Home    ข้อมูลข่าว    คำกล่าวสุนทรพจน์
สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง
พิมพ์หน้านี้

15 พฤศจิกายน 2553 (15/11/2010)
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสเปิดงานโครงการ พัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้คู่คุณธรรม มีจิตสำนึกต่อส่วนรวมและปาฐกถาเรื่อง บทบาทเยาวชนและประชาชนในการร่วมพัฒนาประเทศไทยให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น ณ อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา 13.00 น.

ท่านอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ท่านนายกสมาคมสโมสรโรตารีเจริญนคร ภาค 3350
ท่านที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์
และผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน



ผมมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้คู่คุณธรรม มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม และได้มาแสดงปาฐกถาเรื่อง "บทบาทเยาวชนและประชาชนในการร่วมพัฒนาประเทศไทยให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น"


ผมถือโอกาสนี้ได้กล่าวถึงบทบาทของโรตารี ซึ่งที่จริงแล้วได้เข้าสู่ประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2473 หรือ 80 ปีมาแล้ว โดยพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชร อัครโยธิน ได้ก่อตั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพขึ้นเป็นแห่งแรก และนับจากนั้นเป็นต้นมา สโมสรโรตารีก็ได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ มีสโมสรต่าง ๆ เพิ่มขึ้น มีสมาชิกสโมสรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้วัตถุประสงค์ของโรตารี ซึ่งก็คือเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอุดมการณ์แห่งการบำเพ็ญประโยชน์ การดำเนินกิจกรรมอันมีคุณค่าต่อสังคม ได้รับการปลูกฝัง ได้รับการพัฒนามาโดยลำดับ สามารถยกระดับจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจและวิชาชีพ รวมทั้งได้มีส่วนสำคัญในการเพิ่มพูนความเข้าใจ มิตรไมตรี และสันติสุขระหว่างฝ่ายต่างๆ ได้มากขึ้น ผมจึงขอโอกาสนี้แสดงความชื่นชมการดำเนินงานของโรตารีและโรแทเรียนทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย


สำหรับในวันนี้ สโมสรโรตารีเจริญนคร ภาค 3350 ได้ดำเนินกิจกรรมที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ ด้วยการจัดงานโครงการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้ คู่คุณธรรม มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ขึ้นพร้อม ๆ กับการฉลองครบรอบ 80 ปี สโมสรโรตารีในประเทศไทย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการดำเนินงานที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ทั้งต่อปัจบุคคลและต่อส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง เพราะการพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนดี มีความรู้คู่คุณธรรม และมีจิตสำนึกต่อส่วนรวม เป็นทั้งเป้าหมายของการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและผมเชื่อว่าเป็นความปรารถนาของคนในสังคมอีกด้วย


ผมเชื่อว่าในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาในช่วงที่ประเทศชาติ บ้านเมืองของเรามีปัญหารุนแรงมากขึ้น หลายครั้งก็ใช้คำว่าวิกฤต โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง วิกฤตการณ์ทางการเมือง ที่สำคัญวิกฤตการณ์นั้นก็ลุกลามไปจนกระทั่งมีปัญหาการใช้ความรุนแรง มีความสูญเสีย ซึ่งก็ทำให้เกิดความทุกในหมู่ประชาชนและก็เป็นการบันทอนความเข้มแข็ง ความมั่นคงของสังคมและของประเทศชาติ จริงอยู่ว่าทุกครั้งที่เรามีปัญหาในระดับของส่วนรวม เราก็มักจะมีการถกเถียงกันในเรื่องของแนวทางการแก้ไขปัญหา หลายครั้งเราก็จะมุ่งไปในเรื่องของนโยบาย หลายครั้งเราก็จะมุ่งไปในเรื่องของกฎหมาย ถ้าหากว่าเป็นปัญหาซึ่งดูจะมีความรุนแรง หมักหมมยืดเยื้อ เราก็มักจะพูดถึงเรื่องของระบบ พูดถึงเรื่องของการปฏิรูป แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเราไม่ควรจะมองข้ามก็คือว่า ปัจจัยที่สำคัญที่จะช่วยให้บ้านเมืองมีความมีมั่นคงและประเทศสามารถเดินหน้าพัฒนาแม้ว่าจะเผชิญกับปัญหาอุปสรรคหรือความท้าทายต่าง ๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของโลกหรือของสังคมก็ตาม แต่จะสามารถฟันฝ่าแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ ปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งก็คือ คุณภาพของคน


เราเห็นครับว่า บางครั้งเราออกแบบระบบดี มีกฎกติกาดี มีความคิด มีนโยบาย ที่ดูเหมือนจะสามารถแก้ไขปัญหาหรือสามารถเผชิญกับปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ได้ แต่ว่าถ้าหากว่า คุณภาพของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งในเชิงความรู้ และในเชิงคุณธรรมด้อยไป ต่อให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นไปในทาง ที่ดีเราก็จะพบความจริงอยู่เสมอครับว่า ปัญหาจะยากต่อการแก้ไข และสุดท้ายความเสื่อมถอยในเรื่องของคุณธรรมก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถที่จะทำลายหรือบันทอนความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงของสังคมได้ตลอดเวลา


ในทางกลับกันครับ แม้บางครั้งเราเห็นว่าเราจะเผชิญกับปัญหาอุปสรรคซึ่งยากต่อการแก้ไข แต่ว่าถ้าหากว่าผู้คนในสังคมนั้น แสดงออกถึงความเป็นคนดี มีคุณธรรม มีน้ำใจ มีการช่วยเหลือชึ่งกันและกันเราก็จะเห็นเช่นเดียวกันว่า ปัญหาหลายอย่างอุปสรรคหลายอย่างก็จะสามารถฟันฝ่า สามารถที่จะคลี่คลายไปได้ ผมเชื่อว่าจริง ๆ ความดีที่มีอยู่ในตัวของเราทุกคนนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และถ้าหากว่าเราที่จะสามารถกระตุ้นและนำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ได้ ผมก็มั่นใจครับว่า สังคมประเทศชาติ บ้านเมืองของเรา ก็จะสามารถพัฒนาและมีความมั่นคงมากขึ้นมาก


ตัวอย่างล่าสุดที่เราได้เห็นในเรื่องนี้ ผมคิดว่า ก็คือกรณีที่พี่น้องประชาชนของเราจำนวนมากประสบกับปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นว่า พี่น้องประชาชนคนไทยได้แสดงออกถึงความห่วงใยถึงน้ำใจที่มีให้กันต่อกัน นะครับ และได้ระดมความช่วยเหลือ ทั้งที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรง และบางครั้งทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีความร่ำรวยหรือความพร้อมมากมาย แต่มีใจที่อยากจะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน ก็สามารถทำให้เกิดพลังที่นำมาสู่เรื่องของการคลี่คลายความทุกข์การแก้ไขปัญหา และก็หลาย ๆ กรณีนำมาสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สร้างความสามัคคีได้อีกด้วย


ผมจำได้ครับว่าวันที่รัฐบาลจัดรายการจัดโทรทัศน์ เพื่อระดมความช่วยเหลือให้พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ผมก็มีโอกาสรับโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการเปิดสายโทรศัพท์เพื่อรับบริจาค และก็มีเด็กเรียนอยู่ชั้นประถมก็โทรมาพร้อมที่จะบริจาคเงิน 50 บาท 20 บาท 100 บาท ซึ่งอาจจะซื้ออะไรได้ไม่มากครับ แต่ผมคิดว่าเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความมีน้ำใจและมีคุณค่ามากกว่าตัวเงินที่ได้มีการบริจาคเข้ามา ตัวอย่างนี้ และสิ่งที่เราประสบกับปัญหาต่าง ๆ ในขณะนี้ ผมก็อยากให้เป็นบทเรียน ให้เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ฉุกคิดนะครับว่า คุณธรรม ซึ่งมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเมตตาธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสามัคคีธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเที่ยงธรรมทางด้านต่าง ๆ จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างความมั่นคง ในการทำให้กระบวนการการพัฒนาของประเทศของเรานั้น เดินหน้าไปได้


และผมเชื่อว่า ความจริงข้อนี้ก็ไม่จำกัดอยู่ที่สังคมไทย จริง ๆ แล้วในระยะหลังในระดับโลกก็ได้ให้ความสำคัญอย่างมาก กับเรื่องของธรรมาภิบาลกับเรื่องของการที่ผู้คนในระบบต่าง ๆ ควรที่จะมีสำนึก ควรที่จะมีความรับผิดชอบในหน้าที่และตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองพึงจะกระทำ เพื่อสนับสนุนส่วนรวม สัปดาห์ที่แล้วประเทศไทยก็พึ่งเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมนานาชาติ ซึ่งเป็นการประชุมใหญ่ของโลก จัดขึ้นทุก 2 ปี ว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่นก็เป็นอีกเวทีหนึ่ง ซึ่งคนจากทั่วโลกได้มาสะท้อนประสบการณ์คล้ายคลึงกันครับว่า ที่ใดก็ตามที่ปล่อยให้ความไม่ดี ความไม่ถูกต้อง การทุจริตคอร์รัปชั่นคืบคลานเข้ามานั้น สุดท้ายก็ส่งผลกระทบ ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ สังคม และกับเมืองอย่างมหาศาล และก็ต้องมาช่วยกันคิดในการที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป


ผมจึงอยากจะเน้นย้ำครับว่า ในวันนี้รัฐบาลได้เน้นในเรื่องของการพัฒนาคน ที่จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ การพัฒนาที่ว่านั้นเราต้องการทั้งคนดีและคนเก่งพร้อม ๆ กันไป ต้องการที่จะให้ความรู้คู่กับคุณธรรม ซึ่งจะเป็นพื้นฐานและภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด สำหรับประเทศชาติบ้านเมืองและส่วนรวมในการเผชิญกับโลกซึ่งนับวันมีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีความสลับซับซ้อน มีสิ่งท้าทายใหม่ ๆ ซึ่งก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้น มีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น


สิ่งหนึ่งซึ่งก็ได้ย้ำมาโดยตลอดเช่นเดียวกันก็คือว่า ความพยายามในการที่จะสร้างคน โดยเฉพาะการสร้างคนดีนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องเริ่มต้นตั้งแต่เด็ก ๆ ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่ไม่ดีนะครับ แต่ว่า ข้อเท็จจริงก็คือว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของจิตสำนึกค่านิยมต่าง ๆ ทำได้ยากในผู้ใหญ่ แต่ทำได้ง่ายกว่าในเด็กและเยาวชน ก็เหมือนกับสุภาษิตหรือสำนวนในเรื่องของที่เราได้พูดกันมาโดยตลอดว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ดังนั้นความพยายามในการที่สร้างสังคมคุณธรรมจึงต้องมุ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการปลูกฝังความคิดค่านิยมที่ดีในเด็กและ เยาวชนเป็นพิเศษ ซึ่งความรับผิดชอบตรงนี้ ผมก็อยากจะเรียนว่า ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ผมพูดเสมอว่า ยุคนี้เวลาที่มีปัญหาในเรื่องของคุณภาพของคนก็มักจะพูดกันว่า การศึกษาไม่ดี หรือบางคนก็บอกว่า ระบบการศึกษาไม่ดี แต่ผมยังเติบโตมาในยุคที่ใครไม่ดีนี่ สิ่งแรกที่เขาพูดก็คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน ซึ่งความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา ไม่ว่าสถาบันศาสนาหรือไม่ว่าจะเป็นองค์กรใดๆ ก็ตามครับ เราล้วนแล้วแต่มีความรับผิดชอบด้วยกันทั้งสิ้น ในการส่งเสริมความดี ในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ปล่อยให้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้หรอกครับ


ทุกวันนี้เด็กเยาวชน ลูกหลานที่เติบโตขึ้นมาก็ได้รับการหล่อหลอม ได้รับอิทธิพลจากหลากหลายแหล่ง ความรู้ หรืออิทธิพลเหลือเกิน ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าเรามาจัดเวลากันจริง ๆ ถามว่าเด็กยุคนี้ อยู่กับผู้ปกครองกี่ชั่วโมง อยู่กับโรงเรียนกี่ชั่วโมง อยู่กับโทรทัศน์กี่ชั่วโมง อยู่กับโทรศัพท์มือถือกี่ชั่วโมง อยู่กับเพื่อนฝูงกี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นความเป็นจริงก็คือ ถ้าเราไม่สามารถสร้างพลังของการที่จะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนนะครับ รับผิดชอบในการสร้างค่านิยมที่ดีและปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับคนของเราแล้ว เราจะไม่ประสบความสำเร็จ การขับเคลื่อนจึงจำเป็นต้องอาศัยทุกภาคส่วน ทุกสถาบันที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เราจึงจะสามารถเดินหน้าประสบความสำเร็จได้


แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะถือโอกาสเรียนในวันนี้ก็คือว่า ความจริงแล้วพี่น้องประชาชนคนไทยนั้น ก็ต้องถือว่าโชคดี นั่นก็คือเรามีองค์พระมหากษัตริย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้ทรงพระราชทานพระราชดำริในหลากหลายโอกาส ซึ่งถ้าหากว่าใครสามารถที่จะไปศึกษาจากการรวบรวมซึ่งปัจจุบันก็มีการรวบรวมอยู่ในหลายแห่ง ก็จะพบความจริงครับว่า แนวพระราชดำริที่พระองค์ท่านได้พระราชทานนั้น ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง และไม่ใช่เรื่องที่มีความสลับซับซ้อนอะไร เพียงแต่ว่า พวกเราทุกคนน้อมนำไปปฏิบัติก็จะช่วยให้สังคมดีขึ้น


ผมขอยกตัวอย่างเพียงแค่ 3 ตัวอย่างที่จะให้เห็นในเรื่องนี้ เรื่องแรกก็คือ เรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่พระองค์ท่านได้พระราชทานเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า พวกเราคนไทยอาจจะไม่ได้น้อมนำมาปฏิบัติ มาตื่นตัวกันจริง ๆ ก็เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อปี 2540 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พระราชทานพระราชดำรัชอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเกิดวิกฤต แต่แนวพระราชดำรินั้นมีมาก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน ความพอเพียง ก็คือปรัชญา หรือแนวความคิดที่สอนให้พวกเรานั้นรู้จัก ความพอดี รู้จักใช้เหตุใช้ผล และก็รู้จักป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งหลักการของความพอเพียงตรงนี้ หากเราน้อมนำไปปฏิบัติไปใช้ก็จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้มาก เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ เกิดความมั่นคงทางด้านสังคม เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจ บางครั้งเรื่องไม่ยากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้

 ยกตัวอย่างในเรื่องของความ พอเพียงว่า มีการดำเนินการทั้งโดยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนหลายหน่วยงานเข้าไปในชุมชนต่าง ๆ ที่พี่น้องประชาชนเองมีความยากจน เพียงแค่ไปขอให้ประชาชนในชุมชนเหล่านั้น ชุมชนนั้น ๆ ทำบัญชีรับ-จ่าย ว่าแต่ละวันมีรายได้จากไหน ใช้เงิน ใช้จ่ายไปในเรื่องอะไรบ้าง ปรากฏว่ารวบรวมอยู่เพียงระยะเวลาไม่นานนัก เป็นเดือนครับ ประชาชนจำนวนมากมองเห็นเลยว่า ทำไมฐานะของตนเองจึงไม่ดีขึ้น เช่น ตรวจสอบรายจ่าย พบว่ามีเรื่องเหล้า เรื่องการพนัน เรื่องสินค้าสิ่งของที่ไม่มีความจำเป็น เพียงแค่ลดสิ่งเหล่านี้ก็สามารถที่จะทำให้พ้นจากภาวะของการเป็นหนี้สิน เพียงแค่ทำสิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำให้ลืมตาอ้าปากได้ในระดับหนึ่ง และพอปัญหาเศรษฐกิจความยากจน การเป็นหนี้เป็นสินลดลง ช่วยลดปัญหาอาชญากรรม เรื่องของการลักเล็กขโมยน้อยที่เกิดขึ้นในชุมชนอย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นตัวอย่างที่ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงออกถึงพระอัจฉริยภาพที่ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างยิ่ง


ตัวอย่างที่สองก็คือ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัส เรื่องการรู้รักสามัคคี ที่จริง ๆ พระองค์ท่านก็ได้มีกระแสรับสั่งในเรื่องนี้มาก็เป็นเวลาหลายสิบปีที่เดียว เราก็อาจจะ เช่นเดียวกันนะครับกับเรื่องของความพอเพียง ไม่ได้นำไปปฏิบัติเท่าที่ควร และวันนี้ในยามที่บ้านเมืองแตกแยกมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงนี่ครับ เราทุกคนก็ต้องมาเรียกหาความสามัคคี แต่อาจจะใช้คำว่าปรองดองบ้าง สมานฉันท์บ้าง ซึ่งที่สุดแล้วเราก็จะได้เห็นนะครับว่า การมีค่านิยม การมีจิตสำนึกในเรื่องของความสามัคคีในผู้ในสังคมด้วยกันนี่ มีความหมายอย่างไร ต่อความสงบสุข ต่อความมั่นคงของบ้านเมือง


ตัวอย่างสุดท้ายที่ผมอยากจะได้หยิบยกขึ้นมาก็คือพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางด้านการเกษตรและการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกันนะครับ เราก็อาจจะไม่นำมาสิ่งเหล่านี้มาน้อมนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่ในที่สุดเห็นไหมครับ ยุคนี้ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย โลกพูดถึงปัญหาความมั่นคงทางอาหารกับความมั่นคงทางด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสองสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้เห็นผ่านการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาพลังงานทดแทนและการพัฒนาการเกษตร ที่ทำให้เกษตรกรนั้นมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ


สามตัวอย่างนี้ ผมจึงได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าความจริงแล้ว พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นโชคดี มีองค์พระประมุขที่ได้ทรงใส่พระทัยในเรื่องสำคัญ ๆ เช่น นี้ และเพียงแต่เราเรียนรู้และตามรอยพระยุคลบาทเราก็จะสามารถสร้างค่านิยม สร้างจิตสำนึกต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม และมีส่วนสำคัญในการทำให้บ้านเมืองของเรานั้นมีการพัฒนาไปได้อย่างมีเสถียรภาพ และสร้างความสงบสุขให้กับบ้านเมืองได้


ผมจึงอยากจะเน้นย้ำนะครับว่า เราสามารถที่จะเรียนรู้ในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกต่าง ๆ รวมถึงค่านิยมที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของบ้านเมืองได้อย่างหลากหลาย เพียงแต่ว่า สิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่ในบ้านเมืองนั้น เราต้องหยิบมา และก็มาย้ำเพื่อที่จะให้คนของเรา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เติบโตขึ้นมาด้วยความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้


ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในวันนี้ และกิจกรรมต่อเนื่อง รวมไปถึงการทำงานทั้งของสโมสรโรตารีเจริญนคร ภาค 3350 ที่ก็มีอุดมการณ์ในเรื่องของการที่จะกระตุ้นให้คนนั้นให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นอยู่แล้ว กับของสถาบันการศึกษา อย่างเช่น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งมีความพร้อม มีศัยกภาพทางด้านบุคลากรในการสร้างองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ ในการทำสิ่งเหล่านี้ จะสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ


สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะทำได้โดยการจัดกิจกรรมเพียงครั้งใดครั้งหนึ่ง หรือสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะบอกว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพียงในระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่ง จะบอกว่าทำหนึ่งเดือน ทำหนึ่งปี ทำหนึ่งแผนพัฒนา ไม่ใช่ครับ แต่จะต้องเป็นสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตลอดเวลา เพราะว่าความเปลี่ยนแปลงในโลกมีมาก แต่ละปีเราก็มีคนที่เติบโตขึ้นมา มีคนที่เกิดขึ้นมาซึ่งมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการหล่อหลอมนะครับ ให้อยู่ในทางที่ดี และก็สามารถที่หลอมรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เป็นค่านิยม อุดมการณ์ของสังคมในที่สุด


ผมจึงขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ และขอแสดงความยินดีกับเยาวชนและน้อง ๆ นักเรียนทุกคนที่เข้ามาร่วมโครงการฯก็ถือเป็นโอกาสที่ดีในการที่จะได้เข็มทิศที่ดีในการนำชีวิตของทุก ๆ คน และขออวยพรให้ การดำเนินการประสบความสำเร็จทุกประการ

 บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงานโครงการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นคนดี มีความรู้คู่คุณธรรม มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญ พระชนมพรรษา 84 พรรษา และในโอกาสครบรอบ 80 ปี สโมสรโรตารีในประเทศไทย ณ บัดนี้ ขออวยพรให้การจัดงานบรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการ และขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญโดยทั่วกัน

 ขอบคุณครับ

 

 


--------------------------------


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก


วิไลวรรณ/รายงาน

 

 

 


สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง  

เนื้อหาในหมวดนี้
 8 ธันวาคม 2553 (8/12/2010) (อ่านแล้ว 20 ครั้ง)
 7 ธันวาคม 2553 (7/12/2010) (อ่านแล้ว 9 ครั้ง)
 7 ธันวาคม 2553 (7/12/2010) (อ่านแล้ว 37 ครั้ง)
 5 ธันวาคม 2553 (5/12/2010) (อ่านแล้ว 35 ครั้ง)
 5 ธันวาคม 2553 (5/12/2010) (อ่านแล้ว 27 ครั้ง)
 4 ธันวาคม 2553 (4/12/2010) (อ่านแล้ว 31 ครั้ง)
 3 ธันวาคม 2553 (3/12/2010) (อ่านแล้ว 34 ครั้ง)
 3 ธันวาคม 2553 (3/12/2010) (อ่านแล้ว 49 ครั้ง)
 2 ธันวาคม 2553 (2/12/2010) (อ่านแล้ว 24 ครั้ง)
 2 ธันวาคม 2553 (2/12/2010) (อ่านแล้ว 32 ครั้ง)