ท่านประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย ท่านประธาน และคณะกรรมการหอการค้าจังหวัด ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนส่วนราชการพี่น้องสื่อมวลชน และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบกันท่านทั้งหลาย และมารับฟังผลการสัมมนา หอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 28 ในเช้าวันนี้ การสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศเป็นเวทีสำคัญของภาคเอกชนที่ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องยาวนาน และถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาของสังคม และบ้านเมือง เพราะว่าในการสัมมนาทุกครั้ง จะมีผลสรุปที่เป็นมุมมองที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ และบ้านเมือง ที่ผ่านมาที่จริงแล้ว หัวหน้ารัฐบาลจะมาร่วมเพื่อรับข้อเสนอต่างๆ จากทางภาคเอกชน ดังที่ผมได้เดินทางมาในวันนี้ แต่ว่าท่านทั้งหลายทราบดีว่า สองปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุการณ์ที่ไม่ปกติทำให้หัวหน้ารัฐบาลไม่ได้มีโอกาสมารับข้อเสนอ ซึ่งเป็นการว่างเว้นไปจากแนวทางซึ่งควรจะเป็น วันนี้ที่ผมกล่าวตอนต้นว่า ยินดีที่ได้มาร่วมงานนั้น ส่วนหนึ่งเพราะว่าทำให้ประเพณี ของการที่หัวหน้ารัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรี ควรที่จะได้มารับข้อเสนอจากการสัมมนาของหอการค้านั้น ได้กลับเข้าสู่ภาวะที่เป็นปกติ อีกครั้งหนึ่ง ปีหน้า ถ้าผมรอดจากคดียุบพรรค แล้วชนะการเลือกตั้งก็จะเดินทางไปรับข้อเสนอที่จังหวัดระยองครับ ที่จริงแล้ว ผมอยากจะเรียนว่าการเดินทางมาในวันนี้ เป็นโอกาสหนึ่งเท่านั้นเองในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน ในเบื้องต้นผมต้องขอขอบคุณภาคเอกชน ที่ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีกับภาครัฐตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ ทั้งในการใช้เวทีของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งรัฐบาลได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมา และในกรอบของการพัฒนาซึ่งทางหอการค้าได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญด้วย เช่น การพัฒนาในระดับของจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ปีที่แล้วที่ได้มีการดำเนินการ 6 ยุทธศาสตร์ 7 กลุ่มธุรกิจ และ 18 กลุ่มจังหวัด เป็นแนวทางที่ได้ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปในการทำงานของภาครัฐ ในการที่จะกำหนดยุทธศาสตร์สำหรับจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ซึ่งถือเป็นแนวทางการพัฒนาสำคัญที่ยึดพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เพื่อมาเสริมในเรื่องของกระบวนการทำงานตามปกติของกระทรวง ทบวง กรมในภาครัฐ ปีนี้เรามาอยู่ที่ขอนแก่น ผมขออนุญาตใช้เวลาในเบื้องต้น ได้กล่าวถึงโอกาสของขอนแก่น และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสานเล็กน้อยครับ ผมว่าเราตระหนักดีว่าพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ภาคนี้ และภาคนี้เป็นภาคซึ่งประสบกับปัญหาความยากจนมากที่สุดมาโดยตลอด ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้ว ศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมาก ไม่เพียงเฉพาะในแง่ของการเกษตร แต่ในเรื่องของการท่องเที่ยวเพราะมีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรม ซึ่งเอื้อต่อการที่จะทำให้เกิดการท่องเที่ยว และต่อจากนี้ไป การสร้างโอกาสทางด้านการค้า การลงทุน จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมซึ่งอาจจะเชื่อมโยงเข้ากับภาคการเกษตร หรือภาคบริการ สามารถเติบโตได้เช่นเดียวกัน รัฐบาลตระหนักดีถึงเรื่องนี้ และแนวทางที่เราพยายามที่จะผลักดัน และจะมีความหมายอย่างมากต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือเรื่องของการใช้เงื่อนไขของการเชื่อมโยงในประชาคมอาเซียน การเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียน และอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับประเทศที่จะมีบทบาทสำคัญยิ่งทางเศรษฐกิจต่อไป ก็คือประเทศจีน สองเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น คือ 1.เรื่องของระบบโลจิสติกส์ และ 2. เรื่องของการจัดการแก้ไขปัญหาในเรื่องของระบบน้ำ ในเรื่องแรกนั้น หลายท่านจะทราบว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยอยู่ในช่วงของการเจรจาทำข้อตกลงกับทางจีน เพื่อที่จะให้มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เป็นรถไฟที่ใช้รางขนาดความกว้างมาตรฐานแทนที่จะใช้ความกว้างของราง 1 เมตร อย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน การเจรจาในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะนำไปสู่การเชื่อมโยงการขนส่งระบบรางด้วยรถไฟความเร็วสูงจากประเทศจีนลงมา เพราะประเทศจีนได้ทำข้อตกลงกับทาง สปป.ลาว เรียบร้อยแล้ว เป็นเส้นทางที่จะเชื่อมลงมาถึงหนองคาย ตรงฝั่งตรงข้ามกับหนองคาย และขณะนี้เส้นทางที่ทางรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนจะให้ความสำคัญสูงสุดก่อสร้างก่อนก็คือ จากหนองคายเข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งผ่านอุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา (โคราช) เข้าสู่กรุงเทพฯ และจากนั้นจะพิจารณาในเรื่องของเส้นทางของกรุงเทพฯ - ระยอง และกรุงเทพฯ ไปสุดชายแดนภาคใต้ เชื่อมโยงกับประเทศมาเลเชีย และประเทศสิงคโปร์ต่อไป โครงการนี้มีความหมายมาก เพราะว่าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ถ้าเราสามารถที่จะบรรลุข้อตกลงได้ภายในต้นปีหน้า และเริ่มก่อสร้างได้ จะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 ปีในการก่อสร้าง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น เพราะว่าการขนส่งระบบรางในปัจจุบันตามรถไฟที่เราใช้กันอยู่ เราวิ่งเร็วอยู่ที่ประมาณ 50 – 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้รัฐบาลจะลงทุนปรับปรุงระบบรางครั้งใหญ่ตามแผน และยุทธศาสตร์ซึ่งทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการอยู่ก็ตาม ความเร็วสูงสุดอยู่ประมาณที่ 100 – 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นเอง แต่โครงการที่ทำกับจีนนั้นมีเป้าหมายว่าความเร็วไม่ต่ำกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าโครงการนี้สำเร็จ กรุงเทพฯ – ขอนแก่น ผมว่าถ้านับรวมเวลานะครับเทียบเคียงกับกรณีการใช้เครื่องบินน่าจะสูสีกัน เพราะสามารถออกจากใจกลางเมืองจากกรุงเทพฯ มาถึงกลางเมืองขอนแก่นได้ในระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง นี่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการสร้างโอกาสให้กับพี่น้องทั้งที่ขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจะนำไปสู่การเสริมขีดความสามารถในการประกอบการของธุรกิจเกือบจะทุกธุรกิจก็ว่าได้ ทั้งยังเป็นแนวทางการสนับสนุนการขนส่งที่ปลอดภัย ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จะไปลดความแออัดของการใช้รูปแบบการขนส่งอื่น ลดอุบัติเหตุซึ่งทั้งหมดคือมุ่งไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน และการเปิดประตู เปิดตลาดให้กับพี่น้องประชาชนที่นี่ นอกจากนั้นถ้าไม่มองขอนแก่น – กรุงเทพฯ แต่มองขอนแก่นวิ่งไปจีน หรือวิ่งจากจีนลงมาขอนแก่น จะเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญในเรื่องของการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบันนั้น นักท่องเที่ยวจากจีน จากเวียดนาม เป็นสัดส่วนสำคัญของการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งถ้าหากว่าได้รับความสะดวกเช่นนี้ ศักยภาพการเติบโตตรงนี้จะเป็นการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมบริการของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นขอนแก่น มีมหาวิทยาลัย และมีสถาบันซึ่งกำลังทำหน้าที่หลัก ที่รัฐบาลส่งเสริมในทุกเวทีระหว่างประเทศในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมเข้ากับอนุภูมิภาคในลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า ทุกเวทีที่ผมเดินทางไปไม่ว่าจะเป็นอาเซียน ไม่ว่าจะการประชุมประเทศในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง ประชุมกับหุ้นส่วนการพัฒนาอย่างญี่ปุ่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) หรือแม้กระทั่งล่าสุด การประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ผมได้ผลักดันตลอดว่า เราจะให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันลุ่มแม่น้ำโขงเป็นหลักในการที่จะช่วยในเรื่องของการพัฒนาความพร้อมของประเทศในภูมิภาคนี้ เพื่อรองรับกับการเชื่อมโยงในระดับของอนุภูมิภาค และภูมิภาค ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่ผู้นำอาเซียนได้ประกาศไปที่ฮานอยในปีนี้ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเกิดประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์แท้จริงใน 5 ปีข้างหน้า สำหรับเรื่องน้ำนั้น ก็ขอเรียนว่าปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เป็นก้าวสำคัญในการที่จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่จากสถานการณ์น้ำตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ว่าการไปทำโครงการต่างๆ ที่นี่ที่นั่น ตรงนั้น ตรงนี้ ขณะนี้ไม่พอ ความจำเป็นในการที่จะต้องมียุทธศาสตร์ของการพัฒนาแต่ละลุ่มน้ำสำคัญมาก ทั้งเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้พี่น้องประชาชนเกษตรกรสามารถมีน้ำใช้ได้มากขึ้น และในการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งปีนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับทราบว่า ใครที่เคยเข้าใจว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบสูงไม่มีน้ำท่วมนั้นไม่ใช่ การจัดการในเรื่องของลุ่มน้ำต่างๆ นั้น จะเป็นนโยบาย และยุทธศาสตร์สำคัญต่อเนื่องจากการพื้นฟูพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเรากำลังมีการดำเนินการอยู่หลังจากน้ำลด เพราะฉะนั้นผมขอขอบคุณทางหอการค้าที่ได้มีแนวทางของการจัดการสัมมนาที่เวียนไปตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อที่เราจะได้สามารถประเมินถึงศักยภาพ และผลักดันโครงการการพัฒนาต่างๆ ให้กระจายไปทั่วประเทศอย่างแท้จริง และขอแสดงความชื่นชมที่ได้มีการผลักดันโครงการนำร่องในเรื่องของ 1 ไร่ 1 แสนตามที่เราได้ชมวีดิทัศน์กันไป สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ที่ได้มีการสรุปมา 3 ส่วนนะครับ ก็คือเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบในกรอบ และแนวทางไปแล้ว และจะดำเนินการในการจัดทำแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อประกาศใช้ในปีที่จะถึง เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่าสอดคล้องอย่างยิ่งกับแผนปฏิรูปประเทศไทยที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ และเรื่องที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมได้จับจ้องมาเป็นเวลานาน คือเรื่องของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งในวันนี้เช่นเดียวกันครับ เราได้เห็นการเปิดศักราชใหม่ที่ภาครัฐ และภาคเอกชนตัดสินใจว่าเราจะร่วมมือกันทำงานในการแก้ไขปัญหานี้ ผมขอเรียนก่อนที่จะลงไปในแต่ละด้านที่ได้มีการนำเสนอนั้น ว่าการทำงานระหว่างภาครัฐกับเอกชนที่ผมได้กล่าวถึง กรณีของ กรอ. และการดำเนินการในกรอบของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความร่วมมือ กรอ.นั้นนับครั้งสุดท้าย ประชุมไปแล้ว 15 ครั้ง ขอเรียนว่าได้ช่วยกันทำให้รัฐบาลสามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตั้งแต่การเกิดวิกฤต หรือปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เวลาเกิดภัยธรรมชาติ เกิดปัญหาจากการชุมนุม แล้วมีความจำเป็นจะต้องช่วยเหลือภาคธุรกิจเป็นกรณีพิเศษ ก็ได้มีการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ไปจนถึงการดูแลแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับบางภาคธุรกิจ บางสาขาอุตสาหกรรม หรือการค้า บางเรื่องเป็นเรื่องเรื้อรัง ยาวนาน ก็มีการแก้ไขปัญหาไป วันก่อนอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศซึ่งเคยเรียกร้องในเรื่องของภาษี ที่ดูแล้วไม่น่าจะสมเหตุสมผลอีกต่อไป กรอ.ก็ได้นำเสนอ รัฐบาลก็ได้ตอบสนอง ก็ยังได้มาแสดงความขอบคุณรัฐบาลด้วยการบริจาคเงินในเรื่องของน้ำท่วม จากอุตสาหกรรมซึ่งปัจจุบันนั้นมีฐานะที่ดีขึ้นมามาก ไปจนถึงปัญหาอื่น ๆ แต่ว่าที่ผมดีใจเป็นพิเศษคือว่า ขณะนี้บทบาทของภาคเอกชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของศักยภาพ ในเรื่องของการทำธุรกิจอีกต่อไป แต่เห็นจากหัวข้อของการสัมมนา และประเด็นที่ได้หยิบยกขึ้นมา รวมทั้งการทำงานในช่วงปี สองปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าท่านทั้งหลายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และได้ยอมรับแนวความคิดว่าการพัฒนาประเทศที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน หนึ่งใน 4 S ที่ได้พูดไปเมื่อสักครู่ ไม่ได้หมายความแต่เพียงว่าเราจะผลักดันในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือการเติบโตของภาคธุรกิจ เสร็จแล้วค่อยมาคิดว่าจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือการเติบโตของธุรกิจอย่างไร แต่เราจะปรับแนวทางมาเป็นการมองว่าการพัฒนาธุรกิจ และเศรษฐกิจนั้น ต้องคิดถึงผลกระทบที่มีต่อสังคม สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้น และดำเนินธุรกิจ และบริหารเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายในเรื่องเหล่านี้ คู่ขนานกันไปกับการเพิ่มศักยภาพ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และการทำกำไร ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นนิมิตรหมายที่ดี และผมอยากจะขอแสดงความชื่นชมคณะกรรมการหอการค้าชุดปัจจุบันที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง แทบจะถือได้ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการทำงานในส่วนขององค์กรภาคเอกชน ที่จะได้จับมือกับทางภาครัฐในการทำเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามครับ ผมเรียนว่าการทำงานในเรื่องนี้ สิ่งที่คงจะต้องช่วยกันผลักดันมากขึ้นก็คือจะปล่อยให้เฉพาะหอการค้ากับรัฐบาลกลาง ร่วมมือกันเฉยๆ โดยลำพังคงไม่ไหว ระดับจังหวัดครับ ที่เราพยายามส่งเสริมเรื่องของ กรอ.จังหวัด เราจะต้องทำให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ภาคเอกชนคงจะต้องกระตุ้นหอการค้าจังหวัด ฝ่ายผมต้องไปกระตุ้นผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ที่จะต้องช่วยกันทำสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เพราะผมมองเห็นศักยภาพ ผมมองเห็นโอกาส อย่างตอนนี้ที่เป็นตัวอย่างที่ดีครับ คือ การที่เรามาร่วมกันแก้ไขปัญหา และฟื้นฟูพื้นที่จากน้ำท่วม แน่นอนในระดับชาติรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อจะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งประมาณการกันว่าประมาณเกือบ 4 ล้านคน จากกว่า 1 ล้านครัวเรือน ใน 65 จังหวัด เฉพาะบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายมากกว่าหนึ่งหมื่นหลัง ก็มีมาตรการอย่างที่ท่านทราบกันดีในเรื่องของการช่วยเหลือ 5,000 บาท ในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรโดยเพิ่มอัตราการชดเชยเป็น 3 เท่าของอัตราปกติโดยประมาณไปจนถึงเรื่องของการใช้ระเบียบที่มีอยู่ของกระทรวงคลัง กระทรวงมหาดไทยในการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิน แต่ว่าโครงการที่เกิดขึ้น คือโครงการที่บอกว่าฟื้นไทยด้วยใจ ไทยทั้งชาติ ได้มีการดำเนินการขณะนี้คือเข้าไปช่วยฟื้นฟูซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมไปจนถึงถนนหนทาง โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ไม่ต้องรองบประมาณจากรัฐบาล แต่มีบริษัทเอกชน จะเป็นบริษัทก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง หรือบริษัทอื่นๆ เข้าไปร่วมทำในขณะนี้ โดยทำเป็นรายจังหวัดนำร่องกันอยู่หลายจังหวัด สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีการลงไปทำกิจกรรมกันทั้งที่โคราช ทั้งที่ลพบบุรี ทั้งที่อ่างทอง ผมอยากจะเห็นความร่วมมือในระดับของพื้นที่ ในระดับของจังหวัด ในลักษณะนี้มากยิ่งขึ้น และวันนี้จึงต้องขอหยิบยกเรื่องของประเด็นที่ท่านนำเสนอในประเด็นเรื่องของการ ลดความเหลื่อมล้ำมาเป็นเรื่องสำคัญที่อยากจะให้การสนับสนุน และอยากให้ทำต่อเนื่อง โครงการ 1 ไร่ 1 แสน ซึ่งเมื่อสักครู่ผมถือว่าจากการรายงานนั้น เราได้มองเห็นถึงการน้อมนำเอาปรัชญาของความพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาปรับใช้เหมือนกับเป็นการขยายผลตรงนี้ หรือโครงการ 1 บริษัท 1 ชุมชน ที่ผมได้มีโอกาสชมนิทรรศการสั้นๆ ข้างนอก เป็นแนวทางของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่เป็นจริงจับต้องได้ เราใช้ภาษาอังกฤษ เรื่องของ CSR กันมาระยะหนึ่ง และต้องยอมรับว่า CSR ที่ทำกันในช่วงแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง CSR ในเชิงการตลาด ผมอยากเห็นการปรับแนวทางของ CSR เชิงการตลาดมาสู่ของจริงที่ท่านได้เริ่มนำร่องไปแล้ว ในการที่จะตอบสนองปัญหาของชุมชน ของท้องถิ่น แล้วทำให้พี่น้องประชาชนมีความไว้ใจ มีความศรัทธาในภาคธุรกิจที่เขาจับต้องได้ ทั้งในการทำในเชิงบวกก้าวไปข้างหน้า อย่างโครงการนำร่องนี้ หรือในการที่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาพยายามปรับแนวทางการทำงานอย่างพื้นที่ อย่างเช่นมาบตาพุด ที่จะต้องทำให้ธุรกิจกับชุมชนนั้นอยู่ร่วมกันได้ มีอีกหลายเรื่องครับที่ผมอยากจะเห็นได้มีการเดินหน้าผลักดันต่อไป เช่น เรื่องของการทำบัญชีครัวเรือน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการที่จะลดรายจ่าย หรือลดหนี้สินของพี่น้องประชาชน อีกไม่นานนี้รัฐบาลก็จะผลักดันโครงการ หมอหนี้ คือส่งคนที่มีความรู้เข้าไปให้คำแนะนำทางด้านการเงิน กับพี่น้องประชาชนในชุมชนต่างๆ ผมคิดว่าทางภาคเอกชนจะสามารถสนับสนุนรัฐบาลในเรื่องนี้ได้อย่างดี เพราะจะมีความพร้อมทั้งในเรื่องของบุคลากร และนี่จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งซึ่งจะทำให้พี่น้องประชาชนได้จับต้องถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่เกิดขึ้นจากทางภาคธุรกิจได้เป็นอย่างดี ปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราคงจะต้องแก้ไข เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงนั้นเราพยายามมาทำหลายเรื่อง ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมกันมา ตัวเลขที่เราอาจจะมองข้ามไปก็คือว่า ในรอบประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ถ้าวัดในเรื่องปัญหาความยากจน สัดส่วนคนจนลดลงเร็วมาก จากประมาณร้อยละ 40 เหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ในระยะเวลาประมาณ 20 ปี ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน แต่ในขณะที่ตัวเลขเรื่องความยากจนดีขึ้น ตัวเลขเรื่องการกระจายรายได้แทบไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นโจทย์ข้อสำคัญในเรื่องของการมาสนับสนุนในเรื่องของเศรษฐกิจของชุมชน ในเรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลมองทั้งในมุมเรื่องของสวัสดิการ ซึ่งกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นผ่านหลายโครงการที่ทำอยู่ในขณะนี้ จะเป็นโครงการเรียนฟรี จะเป็นโครงการเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ และกำลังสร้างหลักประกันที่ดีขึ้นสำหรับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในเรื่องของการผลักดันกองทุนเงินออมแห่งชาติ ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยสามารถมีกองทุนที่ตัวเองออมเงิน รัฐบาลสมทบ และปลายชีวิตจะมีบำนาญ หรือมีเงินที่เป็นสิทธิประโยชน์ออกมาจากกองทุน ซึ่งกฎหมายได้ผ่านวาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และแน่นอนที่สุดคือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นรูปแบบใหม่ของการแก้ไขปัญหาในเรื่องของความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งมีข้อดีอย่างชัดเจนคือ ครอบคลุมพี่น้องเกษตรมากกว่าแนวทางการแทรกแซงเดิมๆ อย่างเช่น การจำนำประมาณเกือบ 10 เท่าในพืชบางตัว ครอบคลุมเกษตรกรได้มากกว่า 10 เท่า เพราะถ้าเป็นโครงการจำนำมีโควตา เกษตรกรส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีโอกาสเข้าถึง และที่สำคัญคือว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ไม่ไปบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้สินค้าเกษตรสามารถที่จะพัฒนาเติบโตก้าวหน้าไปได้ หลักประกันตรงนี้ถ้ามาบรรจบกับเรื่องที่ท่านได้นำร่องไป และรัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนอีกทางหนึ่งอย่างเต็มที่ในเรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ อันนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่เกษตรกรบอกว่าอยากได้ลูกกลับมา ที่จริงมองในมุมของตัวเกษตรกร ตัวครอบครัวเกษตรกร เฉพาะในตัวของมันเองก็มีความหมายที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว แต่ว่าผมเรียนว่าถ้าเราไม่ช่วยกันพัฒนาภาคการเกษตร ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของชาวนาเกิน 50 และในครอบครัวเกษตรกรส่วนใหญ่ขณะนี้ลูกหลานไม่มีแนวโน้มว่าอยากจะประกอบอาชีพทางการเกษตร ท่านต้องคิดว่าถ้าเราปล่อยสภาพเช่นนี้ไป จากประเทศซึ่งเคยมีความมั่นคงทางอาหาร และขณะนี้ได้รับการคาดหวังจากโลกว่าจะช่วยตอบโจทย์เรื่องปัญหาความมั่นคงทางอาหาร แต่ถ้าเราไม่สร้างโอกาสความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร วันข้างหน้าต้องตั้งคำถามว่าทรัพยากร และความอุดมสมบูรณ์ที่เรามีอยู่ใครจะเป็นผู้ใช้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ผมต้องขอแสดงความชื่นชมเป็นพิเศษที่หอการค้าได้หยิบยกขึ้นมา แล้วจะได้มีการขับเคลื่อนต่อไป สำหรับประเด็นในเรื่องของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 นั้น ผมคงจะไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติมมาก เพราะว่ากระบวนการของการจัดทำแผนเป็นไปตามแนวทางซึ่งรัฐบาลได้พูดถึงการให้มีการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอยู่แล้ว ซึ่งครอบคลุมถึงภาคธุรกิจ เอกชน แต่ก็รับข้อสังเกต ข้อห่วงใยของภาคเอกชนในเรื่องของการบูรณาการหน่วยงานต่างๆ รวมไปจนถึงในเรื่องของการที่จะต้องขับเคลื่อนให้เป็นไปตามแผนอย่างแท้จริง ซึ่งนอกเหนือจากมาตรการที่รัฐบาลจะต้องไปดูแลแล้ว ผมขอเรียนว่าสิ่งที่มีความสำคัญ คือการมีส่วนร่วม จะเป็นหลักประกันที่ดีที่สุด เพราะการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอด หน่วยงานราชการนั้นต้องยอมรับว่าจะมีภารกิจหลักของตนเองเมื่อใดก็ตามมีประเด็นซึ่งคาบเกี่ยวหลายหน่วยงานมักจะถูกมองเป็นภารกิจรองอยู่เสมอไป แต่ตัวที่จะกระตุ้นให้เป็นไปตามแนวทางของแผนพัฒนาได้ถ้าหากว่าเราเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนตลอดเวลา แรงกดดันทางสังคมจะมีความหมายมากที่สุดในการกระตุ้นเตือนให้ทุกหน่วยงานของราชการ รวมไปจนถึงฝ่ายการเมืองต้องตระหนักในการยึดมั่นในทิศทาง ซึ่งถือได้ว่าสังคมได้ตกลงกันแล้ว และกำหนดไว้แล้วเป็นแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ท่านได้มีการประชุมสัมมนาแบ่งกลุ่ม และนำเสนอคือปัญหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ผมขอเรียนครับว่าปัญหาเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น เป็นปัญหาที่เรื้อรังสะสม หมักหมม และมีความรุนแรงมากขึ้นโดยลำดับ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก และเป็นคนที่ยืนยันมาโดยตลอดว่า สังคมต้องไม่ยอมรับในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น แม้ว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยเริ่มขยับอันดับไปในทิศทางบวก แต่ก็ยังเป็นการกระโดดขึ้นมา 8 อันดับ จากอันดับที่ต่ำมาก คือ 84 ขึ้นมาอยู่ที่ 78 และคะแนนที่ใช้วัดดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง ข้อเสนอเมื่อสักครู่ผมเพิ่งเห็นนะครับ ที่ทำเป็น 4 เรื่อง เป็นเรื่องที่สมควรแก่การสนับสนุน เรื่องแรกเป็นเรื่องโครงสร้าง ซึ่งผมขอรับกลับไปทบทวน เพราะว่าที่จริงแล้วต้องบอกว่าตอนที่ผมได้มีส่วนสำคัญในการทำร่างกฎหมายที่ผลักดันให้เกิดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขึ้น ผมเป็นคนที่เสนอเรื่องนี้ต่อสภาฯ เป็นคนแรก เมื่อปี 2538 แต่ไม่ผ่าน และต่อมาก็มาปรากฏในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ขอเรียนเลยครับ จริงๆ แล้ว ป.ป.ช. เกิดขึ้นมาเรารับรูปแบบของฮ่องกงมา แต่ต่อมา ป.ป.ช. มีปัญหา ก็เลยเกิดแนวทางของการตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ขึ้นมา ซึ่งในวันนั้นผมเองก็ได้แสดงความไม่เห็นด้วย ไม่ใช่เพราะว่า ป.ป.ท. ไม่มีประโยชน์ แต่การทำงานแยกส่วนอย่างนี้ยากต่อการที่จะนำไปสู่การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นข้อเสนอในเรื่องของโครงสร้างนั้น เป็นเรื่องที่เราจะต้องดำเนินการทำ ผมก็จะรับข้อเสนอไปและจะให้มีการศึกษา ส่วนประเด็นที่สอง ในการแสวงหาความร่วมมือนั้น ก็เรียนครับว่าผมพยายามผลักดันในทุกเวทีเช่นเดียวกัน เร็วๆ นี้ ป.ป.ช. กับรัฐบาลได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพในการประชุมนานาชาติที่ใหญ่ที่สุด ว่าด้วยเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งจัดกัน 2 ปีครั้ง เพิ่งผ่านพ้นไป การเข้าไปเป็นภาคี หรือให้สัตยาบันของอนุสัญญา อยู่ระหว่างการดำเนิน ซึ่งต้องรอการปรับปรุงกฎหมายอยู่บางฉบับ แล้วการแสวงหาข้อมูลความร่วมมือเครือข่ายทั้งธุรกิจเอกชน ทั้งในและต่างประเทศรวมไปจนถึงองค์กรอื่นๆ เช่นองค์กรภาคประชาชนทั้งในและสากลเช่นเดียวกัน ผมก็ยืนยันว่าเราจะทำอย่างต่อเนื่องต่อไป 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมลงนามกับทางหอการค้า และ ป.ป.ช. ที่เราได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการที่จะแก้ไขหรือต่อสู้แก้ไขกับปัญหาเรื่องนี้ โดยเฉพาะเริ่มต้นจากเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้เกิดความโปร่งใสเป็นธรรม ผมได้แสดงความขอบคุณที่ทางเอกชนให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ที่พูดเพราะว่าผมยอมรับว่าการเมือง และภาคราชการ ก็คงเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 แต่ภาครัฐฝ่ายเดียวตบมือไม่ดังหรอกครับ เพราะฉะนั้นเมื่อจะแก้ปัญหาจะต้องตบมือทั้งสองข้าง แต่เป็นเสียงที่ไม่ใช่เสียงของการคอร์รัปชั่น เป็นเสียงของความโปร่งใสที่เราจะต้องร่วมกันทำ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขอเรียนว่าในส่วนของรัฐบาลซึ่งเป็นประเด็นถัดมา ที่ท่านมีการนำเสนอในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ นั้น จะดำเนินการ แต่ตรงนี้คงไม่ใช่รัฐฝ่ายเดียว อะไรที่เราทำฝ่ายเดียวจะทำครับ วันก่อนพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ยังไล่ทวงอยู่ เรื่องการยกเลิกเกี่ยวกับปัญหาสินบนนำจับ ปัญหาแรงจูงใจ หรือมาตรการกลไกซึ่งไปสร้างเอาไว้ในอดีตเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่ง แต่ต่อมากลายเป็นผิดเพี้ยนถูกบิดเบือนไป และการปรับปรุง การลดขั้นตอนต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหลายหน่วยงานขณะนี้ กำลังดำเนินการอยู่ แต่ผมคงต้องขอเติมเพราะว่าเรื่องนี้ บางทีรัฐทำฝ่ายเดียวไม่ได้ เช่นขณะนี้ผมผลักดันเรื่องของการปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หนึ่ง เรามาพยายามปรับปรุงระบบของการจัดซื้อจัดจ้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ความจริงท่านก็ช่วยเราน่ะครับ เพราะได้ข้อสรุปตรงกับทางรัฐบาลในขณะนี้ว่าปัญหาว่าอะไรควรทำในการจัดซื้อจัดจ้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ไม่น่าจะอยู่ที่วงเงินเท่ากับลักษณะของการจัดซื้อจัดจ้างในเรื่องนั้นๆ บางเรื่องเราควรใช้ บางเรื่องก็ไม่ควรใช้ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่ขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังสร้างแนวทางมาตรฐานใหม่ขึ้นมา แต่เรื่องที่สองที่ผมจำเป็นจะต้องพูดว่าต้องขอความร่วมมือจากท่านก็คือว่า ปัญหาการทุจริตและการสมยอมกันในการเสนอราคาทั้งหมด มันจะทำแล้วไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรเลยให้กับคนที่ทุจริต ถ้าราคากลางเป็นราคาที่มาตรฐานจริง แต่การจะได้ราคากลางที่เป็นมาตรฐานจริง ผมว่าภาคเอกชนน่าจะรู้ดีกว่าภาครัฐ ว่าของจริงที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดคืออะไร ขณะนี้สำนักงบประมาณรับการบ้านข้อนี้ไป แต่สำนักงบประมาณก็จะต้องไปคุยกับทางภาคธุรกิจ เอกชน ถ้าเราทำตรงนี้ได้สำเร็จ มีระบบในการกำหนดราคากลาง ราคามาตรฐานที่ดีจริง ผมมั่นใจว่าเราจะลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มาก เจตนารมณ์ที่เราประกาศร่วมกันผมหวังว่าในช่วง 1 – 2 ปีข้างหน้า จะได้เห็นผลของการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเบื้องต้นน่ะครับเนื่องจากคุณดุสิต ก็เพิ่งยื่นซองให้ผม ผมก็รับฟัง ในเบื้องต้นก็อยากจะเรียนให้ทราบว่ารัฐบาลก็จะรับข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ และก็รับลูกในการที่จะเดินหน้าให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่านทั้งหลาย มีเรื่องที่ความจริงจะคุยกับท่านได้อีกเยอะ ปัญหาบางปัญหาขณะนี้ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทางหอการค้าวางไว้ เช่น เรื่องของการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตเศรษฐกิจชายแดน กำลังมีการเริ่มต้นดำเนินการอยู่ บังเอิญจะไปนำร่องที่แม่สอดก็พอดีปัญหาที่แม่สอดเกิดขึ้น ซึ่งขอถือโอกาสเรียนว่า ผมติดตามเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่ว่าคำตอบที่ได้จากทางท่านนายกฯ ของพม่า คือปัญหาที่เป็นอยู่ในขณะนี้เป็นปัญหาภายใน และเป็นปัญหาความมั่นคงของเขา ซึ่งเขาไม่พร้อมที่จะกลับไปสู่ภาวะปกติจนกว่าเขามั่นใจว่าภัยคุกคามทางด้านความมั่นคงมันหมดไปแล้ว ซึ่งผมคาดว่าเขาจะต้องพยายามทำให้เรียบร้อยภายในช่วง 2 - 3 เดือนข้างหน้า เมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากรัฐบาลปัจจุบันไปเป็นรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งที่มีการเปิดสภาเรียบร้อยแล้ว แต่ผมติดตามอย่างต่อเนื่องนะครับ และในส่วนของรัฐบาลไทยได้ให้ความร่วมมือกับทางพม่าในการดูแลเรื่องความมั่นคง เพราะเราต้องการให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผมจึงขอนำเสนอข้อคิดต่างๆ ไว้เพียงเท่านี้ แต่ว่ายินดีที่จะให้ได้มีการติดตามอย่างเป็นระบบต่อทั้ง 3 ประเด็นที่ได้มีการนำเสนอในวันนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนต่อไป และหวังที่จะเห็นนะครับ ที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า โครงข่ายของความร่วมมือของเราจะลงลึกไปถึงระดับของพื้นที่ และระดับของจังหวัดต่อไป และขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ ที่วันนี้ทางหอการค้าได้เดินหน้าในการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ผมขอขอบคุณหอการค้าไทย และหอการค้าทั่วประเทศ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และทุกท่านที่ได้มาประชุมสัมมนาในวันนี้อีกครั้งหนึ่ง ขออวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขสวัสดี มีความก้าวหน้าในการดำเนินกิจการ สัมฤทธิผลทุกประการ ขอขอบคุณครับ
---------------------------------------------------------- กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก นราวุธ ถอดเทป |