นโยบายพลังงานของประเทศ

โดย
นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2551


นโยบายที่ 1 : เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ให้มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอต่อการพัฒนาประเทศและให้พึ่งพาตนเองทางพลังงานได้มากขึ้น เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดย:

  1. พึ่งพาแหล่งผลิตพลังงานภายในประเทศเพื่อเสถียรภาพ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมายการสำรวจและผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสท เพิ่มเป็น 250,000 บาร์เรล/วัน ภายในปี 2554 และเร่งรัดแหล่งก๊าซ JDA; B-17 ให้เข้าระบบตามกำหนด ส่วนในเรื่องของไฟฟ้านั้นจะส่งเสริมให้มีระบบผลิตในประเทศให้มากขึ้นโดยเฉพาะ SPP และ VSPP ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียน
  2. เชื่อมโยงแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้มีการลงทุนในแหล่งผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อป้อนกลับมายังประเทศไทย โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติ M9 จากประเทศพม่า ที่ท่านรัฐมนตรีพูนภิรมย์ฯ ได้เคยลงนามใน HOA ไว้ ก็จะต้องดำเนินการลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกันต่อไป และเร่งรัดดำเนินการแหล่งปิโตรเลียมอื่นๆ ที่ ปตท.สผ.ได้ลงทุนและเริ่มพัฒนาในภูมิภาคตะวันออกกลางให้ดำเนินการสู่การผลิตและป้อนกลับสู่ประเทศไทย ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านต้องมีการปรับแผนให้มีความเหมาะสมกับความต้องการตามสถานการณ์ เศรษฐกิจภายในประเทศในปัจจุบัน
  3. บริหารจัดการ LPG ป้องกันการขาดแคลน ให้มีการศึกษาวางแผนเกี่ยวกับแนวทางและปริมาณการสำรองให้เหมาะสมกับความต้องการในปัจจุบัน และเพิ่มขีดความสามารถในการนำเข้าและระบบโลจิสติกส์ของ LPG ภายในประเทศเพื่อป้องกันการขาดแคลน LPG ตลอดจนการดูแลนโยบายด้านราคาให้เหมาะสมเกิดดุลยภาพกับทุกฝ่าย
  4. ปรับแผน PDP เนื่องจากปัจจุบันปริมาณไฟฟ้าสำรองอยู่ในเกณฑ์สูงกว่า 20% จึงเห็นสมควรในการพิจารณาปรับระดับปริมาณไฟฟ้าสำรองให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยเร็ว เพื่อลดภาระการลงทุนของประเทศ และลดผลกระทบค่า Ft ที่จะเป็นภาระต่อประชาชน และให้ กฟผ. รักษาระดับสัดส่วนกำลังการผลิตของตนเองให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเป็นหลักประกันให้กับเสถียรภาพความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของชาติในระยะยาว
  5. ศึกษาพลังงานนิวเคลียร์อย่างละเอียด เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกและเพิ่มเสถียรภาพด้านไฟฟ้าในอนาคตจะต้องเร่งรัดดำเนินการศึกษาอย่างละเอียดก่อนนำเสนอประกอบการพิจารณาตัดสินใจของรัฐบาลในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยต้องมีคำตอบที่ชัดเจนใน 2 ประเด็นหลักคือ1) ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม 2) การยอมรับของประชาชน
  6. กระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน สร้างความหลากหลายของชนิดเชื้อเพลิงเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงใดเชื้อเพลิงหนึ่งที่มากเกินไปทั้งในภาคขนส่งและการผลิตไฟฟ้าและเป็นการเพิ่มทางเลือกการใช้พลังงานให้แก่ประชาชน เพื่อเป็นทางออกในภาวะที่เชื้อเพลิงหลายประเภทมีความผันผวนทั้งด้านปริมาณ และราคา
  7. ส่งเสริมการต่อยอดอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโอเลโอเคมี โดยเตรียมการศึกษาต่อยอดการพัฒนาปิโตรเคมีให้บูรณาการเข้ากับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมโอเลโอเคมี

นโยบายที่ 2 : กำกับดูแลราคาพลังงานให้มีความเหมาะสม มีเสถียรภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ เศรษฐกิจและการลงทุน

  1. กำกับนโยบายราคาและโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้เป็นตามกลไกตลาดโลก สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและดูแความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันที่สูงมากจนผิดปกติในปัจจุบัน รวมทั้งค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันด้วย
  2. กำหนดราคา LPG ให้สะท้อนต้นทุนและปริมาณการใช้ที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง แต่สำหรับภาคครัวเรือนที่นำ LPG มาใช้ในการหุงต้ม จะยังคงรักษาระดับราคาตามนโยบาย 6-มาตรการ 6-เดือน ไว้ก่อน โดยแนวทางและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. เป็นผู้พิจารณาต่อไป
  3. กำกับดูแลความปลอดภัย เน้นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนของการใช้ LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และครัวเรือน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
  4. ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสำนักงานพลังงานจังหวัด ให้ครบทุกจังหวัดเพื่อเป็นผู้แทนในการติดตามการดำเนินการงานด้านนโยบายต่างๆของกระทรวงพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ
  5. สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ตามบทบาทและหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ และตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการคุ้มครองและให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนผู้ใช้พลังงาน

นโยบายที่ 3 : ส่งเสริมและวิจัยพัฒนาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง โดย

  1. เร่งรัดแผนแม่บทพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี หรือ REDP ตามที่ได้มีการยกร่างไว้ในสมัยรัฐมนตรีพูนภิรมย์ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยเร่งรัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในวงกว้างก่อนการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาประกาศใช้ต่อไป
  2. เดินหน้าเต็มตัวในการส่งเสริมเอทานอล และไบโอดีเซล เพื่อให้เป็นพลังงานของคนไทย ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ อีกทั้งยังเป็นพลังงานหมุนเวียนไม่มีวันหมด และมีส่วนในการยกระดับราคาสินค้าเกษตร ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันประหยัดเงินตราต่างประเทศ มีราคาไม่แพง เป็นพลังงานที่สะอาดลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะ E85 ที่จะเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญด้านพลังงานในภาวะน้ำมันแพงให้กับพี่น้องประชาชน โดยจะดูแลสมดุลระหว่างการนำพืชเกษตรเหล่านี้มาผลิตเป็นพลังงานกับการนำไปผลิตเป็นอาหาร
  3. NGV : เร่งรัดการปฏิบัติการตามแผนงานที่ท่านรัฐมนตรีพูนภิรมย์ฯ กำหนดไว้ ซึ่งได้เตรียมการรองรับการขยายตัว ลดปัญหา "ก๊าซหมด" "คิวยาว" และ "หาปั๊มยาก" โดยบริหารจัดการ และจัดระเบียบสถานีบริการ รวมทั้งเร่งรัดการก่อสร้างสถานีแม่ การขยายปริมาณรถขนก๊าซ และพิจารณาลงทุนสร้าง 3 ท่อหลัก ซึ่งเป็นการเร่งรัดแผนปฏิบัติการตามแผนงานที่รัฐมนตรีพูนภิรมย์ฯ ได้จัดทำไว้
  4. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน พิจารณาเพิ่มเติมมาตรการจูงใจที่เหมาะสม นอกเหนือจาก "Adder" ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดการลงทุนผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ
  5. พลังงานทดแทนระดับชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาให้เกิดหมู่บ้านพลังงานต้นแบบที่เน้นให้นำวัฒนธรรม และพื้นฐานการดำรงชีวิตเดิมของชาวบ้านมาเป็นพื้นฐานหลักในการจัดการพลังงานในหมู่บ้าน เพื่อการพึ่งพาตนเองพร้อมน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ควบคู่ด้วย

นโยบายที่ 4 : เน้นการสร้างวินัยด้านการประหยัดพลังงานให้เป็นวัฒนธรรมของคนในชาติ และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นแกนกลางในการเผยแพร่ "วัฒนธรรมการประหยัดพลังงาน"

  1. เร่งรัดการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงานในระยะที่ 3 (2548-2554) ที่ได้ปรับเป้าหมายการประหยัดพลังงานจาก 10.8% เป็น 20% ในสมัยท่านรัฐมนตรีพูนภิรมย์ฯ โดยเน้นการส่งเสริมการประหยัดจากภาคอุตสาหกรรมและขนส่งเป็นหลัก
  2. เร่งรัด 11 มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยตั้งเป้าหมายในปี 2554 ให้เกิดผลประหยัดพลังงาน 100,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งจะประกอบด้วย 1. สินเชื่อพลังงานครัวเรือน 2. สินเชื่อพลังงานสำหรับภาคอุตสาหกรรม 3. ติดฉลากประหยัดไฟภาคบังคับ 4. Standby Power 1 Watt-รักษ์โลก 5. วัด มัสยิด ประหยัดไฟรวมใจสมานฉันท์ 6. มาตรฐานประหยัดพลังงานในการออกแบบอาคาร (Building Energy Code) 7. การกำกับการอนุรักษ์พลังงานในโรงงาน (ISO – พลังงาน) 8. หน่วยปฏิบัติการพลังงานเคลื่อนที่ (Energy Mobile Unit) 9. โครงการ "555" ลดราคาสินค้าเบอร์ 5 ให้ประชาชน 10. โครงการ "แอร์สะอาด เพิ่มเงินบาทให้ครัวเรือน" 11. โครงการ "ปรับแต่งเครื่องยนต์เพื่อลดการใช้น้ำมัน (Tune Up)" โดยเฉพาะโครงการที่ 9,10 และ 11 จะให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน และพิจารณาหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานเพิ่มเติมอีก

นโยบายที่ 5 : ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจการพลังงาน ทั้งจากกระบวนการผลิตและการใช้พร้อมทั้งส่งเสริมการลดภาวะโลกร้อน และสนับสนุนกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM-Clean Development Mechanism)

  1. สนับสนุนโครงการ CDM ด้านพลังงานให้เกิดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน/ปี
  2. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากด้านการใช้ โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะในภาคขนส่ง 15-20% และการเตรียมแผนบังคับใช้น้ำมันยูโร 4 ปี ในปี 2555 พร้อมทั้งลดปริมาณสารอินทรีย์ระเหยจากสถานประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิงโดยระบบ Vapor Recovery Unit
  3. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากด้านการผลิต โดยการศึกษาเพื่อตั้งเป้าหมายลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโรงกลั่น โรงไฟฟ้า ให้ได้ 15-20% ต่อ 1 หน่วย พลังงานที่ผลิต และส่งเสริมให้ลดปริมาณก๊าซเผาทิ้ง (Flare Gas) จากแหล่งผลิตปิโตรเลียมเพื่อนำก๊าซเหล่านั้นกลับมาใช้ประโยชน์
  4. ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ที่เป็น Appropriate Technology ที่ต้นทุนไม่สูงมากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และง่ายต่อการใช้งานรวมทั้งการบำรุงรักษา