โรงไฟฟ้าพลังน้ำหมู่บ้านแม่กำปอง

ข้อมูลทั่วไปโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก

        จากการสำรวจของโครงการวิจัยโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ทั่วประเทศมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กที่ใช้ประโยชน์จากลำห้วยเล็กๆ ในเขตป่าทั้งสิ้น 59 แห่ง ที่โครงการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำหมู่บ้านชนบท เข้าไปสนับสนุน โดยกระจายในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำปาง ตาก ประจวบคีรีขันธ์ และกาญจนบุรี สถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามี 38 โครงการเลิกใช้งานแล้ว ทั้งนี้ เหตุผลที่ต้องยกเลิกไปเพราะเปลี่ยนไปใช้บริการ กฟภ. จำนวน 35 โครงการ เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าจากก๊าซ ปตท. 1 แห่ง และระบบผลิตไฟฟ้าเสียหายไป 2 โครงการ

        ส่วนอีก 21 โครงการยังใช้งานอยู่ แบ่งเป็นชุมชนที่ใช้ไฟจากโรงไฟฟ้าของชุมชนเพียงแห่งเดียว 13 โครงการ และชุมชนที่ใช้ไฟจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของชุมชนควบคู่ไปกับของ กฟภ. 8 โครงการ ส่วนอีก 2 โครงการ กำลังเตรียมขายไฟที่ชุมชนผลิตได้ให้กับ กฟภ.

        โดยหมู่บ้านแม่กำปอง เป็น 1 ใน 2 ชุมชนที่กำลังรอการตอบรับซื้อไฟเข้าสู่ระบบอย่างเป็นทางการ เพราะประสบผลสำเร็จการทดลองเชื่อมต่อกับสายส่ง กฟภ. เรียบร้อย

        พร้อมที่จะขายให้กับ กฟภ. ตามระเบียบการสนับสนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Very Small Electricity Produce : VSPP) จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนสามารถขายไฟฟ้าเข้า สู่ระบบสายส่งของ กฟภ. และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ได้โดยตรงของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน

        หากสหกรณ์สามารถขายไฟสู่ระบบได้ จะรายได้ตกเดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท รายได้นี้จะสามารถสร้างสวัสดิการให้กับชุมชนได้อย่างมาก ที่สำคัญยังชี้ให้เห็นว่าชุมชนร่วมกันรักษาป่าไม้ มีน้ำในการปั่นไฟ สามารถพึ่งตนเองได้

ประโยชน์ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

        โรงไฟฟ้าพลังน้ำ มีประโยชน์หลายด้าน เช่น น้ำที่ปล่อยผ่านเครื่องกังหันน้ำจะเกิดผลประโยชน์ทางด้านการผลิตไฟฟ้า น้ำที่กักเก็บไว้ในฤดูฝนจะเกิดประโยชน์ทางด้านบรรเทาอุทกภัยได้ส่วนหนึ่ง พอถึงฤดูแล้งสามารถปล่อยน้ำที่เก็บกักไว้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านชลประทาน และน้ำที่กักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา จึงได้ประโยชน์ทางด้านประมงตามมา นอกจากนี้เขื่อนเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเมื่อมีเขื่อนประชาชนในบริเวณโครงการมีความสะดวกสบายมากขึ้น

        ผลประโยชน์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น บางอย่างสามารถตีค่าเป็นตัวเงินหรือตัวเลขได้ บางอย่างไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเงินหรือตัวเลขได้ในการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ จึงต้องแยกการประเมินผลประโยชน์ที่ได้จากโครงการ ออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. ส่วนที่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้

        1.1 ผลประโยชน์ทางด้านผลิตไฟฟ้า ไม่อาจคิดจากราคาขายกระแสไฟฟ้าโดยตรง เพราะโครงสร้างราคาขายกระแสไฟฟ้าในปัจจุบัน เป็นราคาเฉลี่ยของพลังงานไฟฟ้า (Energy) อย่างเดียว ไม่มีราคาค่ากำลังไฟฟ้าหรือพลังไฟฟ้า (Power) หากใช้ราคาเฉลี่ยของพลังงานไฟฟ้าปัจจุบันมาคิดเป็นผลประโยชน์ของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าประเภท Peaking Plant แล้ว จะทำให้ดูเหมือนว่าโครงการดังกล่าวไม่คุ้มทุน ทั้ง ๆ ที่จำเป็นจะต้องมีโครงการหลักเกณฑ์ที่นำมาคิดผลประโยชน์แทน เรียกว่า Alternative Cost Approach

        หลักเกณฑ์ดังกล่าวกำหนดว่า ผลประโยชน์ทางด้านการผลิตไฟฟ้าของโครงการไฟฟ้า พลังน้ำ ก. คือ ค่าลงทุนของโครงการอื่นที่สูงถัดไปจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ก. โดยที่โครงการทั้งสองสามารถสนองความต้องการทางด้านไฟฟ้าเหมือนกัน

        การที่จะดูว่า สามารถตอบสนองความต้องการทางด้านไฟฟ้าได้เหมือนกัน กำหนดได้จากขนาดของโรงไฟฟ้าพลังน้ำนั้นว่า จะเป็นขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 5 เมกะวัตต์) กลาง (6 ถึง 100 เมกะวัตต์) หรือใหญ่ (สูงกว่า 100 เมกะวัตต์) และประเภทของอ่างเก็บน้ำว่าจะเป็นแบบอ่างเก็บน้ำ (Reservoir Type) แบบอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก (Pondage Type) แบบอ่างเก็บน้ำเล็กมาก (Run-of-River Type)

        เมื่อทราบขนาดของโรงไฟฟ้าและแบบอ่างเก็บน้ำแล้ว ก็ทราบคุณสมบัติของโรง ไฟฟ้าที่จะเดินเครื่องในระบบไฟฟ้ารวมได้ เช่น เป็น Peaking Plant, Base Plant หรือ Isolates System เป็นต้น จากนั้นก็จะทราบว่าผลประโยชน์ทางด้านผลิตไฟฟ้าเป็นอย่างไร

        1.2 ผลประโยชน์ทางด้านประมงในอ่างเก็บน้ำ ใช้หลักเกณฑ์ง่าย ๆ ทั่วไป คือ จากการมีอ่างเก็บน้ำ จึงคาดว่าจะมีปริมาณปลาเพิ่มขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ทางด้านประมงที่ได้รับ คือ มูลค่าปลาที่คาดว่าจะจับได้จากอ่างเก็บน้ำหักด้วยค่าใช้จ่ายในการจับปลา เช่น ค่าเครื่องมือจับปลา รวมทั้งค่าซ่อมและค่าดำเนินการเป็นต้น

        1.3 ผลประโยชน์ด้านชลประทาน ให้หลักเกณฑ์ของมูลค่าผลประโยชน์สุทธิที่เพิ่มขึ้นจากการที่มีโครงการไฟฟ้าพลังน้ำขึ้นมาเทียบกับก่อนมีโครงการ โดยที่เมื่อมีการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำและระบบชลประทานแล้วเสร็จ ผลผลิตต่อไร่จะสูงขึ้น เนื่องจากสามารถส่งน้ำได้สม่ำเสมอ และระบายน้ำออกได้รวดเร็วเมื่อเกิดน้ำท่วม เป็นต้น นอกจากนี้ในแต่ละปียังสามารถทำการเพาะปลูกได้มากกว่าก่อนมีการพัฒนาโครงการ โดยอาจจะเพิ่มการเพาะปลูกพืชได้อีก 1-2 ครั้ง ต่อปีก็ได้

2. ส่วนที่สามารถให้ค่าเป็นตัวเลขได้ ได้แก่ ผลประโยชน์ทางบรรเทาอุทกภัย การท่องเที่ยว และการจ้างงาน เป็นต้น

        2.1 ผลประโยชน์ทางการบรรเทาอุทกภัยเมื่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จจะก่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำ ซึ่งสามารถเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลากได้จำนวนหนึ่ง ทรัพย์สิน ได้แก่ บ้านเรือนและแหล่งทำมาหากินของราษฎรท้ายเขื่อนซึ่งเคยประสบอุทกภัยก่อนมีเขื่อน จะมีบางส่วนได้

        รับผลกระทบกระเทือนน้อยลง ตัวอย่างเช่น ก่อนสร้างเขื่อนมีพื้นที่ทำมาหากินของราษฎรจำนวน 2,000 ไร่ และบ้านเรือน 50 ครอบครัว ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นเวลาระหว่าง 1-3 วัน แต่เมื่อมีเขื่อนแล้วสภาพความรุนแรงได้ลดลงเหลือเพียง 1-3 วัน เป็นต้น

        2.2 ผลประโยชน์ทางการท่องเที่ยว เมื่อก่อสร้างเขื่อนแล้วเสร็จ จะก่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำในธรรมชาติที่สวยงามอันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแหล่งหนึ่งและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชมความงามตามธรรมชาติในบริเวณอ่างเก็บน้ำได้สะดวก การวิเคราะห์ผลประโยชน์ก็เป็นเพียงคาดคะเนว่าจะมีนักท่องเที่ยวไปเขื่อนดังกล่าวจำนวนเท่าไร

        2.3 ผลประโยชน์ทางด้านการจ้างงาน การก่อสร้างเขื่อนแต่ละแห่งจะต้องใช้แรงงานจำนวนมากและเป็นระยะเวลาหลายปี จึงคาดได้ว่าผลประโยชน์ทางด้านการจ้างงาน ได้แก่การจ้างแรงงานประมาณกี่คน เป็นต้น

3. ส่วนที่ไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเลขได้

        3.1 พลังงานไฟฟ้าจากพลังน้ำได้มาจากวิธีการผลิตที่สะอาด และไม่ก่อให้เกิดมลพิษมากเหมือนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ถ่านหินหรือน้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิง

        3.2 การที่ประชาชนมีความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม หลังการก่อสร้างโครงการอันเนื่องจาก มีถนนใช้ติดต่อกับในเมือง มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้เป็นต้น

 
หน้าที่ 1 l 2 l 3