจัดสัมมนา การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการฝึกอบรม การให้ทุนการศึกษา การสนับสนุนสถาบันการศึกษาในการเปิดสอนสาขาวิชา ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการจัดทำหลักสูตร สื่อฝึกอบรม ให้ทุนการศึกษา ตามกรอบการดำเนินการที่ระบุไว้ใน “แผนแม่บทโครงการพัฒนาบุคลากร” ซึ่งเป็นแผน 3 ปี และได้รับการประเมินเพื่อปรับปรุงแผนฯ ทุกปี ก่อนที่จะเริ่มโครงการในปีถัดไป โดยกองทุนฯ ได้ให้การสนับสนุนทั้ง 6 โครงการ เป็นเงินทั้งสิ้น 594.89 ล้านบาท ดังนี้

โครงการ
หน่วย:ล้านบาท
แผนดำเนินงาน
ปี 2538-2542
ผลการดำเนินงาน
ปี 2538-2542
1) การพัฒนาหลักสูตรและคู่มือการฝึกอบรม 677.2 422.59
2) การฝึกอบรมบุคลากรระยะสั้นในประเทศ 302.7 52.55
3) การส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรม และดูงานระยะสั้นในต่างประเทศ 70.00 16.92
4) การส่งบุคลากรเข้ารับการศึกษา ระดับอุดมศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ 191.2 84.72
5) การให้ทุนวิจัยและพัฒนา แก่นักศึกษาระดับอุดมศึกษา 14.00 10.46
6) อื่นๆ 69.4 7.66
รวม 1,324.4 594.89

สรุปกิจกรรมที่ สพช. และ พพ. ได้ดำเนินการ

4.3.2 โครงการประชาสัมพันธ์

เป็นการประชาสัมพันธ์ไปที่กลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแผนอนุรักษ์พลังงาน อยู่ในความรับผิดชอบของ พพ. และกลุ่มประชาชนทั่วไป อยู่ในความรับผิดชอบของ สพช. การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการใช้เงินจากเงินกองทุนฯ เพื่อทำโครงการประชาสัมพันธ์ไปแล้ว รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 785.1 ล้านบาทดังนี้

โครงการประชาสัมพันธ์
ระหว่างปี 2538-2542
แผนที่ได้รับการอนุมัติ
(ล้านบาท)
ผลการดำเนินงาน
โครงการ ล้านบาท
สำหรับประชาชนทั่วไป (โดย สพช.) 681.5 116 591.4
สำหรับโรงงานควบคุมอาคารควบคุม อาคารของรัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้อง (โดย พพ.) 388.3 49 193.7
รวม 1,069.8   785.1

การประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ เป็นการสร้างทัศนคติและเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชนทั่วไป ให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มีการดำเนินการและประเมินผลทุกปี ก่อนการดำเนินการในปีถัดไป ผลการประเมินผลปรากฏว่าสามารถเปลี่ยนทัศนคติ และค่านิยมของประชาชนต่อการใช้พลังงาน โดยประชาชนทั่วไปตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้จากการอนุรักษ์พลังงานและทราบวิธีง่าย ๆ ที่ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันได้ ภายใต้แผนปฏิบัติการรวมพลังหาร 2

ในช่วงแรก สพช. ได้เน้นถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไป ทราบถึงผลกระทบของการใช้พลังงานที่มีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และรณรงค์ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเผยแพร่วิธีการใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่ปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน ในปี 2542 ได้เน้นการนำผลดีที่ได้จากผู้ที่นำวิธีการอนุรักษ์พลังงานมาใช้ เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้ทราบและทำตาม การหยิบยื่นโครงการรวมพลังหาร 2 ให้เป็นของหน่วยงานและมวลชน โดยมีการประกวดการอนุรักษ์พลังงานพลังงานระหว่างจังหวัด ระหว่างโรงเรียน ศิลปะการพูดระหว่างสถาบันการศึกษา และอื่นๆ เพื่อให้องค์กรต่างๆ ได้ค้นคิดและดำเนินการโครงการที่แต่ละองค์กรกำหนดขึ้นเอง และให้เกิดความเข้าใจว่าการอนุรักษ์พลังงานเป็นหน้าที่ของทุกคน และทุกคนควรมีส่วนร่วมในการจัดทำโครงการรณรงค์ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานด้วยตัวเอง

การประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ เป็นการประชาสัมพันธ์ไปที่กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับแผนอนุรักษ์พลังงานโดยตรง ซึ่งได้แก่ เจ้าของและผู้รับผิดชอบด้านพลังงานของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม ผู้ผลิตอุปกรณ์ เครื่องจักร และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน และเจ้าของโครงการภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับข้อมูลของแผนงานอนุรักษ์พลังงาน และการอุดหนุนของรัฐในด้านการอนุรักษ์พลังงาน พพ. ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่ง โดยทำประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดจิตสำนึก ในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม ผลการดำเนินการเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการที่มีการนำผู้เชี่ยวชาญ ให้คำปรึกษาด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ไปยังโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม และโครงการสร้างจิตสำนึกในการใช้พลังงานในโรงงานและอาคาร โดยการจัดประกวดองค์กร ดีเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและการจัดสัมมนาต่างๆ

4.3.3 โครงการบริหารงานตาม พรบ.ฯ

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานโดย สพช. พพ. และ กรมบัญชีกลาง (บก.) ในการดำเนินงานตามแผนงานอนุรักษ์พลังงาน ค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างที่ปรึกษาในการวางแผน การติดตามตรวจสอบ และประเมินผล และค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ ค่าตอบแทนใช้สอย วัสดุอุปกรณ์และครุภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการดำเนินงานตามแผนงานฯ

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการใช้เงินจากเงินกองทุนฯ เพื่อบริหารงานตาม พรบ.ฯ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น1,128.18ล้านบาทดังนี้

 โครงการบริหารฯ
หน่วย:ล้านบาท
แผนที่ได้รับการอนุมัติ
ระหว่างปี  2538-2542
งบประมาณ
ดำเนินงานระหว่าง
ปี 2538-2542
สพช. 732.64 712.14
พพ. 914.77 413.02
บก. 6.60 3.02
รวม 1,654.01 1,128.18

สพช. ได้ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อบริหารงานรวมถึงการศึกษา เพื่อจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องกับแผนอนุรักษ์พลังงาน เช่น การสำรวจข้อมูลการใช้พลังงานในภาคเกษตร การอนุรักษ์พลังงานในระบบขนส่ง แนวทางในการกำหนดนโยบาย ในการให้การสนับสนุนการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ การศึกษาอุปสงค์อุปทาน เพื่อปรับแผนอนุรักษ์พลังงาน แนวทางการส่งเสริมการใช้พลังงานจากชีวมวล การศึกษานโยบายกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการติดฉลากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการศึกษาเรื่องโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า

โดย สพช. ได้รับการสนับสนุนในการจัดหาสำนักงานถาวร ณ 121/1-2 ถนนเพชรบุรี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำงานของบุคลากรและสาธิตเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงาน โดยชั้นที่ 1 จะจัดทำเป็นศูนย์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งในระยะแรก สพช. จะดำเนินการร่วมกับสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมก่อน แล้วจะดำเนินการเองในช่วงต่อไป

พพ. ได้ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อบริหารงานและได้รับการสนับสนุนในเรื่องของค่าเช่าสำนักงานและค่าบริหารโครงการ โดยทำสัญญาเช่าที่อาคารบางกอกไทยทาวเวอร์ ชั้น 8, 18 และ 19 ถนนรางน้ำ เขตราชเทวี เป็นเวลา 3 ปี ในอัตราค่าเช่า 7.3 ล้านบาท/ปี โดยการดำเนินงานในช่วงต่อไปจะใช้ Accredited Consultant ในการกลั่นกรองข้อเสนอขอการสนับสนุน และตรวจสอบความถูกต้องของผลการดำเนินงาน ที่อาคารควบคุม หรือโรงงานควบคุมให้ปฏิบัติตาม พรบ.

บก. ได้ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อบริหารงานและสนับสนุนด้านครุภัณฑ์ และค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราว ในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนฯ

4.4 ประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินงานที่ผ่านมา

การดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนฯ ในช่วงปีงบประมาณ 2537-2542 ได้ใช้เงินจากกองทุนฯ ไปทั้งสิ้น 6,237 ล้านบาท โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถทดแทนพลังงานสิ้นเปลืองได้ ดังนี้

  ภาคบังคับ ภาคความร่วมมือ สนับสนุน รวม
1. งบประมาณที่กองทุนฯ สนับสนุน (ล้านบาท) 2,124 1,605 2,508 6,237
2. ความสามารถในการอนุรักษ์พลังงาน     **  
2.1 ด้านพลังงานไฟฟ้า        
- ทดแทนพลังงานไฟฟ้า        
  ต่อปี (ล้านหน่วย/ปี) 88 51   139
  ตลอดอายุโครงการ* (ล้านหน่วย) 1,320 298   1,618
  จำนวนเงิน (ล้านบาท/ปี) 177 128   305
  จำนวนเงินตลอดอายุโครงการ (ล้านบาท) 2,655 745   3,400
- ลดความต้องการพลังไฟฟ้า        
  เมกกะวัตต์ 33 14   47
  เงินลงทุน (ล้านบาท) 1,485 630   2,115
2.2 ด้านพลังงานเชื้อเพลิง        
- ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง        
  ต่อปี (ล้านลิตรน้ำมันดิบ/ปี) - 26   26
  ตลอดอายุโครงการ (ล้านลิตรน้ำมันดิบ) - 357   357
  จำนวนเงิน (ล้านบาท/ปี) - 220   220
  จำนวนเงินตลอดอายุโครงการ (ล้านบาท) - 2,231   2,231
รวมความสามารถในการอนุรักษ์พลังงาน        
  จำนวนเงิน (ล้านบาท/ปี) 177 348   525
  จำนวนเงินตลอดอายุโครงการ (ล้านบาท) 2,655 2,976   5,631
และลดความต้องการพลังไฟฟ้า        
  เงินลงทุน (ล้านบาท) 1,485 630   2,115

หมายเหตุ
* อายุการใช้งานตลอดโครงการ ตั้งแต่ 5 ปี 15 ปี และ 25 ปี
** แผนงานสนับสนุนไม่สามารถประมาณการความสามารถในการอนุรักษ์พลังงาน เป็นจำนวนเลขได้

 


ส่วนที่ 5 : ปัญหา อุปสรรค และการประเมินผลการดำเนินงาน

 

5.1 แผนงานภาคบังคับ

5.1.1 โครงการอาคารของรัฐ

การประเมินผลโครงการฯ ที่ สพช. ได้ว่าจ้าง บริษัท RAMBOLL จากประเทศเดนมาร์ก เป็นผู้ดำเนินการนั้น พบว่า

คณะอนุกรรมการประเมินผลแผนอนุรักษ์พลังงาน ได้พิจารณาแล้ว และที่ประชุมได้มีข้อสังเกตเพื่อให้ พพ. ปรับแผนโครงการอาคารของรัฐ ระยะต่อไป ดังนี้

  1. โครงการอาคารของรัฐมีวัตถุประสงค์ เพื่อการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐ ซึ่งจากการประเมินผลพบว่าหากเครื่องปรับอากาศเก่าที่ถูกถอดออก ถูกนำกลับมาใช้งานอีกเพียงร้อยละ 37 (ภายใต้สมมติฐานที่ว่าเครื่องปรับอากาศใหม่ มีประสิทธิภาพ ในการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องเก่าร้อยละ 37) การลงทุนในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศทั้งหมด จะไม่ได้ผลในการอนุรักษ์พลังงานเลย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการที่ได้ผลจริง ในการห้ามไม่ให้นำเครื่องปรับอากาศที่ถูกถอดทิ้งแล้วนำกลับมาใช้ใหม่
  2. การทำลายเครื่องปรับอากาศที่ถูกถอดทิ้ง จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาจให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันราชมงคล เป็นผู้รับดำเนินการ โดยมีการเปรียบเทียบจำนวนเครื่องปรับอากาศ ที่ถูกถอดออกและที่ถูกส่งมาทำลาย เพื่อติดตามการดำเนินงานของโครงการว่า เครื่องปรับอากาศทั้งหมดที่ถูกถอดออกได้รับการทำลายหรือไม่
  3. การวัดความสำเร็จของโครงการ จะต้องวัดที่ปริมาณพลังงานที่ลดลงได้ ไม่ใช่จำนวนอาคารที่เข้าร่วมโครงการ หรือจำนวนอุปกรณ์ที่เปลี่ยนให้ หรือจำนวนเงินลงทุน
  4. จะต้องผลักดันให้เจ้าของอาคาร มีส่วนร่วมมากขึ้น โดย
    • สนับสนุนให้เจ้าของอาคาร ที่พร้อมที่จะทำการปรับปรุงการใช้พลังงานของตัวเอง ได้ดำเนินการเอง โดยการสนับสนุนด้านการเงินจากกองทุนฯ
    • ทำการฝึกอบรม ปลูกจิตสำนึก และวิธีการใช้พลังงานในอาคาร เนื่องจากผู้ใช้อาคารจะเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะทำให้เกิดการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ
  5. จะต้องมีการเพิ่มจำนวน IA ให้มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงาน ที่มีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เข้ามาแข่งขันด้านราคาและคุณภาพการให้บริการต่อ พพ. และในสัญญาที่ พพ. ทำกับ IA จะต้องระบุว่า “ห้ามมิให้จ้างผู้มีประโยชน์ร่วมกันในการดำเนินการ” และ พพ. จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบว่า IA “จ้างผู้มีประโยชน์ร่วมกันในการดำเนินการ ” หรือไม่ โดยการเพิ่ม IA ให้ศึกษาแนวทางจากการเพิ่มที่ปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม ของกระทรวงวิทย์ฯ
  6. เร่งรัดให้สำนักงบประมาณสนับสนุนให้หน่วยงานมีงบประมาณสำหรับบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ และสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ ให้มีประสิทธิภาพสูง
  7. เร่งดำเนินการประกาศมาตรฐานบังคับสำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และสนับสนุนมาตรการติดฉลาก และประชาสัมพันธ์ ให้เกิดตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง เพื่อในอนาคตเจ้าของอาคาร ที่ได้รับการปรับปรุงอุปกรณ์แล้ว แต่อุปกรณ์ชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงได้
  8. ให้นำผลการศึกษาโครงการนำร่องบริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCO) ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ในการนำ ESCO มาดำเนินการในโครงการอาคารของรัฐต่อไป

5.1.2 โครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่ามีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้การดำเนินงานอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนและระยะเวลาที่กำหนด ปัญหาบางส่วนเกิดจากโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม บริษัทที่ปรึกษา และในส่วนของ พพ. เอง ซึ่งสามารถสรุปประเด็นปัญหาความล่าช้า ของการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์พลังงานได้ออกเป็น 2 ส่วน คือ

ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินกองทุนฯ

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินกองทุนฯ

โครงการนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการจ้างผู้ที่มีประสบการณ์สูง เพื่อทำการประเมินผล โดยจะทราบผลการประเมินประมาณเดือนกันยายน 2543

5.1.3 โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง

จากเงื่อนไขการขอเงินช่วยเหลือจากกองทุนฯ ได้กำหนดว่าแบบเดิมจะต้องเป็นแบบที่ทำให้มีการใช้พลังงาน ตามมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว กรณีดังกล่าวจึงทำให้มีขอบเขตข้อจำกัด ซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคสำหรับอาคาร ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างใหม่ ในการพยายามดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน ในระบบการใช้พลังงานอื่นได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้น จึงสมควรจะต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อให้อาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบ หรือก่อสร้างใหม่ สามารถขอรับการสนับสนุนในการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน โดยการปรับปรุงระบบหรือวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ ได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นจากมาตรฐานการใช้พลังงาน ที่กำหนดไว้ตามกฎกระทรวงฯ แล้ว จะสามารถทำให้ระดับการใช้พลังงาน ในอาคารควบคุมดังกล่าวเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว จะอยู่ในเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดยิ่งขึ้นไปอีก จากเป้าหมายที่กำหนดไว้เดิม

การปรับปรุงแบบก่อสร้างมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงแรกของแผนอนุรักษ์พลังงาน เนื่องจากยังไม่มีการฝึกอบรมสถาปนิก วิศวกร หรือการให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาในสาขาที่ขาดแคลน และมีความสำคัญต่อการดำเนินงานตามแผนฯ ทั้งยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ได้ทราบถึงความสำคัญ และประโยชน์ที่จะได้จากการอนุรักษ์พลังงาน การสนับสนุนในการปรับปรุงแบบฯ จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้มีการก่อสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงาน แทนการลงทุนปรับปรุงอาคารที่สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจะเป็นการลงทุนที่สูงกว่ามาก

ปัญหาของการให้การสนับสนุนการปรับปรุงแบบก็คือ การควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินโครงการให้มีประสิทธิภาพเป็นไปได้ยาก เนื่องจากอาจมีบางกรณีที่ผู้ขอรับการสนับสนุนส่งแบบที่ตนเองสามารถปรับปรุงแผนฯ ให้ดีขึ้นได้แต่ไม่ทำ โดยหวังที่จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ

5.1.4 โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานและอาคารทั่วไป

โครงการนี้ยังไม่มีการดำเนินการเนื่องจากจะต้องรอความพร้อมของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการให้การสนับสนุนให้โรงงานควบคุม และอาคารควบคุมได้ดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน และจากการที่ สพช. จัดประชุมกับนักวิชาการจากสาขาต่างๆ หลายครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน นักวิชาการได้ให้ความเห็นว่า เนื่องจากโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงงานอาคารที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับ จึงเห็นควรให้มีการปรับเปลี่ยนงบประมาณไปอยู่ภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ

5.2 แผนงานภาคความร่วมมือ

ในปีเริ่มต้นของแผนฯ ยังไม่มีหน่วยงานใดรู้จักความเป็นมาและแนวทางการใช้เงินจากกองทุนฯ รวมถึงโครงการที่ได้รับการสนับสนุนในระยะแรก ก็ยังไม่สำเร็จลงเพื่อนำไปประชาสัมพันธ์ได้ จึงส่งผลให้การใช้จ่ายเงินของแผนงานภาคความร่วมมือเกือบจะไม่มีความเคลื่อนไหว สพช. ได้พยายามเผยแพร่ข่าวสารเชิงรุกด้วยวิธีเข้าถึงโดยตรงกับหน่วยงานที่ สพช. ทราบว่ามีศักยภาพ และมีบุคลากรเพียงพอ เพื่อแจ้งถึงแนวทาง หลักเกณฑ์ในการสนับสนุนจากกองทุนฯ ซึ่งได้รับความร่วมมือและประสบความสำเร็จพอควร มีหลายหน่วยงาน ที่ทราบถึงแนวทางในการยื่นขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ เพื่อนำไปใช้จ่ายในการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน ในปีต่อๆ มา จึงมีโครงการที่ยื่นขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพิ่มปริมาณมากขึ้นเป็นลำดับ

ในกลางปี 2542 สพช. ได้ทำการประเมินปัญหาอุปสรรคจากการปฏิบัติตามแนวทางและหลักเกณฑ์ฯ ของกองทุนฯ และได้จัดประชุมกับนักวิชาการจากสาขาต่างๆ หลายครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

  1. เป้าหมายและทิศทางในการสนับสนุนในแต่ละเทคโนโลยียังไม่ชัดเจน
  2. การจำกัดขอบเขตของโครงการพลังงานหมุนเวียน และกิจกรรมการผลิตในชนบท ไว้ที่ กิจการขนาดเล็กที่ใช้พลังไฟฟ้าต่ำกว่า 300 kW และมีสถานที่ตั้งนอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล นั้น เป็นการปิดโอกาสสำหรับกิจการที่มีขนาดเกินกว่า 300 kW แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะของโรงงานควบคุม ที่ประสงค์จะเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน
  3. ข้อจำกัดของผู้ที่ได้รับการฝึกฝนและมีความชำนาญในเทคโนโลยี ที่จะดำเนินโครงการในภาคสนาม ซึ่งมีจำนวนน้อย รวมถึงการฝึกอบรมเตรียมคนไว้ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งพากองทุนฯ
  4. การประชาสัมพันธ์ผลงานของแผนงานภาคความร่วมมือมีน้อย
  5. ผู้เสนอโครงการไม่เข้าใจในรูปแบบ และวิธีการจัดทำข้อเสนอโครงการฯ และการสื่อสารไม่เข้าใจกันระหว่างผู้เสนอโครงการ กับ สพช.
  6. ควรประกาศหลักเกณฑ์สนับสนุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ หรือหัวข้อสนับสนุนที่เห็นว่ามีความสำคัญต่อประเทศ ด้วย เพื่อให้หน่วยงานที่มีความสามารถจัดทำข้อเสนอโครงการยื่นขอรับการสนับสนุน
  7. ควรสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในสาขาอื่นๆ ด้วย เช่น การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ และสาขาขนส่ง
  8. โครงการอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน เป็นโครงการที่อยู่ในแผนงานภาคบังคับ แต่เนื่องจากเป็นโรงงานอาคารที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับ จึงเห็นควรให้ย้ายมาอยู่ภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ
  9. การกลั่นกรองโครงการและมาตรฐาน ในการคำนวณผลตอบแทนการลงทุน ทั้งทางด้านเศรษฐศาสตร์และทางด้านการเงิน ยังไม่ชัดเจน

นอกจากนั้น สพช. ยังได้จ้างคณะที่ปรึกษาเพื่อทำการประเมินผลโครงการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้

1) โครงการส่งเสริมก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทดแทนและปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ส่วนที่ 1 (ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดกลางและใหญ่ ระยะที่ 1) ของหน่วยบริการก๊าซชีวภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยจ้าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประเมินผล ซึ่ง มจธ. ได้คัดเลือกฟาร์มที่จะทำการวิเคราะห์ประเมินผลโดยละเอียด จำนวน 2 ฟาร์ม ซึ่งสรุปได้ว่าระบบผลิตก๊าซชีวภาพสามารถผลิตก๊าซได้มาก อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำเสียที่เข้าระบบของฟาร์มก็ยังต่ำกว่าที่ออกแบบไว้ เนื่องจากเป็นฟาร์มเลี้ยงสุกรขุน ระบบการเลี้ยงเป็นแบบเข้า-ออกหมด จึงทำให้ปริมาณน้ำเสียมีค่าผันแปร ปริมาณก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้ 700-1,400 (เฉลี่ย 1,000) ลบ.ม./วัน ใกล้เคียงกับค่าประมาณการ โดยก๊าซที่เกิดขึ้นประมาณ73% ของก๊าซที่ผลิตได้ทั้งหมด มาจากบ่อหมักช้าแบบราง ก๊าซที่เกิดขึ้นใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในฟาร์ม เพียงอย่างเดียว โดยมีก๊าซเหลือปล่อยทิ้งถึง 30-65% และมีโครงการที่จะขายไฟฟ้าให้แก่รัฐด้วย ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้มีปริมาณเฉลี่ย 37 ตัน/เดือน

คณะอนุกรรมการประเมินผลฯ ได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องของปริมาณก๊าซที่เหลือทิ้งนั้น สพช.ควรเร่งพิจารณาสนับสนุน ให้มีการนำก๊าซไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สพช. เช่น การให้ความช่วยเหลือในเรื่องการสนับสนุน ด้านราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน และการหาวิธีการจัดการที่เหมาะสมในการนำก๊าซไปใช้ประโยชน์

2) โครงการส่งเสริมก๊าซชีวภาพ เพื่อเป็นพลังงานทดแทน และปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ส่วนที่ 2 (เกษตรกรย่อย 1) ของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจ้าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประเมินผล ซึ่ง มจธ. ได้คัดเลือกเกษตรกรรายย่อยผู้เข้าร่วมในโครงการฯ จากจำนวนทั้งสิ้น 263 ราย มจธ. ได้คัดเลือกฟาร์มที่จะทำการวิเคราะห์ประเมินผลโดยละเอียด จากระบบฯ ขนาด 12 16 30 50 และ 100 ลบ.เมตร ขนาดละ 2 ฟาร์ม รวมเป็นฟาร์มที่จะประเมินผลโดยละเอียดทั้งสิ้น 10 ฟาร์ม โดยพิจารณาจากความหนาแน่นของระบบฯ ในแต่ละจังหวัด และชนิดของมูลสัตว์ที่นำไปผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งสรุปได้ว่า ระบบสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้เกินพอกับปริมาณการใช้ในครัวเรือน ที่นำไปใช้ในเตาหุงต้มทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) ระยะเวลาการใช้ 45-120 นาทีต่อวัน โดยปริมาณก๊าซที่ใช้น้อยกว่าปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้น การเลือกขนาดของบ่อก๊าซชีวภาพ ขึ้นอยู่กับปริมาณของสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่ แต่จากการสำรวจพบว่า เกษตรกรหลายรายใช้มูลสัตว์เพียงบางส่วนของมูลสัตว์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเติมลงในบ่อหมักก๊าซ ทั้งนี้เป็นไปตามความต้องการการใช้ก๊าซในการหุงต้มในครัวเรือน ปริมาณมูลสัตว์ที่เติมเข้าในระบบจึงไม่สัมพันธ์กับปริมาตรบ่อ โครงการนี้อาจมีปัญหาในเรื่องของการดูแลรักษาระบบ ที่อาจเกิดจากการเติมมูลสัตว์ที่มากเกินไปทำให้เกิดการอุดตัน ประกอบกับเกษตรกร ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแล บำรุงรักษาระบบก๊าซชีวภาพ อย่างเพียงพอเท่าที่ควร และแม้นว่าระบบผลิตก๊าซชีวภาพ จะสามารถกำจัดสารอินทรีย์ได้ค่อนข้างดี แต่น้ำที่ระบายออกจากบ่อล้นของระบบ ก็ยังมีค่าบีโอดีสูง เกินกว่าที่จะปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรง

คณะอนุกรรมการประเมินผลฯ ได้ให้ข้อสังเกตในเรื่องของก๊าซชีวภาพได้เกินพอกับปริมาณการใช้ในครัวเรือนนั้น สพช. ควรพิจารณาสนับสนุน ให้มีการนำก๊าซไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการจัดการที่เหมาะสมด้วย

3) โครงการประหยัดพลังงานในการบ่มใบยาสูบ ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยจ้าง สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประเมินผล ซึ่งสรุปผลได้ว่างานก่อสร้างโรงบ่มสมบูรณ์ดีตามที่ระบุในแบบก่อสร้าง และโรงบ่มสามารถใช้งานได้ดี ผลการประเมินด้านพลังงานพบว่า ระบบบ่มแบบใช้ความร้อนรวมศูนย์ที่ติดตั้งในโครงการฯ สามารถทำให้เกิดการประหยัดลิกไนต์เมื่อเทียบกับระบบแบบดั้งเดิมถึง 77.39% และ 75.39% ซึ่งข้อเสนอโครงการฯ ประมาณไว้ที่ระดับ 67% ทั้งนี้ หากประมาณการว่าโรงบ่มทั้ง 5 โรง มีผลผลิตใบยาโรงละ 90,000 กก.ใบยาแห้ง/ปี จะสามารถประหยัดลิกไนต์ได้ทั้งหมด 2,999 ตัน/ปี หรือเมื่อใช้งานระบบบ่มแบบความร้อนรวมศูนย์ตลอดอายการใช้งานที่ 15 ปี จะสามารถประหยัดลิกไนต์ได้ 44,989 ตัน และสถาบันฯ ได้เสนอแนวทางในการขยายผลการดำเนินโครงการในระยะต่อไป เช่น การสนับสนุนในลักษณะเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี การกำหนดขนาด มาตรฐานและวิธีก่อสร้าง เพื่อลดราคาโรงบ่มฯ ลง การส่งเสริมให้ผู้บ่มรายย่อยรวมตัวกันในรูปสหกรณ์เพื่อใช้โรงบ่มร่วมกัน และลดจำนวนห้องบ่มเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการบ่มฯ รายย่อย และส่งเสริมการใช้โรงบ่มฯ เพื่อการอบแห้งผลิตผลการเกษตรอื่นเพื่อเพิ่มระยะเวลาใช้งานโรงบ่ม เพื่อเพิ่มผลตอบแทนของการลงทุนสร้างโรงบ่มฯ

คณะอนุกรรมการประเมินผลฯ ได้ให้ข้อสังเกตว่าโครงการนี้เจ้าของโรงบ่มใบยาสูบได้รับผลประโยชน์มากอยู่แล้ว ควรพิจารณาปรับลดการให้การสนับสนุนลงบางส่วน และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ คำนึงถึงปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เกิดจากการบ่มใบยาสูบด้วยลิกไนต์ และพิจารณาวิธีการจัดการควบคุมหรือป้องกันด้วย

5.3 แผนงานสนับสนุน

5.3.1 โครงการพัฒนาบุคลากร

การดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นไปตามแผนฯ ยกเว้นการฝึกอบรมผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน ที่ได้มีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม ซึ่งได้มีการแก้ไขในส่วนนี้แล้ว และ พพ. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ ได้ดำเนินการฝึกอบรมวิทยากร เพื่อเตรียมพร้อมที่จะทำการฝึกอบรมผู้รับผิดชอบด้านพลังงานฯ ซึ่งจะมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 5,000 คน และได้ทำการฝึกอบรมผู้รับผิดชอบด้านพลังงานฯ ไปแล้วบางส่วนโดยใช้งบประมาณแผ่นดินของ พพ. เอง

อุปสรรคในการดำเนินงานที่ผ่านมา ประกอบด้วยการฝึกอบรมบุคลากรในประเทศซึ่งมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมาย ซึ่งเป็นผลมาจากความล่าช้าในการพัฒนาหลักสูตร และคู่มือเพื่อใช้ในการฝึกอบรมผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน ในอาคารและโรงงานควบคุม ซึ่งทำให้การฝึกอบรมล่าช้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม ได้ดำเนินการจัดประชุมผู้เชี่ยวชาญในการจัดฝึกอบรมและพัฒนาหลักสูตรแล้ว ซึ่งจะดำเนินการร่วมกันในการวางแผนการพัฒนาหลักสูตร และจัดฝึกอบรมให้ทั่วถึงในระยะต่อไป การฝึกอบรมและดูงานระยะสั้นในต่างประเทศ มีผลต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จึงมีมติ ครม. ให้ระงับการเดินทางไปต่างประเทศในกรณีที่ไม่จำเป็น การส่งบุคลากรเข้ารับการศึกษาในต่างประเทศในปีแรกๆ มีจำนวนต่ำกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่ได้รับจัดสรร ให้รับทุนไม่ผ่านการสอบคัดเลือกตามเกณฑ์ ของสำนักงาน กพ. ซึ่งในปีต่อๆ ไป สพช. จะดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้รับทุน ซึ่งจะทำให้สามารถพิจารณาผู้รับทุนที่มีความรู้ความสามารถ และจะกลับมาทำงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน ได้ตรงตามความต้องการของหน่วยงาน และสุดท้ายหมวดอื่นๆ ได้ตั้งงบประมาณไว้สูงเกินไป ซึ่งจะดำเนินการปรับลดให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบันต่อไป

ในการดำเนินงานที่ผ่านมาบุคลากรที่มีศักยภาพหลายราย ที่อยู่ในองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไร ซึ่งควรแก่การได้รับการสนับสนุน ให้มีการพัฒนาขีดความสามารถให้เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่สามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ได้ ทั้งนี้เนื่องจากแนวทางเดิมที่กำหนดไว้ในแผนฯ ไม่ได้ให้สิทธิกับบุคคลในกลุ่มนี้ไว้ นักวิชาการหลายท่านจึงได้ให้ความเห็นว่าในแผนฯ ระยะต่อไป กองทุนฯ ควรจะเปิดโอกาสให้กับบุคลากร ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไรต่างๆ สามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ จากโครงการพัฒนาบุคลากรได้ด้วย

การประเมินผลการดำเนินโครงการบูรณาการกระบวนการศึกษา ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เรื่อง การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม (โครงการรุ่งอรุณ) ซึ่งเป็นโครงการของ สพช. ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ นั้น สพช. ได้จ้าง บริษัท มาร์เก็ตซัพพอร์ท ให้ทำและสรุปผลได้ว่าจากการดำเนินงานของโครงการโดยกระจายอำนาจการบริหาร การจัดการฝึกอบรมการนิเทศติดตามในโรงเรียนและชุมชน ให้กับสำนักงานโครงการรุ่งอรุณระดับจังหวัด 30 จังหวัด รวม 600 โรงเรียน พบว่าเพื่อให้โครงการบรรลุผลสำเร็จมากขึ้น จะต้องมีการปรับปรุงการดำเนินงาน ดังนี้

5.3.2 โครงการประชาสัมพันธ์

การประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ

การติดตามและประเมินผลโครงการฯ สพช. ได้จ้างบริษัท มาร์เก็ตไว้ส์ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษาฯ ซึ่งผลจากการประเมินการรับรู้ของประชาชนทั่วประเทศ พบว่าประชาชนถึงร้อยละ 99 มีความเห็นว่าการรณรงค์ด้านการอนุรักษ์พลังงานเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะสามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของประเทศได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ร้อยละ 73 รู้จักและสามารถให้รายละเอียดของโครงการรวมพลังหาร 2 ได้ รวมถึงเข้าใจแนวคิดด้านการอนุรักษ์พลังงาน ว่าเป็นการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์อย่างรู้คุณค่าและมีประสิทธิภาพ และสามารถเอ่ยถึงวิธีการประหยัดพลังงานที่โครงการเผยแพร่ได้ นอกจากนั้นผู้ให้สัมภาษณ์ร้อยละ 91 ได้แสดงความเห็นว่าตนได้ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน เนื่องจากสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ อีกทั้งผู้ให้สัมภาษณ์ร้อยละ 77 กล่าวว่าพฤติกรรมการประหยัดพลังงานของตนนั้น มาจากผลการรณรงค์ของโครงการรวมพลังหาร 2 เป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนจะจดจำประเด็นที่ได้รณรงค์ในปีนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี และหากประเด็นใดที่รณรงค์ผ่านไปแล้ว หรือไม่ได้รับการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ก็จะถูกกล่าวถึงในจำนวนที่ลดลง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการประชาสัมพันธ์ และรณรงค์อย่างต่อเนื่องสำหรับประเด็นที่มีความสำคัญ เพื่อตอกย้ำแนวคิดและให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชนในที่สุด

สำหรับความเหมาะสมของสื่อต่างๆ ที่ใช้ พบว่าสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายสูงสุด และสร้างความรับรู้ได้ดี สื่อวิทยุเป็นสื่อที่มีความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณในระดับ ที่สูง สามารถให้ข้อมูลได้ทันเหตุการณ์ และกลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มที่จะรับสื่อนี้มากขึ้น ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ควรใช้เป็นสื่อสนับสนุนเพื่อช่วยสร้างกระแสให้สมบูรณ์ บทความในหนังสือพิมพ์เป็นกิจกรรมที่เหมาะสม สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ เป็นไปตามแนวทางของกลยุทธ์ที่ตั้งไว้ได้ และยังเป็นการสร้างแนวร่วมกับกลุ่มสื่อมวลชน อย่างไรก็ตาม แผนการวางสื่อจะต้องคำนึงถึงจำนวนผู้รับสื่อนั้นๆ ซึ่งการใช้สื่อที่เป็นที่นิยมย่อมจะทำให้กิจกรรมสัมฤทธิ์ผลได้ดีขึ้นในบางกิจกรรม

ในส่วนของผลการประเมินรายกิจกรรม พบว่ากิจกรรมที่ดำเนินการต่อเนื่องมาจากปีก่อนๆ จะเป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากสามารถใช้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากการประเมินผลในปีก่อนมาแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้น เช่น ค่ายเยาวชนอนุรักษ์พลังงาน องค์กรรวมพลังหาร 2 การผลิตคอลัมน์ประชาสัมพันธ์และซื้อเนื้อที่ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ เป็นต้น แต่จุดด้อยของโครงการในปีนี้อยู่ที่การสร้างกระแสเพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมระดับชาติ เช่น การประกวดประหยัดน้ำมันและไฟฟ้าระหว่างจังหวัด หรือเพลงประชาสัมพันธ์ ซึ่งยังทำได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ประชาชนไม่ได้รับทราบความเป็นไปของโครงการ และไม่ได้มีส่วนร่วมกับโครงการมากเท่าที่ควร นอกจากนั้นหากเป็นกิจกรรมแปลกใหม่ เช่น กิจกรรมคาร์พูล และกิจกรรมรณรงค์แยกแก้วในโรงเรียนเพื่อการรีไซเคิล ซึ่งมีแนวคิดน่าสนใจ บอกวิธีการมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และเกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ และสามารถวัดผลการประหยัดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จนั้น นอกจากการประชาสัมพันธ์ในวงกว้างแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถ และความตั้งใจจริงของผู้รับดำเนินกิจกรรมอีกด้วย

ปัญหาจากการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ของ สพช. อันดับแรก ได้แก่ การวัดผลสำเร็จของโครงการซึ่งไม่สามารถตีค่าออกมาเป็นตัวเงิน หรือปริมาณพลังงานที่ประหยัดได้ เพราะโครงการฯ เป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อมุ่งสร้างจิตสำนึก บอกวิธีในการปฏิบัติ และเป็นการสื่อสารกับประชาชนทั่วไป มิได้มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อย่างไรก็ดีในปีนี้ได้มีการแก้ปัญหา โดยการเก็บวัดปริมาณการประหยัด จากทุกโครงการเท่าที่จะทำได้ เพื่อรายงานให้กับกรรมการฯ และประชาชนได้รับทราบ เมื่อสิ้นสุดการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด นอกจากนี้ได้มีแนวทางการแก้ปัญหาเพิ่มเติมอีก 2 วิธี ได้แก่ ในการวางแผนของแต่ละกิจกรรม สพช. จะต้องพยายามตั้งวัตถุประสงค์ให้สามารถวัดในเชิงปริมาณได้ พร้อมกับตั้งดัชนีประเมินผล โดยให้มีความแตกต่างในรูปแบบ ของกิจกรรมแต่ละประเภท เพื่อนำมาเปรียบเทียบความสำเร็จของโครงการในแต่ละปี

สำหรับประเด็นในการรณรงค์นั้นบางครั้งมีความหลากหลายเกินไป ทำให้ประชาชนไม่สามารถจดจำข้อมูลทั้งหมดได้ จึงควรต้องมีการกำหนดหัวใจสำคัญของประเด็นในการประชาสัมพันธ์ในแต่ละปี ให้มีน้ำหนัก และมีการย้ำเตือนในเรื่องที่ต้องการ จะสื่อออกไปที่สุดเพียงเรื่องเดียว ทั้งนี้ประเด็นของแต่ละปีจะต้องมีความแปลกใหม่ และสามารถปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่ง สพช. ได้เริ่มแก้ไขในส่วนนี้ไปแล้ว ในการคัดเลือกเฉพาะประเด็นที่ใช้ได้จริง โดยเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น การนำเสนอความสำเร็จ ของผู้ที่ได้ปฏิบัติแล้วผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อชักจูงให้เห็นแนวทางปฏิบัติ และทราบถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการอนุรักษ์พลังงานจากตัวอย่างจริง

การรับรู้ของประชาชนที่มีต่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งประชาชนยังไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับความก้าวหน้า ด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ตลอดจนเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน โดยเฉพาะในส่วนที่ประชาชน จะสามารถมีส่วนร่วมได้ ดังนั้น สพช. จึงควรเพิ่มขอบเขตงานประชาสัมพันธ์ โดยการนำความก้าวหน้า และความสำเร็จของโครงการต่างๆ มาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ

การประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ

ติดตามและประเมินผลโครงการฯ พพ. ได้จ้างบริษัท มาร์เก็ตไว้ส์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาฯ ผลการประเมินพบว่าผู้ให้สัมภาษณ์ร้อยละ 96 จาก 400 คนได้ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์พลังงานและเห็นว่าการประหยัดพลังงานมีผลดี โดยผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมดกล่าวว่าตนมีพฤติกรรมในการอนุรักษ์พลังงาน ส่วนอาคารหรือโรงงานที่ตนมีส่วนรับผิดชอบนั้นร้อยละ 97 ได้ทำการอนุรักษ์พลังงานเช่นกัน โดยใช้มาตรการประหยัดทั่วไปมิใช่เป็นเชิงเทคนิค โดยร้อยละ 75 ได้ให้เหตุผลหลักเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนการผลิต สำหรับการได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการอนุรักษ์พลังงานนั้น ร้อยละ 91 ตอบว่าเคยได้รับข้อมูลมาก่อน ซึ่งร้อยละ 40 จากนี้กล่าวว่าได้รับทราบมาจาก พพ. นอกจากนั้น ข้อมูลที่เป็นที่สนใจและต้องการมากที่สุดจากร้อยละ 40 ของผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ ข้อมูลด้านเทคนิคและวิธีการประหยัดพลังงานในอาคาร/โรงงาน ทั้งนี้กลุ่มผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นกลุ่มอาคาร/โรงงานควบคุมจะมีความเข้าใจ และการรับรู้สูงกว่ากลุ่มอาคาร/โรงงานทั่วไปในเกือบทุกคำถาม

ในส่วนของการประเมินผลด้านการใช้สื่อพบว่าการประชาสัมพันธ์ ด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เกี่ยวกับอาคาร/โรงงาน ควรจะใช้สื่อที่สามารถให้รายละเอียดด้านเทคนิคและส่งตรงไปถึงกลุ่มเป้าหมาย จากความเห็นของผู้ให้สัมภาษณ์ร้อยละ 61 รองจากนั้น ร้อยละ 21 เห็นว่าสื่อโทรทัศน์มีความเหมาะสม และถ้ารายการมีผู้นำเสนอเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงาน จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ จากผลการประเมินพบว่าสื่อโทรทัศน์ที่มีเวลาออกอากาศไม่ดี และมีความถี่ต่ำ จะไม่ได้ผลและไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ เช่นเดียวกับการใช้สื่อสิ่งพิมพ์ จะต้องมีความถี่ที่สูงพอสมควร มีความดึงดูด จูงใจให้อ่าน และมีแผนการวางสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี จึงจะเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารได้ ขณะเดียวกันการประชาสัมพันธ์ทางสื่อวิทยุจะค่อนข้างมีประสิทธิภาพสูงกว่า เนื่องจากสามารถให้รายละเอียดเชิงเทคนิคได้ลึกซึ้ง และหากพิจารณาเลือกสถานีที่ได้รับความนิยมสูง ก็จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับการประชาสัมพันธ์ผ่านกิจกรรม เช่น การแนะนำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นการเข้าเยี่ยมโรงงานควบคุมเพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำ นับว่าเป็นการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าเพราะเป็นการสื่อสารตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ส่วนการประกวดการอนุรักษ์พลังงานดีเด่น ปี 2541 ก็นับว่าได้สร้างกระแสความตื่นตัวในกลุ่มอาคาร/โรงงานได้ดี และกิจกรรมสัมมนาสร้างจิตสำนึกและเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ สำหรับอาจารย์วิทยาลัยเทคนิคทั่วประเทศนั้น มีรูปแบบที่ดี และสามารถเสริมความรู้ให้แก่คณาจารย์ได้ แต่อาจมีการปรับในรายละเอียดบางประเด็น เช่น ทำให้การบรรยายและเอกสารประกอบ สามารถให้แนวทางแก่การสอนของคณาจารย์มากขึ้น เป็นต้น

ปัญหาในการทำการประชาสัมพันธ์ของ พพ. ได้แก่ การที่กลุ่มเป้าหมายยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ พพ. ตลอดจนประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุนฯ เพียงพอ นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายยังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการอนุรักษ์พลังงานที่ลึกซึ้ง รับทราบประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถสอบถามได้ตัวต่อตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้บรรจุอยู่เป็นเป้าหมายของโครงการใน 5 ปีข้างหน้าแล้ว เช่น การจัดตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์กองฝึกอบรม และหน่วยพลังงานภูมิภาค ของ พพ.

ประการต่อไปได้แก่ประสิทธิภาพในการใช้สื่อ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ค่อนข้างมีความเฉพาะเจาะจง ดังนั้นการใช้สื่อ เช่น โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์จึงไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล พพ. จึงมีแผนการที่จะใช้สื่อที่เป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม และจัดกิจกรรมที่มุ่งตรงลงไปยังกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น อย่างไรก็ดี หากมีความจำเป็นต้องใช้สื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ในบางโอกาสนั้น ก็จะมีการพิจารณาเลือกสื่อที่เหมาะสม ผังการเผยแพร่สื่อ และความถี่ที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

คณะอนุกรรมการประเมินผลฯ ได้ให้ข้อสังเกตไว้ดังนี้

อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ ที่ผ่านมาไม่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ทราบถึงผลสำเร็จของโครงการเท่าใดนัก ซึ่งอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เจ้าของโรงงาน/อาคาร ยังไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจัง ดังนั้น คณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานภาคบังคับ จึงได้เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนงบประมาณโครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ ไปไว้ภายใต้แผนงานภาคบังคับ ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในระยะต่อไป สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลสอดคล้องต่อแผนงานภาคบังคับมากขึ้น

5.3.3 โครงการบริหารงานตาม พรบ.ฯ

การดำเนินงานของ สพช. และ พพ. ให้เป็นไปตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ยึดระเบียบปฏิบัติของทางราชการเป็นหลัก ทำให้ต้องมีขั้นตอนและจำนวนเอกสารมาก เมื่อมีปัญหาในภาคปฏิบัติที่ไม่สามารถทำตามระเบียบราชการได้ ก็ต้องมีการเสนอเรื่องผ่านคณะกรรมการกองทุนฯ เสนอไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อขอคำวินิจฉัยจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะมีการดำเนินงานในช่วงต่อไป ทำให้ใช้เวลาในการดำเนินงานมากกว่าที่ควรจะเป็น

 


ส่วนที่ 6 : การศึกษาเชิงนโยบายเพื่อใช้ในการกำหนดแผนอนุรักษ์พลังงาน ระยะที่ 2

 

การดำเนินงานตามแผนฯ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2542สพช. จึงได้ทำการศึกษาในด้านต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงาน และปรับปรุงการแผนอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

6.1 การกำหนดนโยบายในการให้การสนับสนุนการใช้เซลล์แสงอาทิตย์

เป็นการศึกษาที่ สพช. ได้จ้างศูนย์วิจัยและฝึกอบรมพลังงานแสงอาทิตย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อวางแนวทางในการให้การสนับสนุนการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย การศึกษาเสร็จสิ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2540 และได้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อรวบรวมแนวความคิดจากผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารระดับสูง และผู้ที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมกันกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ในการใช้เงินกองทุนฯ เพื่อส่งเสริมและให้การสนับสนุนหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ในการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปของความร้อนและการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อหน่วยงานและองค์กรต่างๆ จะได้ขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนฯ ไปดำเนินการตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้นั้น

6.2 การกำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง

เป็นการศึกษาที่ สพช. ได้จ้าง International Institute of Energy Conservation (IIEC) เพื่อวางแนวทางในการกำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง การศึกษาเสร็จสิ้นแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 ปัญหาการจราจรที่ติดขัดอย่างรุนแรง ได้ส่งผลให้มีการใช้พลังงาน อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดการสูญเสียพลังงานเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมา จะได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตลอดมา แต่ส่วนใหญ่เน้นที่การแก้ไขระบบการจราจรเพียงอย่างเดียว โดยยังไม่การพัฒนาผังเมืองของเมืองใหญ่และเมืองบริวารให้สอดคล้องกัน ระบบขนส่งมวลชนยังไม่มีการแข่งขัน และไม่สะดวกสบายราคาค่าขนส่ง ยังไม่เป็นธรรม และขาดการแข่งขันจึงทำให้ปัญหาการจราจรยังคงติดขัดอยู่อย่างรุนแรง ดังนั้น เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน ในสาขาคมนาคมและการขนส่ง จึงควรให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐให้มีการศึกษาในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. การเสนอแนะราคาค่าขนส่งในแต่ละประเภทที่เหมาะสม และสะท้อนถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง
  2. การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งบริการ และช่องทางเดินรถประจำทางให้เหมาะสมสอดคล้องกัน และสอดคล้องกับผังเมืองของกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ต่างๆ
  3. การพัฒนาต้นแบบยานพาหนะหรืออุปกรณ์ประกอบยานพาหนะ ที่มีการใช้เชื้อเพลิงที่มีประสิทธิภาพ เพื่อประหยัดพลังงาน และมีการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดในยานพาหนะ
  4. การพัฒนาระบบข้อมูลพื้นฐานในการขนส่งของหน่วยงานต่างๆ ให้เชื่อมโยงกันและสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6.3 การกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน

โดยการสนับสนุนขององค์การ DANCED ประเทศเดนมาร์ก ได้จ้างบริษัท Ramboll ให้ สพช. เพื่อวางแนวทางที่จะกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน การศึกษาเสร็จสิ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2541 ได้ทราบรายละเอียดของกลไกด้านราคา เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) และเพื่อประเมินระดับมากน้อยของการให้เงินสนับสนุนด้านราคา โดยพิจารณาจากประโยชน์ที่ได้รับ จากการใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนในประเทศแทนพลังงานจากฟอสซิล ซึ่ง DANCED เสนอให้มีการให้เงินชดเชย ซึ่งมี 2 วิธี คือ เงินชดเชยการลงทุน และเงินชดเชยการผลิต แต่ละวิธีมีข้อดี-ข้อเสียต่างๆ กัน โดย DANCED เสนอให้ใช้วิธีการชดเชยการผลิต เพราะวิธีนี้จะส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยี จากระบบที่มีประสิทธิภาพต่ำในปัจจุบัน ไปใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ในการเปลี่ยนพลังงานให้เป็นกระแสไฟฟ้า การสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน มีข้อดีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้า โดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มูลค่าของประโยชน์ที่ได้รับเหล่านี้คิดเป็น 0.6 บาท/kWh ซึ่ง 2 ใน 3 ส่วนเป็นผลดีต่อสังคมจากการที่ทำให้มีจ้างแรงงานในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย DANCED ให้ความเห็นว่าเงินส่วนเพิ่ม สามารถนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าโดยผ่านการสนับสนุนด้านราคา ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน

อุปสรรคประการสำคัญคือปัญหาในการหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการต่างๆ ซึ่ง DANCED เสนอวิธีการแก้ไขเพื่อส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยให้เงินส่วนเพิ่มในระดับสูงในระยะ 2-3 ปีแรก ถ้าหากอยู่ในระดับ 0.8 – 1.0 บาท/kWh จะเป็นสิ่งดึงดูดใจด้านการเงินสำหรับ SPP ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ยังจะเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเหล่านี้ เนื่องจากมีโอกาสเป็นไปได้มากที่ในอนาคต SPP ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน จะมีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงเสริม จึงควรมีข้อกำหนดในการให้เงินส่วนเพิ่มนี้ โดยจะให้เฉพาะส่วนของไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น เพื่อเป็นมาตรการป้องกันการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มากเกินไปในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน

6.4 การกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพขั้นต่ำของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า

โดยได้จ้างบริษัท ERM-Siam เพื่อวางแนวทางในการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพขั้นต่ำของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 6 อุปกรณ์ ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ มอเตอร์ บัลลาสต์ หลอดคอมเพคฟลูออเรสเซ็นต์ และหลอดนีออน รวมถึงพิจารณาผลกระทบต่อผู้ผลิต ผู้บริโภค และเสนอแนะกรอบมาตรการเพื่อส่งเสริมให้มีการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพขั้นต่ำฯ ซึ่งอาจเป็นวิธีการจูงใจให้ประชาชนทั่วไปใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง หรือกำหนดเป็นมาตรฐานบังคับภายใต้กฎหมาย สมอ. หรือใช้กฎหมายของสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อบังคับให้มีการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพ การกำหนดมาตรการต่างๆ ดังกล่าว จะต้องทำเป็นขั้นตอน โดยคำนึงถึงคุณภาพและปริมาณสินค้าในตลาดในปัจจุบัน ความสามารถของผู้ผลิตสินค้าในการผลิตสินค้าคุณภาพสูง รวมถึงให้เวลาผู้ผลิตสามารถปรับตัวเข้ากับ กฎเกณฑ์การผลิตที่มุ่งที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของสินค้า และการเปลี่ยนแปลงของตลาดอันเนื่องมาจากผลของการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน

ERM-Siam ได้ศึกษาและสรุปผลเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือนมิถุนายน 2542 และได้จัดสัมมนากลุ่มย่อยกับกลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการเป็นรายอุปกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ทำความตกลงและเข้าใจในแนวทางการดำเนินงาน และจะให้ความร่วมมือกับ สพช. ในการดำเนินการขั้นต่อไป โดยผลการศึกษาได้ให้ความเห็นว่าการกำหนดมาตรฐานเมื่อเริ่มจากมาตรการจูงใจในปี 2543 แล้วเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังในปี 2547 จะทำให้เกิดการประหยัดพลังงานไฟฟ้าในระหว่างปี 2547 ถึง 2554 โดยสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ 3,500 กิกะวัตต์ และลดความต้องการกำลังไฟฟ้าลงได้ 700 เมกกะวัตต์ และผู้บริโภคสามารถประหยัด เงินค่าไฟฟ้าเนื่องจากใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันในปี 2547 ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ตลอดจนลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนไดออกไซด์) ได้ประมาณ 2 ล้านตัน และผลของการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการกำหนดมาตรฐาน มีข้อได้เปรียบกว่าการพัฒนาการประหยัดพลังงานโดยสภาวะปกติ เนื่องด้วยการกำหนดใช้มาตรฐานจะทำให้ประโยชน์เกิดขึ้นได้เร็วกว่าตามปกติ ซึ่งมีผลต่อมูลค่าทางการเงินที่สามารถประหยัดได้ ดัชนีทางเศรษฐศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมจะเป็นค่าบ่งชี้ถึงความมีประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวด้วย

6.5 การศึกษาอุปสงค์และอุปทานด้านพลังงานของประเทศ และปรับปรุงแผนงานอนุรักษ์พลังงาน

สพช. ได้จ้างสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงานอนุรักษ์พลังงานที่ผ่านมา และเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป การศึกษาฉบับนี้ ได้รวมถึงการวิเคราะห์พลังงาน ที่สามารถประหยัดได้จากการนำวัสดุเหลือใช้ มาแปรรูปเป็นวัตถุดิบในการผลิตใหม่หรือนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ด้วย ซึ่งการศึกษาเสร็จสิ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2542 จากผลการวิเคราะห์โอกาสในการอนุรักษ์พลังงานที่ได้ดำเนินการมาแล้ว โดยมีการตั้งสมมุติฐานว่า กำหนดให้การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ของอุปกรณ์ขึ้นกับกลไกทางการตลาด ตามสภาวะของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่คิดค้นได้ และผลจากกำหนดแนวนโยบายของไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาและนำเทคโนโลยีการอนุรักษ์ฯ มาใช้มากขึ้น สถาบันฯ ได้ประเมินค่าความต้องการพลังงาน ค่าพลังงานรวม และ ผลของการประหยัดพลังงาน ภายใต้เงื่อนไขการอนุรักษ์พลังงาน โดยเริ่มจาก ปี พ.ศ.2538 ถึง พ.ศ. 2568 พบว่ามีศักยภาพที่จะอนุรักษ์พลังงานในส่วนของการขนส่งได้ถึง 56% สาขาอุตสาหกรรมได้ประมาณ 30% สำหรับในส่วนของที่พักอาศัยและภาคธุรกิจประมาณ 6% และ 7% ตามลำดับ เกิดจากการใช้เชื้อเพลิง 4 ประเภท คือ ก๊าซโซลีน (28%) ไฟฟ้า (23%) เชื้อเพลิงเจ็ท (15%) และ น้ำมันดีเซล (12%) จะเห็นได้ว่า 3 ใน 4 ประเภทของพลังงานนั้นเป็นแหล่งพลังงานของการขนส่ง สำหรับศักยภาพในการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้านั้น ภาคอุตสาหกรรมจะมีศักยภาพสูงสุดที่ประมาณ 54% รองลงมาคือ ภาคธุรกิจที่ 30% และที่พักอาศัยที่ 17% ตามลำดับ

สถาบันฯ ได้สรุปความเห็นว่าประเทศไทยควรจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานดังนี้

    1. กำหนดแผนงานสำหรับมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และควรจะมีการทดสอบและติดฉลากตามชนิดของอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
    2. สนับสนุนเพื่อให้เกิดกลไกขับเคลื่อนทางการตลาด ความตื่นตัวทางการตลาดในสินค้าและบริการด้านการอนุรักษ์พลังงาน
    3. ประชาสัมพันธ์ตัวอย่างการจัดการพลังงานที่ดี โดยใช้แผนงานร่วมมือสร้างมาตรการจูงใจทางการเงินแก่อาคารธุรกิจในปัจจุบันสำหรับในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า หากผลการดำเนินการไม่สำเร็จจึงจะใช้แผนงานภาคบังคับสำหรับโครงการอาคารควบคุม
    4. ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานที่มีอยู่แล้ว โดยใช้มาตรการจูงใจทางการเงินแต่แตกต่างจากแผนงานโรงงานควบคุม) และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงเหนือกว่ามาตรฐานการใช้พลังงานขั้นต่ำ ในกรณีนี้อาจมีความจำเป็นในการใช้มาตรการเงินจูงใจให้มีการใช้สินค้าประสิทธิภาพสูงดังกล่าว

แนวความคิดสำหรับข้อเสนอแนะดังกล่าวขึ้นกับมาตรการจูงใจทางการเงิน เพื่อสร้างการยอมรับมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน และจะค่อยๆ ลดการสนับสนุนเพื่อให้กลไกทางการตลาดทำงานซึ่งจะส่งผลให้มีการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน

 


ส่วนที่ 7 : แนวทางการดำเนินงาน ในช่วงปีงบประมาณ 2543-2547

 

จากการศึกษาเชิงนโยบายเพื่อใช้ในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน ระยะที่ 2 ตามที่ปรากฏในส่วนที่ 6รวมถึงการประเมินผลแผนฯ ที่ผ่านมา และจากข้อเสนอแนะของคณะอนุกรรมการประเมินผลแผนอนุรักษ์พลังงาน จึงได้มีการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน สำหรับในช่วงปีงบประมาณ2543-2547 โดยได้มีการนำเสนอคณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานแต่ละแผนงานพิจารณาเห็นชอบแล้ว ซึ่งพอสรุปได้ว่าแผนอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2543-2547 จะมีการดำเนินการโดยมีเป้าหมายว่า จะพยายามทำให้ระบบตลาดเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และใช้เงินจากกองทุนฯ ในการสนับสนุนให้น้อยลง จึงเน้นการดำเนินการในเรื่องการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร การจัดตั้งศูนย์ข้อมูล การประชาสัมพันธ์ การทำโครงการสาธิต และการเร่งให้มีการกำหนดมาตรฐาน การติดฉลากประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

แต่ในระยะเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้ คงยังไม่สามารถลดการให้การสนับสนุนทางตรงจากกองทุนฯ ลงได้อย่างทันที เนื่องจากแผนงานภาคบังคับยังคงมีข้อผูกพันที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโรงงานอาคารควบคุมให้ครบถ้วน รวมประมาณ 5,000 ราย ตามเป้าหมาย อีกทั้งการทำให้การใช้พลังงานโดยรวมของประเทศเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกทางการตลาดและลดการสนับสนุนลงด้วยนั้น จำเป็นที่รัฐต้องมีมาตรการทางด้านอื่นๆ พร้อมแล้ว เช่น นโยบายด้านราคาที่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง ไม่มีการช่วยเหลืออุดหนุนแอบแฝงอยู่ กฎเกณฑ์และมาตรฐานต่างๆ เช่น ระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต่ำ ต้องมีผลบังคับใช้แล้ว เป็นต้น

หลักเกณฑ์ แนวทาง เงื่อนไข และการจัดลำดับความสำคัญของแผนอนุรักษ์พลังงาน ปี 2543-2547 ส่วนใหญ่แล้วยังเป็นไปตามแผนเดิม แต่ทั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงในประเด็นใหญ่ มี 5 หัวข้อ ดังนี้

  1. เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาโครงการอาคารและโรงงานทั่วไปยังไม่มีการดำเนินการ เพราะต้องรอความพร้อม ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้การสนับสนุนให้โรงงานควบคุม และอาคารควบคุมดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน และเนื่องจากโครงการนี้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงงานอาคารที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับ รวมถึงลักษณะการช่วยเหลือสนับสนุน ก็แตกต่างกัน นักวิชาการจากสาขาต่างๆ จึงเห็นควรปรับเปลี่ยนงบประมาณโครงการอาคารและโรงงานทั่วไป จากแผนงานภาคบังคับ ให้ไปอยู่ภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ
  2. เนื่องจากการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ ที่ผ่านมาไม่ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ทราบถึงผลสำเร็จของโครงการเท่าใดนัก จึงส่งผลให้เจ้าของโรงงาน/อาคาร ยังไม่ได้ให้ความสนใจอย่างจริงจัง คณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานภาคบังคับ จึงเห็นควรให้ปรับเปลี่ยนงบประมาณของโครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ จากแผนงานสนับสนุนไปไว้ในแผนงานภาคบังคับ เพื่อให้การดำเนินงานโครงการประชาสัมพันธ์ในระยะต่อไป มีประสิทธิผลสอดคล้องต่อแผนงานภาคบังคับมากขึ้น
  3. จากการศึกษาเพื่อกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ที่ DANCED ได้ทำการศึกษาไว้ และเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการนำวัสดุเหลือใช้ จากอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร จึงเสนอให้มี "โครงการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน" เป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ โดยใช้เงินจากกองทุนฯ สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
  4. จากเงื่อนไขการขอเงินช่วยเหลือจากกองทุนฯ โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง ได้กำหนดว่าแบบเดิมจะต้องเป็นแบบที่ทำให้มีการใช้พลังงานตามมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว กรณีดังกล่าวจึงทำให้มีขอบเขตข้อจำกัด ซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคสำหรับอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างใหม่ ในการพยายามดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน ในระบบการใช้พลังงานอื่น ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จึงทำให้โครงการฯ นี้ไม่มีความก้าวหน้ามากนัก
    นอกจากนั้น พพ. ได้ดำเนินการในด้านฝึกอบรมและประชาสัมพันธ์ มามากเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เจ้าของอาคาร หาผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแบบได้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของอาคารเอง ดังนั้นผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นควรที่จะยกเลิกการให้การสนับสนุนโครงการนี้ โดยให้เร่งฝึกอบรมสถาปนิก และวิศวกรที่จบการศึกษาแล้วให้มีความรู้ ความเข้าใจในเทคนิคการอนุรักษ์พลังงาน ให้สามารถให้บริการแก่เจ้าของอาคาร ให้ปรับปรุงแบบก่อสร้างได้แทน
    จึงควรดำเนินโครงการนี้ จนถึงเดือนมีนาคม 2542 เท่านั้น และจะให้การสนับสนุนเฉพาะอาคารของรัฐที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเท่านั้น แล้วให้มีการประเมินผลโครงการเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนฯ ในการพิจารณาให้ดำเนินการในช่วงต่อไป หรือไม่ อย่างไร
  5. การจำกัดขอบเขตของโครงการพลังงานหมุนเวียนและกิจกรรมการผลิตในชนบทไว้ที่ กิจการขนาดเล็กที่ใช้พลังไฟฟ้าต่ำกว่า 300 kW และมีสถานที่ตั้งนอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล นั้น เป็นการปิดโอกาสสำหรับกิจการที่มีขนาดเกินกว่า 300 kW แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะของโรงงานควบคุม ที่ประสงค์จะเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน ดังนั้นการดำเนินงานในระยะต่อไป จึงไม่จำกัดว่าโรงงานที่ขอรับการสนับสนุนภายใต้โครงการพลังงานหมุนเวียนฯ จะต้องเป็นโรงงานที่อยู่ในชนบท และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 300 kW แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อโรงงานขนาดเล็กในชนบทอยู่

นอกจากการเปลี่ยนแปลงในประเด็นหลักดังกล่าวแล้ว ยังได้มีการปรับแนวทางการใช้เงินจาก กองทุนฯ เพื่อนำไปดำเนินการในโครงการต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ดังนี้

7.1 แผนงานภาคบังคับ

7.1.1 โครงการอาคารของรัฐ

การดำเนินการตามโครงการฯ ในระยะที่ 2 พพ. ได้กำหนดเป้าหมายว่าจะดำเนินการปรับปรุงการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐ อีกจำนวน 800 แห่ง ทั่วประเทศ นั้น เพื่อให้การดำเนินการบรรลุสู่เป้าหมายในเชิงของพลังงานที่สามารถประหยัดได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำปัญหาจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ดังรายละเอียดที่ปรากฏในส่วนที่ 5 มาปรับแนวทางการดำเนินงานระยะต่อไป ดังนี้

  1. โครงการอาคารของรัฐมีวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการคือการประหยัดพลังงาน ซึ่งหากเครื่องปรับอากาศเก่าที่ถูกถอดออก ถูกนำกลับมาใช้งานอีกเพียง 37% การลงทุนในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศทั้งหมด ก็จะไม่ได้ผลในการประหยัดพลังงานเลย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการ ที่ได้ผลจริงในการห้ามไม่ให้นำเครื่องปรับอากาศที่ถูกถอดทิ้งแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ โดย
    • พพ. ควรศึกษาความเหมาะสมในการจัดการกับเครื่องปรับอากาศที่ถูกถอดทิ้งแล้วนั้น โดยพิจารณาถึงปัจจัยประกอบในหลายๆ ด้าน เช่น ค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ไม่คุ้มทุนในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศนั้น
    • การผลักดันให้การจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ของหน่วยงาน สอดคล้องกับ พรบ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ด้วย
  2. จะต้องเพิ่มจำนวน IA ให้มากขึ้น ให้เพียงพอกับปริมาณงานของ พพ. โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ ในการดำเนินงาน เข้ามาแข่งขันด้านราคาและคุณภาพการให้บริการต่อ พพ.
  3. เร่งดำเนินการประกาศมาตรฐานบังคับสำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และสนับสนุนมาตรการติดฉลาก และประชาสัมพันธ์ ให้เกิดตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง เพื่อในอนาคตเจ้าของอาคาร ที่ได้รับการปรับปรุงอุปกรณ์แล้ว แต่อุปกรณ์ชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงได้ เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น เพราะในตลาดมีเฉพาะอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงเท่านั้น

โดย พพ. ต้องนำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการประเมินผลฯ ที่ปรากฏในส่วนที่ 5 ข้อ 5.1.1 มาปรับแผนฯ ระยะที่ 2 ด้วย

7.1.2 โครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน

การดำเนินการตามโครงการฯ ในระยะที่ 2 พพ. ได้กำหนดเป้าหมายว่าจะดำเนินการปรับปรุงการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม จำนวน 1,074 แห่ง และในโรงงานควบคุม จำนวน 875 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งจากผลการศึกษาและสัมมนากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลายครั้ง สามารถสรุปแนวทางการดำเนินงานในช่วงต่อไป ได้ดังนี้

  1. ให้เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม ลงทุนในการตรวจวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น และทำแผนอนุรักษ์พลังงานไปก่อน เมื่อสามารถแสดงหลักฐานทางการเงิน (สัญญาเงินกู้) ที่แสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะลงทุนแล้ว ให้ส่งหลักฐานดังกล่าวให้ พพ. พิจารณา เมื่อ พพ. พิจารณาแล้ว จึงจ่ายเงินสนับสนุนค่าตรวจวิเคราะห์ฯ และค่าทำแผนฯ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนดไว้เดิมและอนุมัติให้ลงทุนได้ และเมื่อลงทุนแล้ว พพ. จึงจ่ายเงินสนับสนุนการลงทุนตามหลักเกณฑ์เดิม
  2. หากผลการตรวจวิเคราะห์ฯ แสดงว่าไม่คุ้มค่าในการลงทุน ให้ พพ. สนับสนุนค่าทำการตรวจวิเคราะห์ฯ ทั้งหมด แต่ไม่เกินรายละ 100,000 บาท (ตามหลักเกณฑ์เดิม)
  3. ให้พิจารณาสนับสนุน Energy Service Company (ESCO) ให้มาดำเนินงานในประเทศไทย

ข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นจะดำเนินการได้ จำเป็นจะต้องมีการประเมินผลโครงการฯ ก่อน ซึ่ง สพช. จะเริ่มทำการประเมินผลโครงการนี้ภายในปี 2543 นี้ เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและสิ่งจำเป็นที่ควรปรับปรุงให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการดำเนินการตามข้อเสนอแนะเป็นประโยชน์ต่อแผนอนุรักษ์พลังงาน สพช. ก็จะได้เสนอให้คณะกรรมการการกองทุนฯ ผ่านคณะอนุกรรมการประเมินผลฯ พิจารณาอีกครั้ง โดยในปี 2543 เห็นควรให้ พพ. ดำเนินการในการสนับสนุนตามหลักเกณฑ์เดิมไปก่อน เพื่อมิให้งานล่าช้าและทำให้เจ้าของโรงงานและอาคารเกิดความสับสน

7.1.3 โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง

เนื่องจากการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงานในส่วนของการฝึกอบรมและประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินงานมามากเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เจ้าของอาคารหาผู้เชี่ยวชาญ มาปรับปรุงแบบได้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของอาคารเอง ดังนั้นจากการศึกษาฯ และสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นควร ที่จะยกเลิกการให้การสนับสนุนโครงการนี้ โดยให้เร่งฝึกอบรมสถาปนิก และวิศวกรที่จบการศึกษาแล้วให้มีความรู้ ความเข้าใจในเทคนิคการอนุรักษ์พลังงาน ให้สามารถให้บริการแก่เจ้าของอาคารให้ปรับปรุงแบบก่อสร้างได้

ในกรณีของอาคารของรัฐที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทุกฝ่ายมีความเห็นว่ายังมีความสำคัญและจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการต่อไป เนื่องจากมีอาคารของรัฐที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหลายอาคาร ที่ไม่สามารถหางบประมาณมาสนับสนุนปรับปรุงให้เป็นอาคารประหยัดพลังงานได้ จึงเห็นควรให้ พพ. รับข้อเสนอขอการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐต่อไปได้อีก 6 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2543 ซึ่ง พพ. คาดว่าจะดำเนินการปรับปรุงการอนุรักษ์พลังงานในอาคารตามแบบได้ จำนวน 35 แห่ง หลังจากนั้นแล้วให้มีการประเมินผลโครงการเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนฯ ในการพิจารณาให้ดำเนินการในช่วงต่อไป หรือไม่ อย่างไร

7.1.4 โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ

จากปัญหาที่การดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ ที่ผ่านมา การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ทราบถึงผลสำเร็จของโครงการมีไม่มากเท่าใดนัก ซึ่งอาจเป็นเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้เจ้าของโรงงาน/อาคารยังไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานอย่างจริงจัง คณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานภาคบังคับจึงได้เสนอให้มีการปรับเปลี่ยนงบประมาณโครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ ไปไว้ภายใต้แผนงานภาคบังคับ ทั้งนี้เพื่อกำกับดูแลให้การดำเนินงานประชาสัมพันธ์ในระยะต่อไป สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผลสอดคล้องต่อแผนงานภาคบังคับมากขึ้น

ในช่วงปี 2543-2547 พพ. จะมุ่งประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มอาคารควบคุมและโรงงานควบคุม รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง ซึ่งการประชาสัมพันธ์ไปสู่กลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ ในลักษณะของการสื่อสารการตลาดโดยตรง จะทำให้เกิดการสูญเปล่าน้อยที่สุด และใช้การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเป็นช่องทางสนับสนุน สำหรับประเด็นหลักที่ พพ. ยังต้องประชาสัมพันธ์ออกไปได้แก่การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พรบ. บทบาทหน้าที่ของ พพ. และประโยชน์ที่จะได้รับจากกองทุนฯ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายยังไม่มีการรับรู้ที่ดีเพียงพอ นอกจากนั้นยังควรตอบสนองความต้องการด้านข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลด้านเทคนิค วิธีการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อจูงใจให้เกิดการปฏิบัติการอนุรักษ์พลังงาน โดยผ่านวิธีการและ กิจกรรมที่เหมาะสม

7.2 แผนงานภาคความร่วมมือ

7.2.1 โครงการพลังงานหมุนเวียนและกิจกรรมการผลิตในชนบท

ไม่ควรจำกัดการให้สนับสนุนกิจกรรมการผลิตในชนบทไว้ที่การใช้พลังไฟฟ้าต่ำกว่า 300 kW และมีสถานที่ตั้งนอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล แต่ยังคงให้ความสำคัญกับกิจกรรมการผลิตในชนบทอยู่ พร้อมทั้งให้การสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงาน และอาคารที่ไม่ใช่โรงงานควบคุมและอาคารควบคุม โดยเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่แล้ว และเห็นควรเปลี่ยนชื่อเป็น โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน โดย กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีการใช้พลังงานสูง และควรจะให้การสนับสนุนภายใต้โครงการนี้ เป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมปลาป่น ยางรมควัน ใบยาสูบ เผาอิฐ กระเบื้องเคลือบ อาหารแห้ง เป็นต้น

เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร การศึกษาเพื่อกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้า ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ของ DANCED จึงเสนอให้มี "โครงการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน" เป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ โดยใช้เงินจากกองทุนฯ สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายรายที่ได้ถอนตัวออกจากโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กฯ เนื่องจากไม่มีแรงจูงใจจากรัฐที่จะกระตุ้นให้เข้ามาร่วมผลิตและขายไฟฟ้า ในราคารับซื้อ 1.25 บาท/หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ จึงเป็นโอกาสที่กองทุนฯ จะได้ลองให้การสนับสนุนเพื่อกระตุ้นตลาด โดยอาจจะออกประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจผลิตไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เสนอราคาของไฟฟ้าในส่วนที่เพิ่มจากราคารับซื้อในโครงการ SPP ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุดและไม่เกินกว่าอัตราที่กำหนด จะเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ช่วงการสนับสนุนจากกองทุนฯ จะมีระยะเวลา 5 ถึง 7 ปี โดยในระยะแรกอาจจะทำในลักษณะนำร่องประมาณ 300 MW ก่อน แล้วทำการประเมินผล เมื่อพบว่าเงื่อนไขของการการดำเนินงาน ประเภทเชื้อเพลิง พื้นที่ที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร จึงปรับแผนเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาให้ดำเนินการในช่วงต่อไป

7.2.2 โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน

ยังคงมีแนวทางการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เช่นเดิม แต่จะขยายการจัดตั้งศูนย์สาธิตเทคโนโลยีประสิทธิภาพพลังงานเพิ่มเติม ขยายเครือข่ายสารสนเทศพลังงาน สำหรับการสนับสนุนแนวทางอื่นๆ เช่น สนับสนุนให้มีห้องทดสอบประสิทธิภาพอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เพียงพอ ส่งเสริมให้เอกชนปรับปรุงการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าให้ได้ตามหรือสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่จะประกาศใช้ สาธิตเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง ส่งเสริมธุรกิจบริการตรวจวัดสภาพเครื่องยนต์ ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงานในภาคการเกษตร สาธิตการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่เพื่ออนุรักษ์พลังงาน ส่งเสริมการผลิตและขายเตาหุงต้ม สาธิตเครื่องทำความเย็นจากพลังงานแสงอาทิตย์ สาธิตห้องรมควันยางแบบประหยัดพลังงาน สาธิตเตาเผาศพประสิทธิภาพสูง เป็นต้น

การศึกษาเพื่อกำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง และการศึกษาแนวทางการอนุรักษ์พลังงานในยานยนต์ ได้เสนอให้มีการส่งเสริมการนำพลังงานสะอาด เช่น ก๊าซธรรมชาติ มาใช้เป็นเชื้อเพลิง และให้มีโครงการสาธิตเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง เช่น การสาธิตเทคโนโลยี Hybrid เครื่องยนต์ใช้น้ำมันร่วมกับแบตเตอรี่ไฟฟ้า การสาธิตเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันพืช และควรสนับสนุนให้มีการตรวจวัดสภาพและปรับแต่งระบบควบคุมเครื่องยนต์ให้ถูกต้องตามคุณลักษณะของรถ เพื่อทำให้การทำงานของเครื่องยนต์ดีขึ้น ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง

การศึกษาอุปสงค์และอุปทานด้านพลังงานของประเทศและปรับปรุงแผนงานอนุรักษ์พลังงาน โดยสถาบันวิจัยพลังงานได้เสนอให้กองทุนฯ ให้การสนับสนุนโครงการสาธิตการแยกขยะเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ โดยอาจทำในที่ขนาดเล็กเขตใดเขตหนึ่งใน กทม. เพื่อเป็นตัวอย่างการดำเนินการในเขตอื่นๆ หรือในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

การศึกษาเพื่อกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพขั้นต่ำของอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า โดย ERM-Siam ได้เสนอแนะมาตรฐานฯ สำหรับตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ มอเตอร์ บัลลาสต์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ และหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ โดยเสนอให้ใช้เงินกองทุนฯ สนับสนุนให้เกิดห้องปฏิบัติการตรวจวัดอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน และให้สนับสนุนการติดฉลาก การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ฉลาก การกระตุ้นให้มีการปรับปรุงการผลิต ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นกว่ามาตรฐานที่กำหนดอีกด้วย

7.2.3 โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา

มีแนวทางที่จะสนับสนุนการศึกษาวิจัย และพัฒนาในหัวข้อต่างๆ ที่เป็นหัวข้องานวิจัยที่ได้จากการประชุมสัมมนานักวิชาการ ที่ประสงค์จะทำการศึกษาวิจัยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีตัวอย่างสาขางานวิจัยหลักและแนวทางย่อยๆ ประกอบด้วย

พลังงานชีวมวล

พลังงานแสงอาทิตย์

ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

การอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง

การอนุรักษ์พลังงานในภาคการเกษตร

การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ (Reuse และ Recycle)

อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม สพช. ก็จะทำการศึกษาเชิงนโยบายเพื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในกิจการหรือสาขาใดที่ใช้พลังงานอยู่ในปริมาณสูง เพื่อหาแนวทางที่กองทุนฯ จะได้เข้าไปช่วยเหลือ หรือกระตุ้นให้มีการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างโดยตรง หรือในกรณีที่ สพช. ทราบอย่างชัดเจนแล้วว่า การดำเนินการในเรื่องใด ที่ให้ผลตอบทางทางด้านประหยัดพลังงานมากที่สุด ก็จะประกาศเพื่อให้การสนับสนุนโครงงานในลักษณะนั้นเป็นเรื่องๆ ไป

7.2.4 โครงการโรงงานและอาคารทั่วไป

โครงการนี้เดิมอยู่ภายใต้แผนงานภาคบังคับ แต่จากการสัมมนาผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นว่ากลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ ไม่อยู่ในข่ายควบคุม จึงควรบรรจุไว้ในแผนฯ โดยให้อยู่ภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ ในระยะแรกให้ดำเนินโครงการนำร่อง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการให้การสนับสุนนโรงงาน และอาคารที่ไม่ใช่โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมเสียก่อน ซึ่งน่าจะแตกต่างจากการให้การสนับสนุนโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมที่ดำเนินการอยู่ ส่วนในเรื่องของการบริหารโครงการ ให้เป็นไปตามขั้นตอนการบริหารโครงการของแผนงานภาคความร่วมมือ โดยให้ระดมหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัย และองค์กรไม่มุ่งค้ากำไร มาเป็น “เจ้าของโครงการ” โดยให้การสนับสนุนในการปรับปรุงการใช้พลังงานแก่โรงงาน และอาคารที่ไม่อยู่ในข่ายโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม

การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานอาคารทั่วไป ที่เป็นลักษณะโครงการนำร่องนั้น สพช. จะใช้แนวทางที่แต่ละหน่วยงาน ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ไว้แล้ว มาดำเนินการก่อน 3 หน่วยงาน คือ

1) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)

ด้วยใช้วิธีบริหารการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสมโดย กสอ. จะร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สนับสนุนผู้ผลิตอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี ที่เหมาะสมในการประหยัดพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยจะสำรวจความต้องการ และสนับสนุนการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรม และเชิญชวนผู้ประกอบการฯ ให้เห็นความสำคัญ และประโยชน์ของการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แล้วประกาศรับสมัครโรงงานฯ ที่สนใจจะปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในโรงงาน และดำเนินการคัดเลือกและดำเนินโครงการฯ ในระยะแรกไว้จำนวน 100 ราย

ผู้ผลิต/ผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ตรวจวัดการใช้พลังงาน สรุปผลทำรายงานแสดงผลประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น เพื่อขออนุมัติเงินสนับสนุนการลงทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ ของผู้ประกอบการจากสถาบันการเงิน

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทำสัญญากับสถาบันการเงิน ในการผ่อนเงินคืนภายในระยะเวลาคืนทุนของโครงการ ตามเงื่อนไขของสัญญาผู้ผลิต/ผู้แทนจำหน่ายฯ สามารถประมาณการความต้องการในตลาด เสนอต่อ กสอ. พิจารณาประสานงานกับสถาบันการเงิน เพื่อลงทุนผลิต หรือขยายการผลิตอุปกรณ์/ชิ้นส่วนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ได้อีกด้วย

ผู้ผลิต/ตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่เข้าร่วมโครงการฯ กว่า 100 บริษัท แต่เลือกส่งเสริมเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่ได้ทำการทดสอบแล้ว จำนวน 7 ชนิด ก่อน คือ

ในครั้งนี้ กสอ. จะดำเนินการเพื่อเป็นโครงการนำร่องจำนวน 100 ราย โดยขอรับการสนับสนุนเพียงค่าใช้จ่ายในการบริหารงานเท่านั้น เพื่อจะได้นำผลมาสรุปผล เพื่อใช้เป็นแนวทางในการให้การสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ในโรงงานและอาคารขนาดเล็ก และขนาดกลางในระยะต่อไป

2) กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.)

สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ร่วมกับสำนักงานความร่วมมือทางด้านสิ่งแวดล้อมและพัฒนา ประเทศเดนมาร์ก DANCED ได้ทำการศึกษามาตรการมาตรฐานของเทคโนโลยี ที่จะอนุรักษ์พลังงานสำหรับประเทศไทย ประกอบด้วย

พพ. จะทำการทดสอบกระบวนการในการบริหาร และขั้นตอนในการดำเนินการ ตั้งแต่สมัครเข้าร่วมโครงการจนกระทั่งอนุมัติจ่ายเงินสนับสนุนให้โรงงานและอาคารธุรกิจ ซึ่งจะได้ทราบถึงปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข ตลอดจนความสนใจของโรงงานและอาคารธุรกิจ ที่จะสะท้อนถึงความต้องการของตลาด ซึ่งพิจารณาได้จากการสมัครเข้าร่วมโครงการ ว่ามีความต้องการมากน้อยเพียงไรในแต่ละมาตรการ

ในครั้งนี้ พพ. จะดำเนินโครงการนำร่องก่อน จำนวน 20 โรงงาน โดยการสนับสนุนจะให้เงินช่วยเหลือเท่ากับ 30% ของราคามาตรฐานของ วัสดุ อุปกรณ์ในแต่ละมาตรการ รวมทั้งค่าแรงในการติดตั้งด้วย ซึ่งราคามาตรฐานจะกำหนดโดย พพ. และจะมีการปรับปรุงความถูกต้องตามระยะเวลาที่เหมาะสม

3) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

จากการที่สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ โครงการศึกษา วิจัยและพัฒนา ให้ทำการศึกษาทดลองการนำเทคนิคการจัดการคือ Value Engineering (VE) มาใช้ในการลดต้นทุนด้านพลังงานให้แก่โรงงานต่างๆ 10 โรงงาน และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจึงเห็นว่าการจัดการลักษณะดังกล่าว เป็นวิธีการที่ง่ายและกลุ่มอุตสาหกรรมรายเล็ก สามารถดำเนินการอนุรักษ์พลังงานได้โดยทันที และไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการลงทุน สภาอุตสาหกรรมฯ จึงจะนำวิธีการจัดการ VE ไปถ่ายทอดให้กับบริษัทที่เป็นสมาชิก โดยมีเป้าหมายที่จะตรวจวัดและปรับปรุงการใช้พลังงาน ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการที่ไม่เข้าข่าย เป็นโรงงานอาคารควบคุม การประยุกต์เทคนิคการจัดการมาใช้ในการอนุรักษ์พลังงานด้วยเทคนิคของ VE ซึ่งใช้เงินลงทุนน้อยและสามารถลดต้นทุน พร้อมทั้งประหยัดพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถพัฒนาทรัพยากรบุคคลภายในโรงงาน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยตรง และโดยทางอ้อม ซึ่งรวมกันเป็นทีมและทดลองทำเองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ที่สามารถทำให้เข้าใจได้อย่างรวดเร็วและใช้งานได้ ซึ่งจะเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา อย่างสร้างสรรค์ให้แก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญยิ่ง รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรที่รับผิดชอบโครงการนี้ของสถาบันพลังงานฯ ที่ได้เลือกสรรแล้วให้สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญ และนำไปประยุกต์กับอุตสาหกรรมในสาขาต่างๆ ได้

โดยในระยะแรกนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ จะดำเนินโครงการนำร่อง เพียง 30 รายก่อน และจะต้องทราบผลสำเร็จของการดำเนินการภายในเดือนมีนาคม พ.ศ.2543 พร้อมกับ กสอ. และ พพ. เพื่อจะนำผลเสนอต่อที่ประชุมนักวิชาการที่ สพช. จะได้จัดขึ้น เพื่อสรุปแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมในระยะต่อไป

การดำเนินงานภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ ก็ไม่ได้ละเลยที่จะผลักดันการสร้างบุคลากรหรือทีมงานที่มีความชำนาญทางเทคโนโลยี เพื่อสามารถให้บริการทางด้านการนำพลังงานหมุนเวียนหรือเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ โดยให้มีการกระจายบุคลากรให้อยู่ทั่วทุกภูมิภาค เช่น วิศวกรทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การบริการก่อสร้างระบบก๊าซชีวภาพ ผู้ผลิตและจำหน่ายเตาประสิทธิภาพ การบริการติดตั้ง และซ่อมบำรุง ระบบที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ การผลิตและจำหน่ายเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศ การผลิตเครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ ยังรวมถึงการผลักดันให้เกิดกลไกทางการตลาดอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประสิทธิภาพสูง ภายใต้โครงการโรงงานอาคารทั่วไป

เมื่อกลไกต่างๆ ทางการตลาด เช่น บุคลากรผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยี ทีมปฏิบัติงานงานในภาคสนาม ความต้องการของตลาด ที่มีปริมาณเพียงพอ และมีความพร้อมดีแล้ว การสนับสนุนทางด้านการเงินก็จะลดสัดส่วนลงไปตามความเหมาะสมตามสภาพการณ์และความจำเป็น จนถึงระดับที่กิจกรรมนั้นๆ มีความคุ้มทุน สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากกองทุนฯ อีก

7.3 แผนงานสนับสนุน

7.3.1 โครงการพัฒนาบุคลากร

ในช่วงต่อไปจะเน้นการฝึกอบรมผู้รับผิดชอบด้านพลังงานในโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม และบุคลากรในโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลาง การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการ ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่งและการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ และจะมีการเพิ่มทุนการศึกษาทั้งในและนอกประเทศให้มากขึ้นด้วย นอกจากนั้นยังมีแผนการพัฒนาบุคลากรที่แตกต่างจากระยะที่ผ่านมา คือ การฝึกอบรมบุคลากรของโรงงานและอาคารที่ไม่ใช่โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม และเปิดโอกาสให้องค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้าหากำไร มีสิทธิได้รับทุนการศึกษาจากกองทุนฯ ด้วย

เนื่องจากขั้นตอนการสรรหาและสอบคัดเลือกผู้รับทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ ภายใต้การดำเนินงานของ ก.พ. นั้น ใช้ระยะเวลาการพิจารณานานและไม่มีความคล่องตัว ส่งผลให้การพิจารณาให้ทุนสามารถทำได้เพียง 8 ทุน จาก 15 ทุน จึงเห็นควรเปลี่ยนวิธีการดำเนินงาน โดยให้ สพช. ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแทน สำนักงาน ก.พ. โดยคณะอนุกรรมการกำกับดูแลแผนงานสนับสนุนจะร่างหลักเกณฑ์การให้ทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ และแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้มีสิทธิรับทุนตามหลักเกณฑ์ เพื่อเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาอนุมัติต่อไป

การดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรของประเทศในระยะต่อไป ได้มีการกำหนดแนวทางไว้ดังนี้

7.3.2 โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ

การดำเนินการโครงการรวมพลังหาร 2 ในปี 2543-2547 จะสอดคล้องกับการดำเนินงานตามแผนงานภาคความร่วมมือและแผนงานสนับสนุน โดยจะเป็นการประชาสัมพันธ์ความสำเร็จและความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ ตลอดจนผลการวิจัยทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศ ซึ่งใน 5 ปีข้างหน้านี้ สพช. ได้พิจารณาประเด็นที่จะนำมาเป็นแนวคิดหลักของการประชาสัมพันธ์ในแต่ละปี ได้แก่ การออกแบบตกแต่งและปรับปรุงบ้าน การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ การประหยัดการใช้พลังงานในการเดินทาง การรีไซเคิล และการวางแผนการให้สัญลักษณ์จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแก่ผู้ขายสินค้าและบริการที่มีกระบวนการผลิต จัดส่ง และจัดการกับสิ่งเหลือใช้ที่สอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์พลังงาน นอกเหนือจากที่จะทำการสนับสนุนสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ทั้งนี้ผลการวิจัยเหล่านี้จะทำภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนการประชาสัมพันธ์ให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพจะยังคงพยายามผลักดันให้โครงการฯ เป็นโครงการของมวลชน โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ในลักษณะต่างๆ และจะยังคงรณรงค์เผยแพร่วิธีการอนุรักษ์พลังงานที่ได้ทำไปแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำและให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้พลังงาน

ในการวางแผนแม่บทระยะยาว ในช่วง 5 ปีต่อไปนี้ สพช. ได้กำหนดกลยุทธ์ที่จะใช้ในการดำเนินงานกิจกรรมของแต่ละปี ทั้งที่เป็นกลยุทธ์โดยรวมและกลยุทธ์เฉพาะปีเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและบรรลุวัตถุประสงค์ ดังนี้

1) กลยุทธ์โดยรวม

2) กลยุทธ์เฉพาะ

7.3.3 การบริหารงาน

ภาระกิจของ สพช. ในช่วง 5 ปีต่อไป คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ในการกลั่นกรอง และประเมินผลโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือและแผนงานสนับสนุน ที่จะมีการให้การสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นเชื้อเพลิง สนับสนุนโรงงานและอาคารที่ไม่ใช่โรงงานควบคุมและอาคารควบคุม สนับสนุนการศึกษาวิจัยและสาธิตเทคโนโลยีด้านการขนส่ง และการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ ทั้งยังต้องพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับโครงการภายใต้แผนงานทั้งสองแผนงานด้วย ส่วนการประชาสัมพันธ์สร้างทัศนคติที่ดีต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ประชาชนทั่วไปก็จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

สพช. ยังมีหน้าที่ที่จะต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการประกาศใช้มาตรฐานอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง และให้การสนับสนุนให้เกิดห้องทดสอบอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย นอกจากนั้น สพช. ยังมีหน้าที่จะต้องเสนอแนะนโยบายอื่น ที่จะมีผลให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานและสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น การติดฉลากสินค้าประสิทธิภาพสูง การใช้รถร่วมกัน การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน การสนับสนุนการนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น

พพ. มีภาระหน้าที่ที่จะให้การสนับสนุนโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมประมาณ 5,000 แห่ง ให้ปฏิบัติตาม พรบ.ฯ และให้เกิดการลงทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งยังต้องสนับสนุนให้อาคารของรัฐให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ทั้งยังจะต้องพัฒนาขีดความสามารถ ของผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน ของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมให้ปฏิบัติตาม พรบ.ฯ ได้อีกด้วย

 


ส่วนที่ 8 : แผนอนุรักษ์พลังงานปีงบประมาณ 2543-2547

 

จากแนวทางการดำเนินงานแผนอนุรักษ์พลังงาน ระยะที่ 2 ในช่วงปีงบประมาณ 2543-2547 ที่ปรากฏในส่วนที่ 7 สรุปได้ว่าแผนฯ จะมีความแตกต่างจากระยะแรก ดังนี้

  1. ปรับเปลี่ยนงบประมาณโครงการอาคารและโรงงานทั่วไป จากแผนงานภาคบังคับไปไว้ภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางในการปฏิบัติงานในช่วงที่ผ่านมา และเป็นการเร่งรัดให้มีการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในโรงงานขนาดกลางและขนาดย่อมให้เกิดผลอย่างจริงจัง โดยจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการนี้ ในช่วงปี 2543-2547 ในวงเงินรวม 1,028 ล้านบาท
  2. ปรับเปลี่ยนงบประมาณโครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ จากแผนงานสนับสนุนไปไว้ภายใต้แผนงานภาคบังคับ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของแผนงานภาคบังคับ
  3. การเพิ่ม "โครงการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน" เป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้แผนงานภาคความร่วมมือ เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กฯ เข้ามาร่วมผลิตและขายไฟฟ้า โดยใช้เงินจากกองทุนฯ สนับสนุนราคารับซื้อไฟฟ้า ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน โดยอาจจะออกประกาศเชิญชวน ให้ผู้สนใจผลิตไฟฟ้าจากวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตรเสนอราคาของไฟฟ้า ในส่วนที่เพิ่มจากราคารับซื้อในโครงการ SPP โดยผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด และไม่เกินกว่าอัตราที่กำหนด จะเป็นผู้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ซึ่งอาจจะมีช่วงระยะเวลาสนับสนุน 5 ถึง 7 ปี โดยในระยะแรก (ช่วงปี 2543-2547) อาจจะทำโครงการในลักษณะนำร่องประมาณ 300 MW ก่อน โดยจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการนี้ ในวงเงินรวม 2,060 ล้านบาท แล้วทำการประเมินผล เมื่อพบว่าเงื่อนไข ของการการดำเนินงาน ประเภทเชื้อเพลิง พื้นที่ที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร จึงปรับแผนเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาให้ดำเนินการในช่วงต่อไป
  4. ดำเนินโครงการโรงงานและอาคาร ที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง จนถึงเดือนมีนาคม 2543 เท่านั้น และให้การสนับสนุนเฉพาะอาคารของรัฐ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเท่านั้น แล้วให้มีการประเมินผลโครงการ เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนฯ ในการพิจารณาให้ดำเนินการในช่วงต่อไป
  5. ไม่จำกัดขอบเขตงานโครงการพลังงานหมุนเวียน และกิจกรรมการผลิตในชนบทไว้ที่ กิจการขนาดเล็กที่ใช้พลังไฟฟ้าต่ำกว่า 300 kW และมีสถานที่ตั้งนอกเขตเทศบาลและสุขาภิบาล

หลักเกณฑ์ แนวทาง เงื่อนไข และการจัดลำดับความสำคัญของแผนอนุรักษ์พลังงาน ปี 2543-2547 ส่วนใหญ่แล้วยังเป็นไปตามแผนเดิม แต่ได้มีการปรับแนวทางการใช้เงินจากกองทุนฯ เพื่อนำไปดำเนินการในโครงการต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับทิศทางและแนวทางต่างๆ นั้นมีรายละเอียดปรากฏในส่วนที่ 7 โดยสรุปได้ดังนี้

  1. ให้การสนับสนุนเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านการวางแผนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการลงทุนในการอนุรักษ์พลังงาน โดยจัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานประจำโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม เพื่อให้มีการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิต การใช้ และการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อส่งรายงานให้ พพ. ทราบ โดยภายในช่วง 5 ปีนี้ พพ. มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนการลงทุนตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน ในโรงงานควบคุม 875 แห่ง และอาคารควบคุม จำนวน 1,074 แห่ง ทั่วประเทศ
  2. สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงกว่า 100 กิโลวัตต์ และให้การสนับสนุนในอาคาร ที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าตั้งแต่ 150,000 หน่วยต่อปี จำนวน 800 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาล 350 แห่ง สถานศึกษา 350 แห่ง และส่วนราชการอื่นๆ 100 แห่ง
    การดำเนินงานในช่วงต่อไปนี้ ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงาน ที่เป็นเจ้าของอาคาร ของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่มีความต้องการ และพร้อมที่จะดำเนินการศึกษา วางแผน ปรับปรุงแบบก่อสร้าง บริหารงาน และลงทุนในการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของตนเอง สามารถยื่นคำขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเองได้ด้วย
  3. เพิ่มแผนงานที่เกี่ยวกับการให้การสนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ที่จะมีผลทำให้มีการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพในด้านการขนส่ง การเกษตร และการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดตลาดของสินค้าและบริการที่ช่วยและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การดำเนินการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สนับสนุนการใช้สัญลักษณ์ประหยัดพลังงาน (Green Labeling) เพื่อการขยายตลาดของเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง เป็นต้น
  4. สนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยและสาธิตการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการขยะที่ถูกวิธี ที่ใช้พลังงานน้อยและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยด้วย
  5. ขยายขอบเขตการศึกษาเชิงนโยบาย เช่น ด้านราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างกิจการและตลาดพลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การศึกษาเพื่อลดการใช้พลังงานในการผลิตสินค้า การจัดการด้านการจราจรและผังเมือง เพื่อการลดการใช้พลังงานในการขนส่ง นโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม นโยบายภาษีเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น
  6. กำหนดหัวข้องานวิจัยไว้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การสนับสนุนงานวิจัยทางด้านศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสาขาพลังงานชีวมวล การศึกษาความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพเซลล์แสงอาทิตย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ การศึกษาความเหมาะสมในการใช้พลังงานแบบผสมผสานในพื้นที่ที่ห่างไกล หรือที่ไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้าเข้าไปถึง การศึกษาสำรวจและปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งและภาคการเกษตร การศึกษามาตรการ และแนวทางการดำเนินการ ที่เหมาะสมในการนำวัสดุเหลือใช้ กลับมาใช้ใหม่ รวมทั้งมาตรการส่งเสริมโครงการฯ ทั้งในส่วนของภาคอุตสาหกรรมธุรกิจและบริการ และชุมชน การดำเนินโครงการนำร่องให้ประชาชนทั่วไป สามารถเห็นประโยชน์ และวิธีการ เพื่อให้มีกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เป็นต้น
  7. กำหนดทิศทางโครงการพัฒนาบุคลากรให้ชัดเจนขึ้น ทั้งในด้านรายละเอียดของโครงการและกลุ่มเป้าหมาย เช่น การมุ่งเน้นที่จะสนับสนุนการสร้างนักวิจัยไทย ให้สามารถนำภาคทฤษฎี ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างจริงจัง การสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน ในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อม การสนับสนุนให้มีการฝึกอบรม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน ในสาขาขนส่งให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง การรณรงค์ปลูกจิตสำนึกและส่งเสริมการแยกขยะในชุมชน และอุตสาหกรรมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านพลังงาน และพลังงานหมุนเวียน เพื่อสนับสนุนการวิจัย และการเรียนการสอนในระดับบัณฑิตศึกษา นอกจากนั้นยังขยายผลการส่งเสริมการเรียนการสอน เรื่องการอนุรักษ์พลังงานในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ การขยายผล และปรับโครงสร้างของโครงการรุ่งอรุณ ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อสามารถดำเนินงานต่อไป ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังสนับสนุนให้มีการวิจัยเชิงอนุรักษ์พลังงาน ด้วยวิถีแห่งภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สามารถนำไปประยุกต์ และสร้างเสริมเป็นรายได้ที่มั่นคง ให้กับชุมชน
    การดำเนินงานในช่วงต่อไป กองทุนฯ จะสนับสนุนทุนการศึกษาทั้งใน และต่างประเทศเป็นจำนวน 45 ทุนต่อปี แบ่งเป็นทุนในประเทศ ระดับปริญญาเอก โท และตรี รวม 30 ทุน/ปี และทุนต่างประเทศ ระดับปริญญาเอก 5 ทุน/ปี และปริญญาโท 10 ทุน/ปี นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้องค์กรที่ไม่มุ่งค้ากำไร สามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ได้ด้วย โดยผู้จบการศึกษา ไม่จำเป็นต้องกลับมารับราชการก็ได้
  8. ปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ใน ส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ โดยจะมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ความสำเร็จและความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ทั้งจากแผนงานภาคความร่วมมือ และโครงการพัฒนาบุคลากร ตลอดจนผลการวิจัยทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศ การเชิดชูเกียรติแก่ผู้ขายสินค้าและบริการที่มีกระบวนการผลิต จัดส่ง และจัดการกับสิ่งเหลือใช้ที่สอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์พลังงาน และยังคงรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงาน ความจำเป็นในการอนุรักษ์พลังงาน และวิธีในการประหยัดพลังงานในประเด็นที่ลึกซึ้งที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยการจูงใจจากประโยชน์ที่จะได้รับจากการประหยัดพลังงานที่มีต่อตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติ พร้อมทั้งเผยแพร่รณรงค์วิธีการอนุรักษ์พลังงานที่ได้ทำไปแล้ว ผ่านโครงการรวมพลังหารสองอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำ และให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้พลังงาน

นอกจากนั้น ในแต่ละปียังมีหัวข้อหลักที่จะมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย เช่น ในต้นปีงบประมาณ 2543 สพช. ต้องเร่งทำการประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสะท้อนให้เห็นถึงราคาต้นทุนพลังงานที่แท้จริง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ ที่ราคาน้ำมันของประเทศ ได้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และการเปลี่ยนแปลงเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ได้อ่อนตัวลง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทราบถึงการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด จะช่วยลดทั้งการลงทุนในการจัดหาพลังงาน และค่าใช้จ่ายทางด้านเชื้อเพลิงของประเทศ และยังช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ ในภาวะที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

คณะกรรมการกองทุนฯ ในการประชุมครั้งที่ 3/2542 (ครั้งที่ 18) เมื่อวันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2542 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนอนุรักษ์พลังงาน และแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและลำดับความสำคัญ ของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ในช่วงปีงบประมาณ 2543-2547 และได้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมครั้งที่ 4/2542 (ครั้งที่ 70) เมื่อวันจันทร์ 4 ตุลาคม พ.ศ.2542 เพื่อพิจารณา ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกองทุนฯ เสนอ โดยให้ปรับปรุงแผนฯ ตามผลการพิจารณาของที่ประชุม โดยเฉพาะการเพิ่มเติมมาตรการเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน ในสาขาขนส่งและภาคการเกษตร

แผนอนุรักษ์พลังงาน และแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ในช่วงปีงบประมาณ 2543-2547 ฉบับนี้ ได้ทำการปรับแนวทางและสาระของแผนฯ ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุม กพช. เรียบร้อยแล้ว โดยสาระของแผนฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ทำเป็น ตัวอักษรเอน ไว้ เพื่อจะได้พิจารณาอย่างชัดเจน ดังนี้

 

8.1 แผนอนุรักษ์พลังงาน และแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและลำดับความสำคัญ ของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในช่วงปีงบประมาณ 2543-2547

8.1. แผนอนุรักษ์พลังงานและแนวทางในการให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ

แนวทางในการให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ แบ่งเป็น 3 แผนงานรอง 12 โครงการหลัก ซึ่งสามารถแยกเป็นกลุ่มตามลักษณะ ของแผนการดำเนินงานดังนี้

แผนอนุรักษ์พลังงาน
(ในช่วงปีงบประมาณ 2543-2547)

แผนงานภาคบังคับ แผนงานภาคความร่วมมือ แผนงานสนับสนุน
  • โครงการโรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ที่กำลังใช้งาน
  • โครงการอาคารของรัฐ
  • โครงการโรงงาน และอาคาร ที่อยู่ระหว่าง การออกแบบ หรือก่อสร้าง
  • โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ
  • โครงการส่งเสริม การใช้พลังงานหมุนเวียน
  • โครงการผู้ผลิตไฟฟ้า รายเล็ก ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน
  • โครงการส่งเสริมธุรกิจ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน
  • โครงการศึกษา วิจัย และพัฒนา
  • โครงการโรงงาน และอาคารทั่วไป ที่กำลังใช้งาน
  • โครงการพัฒนาบุคลากร
  • โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ
  • การบริหารงาน ตามกฎหมาย
กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

1.1 แผนงานภาคบังคับ

แผนงานภาคบังคับเป็นแผนงานเกี่ยวกับการดำเนินงาน ตามกฎหมายสำหรับโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม และการดำเนินการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐ ที่มีความประสงค์จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงานเช่นเดียวกับโรงงาน/อาคารควบคุม

ผู้ที่จะได้รับการสนับสนุน เป็นโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม หรืออาคารของรัฐที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าตั้งแต่ 100 kW ขึ้นไป ที่สนใจอนุรักษ์พลังงาน

หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุน ให้เป็นเงินช่วยเหลือให้เปล่า สำหรับทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น เงินอุดหนุนสำหรับจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน และเป็นเงินอุดหนุนภาระดอกเบี้ยสำหรับการลงทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงาน

ผู้รับผิดชอบโครงการภายใต้แผนงานนี้ คือ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) โดยโรงงานหรืออาคารจะยื่นขอรับการสนับสนุนจาก พพ. ผู้ซึ่งมีหน้าที่ทำสัญญากับผู้ขอรับการสนับสนุน และติดตามตรวจสอบการดำเนินงานให้เป็นไปตามสัญญา

แผนงานภาคบังคับ ประกอบด้วย 4 โครงการ คือ

1.1.1 โครงการอาคารของรัฐ

วัตถุประสงค์

เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐที่ไม่ใช่อาคารควบคุม อันจะเป็นแบบอย่างอันดีในการเป็นผู้นำในการอนุรักษ์พลังงานและเพื่อประหยัดงบประมาณในการใช้พลังงานของรัฐ

แนวทางการให้การสนับสนุน

พพ. จะเป็นผู้ติดต่อผู้รับผิดชอบอาคารของรัฐที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงกว่า 100 kW ยกเว้นอาคารที่เป็นอาคารควบคุม (ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนตามโครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน) เพื่อขอเข้าทำการศึกษาและดำเนินการอนุรักษ์พลังงานให้อาคารดังกล่าว โดยจะเลือกดำเนินการเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนการลงทุนด้านเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง (real term) ตั้งแต่ 9% ขึ้นไป ยกเว้นระบบแสงสว่างจะทำการปรับปรุงให้มีมาตรฐานการส่องสว่างให้ดีขึ้น และเหมาะสมกับสภาวะการทำงาน และมีผลตอบแทนการลงทุนต่ำกว่าร้อยละ 9 ได้

สำหรับอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง กองทุนจะออกค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแบบ และการให้การสนับสนุนทางด้านการลงทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้จะดำเนินการรับผู้ขอรับการสนับสนุนจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2543 เพื่อประเมินผลและปรับปรุงโครงการต่อไป

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

พพ. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

1.1.2 โครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน

วัตถุประสงค์

เพื่อให้การสนับสนุนเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านการวางแผนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และด้านการลงทุน เพื่อให้เป็นไปตามแผนอนุรักษ์พลังงานที่ส่งให้ พพ. และ พพ. เห็นชอบแล้ว

แนวทางการให้การสนับสนุน

เพื่อช่วยเหลือโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมในการดำเนินการตามกฎหมาย โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมของเอกชน และโรงงานควบคุมของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจอาจขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ โดยยื่นข้อเสนอต่อ พพ. ในเรื่องต่างๆ ดังนี้

  1. เงินช่วยเหลือให้เปล่าสำหรับทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น (Preliminary Energy Audit) ซึ่งจะทำให้ทราบถึงการใช้พลังงานของโรงงานหรืออาคาร เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานหรืออาคารนั้นต่อไป โดยกองทุนฯ จะให้เงินช่วยเหลือ แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย
  2. เงินอุดหนุนในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานตามมาตรา 11(4) ของ พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน จำเป็นต้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการอนุรักษ์ พลังงานของทั้งระบบเพื่อนำไปสู่มาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยกองทุนฯ จะให้เงินอุดหนุน 50% ของค่าใช้จ่ายในการจัดทำแผนฯ แต่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อโรงงาน/อาคาร
  3. การลงทุนในการอนุรักษ์พลังงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design) ด้วย โดยจะให้ในรูปของการชดเชย ภาระดอกเบี้ยจากการลงทุน เพื่อให้มาตรการแต่ละมาตรการในแผนอนุรักษ์พลังงาน ที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ มีผลตอบแทนการ ลงทุนทางการเงินสูงขึ้น จนถึงระดับเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ + 2% แต่ทั้งนี้การอุดหนุนจะไม่เกิน 60% ของเงินลงทุนในการอนุรักษ์พลังงาน และไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อมาตรการในแผนอนุรักษ์พลังงาน

สำหรับอาคารควบคุมของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กองทุนจะให้ความช่วยเหลือในรูปของเงินช่วยเหลือให้เปล่าทั้งหมด ในการจัดทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น การจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน และการลงทุนในการอนุรักษ์พลังงาน

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

พพ. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ โดยเจ้าของโครงการต้องยื่นข้อเสนอต่อ พพ. เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน พพ. จะพิจารณาและอนุมัติเงินช่วยเหลือสำหรับการจัดทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น และเงินอุดหนุนในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน สำหรับการสนับสนุนในส่วนของการลงทุนในการอนุรักษ์พลังงานพพ.จะตรวจสอบวิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อเสนอเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการแล้ว พพ. จะเป็นผู้ลงนามในสัญญากับเจ้าของโรงงาน/อาคารควบคุม และดำเนินการติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามสัญญา

1.1.3 โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง

วัตถุประสงค์

เพื่อให้การสนับสนุนในการปรับปรุงแบบแก่เจ้าของโครงการก่อสร้างโรงงาน หรืออาคารที่คาดว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จและใช้งานแล้ว จะมีปริมาณการใช้พลังงานอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาฯ ซึ่งจะทำให้โรงงานหรืออาคารนั้นถูกกำหนดเป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม

แนวทางการให้การสนับสนุน

เจ้าของโรงงานหรืออาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง ที่คาดว่าจะถูกกำหนดเป็นโรงงานควบคุม หรืออาคารควบคุมสามารถขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. เงินช่วยเหลือให้เปล่าในการปรับปรุงการออกแบบก่อสร้างและหรือขบวนการผลิตและหรืออื่นๆ เพื่อให้แบบของโรงงานหรืออาคาร ที่จะสร้างนั้นมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน สูงกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ทั้งนี้ไม่เกินรายละ 2,000,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าแบบฯ เดิมจะต้องเป็นแบบฯ ที่ทำให้มีการใช้พลังงานตามมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว และกองทุนฯ จะให้การสนับสนุนเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่าย ที่เพิ่มขึ้นในการปรับปรุงแบบเดิมเท่านั้น
  2. เงินอุดหนุนในการลงทุนตามแบบฯ ที่ปรับปรุงเพิ่มเติมจากแบบเดิม การให้การสนับสนุน จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เดียวกับที่ให้กับโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน

โครงการนี้จะสนับสนุนจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2543 หลังจากนั้น จะมีการประเมินผลเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาแนวทางดำเนินการในระยะต่อไป

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

พพ. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โดยเจ้าของโรงงาน/อาคารเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อ พพ. และ พพ. จะพิจารณาและอนุมัติเงินช่วยเหลือ ในเฉพาะส่วนการปรับปรุงแบบเท่านั้น ในส่วนของการสนับสนุนการลงทุน จะเป็นไปเช่นเดียวกับการขอสนับสนุนในโครงการโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน คือ พพ. จะพิจารณากลั่นกรอง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนฯ และดำเนินการทำสัญญากับเจ้าของโรงงาน/อาคาร เมื่อคณะกรรมการฯ มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวแล้ว

1.1.4 โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ

วัตถุประสงค์

เพื่อประชาสัมพันธ์ไปที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแผนอนุรักษ์พลังงานโดยตรง ซึ่งได้แก่เจ้าของและผู้รับผิดชอบด้านพลังงานของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม ผู้ผลิตอุปกรณ์ เครื่องจักร และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน โดยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับข้อมูลของแผนอนุรักษ์พลังงาน และการอุดหนุนของรัฐในด้านการอนุรักษ์พลังงานภายใต้แผนงานภาคบังคับ

คณะกรรมการกองทุนฯ จะจัดสรรเงินกองทุนเพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้โรงงานควบคุม และอาคารควบคุมทราบถึงภาระหน้าที่ตามกฎกระทรวง และหลักเกณฑ์การให้การสนับสนุนในการอนุรักษ์พลังงานจากกองทุนฯ โดยให้มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปยังโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมทุกราย. และ พพ. จะเป็นผู้เสนอโครงการและค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ ให้คณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาอนุมัติเป็นเรื่องๆ ต่อไป

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

พพ. จะเป็นผู้รับข้อเสนอขอการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ และกลั่นกรองข้อเสนอก่อนนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาอนุมัติเป็นเรื่องๆ ต่อไป

1.2 แผนงานภาคความร่วมมือ

แผนงานภาคความร่วมมือเป็นแผนงาน ที่เกี่ยวกับการให้การสนับสนุน และร่วมมือกับหน่วยงาน ของรัฐและเอกชน ที่จะมีผลทำให้

  1. มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมขนาดเล็ก โรงงานและอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน ตลอดจนการขนส่ง และการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
  2. เกิดตลาดของสินค้าและบริการที่ช่วยและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งในโรงงาน อาคาร ตลอดจนในการขนส่ง และการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
  3. มีการทำการ ศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน และการอนุรักษ์พลังงาน และการนำเอาผลการศึกษาฯ มาใช้ในโรงงาน อาคาร ตลอดจนครัวเรือนด้วย

ผู้ที่จะได้รับการสนับสนุน

ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแก่หน่วยงานของรัฐหรือสถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไรเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พรบ.ฯ มาตรา 25

หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนนี้เรียกว่า "เจ้าของโครงการ" จะมีหน้าที่ในการบริหารโครงการ โครงการดังกล่าวอาจมี "ผู้ร่วมโครงการ" หลายราย ซึ่งเป็นผู้ที่จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงานภายใต้โครงการดังกล่าว โดย "ผู้ร่วมโครงการ" เหล่านี้จะติดต่อขอความช่วยเหลือทั้งทางด้านเทคนิคและการเงินจาก "เจ้าของโครงการ" ซึ่งกองทุนจะให้เงินช่วยเหลือแก่ "ผู้ร่วมโครงการ" โดยผ่านทาง "เจ้าของโครงการ"

หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุน

“เจ้าของโครงการ”จะได้รับเงินสนับสนุนในรูปของ เงินช่วยเหลือ หรือเงินอุดหนุนสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของโครงการ โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าว จะแยกได้เป็น 2 ส่วน

  1. ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการ ซึ่งกองทุนฯ จะจ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของหน่วยงานนั้นๆ ในการบริหารโครงการ
  2. ค่าใช้จ่ายในการให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ โดยกองทุนจะจ่ายเงินให้เจ้าของโครงการ เพื่อนำไปให้การสนับสนุนด้านการเงิน แก่ผู้เข้าร่วมโครงการที่ต้องดำเนินการลงทุน ในการอนุรักษ์พลังงาน หรือใช้เทคโนโลยีที่เจ้าของโครงการเผยแพร่ เช่น โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เจ้าของโครงการ อาจต้องการให้เงินสนับสนุน แก่เจ้าของโรงงานในการปรับปรุงโรงงาน ทั้งนี้การให้การสนับสนุน จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด

ในกรณีที่มีการร้องขอจากผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการอนุรักษ์พลังงาน หรือเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือปรับปรุงการใช้พลังงานในโรงงานอาคารทั่วไป ในลักษณะที่คณะกรรมการกองทุนฯ เห็นสมควร สพช. อาจสรรหาหน่วยงานที่สามารถประสานงาน กับผู้ประกอบการรายย่อยรายอื่น ที่มีความประสงค์ คล้ายกัน และหาผู้ที่สามารถบริหารโครงการ เพื่อมาดำเนินการเป็นเจ้าของโครงการให้

ผู้รับผิดชอบโครงการ ภายใต้แผนงานนี้ คือ สพช.โดยจะเป็นผู้รับคำร้องขอการสนับสนุนจากเจ้าของโครงการที่มีคุณสมบัติที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด และเป็นผู้เสนอโครงการให้คณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาอนุมัติเป็นรายๆ หากคณะกรรมการฯ อนุมัติให้การสนับสนุนโครงการใดแล้ว สพช. จะเป็นผู้ลงนามในสัญญากับเจ้าของโครงการที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณี และดำเนินการเบิกจ่ายเงินจากกองทุนฯ เพื่อให้เจ้าของโครงการใช้จ่ายในโครงการต่อไป โดยตรง นอกจากนั้น สพช. ยังเป็นผู้รับผิดชอบในการติดตามการดำเนินงานของโครงการด้วย

แผนงานดังกล่าวแยกเป็นโครงการย่อย 5 โครงการ ดังนี้

  1. โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
  2. โครงการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน
  3. โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน
  4. โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนา
  5. โครงการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานและอาคารทั่วไป

1.2.1 โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และช่วยเหลือกิจกรรมในชนบท ทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ในการอนุรักษ์พลังงาน โดยจะเน้นโครงการที่เกี่ยวกับการแนะนำ เผยแพร่และการถ่ายทอดเทคโนโลยี สำหรับพลังงานหมุนเวียน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน โดยใช้เทคโนโลยี ที่ได้มีการพิสูจน์แล้ว และโครงการเกี่ยวกับการนำวัสดุเหลือใช้ จากการแปรรูป (เช่น ชานอ้อย แกลบ และขยะ) หรือของเสียจากภาคเกษตรกรรม (เช่น มูลสัตว์) มาใช้เป็นพลังงาน

แนวทางในการให้การสนับสนุน

กองทุนฯ จะให้การสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายดังนี้

  1. การจัดทำแผนของโครงการโดยละเอียด ในกรณีที่ผู้ขอรับการสนับสนุน ได้ยื่นเสนอแผนเบื้องต้นของโครงการ (Conceptual Plan) เพื่อขอการสนับสนุน และคณะกรรมการฯ เห็นชอบด้วยกับแผนเบื้องต้นดังกล่าว
  2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการสำหรับเจ้าของโครงการ
  3. ค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยภาระดอกเบี้ยการลงทุนของ "ผู้ร่วมโครงการ" ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ฯ และวงเงินที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด

ในกรณีที่คณะกรรมการกองทุนฯ เห็นว่าควรให้มีการเผยแพร่เทคโนโลยีพลังานหมุนเวียนหรือเทคโนโลยีใด เป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่มีผู้ใดเสนอโครงการ ที่สอดคล้องกับความประสงค์ของคณะกรรมการฯ คณะกรรมการฯ อาจทำการศึกษาเบื้องต้นแล้วประกาศเพื่อสรรหาผู้ดำเนินโครงการได้

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเจ้าของโครงการจะยื่นข้อเสนอต่อ สพช. เพื่อขอรับการสนับสนุน สพช. จะตรวจสอบวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอก่อนนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนต่อไป นอกจากนั้น สพช. มีหน้าที่ติดตามการดำเนินงานของโครงการด้วย

1.2.2 โครงการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน

วัตถุประสงค์

เพื่อสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นโครงการที่สนับสนุนนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก (Small Power Producer : SPP) ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิต พลังงานหมุนเวียนในที่นี้ให้รวมถึงแสงอาทิตย์ ลมชีวมวลชีวภาพขยะ กากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือกากจากการผลิตผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือการเกษตร

แนวทางในการให้การสนับสนุน

กองทุนฯ จะให้การสนับสนุนเป็นเงินอุดหนุนต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียนในอัตราที่คณะกรรมการฯ กำหนดเป็นกรณีๆ ไป

ผู้รับผิดชอบการดำเนินงาน

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นเจ้าของโครงการ ที่จะยื่นข้อเสนอต่อ สพช. เพื่อขอรับการสนับสนุน สพช. จะตรวจสอบวิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อเสนอ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่ออนุมัติให้การสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ สพช. มีหน้าที่ติดตามการดำเนินงานของโครงการด้วย

1.2.3 โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน

วัตถุประสงค์

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่เทคโนโลยีในการอนุรักษ์พลังงาน ในการสร้างตลาดให้แก่เครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นการให้การสนับสนุนทางอ้อมแก่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักร ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูงและวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน โดยจะเน้นเทคโนโลยีที่ยังไม่ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย

แนวทางการให้การสนับสนุน

แนวทางในการให้การสนับสนุนพอแยกได้เป็น 6 แนวทาง

  1. ให้การสนับสนุนศูนย์เผยแพร่ข้อมูลด้านการอนุรักษ์พลังงาน และศูนย์ข้อมูลทางด้านการอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น
  2. ให้การสนับสนุนโครงการสาธิตที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเผยแพร่เทคโนโลยี เครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งในโรงงาน อาคาร การขนส่ง การเกษตร เช่น อาคารอนุรักษ์พลังงาน การตรวจวัดและปรับสภาพเครื่องยนต์ การใช้เครื่องยนต์ Hybrid เป็นต้น
  3. ให้การสนับสนุนในการขยายตลาดของเครื่องจักรอุปกรณ์ ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน โดยให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น
    • การศึกษาสภาวะตลาดและวางแผนในการขยายตลาด
    • การให้การอุดหนุนแก่ผู้ผลิต/ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อให้สินค้ามีราคาต่ำลง อันจะจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจมากขึ้น
    • การให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อหันมาใช้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงมากขึ้น
    • การดำเนินการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์วัสดุอุปกรณ์ดังกล่าว
    • การดำเนินการโครงการปิดฉลากแจ้งประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Labeling Program)
    • การดำเนินการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
    • การดำเนินการเพื่อสนับสนุนการใช้สัญลักษณ์ประหยัดพลังงาน เพื่อแสดงถึงการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. ให้การสนับสนุนโครงการสาธิตการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ และการจัดการขยะที่ถูกวิธี ใช้พลังงานน้อยและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เป็นต้น
  5. ให้การสนับสนุนโครงการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า เช่น โครงการปรับระดับความต้องการใช้ไฟฟ้า (Load leveling) เป็นต้น
  6. ส่งเสริมการนำพลังงานสะอาด มาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการคมนาคมขนส่ง เพื่อทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โดยให้ผู้สนใจจะขอรับการสนับสนุน จะยื่นข้อเสนอต่อ สพช. ซึ่งจะเป็นผู้กลั่นกรอง และวิเคราะห์ข้อเสนอ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการฯ ให้ความเห็นชอบ นอกจากนั้น สพช. มีหน้าที่ติดตามการดำเนินงานของโครงการด้วย

1.2.4 โครงการศึกษา วิจัยและพัฒนา

วัตถุประสงค์

เพื่อให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งรวมโครงการสาธิตขนาดเล็กดังนี้

  1. การศึกษาเชิงนโยบาย เช่น ด้านราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างกิจการและตลาดพลังงาน ซึ่งจะส่งผลให้มีการใช้พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ การศึกษาเพื่อลดการใช้พลังงานในการผลิตสินค้า และการเกษตร การจัดการด้านการจราจร และผังเมือง เพื่อการลดการใช้พลังงานในการขนส่ง นโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม นโยบายภาษีเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน การศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพในการอนุรักษ์พลังงานในกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่เหมาะสม ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการนำเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในกิจกรรมการผลิต
  2. การวิจัย และพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและพลังงานหมุนเวียน เช่น กรรมวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและอุปกรณ์ เช่น เตาเผา เตาอบ เครื่องอบแห้ง โดยใช้ความร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ และ Cogeneration การปรับปรุงพัฒนาการ ของเครื่องจักรเครื่องยนต์ในการเกษตร ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้รวมถึงการวิจัยเครื่องยนต์ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วย
  3. การถ่ายทอดและการนำเอาเทคโนโลยี ที่ได้มีการรับรองแล้วในประเทศอื่นมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย
  4. การถ่ายทอดและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลของงานวิจัย โครงการสาธิตขนาดเล็ก การประชุมเชิงปฏิบัติการ การสัมมนา การจัดทำสิ่งพิมพ์และแผ่นพับ เป็นต้น

แนวทางการให้การสนับสนุน

เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของ พรบ.ฯ มาตรา 25(3) และ 26 ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษาหรือองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไรเท่านั้น โดยหน่วยงานเหล่านี้ (หน่วยงาน "เจ้าของโครงการ") อาจเสนอแผนเบื้องต้นสำหรับโครงการเพื่อขอการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ ได้

ตัวอย่างสาขางานวิจัย

พลังงานชีวมวล

พลังงานแสงอาทิตย์

ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

การอนุรักษ์พลังงานในสาขาขนส่ง

การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่

การอนุรักษ์พลังงานในภาคการเกษตร

อื่นๆ

สพช. อาจจะจะประกาศสาขาการศึกษา วิจัยฯ ที่จะได้รับการสนับสนุนเป็นครั้งคราวเพื่อคัดเลือกเจ้าของโครงการที่สมควรที่จะได้รับการสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่สนใจจะทำการศึกษา วิจัยฯ ในสาขาอื่นนอกเหนือจากที่ประกาศ ก็อาจเสนอขอการสนับสนุนมายัง สพช. ได้ และการเสนอขอการสนับสนุนอาจอยู่ในรูปของแผนโครงการเบื้องต้นก็ได้

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้ที่มีความประสงค์จะขอรับการสนับสนุนให้ยื่นข้อเสนอต่อ สพช. ซึ่งจะกลั่นกรองข้อเสนอ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาอนุมัติ และ สพช. จะเป็นผู้ติดตามการดำเนินงานของโครงการด้วย

1.2.5 โครงการโรงงานและอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน

วัตถุประสงค์

เพื่อให้การสนับสนุนเจ้าของโรงงานและอาคารทั่วไปที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน (ที่ไม่ใช่โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม) ที่มีความประสงค์จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน

แนวทางการให้การสนับสนุน

แนวทาง การให้การสนับสนุนแก่โรงงานและอาคารทั่วไป จะให้เป็นเงินอุดหนุนในการจัดทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงาน การจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน และการลงทุนในการอนุรักษ์พลังงาน โดยเงินอุดหนุนดังกล่าวอาจเป็นสัดส่วนกับการลงทุนค่าวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักร หรือเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบ

ตัวอย่าง เทคโนโลยีการประหยัดพลังงาน

1.3 แผนงานสนับสนุน

แผนงานสนับสนุนเป็นแผนงาน เกี่ยวกับการวางแผน กำกับ ดูแล ประเมินผล การเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้แผนงานอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ค่าใช้จ่ายที่อยู่ในข่ายได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ คือ

ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน คือ สพช. พพ. และกรมบัญชีกลาง (บก.) ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะวางแผนและกำกับดูแลแผนงานอนุรักษ์พลังงาน สถาบันการศึกษา หน่วยราชการอื่น และองค์กรที่ไม่มุ่งค้ากำไร ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับงานอนุรักษ์พลังงาน

หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุน ให้เป็นเงินช่วยเหลือให้เปล่าสำหรับค่าใช้จ่ายของหน่วยงานดังกล่าว เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับแผนงานอนุรักษ์พลังงาน

ผู้รับผิดชอบโครงการ ภายใต้แผนนี้ คือ สพช. โดยหน่วยงานที่มีความประสงค์ จะขอรับการสนับสนุน จะต้องยื่นข้อเสนอต่อ สพช. เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ ให้ความเห็นชอบต่อไป

แผนงานสนับสนุน ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ดังต่อไปนี้

1.3.1 โครงการพัฒนาบุคลากร

วัตถุประสงค์

เพื่อสร้างและพัฒนาบุคลากรให้สามารถดำเนินงาน ตามแผนงานอนุรักษ์พลังงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพที่สุด

การสนับสนุนของคณะกรรมการกองทุนฯ อยู่ในรูปของเงินช่วยเหลือให้เปล่าเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับแผนงานอนุรักษ์พลังงาน ทั้งของหน่วยราชการและเอกชน ตามแนวทางและวิธีการ ที่กำหนดในแผนแม่บทเกี่ยวกับการฝึกอบรม ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนฯ

แนวทางการให้การสนับสนุน

การพัฒนาบุคลากรในแผนงานนี้ประกอบด้วยหลายรูปแบบ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดสัมมนา การฝึกอบรม การจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบการฝึกอบรมและการเรียนการสอน การให้ทุนการศึกษาและทุนวิจัย การสนับสนุนสถาบันการศึกษา ในการเปิดการสอนสาขาวิชาที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน ดังนี้

  1. การสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตร สื่อ และรูปแบบการเรียนการสอน กิจกรรมการศึกษา และฝึกหัดครู สำหรับการเรียนการสอนวิชาที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน และสิ่งแวดล้อมในระดับประถมและมัธยมศึกษา
  2. การส่งเสริมการเรียนการสอนเรื่องการอนุรักษ์พลังงานในระดับอุดมศึกษา โดยสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อให้เป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศ ด้านการวิจัยและพัฒนาในสาขาพลังงาน และมีการพัฒนาหลักสูตรเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน เช่นในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันราชภัฏ กรมอาชีวศึกษา และสถานศึกษาอื่นๆ
  3. สัมมนาและฝึกอบรมเพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานตาม พรบ.ฯ ซึ่งจะจัดให้แก่ผู้รับผิดชอบด้านพลังงาน เจ้าของ/ผู้จัดการอาคารและโรงงานควบคุม อาคารและโรงงานทั่วไป ที่ปรึกษาด้านพลังงาน เป็นต้น โดยจัดเป็นแผนการสร้างหลักสูตรและฝึกอบรมระยะยาว และจัดตั้งศูนย์ทรัพยากรการฝึกอบรมด้านพลังงานและการจัดการพลังงาน
  4. ส่งเสริมให้มีการสาธิตและเผยแพร่เทคโนโลยี เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานในอาคารและโรงงาน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ให้แก่วิศวกร สถาปนิก และผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบและเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์
  5. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พรบ.ฯ ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์และติดตามประเมินผลโครงการ ฝึกอบรมภาษาอังกฤษ และการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในด้านอื่นๆ
  6. สนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ในกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน
  7. สนับสนุนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน ให้ทำการศึกษา และวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงาน การอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานหมุนเวียน เพื่อกระจายองค์ความรู้ออกไปอย่าง กว้างขวาง และเป็นการเตรียมบุคลากรด้านพลังงานในอนาคต
  8. สนับสนุนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน และนักวิจัยให้ทำการศึกษา และวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงาน การอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานหมุนเวียน ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการพัฒนางานวิจัย ซึ่งตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ในการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและการใช้พลังงาน ซึ่งจะส่งเสริมให้มีการนำงานวิจัย ไปใช้ในภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
  9. สนับสนุนให้ข้าราชการ และนักศึกษาที่สนใจที่จะปฏิบัติราชการ ภายใต้แผนงานอนุรักษ์พลังงาน ได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ
  10. สนับสนุนการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงาน
  11. สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานหมุนเวียน
  12. สนับสนุนการรณรงค์ การสร้างจิตสำนึก การนำเสนอข้อมูลให้ความรู้แก่หน่วยงาน และประชาชนทั่วไปให้เห็นถึงประโยชน์ และความสำคัญของการรีไซเคิล ซึ่งมีส่วนช่วยประหยัดพลังงาน การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้มีความสามารถในการดำเนินงาน เรื่องการรีไซเคิลขยะ รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดโครงการแยกขยะ เพื่อรีไซเคิลในชุมชนและอุตสาหกรรม
  13. สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง และหน่วยงานที่สนับสนุนแผนงานอนุรักษ์พลังงาน ในสาขาคมนาคมและการขนส่ง รวมถึงการพัฒนาสื่อ และคู่มือ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ในสาขาคมนาคมและการขนส่ง

หน่วยงานต่างๆ ที่ต้องการการสนับสนุนตามแผนงานนี้ อาจขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการกองทุนฯ โดยยื่นข้อเสนอต่อ สพช. ได้ ส่วนการพัฒนาบุคลากรของภาคเอกชน จะดำเนินการโดยสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะการฝึกอบรมผู้จัดการด้านพลังงาน ซึ่งมี พพ. เป็นผู้ดำเนินการ โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณาให้การสนับสนุนตามแนวทางที่ระบุไว้ในแผนแม่บท

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้และมีหน้าที่กลั่นกรองข้อเสนอ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและติดตามการดำเนินงานของโครงการ

1.3.2 โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ

วัตถุประสงค์

เพื่อประชาสัมพันธ์ไปที่สาธารณชนทั่วไป ให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมในแผนอนุรักษ์พลังงาน ด้วยการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับต้นทุนทางด้านเศรษฐศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อมของการใช้พลังงานและประโยชน์ที่จะได้รับจากการอนุรักษ์พลังงาน ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐ ในการที่จะส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การประชาสัมพันธ์ในกลุ่มนี้จะเน้นไปในการรณรงค์ ปลูกจิตสำนึก โดยจะใช้สื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งตีพิมพ์

แนวทางการให้การสนับสนุน

คณะกรรมการกองทุนฯ จะจัดสรรเงินกองทุนเพื่อประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสาธารณชนจะได้รับข่าวสารผ่านทางสื่อต่างๆ รวมทั้งการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของประชาชนทั่วไป ในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สพช. จะเป็นผู้รับข้อเสนอขอการสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ และกลั่นกรองข้อเสนอก่อนนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาอนุมัติเป็นเรื่องๆ ต่อไป

1.3.3 การบริหารงานตามกฎหมาย

วัตถุประสงค์

เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานโดย สพช. พพ. และ บก. ซึ่งมีหน้าที่ตาม พรบ.ฯ ในการดำเนินงานตามแผนงานอนุรักษ์พลังงาน และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากที่เสนอขอจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างที่ปรึกษาในการวางแผน การจัดทำระบบข้อมูล MIS การติดตามตรวจสอบ และประเมินผล และค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ ค่าตอบแทนใช้สอย วัสดุอุปกรณ์และครุภัณฑ์ต่าง ๆที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการดำเนินงานตามแผนงานฯ

แนวทางการให้การสนับสนุน

สพช. จะเป็นผู้รับข้อเสนอขอการสนับสนุนจาก พพ. บก. และของ สพช. เอง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานตามกฎหมาย และดำเนินการกลั่นกรองข้อเสนอก่อนนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ ให้ความเห็นชอบเป็นรายปีงบประมาณ

ผู้รับผิดชอบดำเนินการ

สพช. เป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ

 

8.2 หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการให้การสนับสนุน จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ สำหรับแต่ละโครงการภายใต้แผนงานอนุรักษ์พลังงาน เป็นดังนี้

1. โครงการอาคารของรัฐ

1.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

อาคารของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าตั้งแต่ 100 kW ขึ้นไป ที่ไม่ได้เป็นอาคารควบคุม และรวมถึงอาคารของรัฐที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง

1.2 ประเภทค่าใช้จ่ายที่จะได้รับการสนับสนุนและหลักเกณฑ์

การสนับสนุนจากกองทุนสำหรับโครงการนี้ เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25 (1) แห่ง พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยให้เป็นเงินช่วยเหลือให้เปล่าในการศึกษา วางแผน การปรับปรุงแบบก่อสร้าง บริหารงาน และลงทุนในการอนุรักษ์พลังงาน สำหรับอาคารที่อยู่ระหว่างการใช้งาน และการลงทุนเพิ่มเติมจากแบบเดิมสำหรับอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมาตรการแต่ละมาตรการต้องมีผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง (real term) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 9% ยกเว้นระบบแสงสว่างที่จะทำการปรับปรุงให้มีมาตรฐานการส่องสว่างให้ดีขึ้น และเหมาะสมกับสภาวะการทำงาน และมีผลตอบแทนการลงทุนต่ำกว่าร้อยละ 9 ได้

1.3 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

ขั้นตอนในการดำเนินงานในโครงการนี้ค่อนข้างง่าย เนื่องจากเป็นการติดต่อระหว่าง พพ. กับผู้รับผิดชอบอาคารของรัฐ โดย พพ. จะเป็นผู้ให้บริการแก่อาคารของรัฐในทุกขั้นตอน หรืออาจให้การสนับสนุนด้านการเงิน แก่หน่วยงานที่มีความต้องการ และพร้อมที่จะดำเนินการเอง

พพ. จะทำแผนปฏิบัติการ รายละเอียดวงเงินงบประมาณและแผนการใช้เงินเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อขออนุมัติค่าใช้จ่ายในการศึกษา วางแผน และบริหารงาน และวงเงินงบประมาณในส่วนของการลงทุน เมื่อคณะกรรมการกองทุนฯ เห็นชอบแล้ว พพ. จะเริ่มทำการศึกษาเพื่อวางแผนอนุรักษ์พลังงานในแต่ละอาคาร โดยเบิกจ่ายเงินจากกองทุนฯ เพื่อใช้ในการวางแผนฯ และบริหารงาน สำหรับการลงทุนนั้น พพ. จะนำผลการศึกษาเสนอคณะกรรมการฯ เพื่อขออนุมัติวงเงินค่าใช้จ่ายในการลงทุนอนุรักษ์พลังงาน ในอาคารของรัฐแต่ละแห่งเป็นรายๆ ไป

นอกจากนั้น พพ. มีหน้าที่กลั่นกรองความต้องการของหน่วยงานของรัฐที่ต้องการที่จะดำเนินการเอง และเสนอขออนุมัติวงเงินค่าใช้จ่าย ไปยังคณะกรรมการกองทุนฯ และมีหน้าที่กำกับดูแลให้การดำเนินการเป็นไป ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้

โดยให้ พพ. นำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการประเมินผลแผนอนุรักษ์พลังงาน มาพิจารณาดำเนินการด้วย ดังนี้

  1. โครงการอาคารของรัฐมีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐ ซึ่งจากการประเมินผลพบว่าหากเครื่องปรับอากาศเก่าที่ถูกถอดออก ถูกนำกลับมาใช้งานอีกเพียงร้อยละ 37 (ภายใต้สมมติฐานที่ว่าเครื่องปรับอากาศใหม่ มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องเก่าร้อยละ 37) การลงทุนในการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศทั้งหมด จะไม่ได้ผลในการอนุรักษ์พลังงานเลย ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการที่ได้ผลจริงในการห้ามไม่ให้นำเครื่องปรับอากาศที่ถูกถอดทิ้งแล้วนำกลับมาใช้ใหม่
  2. การทำลายเครื่องปรับอากาศที่ถูกถอดทิ้ง จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม โดยอาจให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันราชมงคลเป็นผู้รับดำเนินการ โดยมีการเปรียบเทียบจำนวนเครื่องปรับอากาศที่ถูกถอดออกและที่ถูกส่งมาทำลาย เพื่อติดตามการดำเนินงานของโครงการว่าเครื่องปรับอากาศทั้งหมด ที่ถูกถอดออกได้รับการทำลายหรือไม่
  3. การวัดความสำเร็จของโครงการจะต้องวัดที่ปริมาณพลังงานที่ลดลงได้ ไม่ใช่จำนวนอาคารที่เข้าร่วมโครงการ หรือจำนวนอุปกรณ์ที่เปลี่ยนให้ หรือจำนวนเงินลงทุน
  4. จะต้องผลักดันให้เจ้าของอาคารมีส่วนร่วมมากขึ้น โดย
    • สนับสนุนให้เจ้าของอาคาร ที่พร้อมที่จะทำการปรับปรุงการใช้พลังงานของตัวเอง ได้ดำเนินการเอง โดยการสนับสนุนด้านการเงินจากกองทุนฯ
    • ทำการฝึกอบรม ปลูกจิตสำนึก และวิธีการใช้พลังงานในอาคาร เนื่องจากผู้ใช้อาคารจะเป็นส่วนสำคัญอย่างมากที่จะทำให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  5. จะต้องมีการเพิ่มจำนวน IA ให้มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ ในการดำเนินงาน เข้ามาแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ การให้บริการต่อ พพ. และในสัญญาที่ พพ. ทำกับ IA จะต้องระบุว่า “ห้ามมิให้จ้างผู้มีประโยชน์ร่วมกันในการดำเนินการ” และ พพ. จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบว่า IA “จ้างผู้มีประโยชน์ร่วมกันในการดำเนินการ” หรือไม่ โดยการเพิ่ม IA ให้ศึกษาแนวทางวิธีการเพิ่มที่ปรึกษาทางด้านสิ่งแวดล้อม จากกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
  6. เร่งรัดให้สำนักงบประมาณสนับสนุนให้หน่วยงาน มีงบประมาณสำหรับบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ และสนับสนุนให้เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพสูง
  7. เร่งดำเนินการประกาศมาตรฐานบังคับสำหรับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และสนับสนุนมาตรการติดฉลากและประชาสัมพันธ์ให้เกิดตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง เพื่อในอนาคตเจ้าของอาคารที่ได้รับการปรับปรุงอุปกรณ์แล้ว แต่อุปกรณ์ชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้ ก็จะสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์เป็นอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงได้
  8. ให้นำผลการศึกษาโครงการนำร่องบริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCO) ที่ดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ในการนำ ESCO มาดำเนินการในโครงการอาคารของรัฐต่อไป

1.4 เงื่อนไข

ผู้รับผิดชอบอาคารของรัฐ จะต้องให้ความร่วมมือกับ พพ. ในการเข้าไปทำการศึกษาและปรับปรุงอาคาร และส่งเจ้าหน้าที่เข้าอบรม เพื่อให้เข้าใจถึงการบำรุงรักษา อุปกรณ์ และวัสดุของอาคาร และการใช้อาคารเพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

2. โครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน

2.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่เป็นเอกชน ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ

2.2 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่จะได้รับการสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนภายใต้โครงการนี้ เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25(1) และมาตรา 25(2) แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดังนี้

1) ค่าใช้จ่ายในการจัดทำการศึกษาการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น (Preliminary Energy Audit) ซึ่งจะทำให้ทราบถึงการใช้พลังงานของโรงงานหรืออาคาร และมาตรการเบื้องต้นในการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานหรืออาคารนั้นต่อไป

การศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น ต้องมีลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามมาตรา 11(4) และ 11(5) แห่ง พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานซึ่งรวมถึง

2) ค่าใช้จ่ายในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานและอาคาร ตามที่กำหนดในมาตรา 11(4) ของ พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แผนอนุรักษ์พลังงานจะต้องประกอบด้วยรายละเอียด ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 11(4) และ 11(5) แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน

สาระสำคัญของรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานโดยละเอียดดังกล่าว จะต้องครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ดังต่อไปนี้ไว้ด้วย

ส่วนสาระสำคัญของแผนอนุรักษ์พลังงานจะรวมถึง

3) ค่าใช้จ่ายในการชดเชยภาระดอกเบี้ยจากการลงทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานที่ได้รับความเห็นชอบจาก พพ. แล้ว ซึ่งรวมถึงการจัดทำ Engineering Design ด้วยแผนอนุรักษ์พลังงานดังกล่าว จะประกอบด้วยมาตรการหลายมาตรการ ที่โรงงาน/อาคารควรดำเนินการให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน ในการพิจารณาให้การสนับสนุนการลงทุนจะพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละมาตรการ โดยอาจให้การสนับสนุนเฉพาะบางมาตรการ หรือทุกมาตรการในแผนอนุรักษ์พลังงานก็ได้ นอกจากนั้นกองทุนฯ จะให้การสนับสนุนในส่วนของการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อการอนุรักษ์พลังงานเท่านั้น กล่าวคือ เจ้าของโครงการอาจเสนอแผนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งประกอบด้วยมาตรการหลายมาตรการ ที่อาจเป็นทั้งมาตรการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการผลิต และการประหยัดพลังงานในเวลาเดียวกัน หลักเกณฑ์การคำนวณผลตอบแทนการลงทุนจะคิดจากพลังงานที่ประหยัดได้ โดยจะไม่นำเอาส่วนของผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเข้ามาคำนวณด้วย

2.3 หลักเกณฑ์และจำนวนเงินที่จะให้การสนับสนุน

  1. ค่าใช้จ่ายในรูปของเงินช่วยเหลือให้เปล่า ในการจัดทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น (Preliminary Energy Audit) แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อโรงงานหรืออาคาร โดยการจ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด
  2. ค่าใช้จ่ายในรูปของเงินอุดหนุนจำนวนร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อโรงงานหรืออาคาร โดยการจ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด
  3. ค่าใช้จ่ายในการอุดหนุนภาระดอกเบี้ยจากการลงทุนในแต่ละมาตรการในแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานหรืออาคารที่ พพ. ให้ความเห็นชอบแล้ว โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
    • มาตรการอนุรักษ์พลังงาน จะต้องเป็นมาตรการที่มีผลตอบแทน การลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง (Real Economic Internal Rate of Return, EIRR) สูงกว่าเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด ซึ่งในชั้นแรกเห็นควรกำหนดอัตราขั้นต่ำเท่ากับร้อยละ 9
    • กองทุนจะให้เงินอุดหนุนเพื่อให้ผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Internal Rate of Return, FIRR) ของแต่ละมาตรการเพิ่มขึ้น จนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุด สำหรับลูกค้ารายย่อยของธนาคารกรุงไทย (Minimum RetailRate, MRR, ของธนาคารกรุงไทย เฉลี่ยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา) + 2% แต่ทั้งนี้จำนวนเงินสูงสุด สำหรับแต่ละมาตรการ จะต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดใน ตารางที่ 1 นอกจากคณะกรรมการกองทุน จะพิจารณายกเว้นหลักเกณฑ์ เกี่ยวกับจำนวนเงินสูงสุดเป็นกรณีพิเศษ

ตารางที่ 1
จำนวนเงินอุดหนุนสูงสุดที่จะให้แก่แต่ละมาตรการฯ

ขนาดของเงินลงทุน (ล้านบาท) จำนวนเงินสูงสุด ที่จะให้การสนับสนุน (ล้านบาท) ร้อยละของเงินลงทุนสูงสุดที่จะให้
0 - 2 1.20 60%
2 ขึ้นไป - 5 2.55 45%
5 ขึ้นไป- 10 4.15 32%
10 ขึ้นไป - 20 6.35 22%
20 ขึ้นไป- 50 9.95 12%
50 ขึ้นไป 10.00 -

มาตรการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุดสำหรับลูกค้ารายย่อย ของธนาคารกรุงไทย +2% จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ

2.4 เงื่อนไข

  1. การจัดทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น และการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน ต้องดำเนินการโดยที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจาก พพ. ตามหลักเกณฑ์การยื่นเป็นที่ปรึกษา ด้านการอนุรักษ์พลังงานโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม
  2. ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจะต้องทำสัญญากับ พพ. และต้องดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน ให้ได้ผลตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนอนุรักษ์พลังงาน ในสัญญาจะกำหนด
    • รายละเอียดของโครงการและเป้าหมายในการอนุรักษ์พลังงาน
    • ระยะเวลาที่ใช้ในการลงทุนและวันเริ่มดำเนินการ (Commissioning Date)
    • จำนวนเงินลงทุนและเงินที่จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ และงวดของการจ่ายเงิน
    • ระบบการบริหารงานและการเก็บเอกสาร
    • รายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบ และค่าปรับหากผู้ได้รับการสนับสนุนไม่ปฏิบัติตามสัญญา
  3. ผู้ได้รับการสนับสนุนจะต้องจัดหาเงินทุนให้เพียงพอในการลงทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยดำเนินการกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือสามารถแสดงหลักฐานเป็นที่พอใจของ พพ. ว่ามีฐานะการเงินดีเพียงพอที่จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงานได้ตามแผน

2.5 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

ขั้นตอนที่ 1 หลังจากที่คณะกรรมการกองทุนฯ ได้ออกประกาศคณะกรรมการกองทุนฯ เกี่ยวกับการให้การสนับสนุนโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมแล้ว พพ. จะเสนองบประมาณรายปีพร้อมทั้งแผนปฏิบัติการที่จะดำเนินการตามโครงการฯ ให้คณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจำปีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นค่าใช้จ่ายใช้ในการสนับสนุนการจัดทำการศึกษาการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้นและแผนอนุรักษ์พลังงาน ส่วนที่สอง ใช้ในการให้การสนับสนุนการลงทุนอนุรักษ์พลังงาน งบประมาณในส่วนแรกคณะกรรมการจะอนุมัติและมอบหมายให้ พพ. รับไปดำเนินการจัดสรรให้แก่โรงงานและอาคารต่อไปส่วนที่สองคณะกรรมการฯ จะให้เห็นชอบในตัววงเงินโดยการจ่ายเงินจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคณะกรรมการฯ ได้อนุมัติโครงการเป็นรายๆ แล้ว เมื่อคณะกรรมการฯ อนุมัติแล้ว สพช. ก็จะแจ้งมติ คณะกรรมการฯ ให้ บก. ทราบ เพื่อขอโอนเงินที่จะใช้ในส่วนแรกจากบัญชีของกองทุนฯ เข้าบัญชีของ พพ. ที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงไทย

ขั้นตอนที่ 2 พพ. ติดต่อโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และสิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ พร้อมทั้งแจ้งหลักเกณฑ์การให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ โดยเฉพาะการช่วยเหลือทางด้านเทคนิคและการเงินในการทำการศึกษาการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้นการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน และการอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน

ขั้นตอนที่ 3 โรงงานและอาคาร เสนอขอทำการศึกษาการตรวจจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น (Preliminary Energy Audit) โดยยื่นข้อเสนอต่อ พพ. พร้อมชื่อของที่ปรึกษา ซึ่งต้องเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับอนุญาตจาก พพ. หากได้รับความเห็นชอบจาก พพ. โรงงานหรืออาคารก็จะว่าจ้างที่ปรึกษาให้ทำการศึกษา เมื่อทำการศึกษาเสร็จแล้วก็ให้ส่งผลการศึกษาให้ พพ. พิจารณา หาก พพ.เห็นชอบในคุณภาพของผลการศึกษา ก็จะมีการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับโรงงานหรืออาคารนั้น ในวงเงินที่ได้ตกลงกัน แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยวิธีการจ่ายเงินให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด

ขั้นตอนที่ 4 หลังจากทำการศึกษาการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว โรงงานและอาคารอาจเสนอขอรับการสนับสนุนในการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยยื่นข้อเสนอต่อ พพ. พร้อมชื่อที่ปรึกษา ซึ่งต้องเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับอนุญาตจาก พพ.เมื่อ พพ. เห็นชอบแล้วโรงงานและอาคารจึงเริ่มดำเนินการว่าจ้างที่ปรึกษา

เมื่อโรงงานและอาคาร จัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานของตนเสร็จแล้วส่งให้ พพ. พิจารณา หาก พพ. พิจารณาแล้วเห็นว่าแผนฯ ดังกล่าวเป็นไปตามกฎกระทรวง และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้ ก็จะมีการจ่ายเงินสนับสนุนให้กับโรงงานหรืออาคารนั้น ในวงเงินที่ได้ตกลงกัน (50% ของค่าใช้จ่ายในการจัดทำแผน แต่ทั้งนี้ไม่เกินรายละ 500,000 บาท) โดยวิธีการจ่ายเงินให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด

ขั้นตอนที่ 5 จากแผนฯ ดังกล่าวโรงงาน/อาคารอาจจะขอการสนับสนุนจากกองทุนฯ สำหรับการลงทุนโดยยื่นข้อเสนอที่ พพ. ซึ่งจะวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอและนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณา

ขั้นตอนที่ 6 เมื่อคณะกรรมการฯ ได้พิจารณา และมีมติเห็นชอบแล้ว พพ. ก็จะดำเนินการลงนามในสัญญาให้การสนับสนุน กับโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม

ขั้นตอนที่ 7 โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการฯ จะติดต่อทำสัญญากู้เงินจากสถาบันการเงินในการลงทุนตามแผน ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อหนึ่งในการให้การสนับสนุนจากกองทุน สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์ที่จะกู้เงินจากธนาคารจะต้องแสดงหลักฐานให้เป็นที่พอใจของ พพ. ว่ามีฐานะการเงินที่ดีเพียงพอที่จะสามารถดำเนินการตามที่ระบุไว้ในสัญญา

ขั้นตอนที่ 8 พพ. จะจ่ายเงินงวดแรกเมื่อมีการนำส่งเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุที่ใช้ในการอนุรักษ์พลังงานมายังโรงงานหรืออาคารแล้ว โดย พพ. เบิกจ่ายเงินจาก บก. การเบิกจ่ายเงินอาจทำทุกเดือน โดย พพ. รวบรวมผู้ที่จะได้รับการสนับสนุนในเดือนนั้นเสนอต่อ บก.

ขั้นตอนที่ 9 เมื่อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เริ่มทำงานหรือติดตั้งวัสดุ เพื่อการอนุรักษ์พลังงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว พพ. จะต้องเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการตามแผนฯ ที่กำหนดไว้ในสัญญาและจ่ายเงินงวดที่ 2 ให้โรงงานหรืออาคาร และ พพ. จะจ่ายเงินงวดที่ 3 เมื่อมีการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์และวัสดุ เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เลยระยะเวลาการทดลองใช้งาน (Commissioning Period) ไปแล้ว และได้ผลการอนุรักษ์พลังงานตามที่ระบุไว้ในสัญญา

ในการขอเบิกจ่ายเงินงวดที่ 2 และ 3 ให้แก่โรงงาน/อาคาร พพ. จะดำเนินการเช่นเดียวกับในงวดแรก คือขอเบิกเงินจาก บก. แล้วดำเนินการจ่ายเงินให้แก่โรงงานหรืออาคารนั้นต่อไป

ขั้นตอนที่ 10 พพ. จะต้องแจ้งผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการกองทุนฯ ทราบ ทุก 3 เดือน

3. โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ในระหว่างการออกแบบและก่อสร้าง

3.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

เจ้าของโครงการก่อสร้างโรงงานหรืออาคารที่คาดว่าเมื่อก่อสร้างเสร็จและใช้งานแล้ว จะมีปริมาณการใช้พลังงานอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะทำให้โรงงานหรืออาคารนั้นถูกกำหนดเป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม

โดยสามารถยื่นขอรับการสนับสนุนจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2543 แล้วจะมีการประเมินผลโครงการ เสนอคณะกรรมการกองทุนฯ ในการพิจารณาแนวทางการดำเนินโครงการในช่วงต่อไป

3.2 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่จะได้รับการสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนตามโครงการนี้ เป็นการสนับสนุนตามมาตร 25 (1) และมาตรา 25 (2) แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดังนี้

  1. ในการปรับปรุงแบบก่อสร้างเพื่อให้แบบของโรงงานหรืออาคาร ที่จะสร้างนั้น มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยมีเงื่อนไขว่าแบบฯ เดิมจะต้องเป็นแบบฯ ที่ทำให้มีการใช้พลังงานตามมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว และกองทุนฯ จะให้การสนับสนุนเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการปรับปรุงแบบเดิมเท่านั้น
  2. เงินอุดหนุนในการลงทุนตามแบบฯ ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนตามแบบเดิม

3.3 หลักเกณฑ์และจำนวนเงินที่จะให้การสนับสนุน

เงินช่วยเหลือให้เปล่าในการปรับปรุงแบบ แต่ทั้งนี้ไม่เกินรายละ 2,000,000 บาท โดยจ่ายเมื่อได้มีการปรับปรุงแบบฯ เสร็จแล้วและมีคุณภาพเป็นที่พอใจของ พพ.

เงินอุดหนุนในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตามแบบฯ ที่ปรับปรุงจากแบบเดิม โดยมีหลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุน เหมือนกับในกรณีของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม

3.4 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

ขั้นตอนที่ 1 เจ้าของโรงงาน/อาคารยื่นข้อเสนอต่อ พพ. พร้อมแบบก่อสร้าง พพ. จะวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอในการปรับปรุงแบบ และนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ ให้ความเห็นชอบค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแบบ

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อได้มีการปรับปรุงแบบฯ เสร็จแล้ว โรงงาน/อาคารจะเสนอแบบฯ ให้ พพ. พิจารณา หาก พพ. เห็นชอบด้วย ก็จะเบิกจ่ายเงินจาก บก. และจ่ายเงินให้โรงงาน/อาคารตามที่ตกลงกัน

ขั้นตอนที่ 3 ในส่วนของการลงทุน พพ. จะพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอเช่นเดียวกัน ในกรณีของโครงการโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนฯ และดำเนินการทำสัญญากับเจ้าของโรงงาน/อาคาร เมื่อมีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวแล้ว

4. โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ

4.1ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

พพ.

4.2 หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนในโครงการนี้เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25(3)(ง) มาตรา 25(3)(จ) มาตรา 25(4) โดยกองทุนจะสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่าในการดำเนินโครงการ

4.3 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

พพ. จะเป็นผู้วิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอ และนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาเป็นรายกรณี และ พพ. จะเบิกเงินจาก บก. เพื่อนำมาใช้จ่ายตามงวดของโครงการ

โดยให้ พพ. นำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการประเมินผลแผนอนุรักษ์พลังงาน มาพิจารณาดำเนินการด้วย

5. โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน

5.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

  1. เจ้าของโครงการที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไรตามมาตรา 26 ของ พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
  2. ผู้ร่วมโครงการที่เป็นเจ้าของกิจกรรมการผลิตในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน หรือใช้พลังงานหมุนเวียน

5.2 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่จะได้รับการสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนตามโครงการนี้ เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25(1) มาตรา 25(2) มาตรา 25(3) (ก) และมาตรา 25 (3) (ค) แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดังนี้

  1. ค่าใช้จ่ายในการทำแผนของโครงการโดยละเอียด ในกรณีที่หน่วยงานเจ้าของโครงการ เสนอแผนเบื้องต้นของโครงการ (Conceptual Plan) และคณะกรรมการเห็นชอบแล้ว
  2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารโครงการซึ่งรวมถึง
    • ค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษาและทำการประเมินผลการลงทุนแก่ผู้ที่สนใจจะใช้เทคโนโลยี
    • ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานก่อสร้างหรือติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์
    • ค่าใช้จ่ายในการประเมินผลงานของโครงการฯ
  3. เงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายของ "ผู้ร่วมโครงการ" ในการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงาน หมุนเวียนหรือพลังงานสิ้นเปลือง หรือการอนุรักษ์พลังงานในกิจกรรมการผลิตในชนบท

5.3 หลักเกณฑ์และจำนวนเงินที่จะให้การสนับสนุน

1) ค่าใช้จ่ายในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่าในการจัดทำแผนของโครงการโดยละเอียด

2) ค่าใช้จ่ายในรูปของเงินช่วยเหลือให้เปล่าเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของ "เจ้าของโครงการ" ในการบริหารโครงการ แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อรายต่อปี นอกจากคณะกรรมการจะพิจารณายกเว้นเป็นกรณีพิเศษ

3) ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ "เจ้าของโครงการ" ใช้ในการให้การสนับสนุนแก่ "ผู้ร่วมโครงการ"โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

ก) โครงการพลังงานหมุนเวียน/อนุรักษ์พลังงานของ “ผู้ร่วมโครงการ” แต่ละรายจะต้องเป็นโครงการที่มีผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง (Real Economic Internal Rate of Return, EIRR) สูงกว่าเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด ซึ่งในชั้นแรกเห็นควรกำหนดอัตราขั้นต่ำเท่ากับร้อยละ 9

ข) เงินหมุนเวียนสำหรับดำเนินการลงทุนในโครงการตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนดเป็นกรณีๆ ไป

ค) กองทุนจะให้เงินอุดหนุนเพื่อให้ FIRR ของแต่ละโครงการของ “ผู้ร่วมโครงการ” เพิ่มขึ้นจนเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุด สำหรับลูกค้ารายย่อยของธนาคารกรุงไทย เฉลี่ยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (Minimum Retail Rate, MRR) + 5% แต่ทั้งนี้จำนวนเงินสูงสุดสำหรับแต่ละโครงการของ“ผู้ร่วมโครงการ” จะต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดใน ตารางที่ 2 นอกจากคณะกรรมการกองทุน จะพิจารณายกเว้นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนเงินสูงสุด เป็นกรณีพิเศษ

ตารางที่ 2
จำนวนเงินอุดหนุนสูงสุดที่จะให้แก่ "ผู้ร่วมโครงการ" แต่ละราย

ขนาดของเงินลงทุน (ล้านบาท) จำนวนเงินสูงสุด ที่จะให้การสนับสนุน (ล้านบาท) ร้อยละของเงินลงทุนสูงสุดที่จะให้
0 - 2 1.20 60%
2 ขึ้นไป - 5 2.55 45%
5 ขึ้นไป- 10 4.15 32%
10 ขึ้นไป - 20 6.35 22%
20 ขึ้นไป- 50 9.95 12%
50 ขึ้นไป 10.00 -

โครงการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำสุดเฉลี่ย 3 เดือนสำหรับลูกค้ารายย่อยของธนาคารกรุงไทย + 5% จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ในรูปของเงินอุดหนุนภาระดอกเบี้ยตามข้อนี้

ง) กองทุนจะไม่จ่ายค่าใช้จ่ายในการทำสัญญาเงินกู้กับธนาคาร

จ) การจ่ายเงินทำเป็นงวดๆ ตามที่คณะกรรมการฯ จะกำหนดเป็นกรณี ๆ ไปแต่ในกรณีที่โครงการของ "ผู้ร่วมโครงการ" แต่ละรายมีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนเกินกว่า 5 ล้านบาท ให้ใช้หลักเกณฑ์การจ่ายเงิน เช่นเดียวกันกับการให้การสนับสนุนโครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม

4) ค่าใช้จ่ายในรูปเงินอุดหนุนสำหรับผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน ซึ่งเป็นผู้ร่วมโครงการเพื่อชดเชยภาระดอกเบี้ย จากการลงทุนในโครงการ โดยมีหลักเกณฑ์การให้การสนับสนุนเหมือนในข้อ 3) ก)-จ)

5.4 เงื่อนไข

ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนที่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จะต้องทำหนังสือยืนยันกับ สพช. และที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จะต้องทำสัญญากับ สพช. และมีข้อผูกพันที่จะดำเนินงานให้ได้ผลตามเป้าหมาย ในหนังสือยืนยันหรือสัญญาจะกำหนด

โดยให้ สพช. นำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการประเมินผลแผนอนุรักษ์พลังงาน มาพิจารณาดำเนินการด้วย

5.5 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

ขั้นตอนที่ 1 หน่วยงานที่มีความประสงค์ขอรับการสนับสนุน (หน่วยงานเจ้าของโครงการ) ยื่นข้อเสนอโครงการต่อ สพช. เพื่อวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอ และนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณา

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อคณะกรรมการกองทุนฯ ให้ความเห็นชอบแล้ว สพช. จะแจ้งมติของคณะกรรมการกองทุนฯ ให้ บก. และเจ้าของโครงการทราบ หลังจากนั้น เจ้าของโครงการที่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะทำหนังสือยืนยันกับ สพช. และ สพช. จะลงนามในสัญญาให้การสนับสนุนกับเจ้าของโครงการ ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ และ สพช. จะขอเบิกจ่ายเงินงวดแรกตามที่ระบุไว้ในหนังสือยืนยันหรือสัญญา จาก บก. ซึ่ง บก. จะจ่ายเงินให้ สพช. เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าของโครงการต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 หน่วยงานเจ้าของโครงการ ติดต่อผู้สนใจที่จะใช้เทคโนโลยีที่ต้องการเผยแพร่ เข้าร่วมโครงการ และให้การสนับสนุนผู้เข้าร่วมโครงการ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกองทุนฯ กำหนด

ขั้นตอนที่ 4 หน่วยงานเจ้าของโครงการฯ ดำเนินโครงการตามแผนงาน/หนังสือยืนยันหรือสัญญา และรายงานผลการดำเนินงานให้ สพช. ทราบทุกระยะ

ขั้นตอนที่ 5 เมื่อต้องมีการจ่ายเงินตามงวดในสัญญา สพช. จะดำเนินการเบิกเงินจาก บก. ซึ่ง บก. จะจ่ายเงินให้ สพช. เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ได้รับการสนับสนุนต่อไป ตามงวดที่ระบุไว้ในหนังสือยืนยันหรือสัญญา ในการจ่ายเงินนี้ สพช. ต้องพิจารณาตรวจสอบให้เจ้าของโครงการ ดำเนินการตามหนังสือยืนยันหรือสัญญาก่อน จึงจ่ายเงินได้

ขั้นตอนที่ 6 สพช. มีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าและผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการกองทุนฯ ทราบเป็นระยะๆ และมีหน้าที่ติดตามประเมินผลโครงการด้วย

6. โครงการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน

6.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นเจ้าของโครงการ

6.2 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่จะได้รับการสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนภายใต้โครงการนี้ เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25(3)(ก) เพื่ออุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน

6.3 หลักเกณฑ์และจำนวนเงินที่จะให้การสนับสนุน

เงินอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าที่ให้กับผู้ผลิตรายเล็ก ขึ้นอยู่กับประเภทของพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในการผลิต ไม่เกินหน่วยละ 60 สตางค์ นอกจากคณะกรรมการกองทุนฯ จะพิจารณายกเว้นเป็นกรณีพิเศษ

6.4 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

ขั้นตอนที่ 1 สพช. หรือเจ้าของโครงการ ออกประกาศให้ผู้สนใจเสนอโครงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน โดยให้ระบุประเภทของพลังงานหมุนเวียน และปริมาณรับซื้อในประกาศด้วย

ขั้นตอนที่ 2 สพช. และเจ้าของโครงการ ร่วมกันคัดเลือกโครงการตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก แล้วนำผลการคัดเลือกเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อคณะกรรมการกองทุนฯ ให้ความเห็นชอบแล้ว สพช. จะแจ้งมติของคณะกรรมการฯ ให้ บก. และเจ้าของโครงการทราบ และทำหนังสือยืนยันให้การสนับสนุนกับเจ้าของโครงการ

ขั้นตอนที่ 4 สพช. เบิกเงินจาก บก. เพื่อโอนเงินให้เจ้าของโครงการเป็นงวดๆ เพื่อจ่ายให้ผู้ผลิตตามหน่วยไฟฟ้าที่จำหน่ายได้

ขั้นตอนที่ 6 สพช. มีหน้าที่รายงานความก้าวหน้า และผลการดำเนินงาน ให้คณะกรรมการกองทุนฯ ทราบเป็นระยะๆ และมีหน้าที่ติดตามประเมินผลโครงการด้วย

7. โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน

7.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไรตามมาตรา 26 แห่ง พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

7.2 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่จะได้รับการสนับสนุน และหลักเกณฑ์

การสนับสนุนจากกองทุนสำหรับโครงการนี้ เป็นการสนับสนุนตามมมาตรา 25(1) มาตรา 25 (2) มาตรา 25(3) (ก) มาตรา 25 (3) (ค) มาตรา 25(3) (จ) และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดังนี้

  1. เงินช่วยเหลือให้เปล่าในการจัดทำแผนโครงการในรายละเอียด
  2. เงินช่วยเหลือให้เปล่าสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของเจ้าของโครงการในการบริหารโครงการ
  3. เงินช่วยเหลือให้เปล่าสำหรับโครงการสาธิต
  4. เงินช่วยเหลือให้เปล่าในการทำการศึกษาสภาวะตลาดและแผนการขยายตลาดของเครื่องจักร อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง หรือวัสดุเพื่อใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน
  5. เงินช่วยเหลือให้เปล่า/เงินอุดหนุนในการจัดตั้งศูนย์เผยแพร่ข้อมูลด้านการอนุรักษ์พลังงาน
  6. เงินอุดหนุนค่าลงทุนในโครงการส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง และวัสดุเพื่อใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้คณะกรรมการกองทุนฯ จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินเป็นกรณีๆ ไป
  7. เงินช่วยเหลือให้เปล่า/เงินอุดหนุนสำหรับโครงการสาธิตการทำการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่
  8. เงินช่วยเหลือให้เปล่าสำหรับโครงการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า

7.3 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

เจ้าของโครงการยื่นข้อเสนอต่อ สพช. ซึ่งจะวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอและนำเสนอคณะกรรมการฯ เมื่อคณะกรรมการฯ อนุมัติแล้ว เจ้าของโครงการที่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะทำหนังสือยืนยันกับ สพช. และ สพช. จะลงนามในสัญญากับเจ้าของโครงการ ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจและ สพช. จะขอเบิกจ่ายเงินงวดตามที่ระบุไว้ในหนังสือยืนยันหรือสัญญา จาก บก. ซึ่ง บก. จะจ่ายเงินให้ สพช. เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ได้รับการสนับสนุนต่อไป

(วิธีการและขั้นตอนเหมือนกับในกรณีของโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน)

8. โครงการศึกษา วิจัย และพัฒนา

8.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้าหากำไร

8.2 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่ให้การสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนในโครงการนี้เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25(3) (ข) (ค) แห่ง พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยกองทุนจะให้การสนับสนุนในรูปของเงินช่วยเหลือให้เปล่า ในการทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและโครงการสาธิตขนาดเล็ก

8.3 หลักเกณฑ์และจำนวนเงินที่จะให้การสนับสนุน

เงินช่วยเหลือให้เปล่า โดยคณะกรรมการฯ จะกำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินเป็นกรณีๆ ไป

8.4 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

ขั้นตอนที่ 1 ผู้สนใจยื่นข้อเสนอต่อ สพช.

ขั้นตอนที่ 2 สพช. จะวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอและนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณา

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อคณะกรรมการฯ เห็นชอบแล้ว สพช. จะแจ้งมติให้ บก. และผู้ยื่น ข้อเสนอทราบ เพื่อให้ผู้ยื่นข้อเสนอโครงการที่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาทำหนังสือยืนยันให้การสนับสนุนกับ สพช. และเจ้าของโครงการที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาลงนามในสัญญาให้การสนับสนุนกับ สพช.

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อต้องมีการจ่ายเงินตามงวดในหนังสือยืนยันหรือสัญญา สพช. จะดำเนินการเบิกเงินจาก บก. ซึ่ง บก. จะจ่ายเงินให้ สพช. เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ได้รับการสนับสนุนต่อไป ตามงวดที่ระบุไว้ ในการจ่ายเงินนี้ สพช. ต้องพิจารณาตรวจสอบให้เจ้าของโครงการดำเนินการตามหนังสือยืนยันหรือสัญญาก่อน จึงจ่ายเงินได้

ขั้นตอนที่ 5 สพช. มีหน้าที่ติดตามและประเมินผลโครงการ และรายงานความก้าวหน้า และผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการฯ ทราบเป็นระยะๆ

9. โครงการโรงงานและอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน

9.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้ากำไร ตามมาตรา 26 แห่ง พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานฯ โดยองค์กรเหล่านี้จะเป็นเจ้าของโครงการฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร และโรงงานที่ไม่ใช่โรงงานอาคารควบคุม

9.2 ประเภทของค่าใช้จ่ายที่จะได้รับการสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนสำหรับโครงการนี้ เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25(2) มาตรา 25(3) (ก) มาตรา 25(3) (ค) มาตรา 25(3) (ง) มาตรา 25(3) (จ) และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ดังนี้

  1. เงินอุดหนุนในการจัดทำแผนโครงการในรายละเอียด
  2. เงินช่วยเหลือให้เปล่าสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของเจ้าของโครงการในการบริหารโครงการ
  3. เงินช่วยเหลือให้เปล่าเพื่อลดภาระดอกเบี้ย หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับการส่งเสริมให้มีการใช้เครื่องจักร วัสดุและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง หรือเป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่ามีการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง และมีการใช้อย่างแพร่หลายมาให้การสนับสนุน

เงื่อนไข

  1. มีผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง (Real Economic Internal Rate of Return, EIRR) สูงกว่าร้อยละ 9
  2. ระยะเวลาคืนทุนไม่เกิน 7 ปี

9.3 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

เจ้าของโครงการยื่นข้อเสนอต่อ สพช. ซึ่งจะวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอและนำเสนอคณะกรรมการฯ เมื่อคณะกรรมการฯ อนุมัติแล้ว เจ้าของโครงการที่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะทำหนังสือยืนยันกับ สพช. และเจ้าของโครงการที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จะลงนามในสัญญากับ สพช. และ สพช. จะขอเบิกจ่ายเงินงวดตามที่ระบุไว้ในหนังสือยืนยันหรือสัญญา จาก บก. ซึ่ง บก. จะจ่ายเงินให้ สพช. เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ได้รับการสนับสนุนต่อไป

(วิธีการและขั้นตอนเหมือนกับในกรณีของโครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน)

9.4 หลักเกณฑ์และจำนวนเงินที่จะให้การสนับสนุน

จะนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ ให้ความเห็นชอบในโอกาสต่อไป โดยรอผลการดำเนินการนำร่อง ที่มี พพ. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่ร่วมกับ สำนักงานจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าของโครงการ

10. โครงการพัฒนาบุคลากร

10.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

  1. สพช.
  2. พพ.
  3. บก.
  4. สถาบันการศึกษา
  5. ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจอื่น
  6. องค์กรที่ไม่มุ่งค้าหากำไร

10.2 หลักเกณฑ์และจำนวนเงินในการให้การสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนในโครงการนี้เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25 (3) (ง) แห่ง พรบ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยกองทุนจะให้การสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่าในการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงาน

10.3 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

สพช. พพ. บก. และผู้สนใจขอรับการสนับสนุนจะยื่นข้อเสนอต่อ สพช. ซึ่งจะวิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอ และนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาเป็นรายกรณี สพช. จะทำหนังสือยืนยันหรือสัญญากับผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนฯ และสพช. จะดำเนินการเบิกเงินจาก บก. ตามงวดในหนังสือยืนยันหรือสัญญา ซึ่ง บก. จะจ่ายเงินให้ สพช. เพื่อโอนเงินให้แก่หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุน

(วิธีการและขั้นตอนเหมือนกับโครงการศึกษา วิจัย และพัฒนา)

11.โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ

11.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

สพช.

11.2 หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนในโครงการนี้เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25 (3) (ง) มาตรา 25 (3) (จ) มาตรา 25 (4) โดยกองทุนจะสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่าในการดำเนินโครงการ

11.3 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

สพช. จะเป็นผู้วิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอ และนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาเป็นรายกรณี และ สพช. จะเบิกเงินจาก บก. เพื่อนำมาใช้จ่ายตามงวดของโครงการ

โดยให้ สพช. นำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการประเมินผลแผนอนุรักษ์พลังงาน มาพิจารณาดำเนินการด้วย

12.โครงการบริหารงานตามกฎหมาย

12.1 ผู้มีสิทธิได้รับการสนับสนุน

  1. สพช.
  2. พพ.
  3. บก.

12.2 หลักเกณฑ์ในการให้การสนับสนุน

การสนับสนุนจากกองทุนในโครงการนี้เป็นการสนับสนุนตามมาตรา 25 (3) (ง) มาตรา 25 (3) (จ) มาตรา 25 (4) โดยกองทุนจะสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่าในการดำเนินโครงการ

12.3 วิธีการและขั้นตอนในการให้การสนับสนุน

สพช. พพ. บก. ยื่นข้อเสนอต่อ สพช. ซึ่งจะเป็นผู้วิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอ และนำเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาเป็นรายกรณี หน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุน มีหน้าที่เบิกเงินจาก บก. โดยตรง

 


ส่วนที่ 9 : เงินที่จัดสรรสำหรับใช้จ่ายในแผนงานอนุรักษ์พลังงาน

 

9.1 ประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงานอนุรักษ์พลังงาน

ประมาณการความต้องการงบประมาณเพื่อจัดสรรเงินกองทุนฯ สำหรับแผนอนุรักษ์พลังงาน ปี งบประมาณ 2543-2547 จำแนกตามแผนงานรองและโครงการหลัก ได้ดังนี้

ตารางที่ 3
สรุปประมาณการค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงานอนุรักษ์พลังงาน

หน่วย : ล้านบาท

ปีงบประมาณ 2543 2544 2545 2546 2547 รวม
แผนงานภาคบังคับ 3,727.84 3,764.84 4,199.34 2,883.34 2,445.94 17,021.30
1. โครงการอาคารของรัฐ 584.84 592.54 595.74 569.44 557.24 2,899.80
2. โครงการโรงงานควบคุม และอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน 2,907.50 3,081.80 3,513.10 2,223.40 1,798.20 13,524.00
3. โครงการโรงงาน และอาคาร ที่อยู่ระหว่างออกแบบ หรือก่อสร้าง 145.00 - - - - 145.00
4. โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ 90.50 90.50 90.50 90.50 90.50 452.50
แผนงานภาคความร่วมมือ 691.00 1,075.00 1,201.00 1,481.00 1,974.00 6,422.00
5. โครงการส่งเสริม การใช้พลังงานหมุนเวียน 310.00 368.00 309.00 279.00 259.00 1,525.00
6. โครงการส่งเสริม ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน - 110.00 294.00 552.00 1,104.00 2,060.00
7. โครงการส่งเสริมธุรกิจ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน 216.00 123.00 149.00 146.00 107.00 741.00
8. โครงการศึกษา วิจัยและพัฒนา 165.00 217.00 192.00 247.00 247.00 1,068.00
9. โครงการโรงงาน และอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน - 257.00 257.00 257.00 257.00 1,028.00
แผนงานสนับสนุน 1,062.92 1,163.19 1,155.82 1,136.67 1,148.71 5,667.31
10. โครงการพัฒนาบุคลากร 316.00 343.00 343.00 343.00 343.00 1,688.00
- พพ. 57.00 133.00 120.00 72.00 58.00 440.00
- หน่วยงานอื่นๆ 259.00 210.00 223.00 271.00 285.00 1,248.00
11. โครงการประชาสัมพันธ์ ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ 150.00 150.00 150.00 150.00 150.00 750.00
12. การบริหารงานตามกฎหมาย 596.92 670.19 662.82 643.67 655.71 3,229.31
- สพช. 112.05 100.00 105.95 113.50 120.65 552.15
- พพ. 484.12 569.27 555.89 529.19 534.08 2,672.55
- บก. 0.75 0.92 0.98 0.98 0.98 4.61
รวม 5,481.76 6,003.03 6,556.16 5,501.01 5,568.65 29,110.61

9.2 ลำดับความสำคัญ

จากแผนงานดังกล่าวข้างต้น แผนงานอนุรักษ์พลังงานจะใช้เงินทั้งหมด 29,110.61 ล้านบาท ในช่วงปี 2543 ถึง 2548 หรือปีละ 5,716 ล้านบาทโดยเฉลี่ย โดยแผนงานภาคบังคับจะมีความสำคัญสูงสุดคือใช้เงินร้อยละ 58.5 ของทั้งหมด ส่วนแผนงานภาคความร่วมมือ คาดว่าจะใช้เงินร้อยละ 22.1 ของทั้งหมด และแผนงานสนับสนุนจะใช้เงินร้อยละ 19.5 ในส่วนของแผนงานภาคบังคับโครงการโรงงานควบคุม และอาคารควบคุม ที่กำลังใช้งาน มีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม จะต้องดำเนินการเพื่อการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎหมาย

ตารางที่ 4
สัดส่วนการจัดสรรค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงานอนุรักษ์พลังงาน
ในช่วงปี 2543-2547

แผนงานภาคบังคับ 58.5%
  - โครงการอาคารของรัฐ
  - โครงการโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่กำลังใช้งาน
  - โครงการโรงงานและอาคารที่อยู่ระหว่างการออกแบบหรือก่อสร้าง
  - โครงการประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ พพ. รับผิดชอบ
10.0%
46.5%
0.5%
1.6%
แผนงานภาคความร่วมมือ 22.1%
  - โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
  - โครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กที่ใช้พลังงานหมุนเวียน
  - โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน
  - โครงการศึกษา วิจัยและพัฒนา
  - โครงการโรงงานและอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน
5.2%
7.1%
2.5%
3.7%
3.5%
แผนงานสนับสนุน 19.5%
  - โครงการพัฒนาบุคลากร
  - โครงการประชาสัมพันธ์ในส่วนที่ สพช. รับผิดชอบ
  - การบริหารงานตามกฎหมาย
5.8%
2.6%
11.1%
รวม 100.0%

9.3 ประมาณการรายรับของกองทุนฯ และฐานะการเงินของกองทุนฯ

รายได้ของกองทุนฯ ประมาณจากเงินที่เก็บจากน้ำมันเชื้อเพลิง (ยกเว้นก๊าซปิโตรเลียมเหลว) ในอัตรา 4 สต./ลิตร ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2541 เป็นต้นมา ดังนั้นเมื่อคาดการณ์จากอัตรา ณ ปัจจุบัน ฐานะการเงินของกองทุนจะเป็นดังนี้

ตารางที่ 5
ประมาณการฐานะการเงินของกองทุนฯ

หน่วย : ล้านบาท

  ปีงบประมาณ
2542 2543 2544 2545 2546 2547
รายรับของกองทุนฯ จากน้ำมัน 14,000 1,195 1,243 1,292 1,340 1,389
รายรับจากดอกเบี้ย   420 246 104    
ค่าใช้จ่ายผูกพัน   -1,939 -222 -35 -3  
ค่าใช้จ่ายของกองทุนฯ   -5,482 -6,003 -6,556 -5,501 -5,569
ยอดคงเหลือ ณ สิ้นปีงบประมาณ 14,000 8,194 3,457 - 1,738 - 5,902 -10,082

หมายเหตุ : จากการปรับแผนอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2537-2542 แล้วนำมาจัดทำแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ พร้อมทั้งประมาณการความต้องการงบประมาณ เพื่อจัดสรรเงินกองทุนฯ สำหรับแผนงานและโครงการ การประมาณการความต้องการงบประมาณ ส่วนหนึ่งใช้ตัวเลขที่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่กองทุนฯ ได้ผูกพันให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินตามแผนฯ ซึ่งจะมีการเบิกจ่ายตามงวด และเงื่อนไขการเบิกเงินจากเจ้าของโครงการ สำหรับตัวเลขอีกกลุ่มหนึ่ง จะเป็นการประมาณการจากความต้องการพื้นฐาน ของแต่ละแผนงาน โดยคำนึงถึงการประมาณรายได้รวมที่จะได้ในระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปีแรกกองทุนฯ ได้ใช้จ่ายเกินกว่า 50% เนื่องจากมีโครงการฯ ต่างๆ ที่รอการอนุมัติอยู่แล้ว แต่ในปีต่อไปค่าใช้สูงขึ้น เกินกว่าประมาณการรายได้ในอัตราปัจจุบัน ซึ่งหากสถานการณ์งบประมาณของประเทศมั่นคงมากขึ้น ควรจะมีการทบทวนกันเป็นระยะๆ เพื่อที่จะปรับทั้งด้านรายได้ และรายจ่ายไม่ให้มีส่วนต่างสูงจนเกินไป

ทั้งนี้หากการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงาน เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด จะทำให้การใช้จ่ายเงินกองทุนฯ เป็นไปตามที่ประมาณการไว้ ซึ่งจะทำให้ฐานะทางด้านการเงินของกองทุนฯติดลบ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเพิ่ม อัตราส่งเงินเข้ากองทุนฯ จากเดิมเก็บในอัตรา 4 สต./ลิตร เป็นอัตรา 10.1 สต./ลิตร นับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2544 เป็นต้นไป ก็จะทำให้ฐานะทางการเงินของกองทุนฯ สอดคล้องกับการใช้จ่ายเงินของกองทุนฯ ตามแผนงานอนุรักษ์พลังงานในช่วงปี 2543-2547 ดังนี้

ตารางที่ 6
ประมาณการฐานะการเงินของกองทุนฯ

หน่วย : ล้านบาท

  ปีงบประมาณ
2542 2543 2544 2545 2546 2547
รายรับของกองทุนฯ จากน้ำมัน 14,000 3,017 3,139 3,262 3,384 3,507
รายรับจากดอกเบี้ย   420 300 217 124 64
ค่าใช้จ่ายผูกพัน   -1,939 -222 -35 -3  
ค่าใช้จ่ายของกองทุนฯ   -5,482 -6,003 -6,556 -5,501 -5,569
ยอดคงเหลือ ณ สิ้นปีงบประมาณ 14,000 10,016 7,230 4,118 2,121 123

การปรับเพิ่มอัตราส่งเงินเข้ากองทุนฯ เป็นอัตราที่เหมาะสม เพื่อทำให้ฐานะทางการเงินของกองทุนฯ สอดคล้องกับการใช้จ่ายเงินของกองทุนฯ ดังกล่าวนั้น คณะกรรมการกองทุนฯ จะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณา ในโอกาสที่เหมาะสมต่อไป

 


ส่วนที่ 10 : สรุปผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

การดำเนินงานให้เป็นไปแผนอนุรักษ์พลังงานนั้น ต้องคำนึงถึงอย่างเสมอด้วยว่าวัตถุประสงค์หลักคือการอนุรักษ์พลังงาน ดังนั้นการดำเนินการดังกล่าว จึงต้องมีการติดตามผลเป็นระยะๆ อย่างใกล้ชิด โดยคำนึงถึงต้นทุนจากกองทุนฯ และสภาวะการณ์จากระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักด้วย แผนอนุรักษ์พลังงานจึงควรมีความยืดหยุ่นและคล่องตัว ซึ่งเมื่อพบว่าการดำเนินการในลักษณะใด ที่ไม่จำเป็นต้องลงทุน หรือการปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้นั้น ไม่สามารถสนองตอบได้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน หรือการดำเนินการใดที่จำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการ หน่วยงานที่รับผิดชอบในแผนงาน/โครงการนั้นๆ ก็สามารถเสนอผ่านคณะอนุกรรมการที่กำกับดูแล เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนฯ พิจารณาปรับแผนฯ เป็นระยะๆ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้จ่ายเงินจากกองทุนฯ มีประสิทธิผลและคุ้มต่อการลงทุน เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การดำเนินการตามแผนฯ ทั้ง 3 แผนงานรอง และ 11 โครงการหลัก โดยใช้จ่ายเงินจากกองทุนฯ ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 29,111.61 ล้านบาท ดังรายละเอียดที่ปรากฏใน ส่วนที่ 8 และส่วนที่ 9 นั้น เมื่อดำเนินงานครบตามโครงการต่างๆ แล้ว คาดว่าจะก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน ดังนี้

  ภาคบังคับ ภาคความร่วมมือ สนับสนุน รวม
1. งบประมาณที่กองทุนฯ สนับสนุน (ล้านบาท) 17,021.30 6,422.00 5,667.31 29,110.61
2. ความสามารถในการอนุรักษ์พลังงาน *     ***  
2.1 ด้านพลังงานไฟฟ้า        
- ทดแทนพลังงานไฟฟ้า        
  ต่อปี (ล้านหน่วย/ปี) 2,540 4,482   7,022
  ตลอดอายุโครงการ** (ล้านหน่วย) 38,100 38,098   76,198
  จำนวนเงิน (ล้านบาท/ปี) 6,350 4,700   11,050
  จำนวนเงินตลอดอายุโครงการ** (ล้านบาท) 95,250 39,946   135,196
- ลดความต้องการพลังไฟฟ้า        
  เมกกะวัตต์ 626 29   655
  เงินลงทุน (ล้านบาท) 36,780 1,305   38,085
2.2 ด้านพลังงานเชื้อเพลิง        
- ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง        
  ต่อปี (ล้านลิตรน้ำมันดิบ/ปี) 391 93   484
  ตลอดอายุโครงการ** (ล้านลิตรน้ำมันดิบ) 5,865 788   6,653
  จำนวนเงิน (ล้านบาท/ปี) 1,369 451   1,820
  จำนวนเงินตลอดอายุโครงการ** (ล้านบาท) 20,535 3,834   24,369
รวมความสามารถในการอนุรักษ์พลังงาน        
  จำนวนเงิน (ล้านบาท/ปี) 7,719 5,151   12,870
  จำนวนเงินตลอดอายุโครงการ** (ล้านบาท) 115,785 43,780   159,565
และลดความต้องการพลังไฟฟ้า        
  เงินลงทุน (ล้านบาท) 36,780 1,305   38,085

หมายเหตุ

* โดยใช้ต้นทุนในการจำหน่ายไฟฟ้าต่อหน่วยที่ 2.5 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเป็นอัตราเฉลี่ยจากค่าไฟฟ้าของฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ของผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดเล็ก-ขนาดกลาง สำหรับค่าตัวแปรของต้นทุนพลังงานต่อหน่วยเป็น 1 TOE จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 11,737 kWh ตาม Conversion Factor ของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ปี 2540
** อายุการใช้งานตลอดโครงการ ตั้งแต่ 5 ปี 15 ปี และ 25 ปี
*** แผนงานสนับสนุนไม่สามารถประมาณการ ความสามารถในการอนุรักษ์พลังงาน เป็นจำนวนเลขได้