ผู้ดำเนินรายการ (คุณวีณารัตน์ เลาหภคกุล) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการรณรงค์เรื่องการลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง ซึ่งได้ผลบ้าง แต่จากตัวเลขสถิติพบว่ามีนักดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเยาวชนและผู้หญิง ซึ่งกลายเป็นตลาดใหม่ และบริษัทที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พยายามทำการตลาดอยู่ เพราะฉะนั้น ยังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย ขอเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการในการแก้ปัญหาดังกล่าวจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร นายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นต้องบอกว่าการแก้ปัญหาในลักษณะนี้ถ้าไปคาดคิดหรือคาดหวังว่าจะจบคงไม่ใช่ สิ่งที่เราพยายามจะเน้นคือในเรื่องปัญหาภาพรวมของสุขภาพของคน โรคหรือความเจ็บป่วยหรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรม ขณะนี้เป็นสิ่งที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจเรา สังคมเรากำลังเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจะรวดเร็ว ซึ่งเราจะเห็นจากประสบการณ์ของประเทศอื่น ๆ ที่พอการพัฒนาทางวัตถุเพิ่มขึ้นก็จะมีปัญหาในสิ่งเหล่านี้ตามมา เพราะฉะนั้น ผมจะเทียบเคียงดูว่าเรามีการแก้ปัญหาไม่ใช่เฉพาะเรื่องของสุรา หรือเรื่องบุหรี่ และมีเรื่องของปัญหาการป้องกันเรื่องโรคเอดส์เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าจะทำกันอย่างไร หลักที่ผมคิดว่าเราได้ทำและใช้ได้ผลมาในประเทศไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ข้อแรกคือว่าต้องเผชิญกับปัญหาอย่างเปิดเผย อย่าซุกปัญหานี้เข้าไป โดยเฉพาะตอนที่เราประสบความสำเร็จเรื่องของโรคเอดส์ ก็คือการให้สังคมได้รับรู้ว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น การเผยแพร่ข้อมูลการเผชิญกับปัญหาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ข้อที่ 2 คือเราพยายามที่จะดูมาตรการที่กว้างขวางไปกว่าเรื่องของกฎหมายอย่างเดียว เพราะว่าจะต้องมีเรื่องของการที่จะต้องสร้างค่านิยมเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทีนี้เราจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นปัญหาทั้ง 3 ปัญหาที่ผมพูดมา หรือแม้กระทั่งเรื่องยาเสพติด สิ่งที่สำคัญคือว่าปัญหาจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันจะไม่หยุดอยู่กับที่ ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นชัดเจนกรณีของบุหรี่ กรณีของเหล้า ก็คือกลุ่มที่จะตกเป็นเหยื่อจะเปลี่ยนแปลงไป และชัดมากว่าเรื่องเยาวชน เรื่องของผู้หญิง จะกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งของบุหรี่และเหล้า เพราะฉะนั้น แนวทางการแก้ปัญหา 1. แน่นอนเรื่องใดที่เราสามารถทำในระดับทั่วไปได้ เช่น กรณีของกฎหมาย กรณีของภาษี เราก็ทำ แต่ขณะเดียวกันมาตรการที่จะต้องเจาะเข้าไปยังกลุ่มที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ก็จะต้องทำเพิ่มมากขึ้น ทีนี้ของเราอย่างรัฐบาลนี้เข้ามา เราส่งสัญญาณชัดในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งปกติยังไงขึ้นภาษีเราก็บอกว่ากรณีภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ เรายืนยันในการที่จะขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่ขึ้น ก็จะมีคนดื่ม คนสูบบุหรี่ ลดลงระยะหนึ่ง และก็จะกลับขึ้นมาใหม่ หลักก็คือต้องขึ้นอีก และขึ้นไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่ตั้งใจจะทำอยู่ ก็ต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่จะทำต่อไป ส่วนมาตรการที่จะต้องเจาะลงไปยังกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน นิสิตนักศึกษา ก็จะต้องมีการดำเนินการ แต่ว่าจะต้องบอกเลยว่าจุดอ่อนสังคมไทยคือจุดอ่อนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้น มาตรการอะไรก็ตามที่จะใช้ เราต้องคำนึงถึงจุดอ่อนของเราตรงนี้ด้วย คือถ้าเราเลือกได้ เราเนรมิตได้เราก็อยากจะให้สังคมเราเข้มแข็งในเรื่องนี้มาก ๆ แต่พอสภาพมันเป็นอย่างนี้ในระดับหนึ่ง เราก็ต้องดูว่ามาตรการที่จะใช้ การตัดสินใจในเรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบ หรือการจะไปห้าม หรือจะไปบังคับ มันจะได้ผลในทางไหนแค่ไหน ก็ต้องอิงอยู่กับความเป็นจริงอยู่ในระดับหนึ่งด้วย ผู้ดำเนินรายการ ในแง่การบังคับใช้กฎหมาย เราจะมีวิธีให้เข้มข้นขึ้นได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่างว่าระยะหลังที่ถูกร้องเรียนมาก เช่น การผสมเหล้ากับอย่างอื่น เหล้าปั่น เหล้าอะไรต่าง ๆ ที่มันเปลี่ยนไปเจาะตลาด ตรงนี้ครับซึ่งลักษณะของการติดตามตรวจสอบมันจะไม่เหมือนกับเวลาที่เราบังคับใช้กฎหมายในกรณีทั่วไป แต่เราก็พยายามทำในขณะนี้ในเรื่องของการจะเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ประชาคมรอบ ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เราเห็นว่าเป็นความเสี่ยงที่จะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลและเชื่อมโยงเข้ามากับกลุ่มคนที่เขามีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือหน่วยงานอื่น ๆ ผู้ดำเนินรายการ กับบริษัทเหล้ายักษ์ใหญ่ ตรงนี้เราจะคุยหรือทำอะไรได้บ้าง นายกรัฐมนตรี ทุกอย่างที่พูดไป ทั้งบุหรี่ ทั้งเหล้า และยาเสพติดบางประเภทก็ถูกกฎหมายด้วย แล้วยังมีปัญหาเรื่องของสารต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้ได้ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คือก็เป็นธุรกิจพร้อม ๆ กันไป เราปฏิเสธข้อนี้ไม่ได้ และการห้ามเด็ดขาด ผมว่าในบางประเทศทดลองมาแล้ว เพราะเป็นปัญหามาก ไม่ได้ผลอย่างที่คิด กลายเป็นเรื่องซึ่งไปพัวพันกับในการกระทำขององค์กรที่ผิดกฎหมายหนักขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น ถามว่ากติกาคืออะไร กติกาคือ 1. เรามีเครื่องมือเรื่องภาษี ไม่ว่าจะเป็นการจูงใจหรือทำให้คนไม่จูงใจในการที่จะไปบริโภคสิ่งเหล่านี้ 2. เราต้องดูว่าอะไรที่จะสามารถสกัดกั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องการตลาด เพราะฉะนั้น เรื่องของโฆษณาเป็นเรื่องสำคัญ ประสบการณ์ของเราเรื่องของบุหรี่ก็ค่อนข้างชัดว่ามาตรการในเรื่องของการห้ามโฆษณาได้ผลค่อนข้างมาก และจะเห็นว่าขณะนี้มี 2 ประเทศ ที่ผมติดตามอยู่ คือออสเตรเลียกับอังกฤษ กำลังเริ่มคิดในเรื่องของการที่จะบังคับให้บุหรี่ขายอยู่ในซองที่ไม่มีตรายี่ห้อ ไม่มีอะไร หรือไม่ให้คนซื้อมองเห็น หรือห้ามวาง อย่างนี้เป็นต้น ส่วนกรณีของเหล้า เราก็มีมาตรการในเรื่องของคำเตือน และขณะนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของฉลากที่จะติด ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องถือว่า คือประเด็นเหล่านี้เวลาผมไปพบกับภาคกลุ่มธุรกิจ รวมทั้งต่างชาติ เขาก็จะมีการสอบถามขึ้นมา เราก็บอกว่าอันนี้เป็นเรื่องของมาตรการที่เราไม่ได้ไปเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเหล้าไทย เหล้าฝรั่ง บุหรี่ไทย บุหรี่นอก เราไม่ได้ไปกีดกันทางการค้า แต่อะไรที่เป็นมาตรการในเชิงสุขภาพก็ต้องปฏิบัติเสมอหน้ากัน ผู้ดำเนินรายการ อีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์แล้วก็เป็นปัญหาใหญ่ในเมืองไทยคือ พวกดื่มแล้วขับ แล้วอุบัติเหตุเกิดเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ ทุกปีเลย หน่วยงานกลายเป็นว่าจะต้องมาทุ่มเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราควรจะมีโทษที่แรงขึ้นและมีมาตรการอะไรออกมาอย่างจริงจังไหมคะ เพราะว่าทุกปีจะกลายเป็นการรณรงค์ จบ สงกรานต์ก็จบ ว่ากันใหม่ปีหน้า นายกรัฐมนตรี คือโทษมันมีอยู่แล้ว แล้วการรณรงค์ก็เป็นหัวใจสำคัญ ที่นี้ตัวเลขของเราก็ยังชัดว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากเรื่องของแอลกอฮอล์ เราก็พยายามเข้มงวดกวดขันมากขึ้น แต่ว่าขณะนี้ปีนี้ความจริงเราก็ถือว่าเป็นปีที่รณรงค์เรื่องการลดอุบัติเหตุในเรื่องการเดินทาง ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะลดเป้าลงมาให้ได้สัก 30 เปอร์เซ็นต์ และจะพยายามลดให้เหลือครึ่งหนึ่ง ทีนี้สำคัญคือว่าอย่างนี้ครับ เรายังไม่สามารถที่จะไปดูแลได้ครอบคลุมได้ทั้งหมด และจะต้องมีการทำงานที่ละเอียดมากขึ้น เหมือนตอนนี้ข่าวดังเรื่องปัญหาของซากตัวอ่อนทารกหรืออะไรที่เป็นผลจากการทำแท้ง และเป็นปัญหาในเรื่องของการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ผมก็ได้เน้นย้ำไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า ตอนนี้มันต้องทำงานในลักษณะที่เจาะเข้าไปที่ กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ต้องยอมรับว่าเวลาเราไปรณรงค์ของพวกนี้ เราไปในหลายที่คนที่ฟังเราคือคนที่ไม่ได้มีปัญหา คนที่มีปัญหาไม่ฟังเราหรือเรายังเข้าไปไม่ถึง เพราะฉะนั้น อันนี้คือจุดสำคัญ เช่นเดียวกันปัญหาในเรื่องของอุบัติเหตุตามท้องถนนโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ก็ค่อนข้างชัดเพราะตอนหลังถนนสายหลักไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว เพราะเราควบคุมเรื่องปั๊มน้ำมัน เรื่องอะไร ต่างๆ ก็ไปเป็นปัญหาถนนสายรอง แล้วก็ไปผสมกับเรื่องมอเตอร์ไซค์ ไปผสมกับเรื่องไม่ใส่หมวกกันน๊อค แต่ว่าถนนสายหลักก็มีด้วย แล้วอีกส่วนหนึ่งก็ไปผสมกับเรื่องของง่วง ง่วงแล้วขับอย่างนี้เป็นต้น ผมได้บอกหน่วยงานว่าต้องพยายามที่รวบรวมสถิติตัวเลขให้เราสามารถเข้าไปให้ตรงเป้าได้มากที่สุด แล้วถ้าเป็นถนนสายรองจะทำอย่างไร เพราะเราคงไม่มีกำลังของเจ้าหน้าที่ที่จะไปถนนสายรองได้ทั้งหมด แต่ว่าทำอย่างไรเราจะสามารถดูแลในเรื่องของชุมชน เรื่องของอะไร จริงๆ ขณะนี้เราก็พยายามเก็บสถิติละเอียดว่า ตายมากที่สุดช่วงไหน เช่น ช่วงเย็นๆ ช่วงหัวค่ำ อะไรอย่างนี้ เป็นสิ่งที่เราจะต้องปรับกลยุทธ์ในการที่จะดูแล แต่ขอยืนยันว่าจริงๆ การรณรงค์อย่างมองว่าไม่ได้ผลเสียทีเดียว เรื่องภาพรวมของความปลอดภัยบนถนนก็มีตัวเลขที่ดีขึ้นตลอดสิ้นปีปีนี้ แล้วก็การรณรงค์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของ เช่น รับน้อง เข้าพรรษา แล้วก็มีช่วงอื่นๆ ก็ถือว่าได้ผล เราก็เห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป แต่อย่างที่ผมบอกว่า ถ้าคิดว่าทำตรงนี้เสร็จแล้ว สบายแล้ว ไม่ใช่นะครับ มันก็จะไปโผล่ที่อื่น เราก็มีหน้าที่ในการที่จะตามไปและก็ดูแล ผู้ดำเนินรายการ จริง ๆ มีอีกหลายมาตรการที่เข้าใจว่าตอนนี้ คือ คุยกันแล้วพิจารณาแล้ว แต่ว่ายังไม่คลอดออกมา อย่างเช่นว่า การโซนนิ่งผับ บาร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้กับมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาหรือว่าการแปะฉลากที่เป็นรูปภาพเหมือนบุหรี่ คือบุหรี่ที่เขาเอาปอดเน่ามาแปะเอาไว้ให้ดูจะได้กลัว อันนี้ก็เหมือนกัน หรือว่าโฆษณาก็มีคนตั้งคำถามว่า Band บ้างไหม คือต่อให้ตอนนี้จะออกมาในแนวแบบ CSR (Corporate Social Responsibility) สำหรับเหล้า หลังจากนี้จะมีมาตรการอย่างไร นายกรัฐมนตรี เริ่มอย่างนี้ก่อนนะครับว่า เรามีตัวกฎหมายที่ออกมาตอนนี้สัก 2 ปีกว่าๆ เกือบ 3 ปี ก็จะมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องของการที่จะออกกฎหมายรอง เพราะว่าทราบดีเกือบทุกเรื่องในประเทศไทยตีความกฎหมายไม่ค่อยตรงกัน เฉพาะที่ทำไปแล้วก็ยังอยู่ในศาลปกครองอยู่ก็มีในขณะนี้ ถูกร้องว่าตราขึ้นถูกต้องไม่ถูกต้องอะไรต่างๆ อย่างไร รวมไปถึงประเด็นเรื่องของการโฆษณา แล้วก็เรื่องของการที่จะพยายามจำกัดการดื่มหรือว่าการขายในบทบัญญัติซึ่งกฎหมายหลักบัญญัติเอาไว้ แต่ว่าจะสามารถมาปรับใช้กับบางกรณีได้หรือไม่ อันนี้เป็นปัญหาที่ผมก็ติดตามอยู่ค่อนข้างใกล้ชิด อยากจะเรียนว่า จริง ๆ แล้ว หลักของเราจะเข้มงวดกวดขันมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องของโฆษณา และเหตุผลที่บอกว่า ตอนนี้ทำไมการโฆษณาเหมือนกับกลายเป็นคนดีในสังคมอะไรอย่างนี้ เพราะว่าเราจำกัดไม่ให้ไปโฆษณาในลักษณะที่ว่าชักชวนให้คนดื่ม บอกได้ว่าการโฆษณาเห็นได้เฉพาะตัวสัญลักษณ์ในขอบเขตเท่าไหร่ แล้วก็ห้ามมีการโฆษณาในลักษณะที่จะชวนให้คนดื่ม นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาต้องไปโฆษณาอีกแนวหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น และปัญหานี้ก็ยังไม่จบเพราะว่าเรายังมีปัญหาเรื่องของภาพต่างๆ ที่สามารถปรากฏเป็นโฆษณาได้ ต่อไปเรื่อง Internet จะเป็นปัญหาใหญ่ว่าจะดูแลกันอย่างไร รวมไปถึงการที่เขาเป็นผู้สนับสนุนรายการต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศเรา แต่ว่าถ่ายทอดมาอันนี้เป็นปัญหาซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่ แต่ว่าในเรื่องต่างๆ ที่พูดมานั้น ก็กำลังมีการเดินหน้าหาความพอเหมาะพอดีอย่างที่ว่า ว่าจะทำกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้มงวดเรื่องโฆษณามากขึ้น การกำหนด คือ กำหนดโซนนั้น อย่าว่าแต่เรื่องสุราเลยครับ เรื่องสถานบันเทิง เรื่องอะไรก็เป็นปัญหาที่ปวดหัวกันมาโดยตลอด ก็จะมีการดำเนินการต่อไป แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือว่าการไปกระตุ้นในส่วนของชุมชน เพราะว่าผมเห็นว่าถ้าชุมชนเขาตื่นตัวกันจริงๆ ของพวกนี้จะทำง่าย ถ้าชุมชนเขาไม่ตื่นตัวถึงเราจะพยายามออกกฎ ประกาศต่างๆ เหล่านี้ไป เราก็บังคับใช้ยาก แล้วก็ยิ่งถ้าเขาไม่หนุนเราด้วย ในที่สุดแล้วก็จะไม่มีความหมายอะไร เพราะฉะนั้น ต้องพยายามทำควบคู่ คู่ขนานกันไป แล้วก็หาความพอดีในการที่จะค่อยๆ เพิ่มความเข้มงวดกวดขันเข้าไปเรื่อยๆ ผู้ดำเนินรายการ ถามจริงๆ เลยนะคะ ท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้คือปัญหาในประเทศเยอะมาก หลายปัญหารุมเร้ามากเลย ทั้งธรรมชาติ ทั้งที่มนุษย์สร้างด้วย ปัญหานี้เรื่องการดื่มแอลกอฮอล์และการลดการดื่มแอลกอฮอล์ จริงๆ ลำดับความสำคัญนายกรัฐมนตรีให้อย่างไร นายกรัฐมนตรี ผมยืนยันว่าปัญหาทางสังคมทั้งหมด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนทั้งเรื่องสุขภาพและการศึกษา จะเห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ผมไม่ได้หยุด เพราะผมถือว่าอันนี้สำคัญแล้วถ้าเปรียบเทียบย้อนหลังกลับไป ผมน่าจะไม่ผิดนะครับว่า บรรดากรรมการที่ดูแลของพวกนี้ ผมเป็นคนที่เป็นนายกฯ ที่เลือกเป็นประธานไม่มอบรองนายกฯ ถ้ามีท่านบอกว่าทำก็ขออภัย แต่เท่าที่ผมเคยติดตามมา ไม่มีหรอกครับ ส่วนใหญ่มอบรองนายกฯ หมด เพราะว่าผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ที่ผมภูมิใจคือว่าที่เราทำ สสส. ขึ้นมา และตอนที่เรามีเรื่องของกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ มีสมัชชาสุขภาพด้วย ผมอุ่นใจเพราะว่าเราได้เหมือนกับอำนาจลงไปยังกลุ่มคนที่เขาสามารถไปสร้างเครือข่ายกับภาคประชาชน ซึ่งสามารถมาเอาเงินจากภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่ไปทำงาน แล้วก็สามารถที่จะมีกฎหมายรองรับในข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดเป็นนโยบายด้วย เพราะฉะนั้น ในแง่นั้นกฎหมายที่เป็นฐานของการทำงานขององค์กรด้านสาธารณสุขเหล่านี้ ทำให้มันเบาลงไปเยอะ เพราะว่าบ้านเมืองวุ่นวายจะเรื่องอะไรก็ตามนั้น กลไกเหล่านี้เขาไม่ได้หยุดอยู่แล้ว เขาสามารถเดินหน้าทำงานต่อได้เต็มที่ ผมก็เป็นประธาน สสส.อยู่ก็เกือบจะไม่ขาดนะครับ พยายามจะไม่ขาด แล้วก็กรรมการสุขภาพแห่งชาติเหมือนกัน เขาก็นัดประชุมสม่ำเสมอ ที่จริงถ้าจะมีที่ขาดช่วงไปเรื่องเอดส์ แต่ว่าผมฝากฝ่ายเลขาฯ ไปแล้ว เพราะต้องคอยกระตุ้นให้เขาเสนอเรื่องเข้ามา ผู้ดำเนินรายการ เรื่องของนโยบายการค้าที่ทางด้าน Prof.Thomas Babor Professor and Chairman in the Department of Community Medicine and Health Care บอก ก็คงเป็นเรื่องใหญ่เพราะว่าคนที่เขารณรงค์เขาจะมองว่า แอลกอฮอล์ไม่ควรจะเป็นสินค้าธรรมดา ควรจะแยกออกมาเลย เวลาที่คุยกันระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรี คงต้องดูประเด็นอย่างนี้นะครับ ปัญหาเรื่องการค้าจะมีเรื่องภาษีกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี มาตรการที่เป็นเรื่องภาษี ผมคิดว่าสิ่งที่เวลามีปัญหาในการเจรจาการค้าคือว่าเขาไม่ต้องการให้เลือกปฏิบัติระหว่างสินค้าที่ผลิตข้างนอกกับผลิตข้างใน ซึ่งผมก็บอกว่าตรงนั้นถ้าเจรจากันไปจะอย่างไรก็ตามถ้าเราเห็นว่าจะทำให้เหล้าจากต่างประเทศถูกลง เราก็มาเพิ่มภาษีในประเทศชดเชยเข้าไป และจะเป็นการเพิ่มภาษีให้กับเหล้าในประเทศด้วย ถ้าอย่างนี้เขาจะไม่สามารถหยิบเอาเรื่องของการเลือกปฏิบัติทางการค้ามาได้ ส่วนมาตรการที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีนั้น เช่น ถ้ามันมีมาตรฐานของเราในเรื่องของฉลาก เรื่องของการห้ามโฆษณา หรือเรื่องที่เป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ อันนี้มันไม่ใช่เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าอยู่แล้ว เพราะเราไม่ได้ปฏิบัติต่อเหล้าที่นำเข้าแตกต่างไปจากเหล้าในประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าเรายืนยันอย่างนี้ ผมคิดว่าเราคงไม่เป็นปัญหาในการที่จะไปเจรจาทางด้านค้าและก็ดูแลตลอด หัวใจจริงๆ คือว่าจะไม่มีการผ่อนให้ราคาเหล้ามันถูกลง ถ้าเราทำอันนั้นได้ด้วยวิธีอะไรก็ตาม เราอาจจะลดภาษีศุลกากร แต่เรามาเพิ่มภาษีสรรพสามิต มันก็สามารถที่จะได้ผลได้เหมือนกัน แล้วก็ไม่มีปัญหาในแง่ของการไปถกเถียงกันว่า เราเลือกปฏิบัติทางการค้าหรือไม่ ผู้ดำเนินรายการ ดิฉันมีบทสรุปของยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติ ซึ่งอันนี้เขาผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศในเวทีสมัชชาสุขภาพของปีที่แล้ว ไม่ทราบว่าตรงนี้คือจะเอาไปผนวกเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศได้มากน้อยขนาดไหน นายกรัฐมนตรี อันนี้มันเป็นอยู่แล้ว เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติแล้วก็อย่างที่ผมย้ำนะครับ คือเรา จะมีทั้งตัวสมัชชาสุขภาพ และจะมีทั้ง สสส. ซึ่งสามารถที่จะขับเคลื่อนตรงนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ผมก็ยืนยันว่ามาตรการต้องมีเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นระยะ ๆ โดยลำดับ เพราะฉะนั้น การติดตามแล้วก็การนำเสนอเพื่อที่จะให้มีมาตรการในเชิงบังคับบ้าง ในเชิงจูงใจอะไรก็แล้วแต่เพิ่มเติมอาจจะต้องต่อเนื่องไปอีก อย่างที่ผมพูดเรื่องของภาษีก็ขอย้ำอีกครั้งว่า มันไม่สามารถที่จะขึ้นภาษีหนเดียว แล้วจบไป มันต้องพยายามทำเพิ่มขึ้น ๆ แต่ไม่ใช่ว่าขึ้นจนกระทั่งเกิดปัญหาเรื่องของอย่างเหล้าหนีภาษี และไม่สามารถดูแลได้ เราก็พยายามดูจังหวะเวลาแล้วก็ระดับของความเข้มข้นที่จะเพิ่มขึ้น แล้วจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป ผู้ดำเนินรายการ เพราะฉะนั้น วันนี้ได้คำยืนยันจากท่านนายกฯ ว่าเรื่องนี้ต้องเดินหน้าต่อ มีการวางเป้าหรือไม่ว่าเราจะต้องลดให้ได้นักดื่มหน้าใหม่ แต่ว่านักดื่มหน้าเก่าตัวเลขเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าเรื่องของเยาวชนกับเรื่องของผู้หญิง ซึ่งขณะนี้แนวโน้มไม่ดี ต้องหยุดตรงนี้อันนี้คือเป้าแรกก่อน ว่าถ้าเราหยุดตัวนี้ได้ แล้วเสร็จแล้วเราก็จะสามารถกลับไปสู่ประเด็นเรื่องของการใช้มาตรการทั่วไปอีก
---------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก ชมพูนุท ถอดเทป |