Home    ข้อมูลข่าว    คำกล่าวสุนทรพจน์
สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง
พิมพ์หน้านี้

8 พฤศจิกายน 2553 (8/11/2010)
คำกล่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในโอกาสกล่าวเปิดงานสัมมนา เรื่อง การปฏิรูประบบวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน และปาฐกถาพิเศษเรื่อง ก้าวต่อไปของการปฏิรูประบบวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา 09.00 น.ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 306-308 ชั้น 3 อาคาร รัฐ 2 กรุงเทพฯ

ท่านสมาชิกวุฒิสภา
ผู้บริหารจากภาครัฐและภาคเอกชน
ผู้บริหารสถานศึกษา สถาบันวิจัย
ผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม วุฒิสภา ที่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างการที่จะทำให้งานวิจัยและระบบวิจัยสนับสนุนส่งเสริมกระบวนการการพัฒนาของประเทศ และได้จัดให้มีการศึกษา รวมทั้งจัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันนี้


ผมคงไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องของความสำคัญของงานวิจัย ที่จะสนับสนุนการพัฒนา เพราะผมเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ตระหนักดีอยู่แล้วว่าโลกในปัจจุบันและโลกในอนาคตจะต้องอาศัยเรื่องของฐานความรู้เป็นสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสังคม หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการเมืองการปกครอง รัฐบาลเองได้ประกาศเป้าหมายในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาและนโยบายอื่น ๆ อย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะเห็นกระบวนการของการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศก็คือฐานความรู้และขีดความสามารถในการเรียนรู้


ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของงานวิจัยเมื่อสักครู่สรุปออกมาถึง 17 ข้อ ซึ่งทำให้ผมนั่งจดไปก็คิดว่าจะเริ่มตรงไหนดี เพราะว่าดูจะเป็นปัญหาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปหรือมีการสังคยานากันครั้งใหญ่อยู่ ซึ่งที่ผ่านมาทางผมและหลาย ๆ ท่านที่ทำงานโดยตรงทางด้านนี้ได้มีการปรึกษาและมีความพยายามที่จะผลักดันอยู่ในหลาย ๆ ด้าน เพื่อความง่ายผมก็อยากจะแบ่งปัญหาออกเป็น 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือปัญหาในเชิงปริมาณ คือความขาดแคลนทางด้านต่าง ๆ เพื่อมาประเมินดูว่าความขาดแคลนทางด้านต่าง ๆ นั้น จะแก้ไขกันอย่างไร ด้านที่ 2 จะเรียกว่าด้านในเชิงคุณภาพ เชิงประสิทธิภาพ เชิงประสิทธิผล ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นปัญหาของระบบการบริหารจัดการเอง ไปจนถึงการขาดการประสานงานการเชื่อมโยง และลึกลงไปถึงปัญหาของการวิจัยในระดับของนักวิจัยเองด้วย

ก็คงจะเริ่มจากทางด้านของปริมาณก่อน เพราะดูจะเป็นสิ่งซึ่งมองเห็นได้ง่ายกว่า และแน่นอนที่สุดครับเหมือนกับเรื่องอื่น ๆ ในทุก ๆ เรื่องที่เป็นปัญหา จะมุ่งไปที่เรื่องการขาดแคลนคนกับการขาดแคลนเงิน 2 ปัจจัยนี้เป็นสำคัญ บุคลากรทางด้านวิจัยของเราในขณะนี้ หรือคิดจากข้อมูลปี 2550 จะเท่ากับ 3.39 คนต่อประชากร 10,000 คน ถ้าเอาจำนวนเต็มก็ประมาณ 20,000 กว่าคนในประชากรทั้งประเทศ แล้วในจำนวนนี้กว่าครึ่งประมาณร้อยละ 65 จะอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ เมื่อสักครู่เราก็ได้รับทราบว่าตัวเลขนี้ถือว่าต่ำมาก เทียบกับหลายต่อหลายประเทศซึ่งมีความก้าวหน้ามีการพัฒนาไปมากกว่าเรา แต่ว่าเราก็ถือว่าเป็นทั้งคู่แข่ง ทั้งคู่ค้า ไปในตัว


ประเด็นปัญหาตรงนี้ต้องมองลึกลงไปอีกว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดจากความไม่สมดุลที่มีอยู่ในระบบการศึกษาของเรามาโดยตลอดด้วย นั่นก็คือปัญหาของการสนับสนุนการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ และถ้าไม่นับว่าคณิตศาสตร์เป็นหนึ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ก็เป็นวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ หรือก็แต่มุมมองของคนว่าคณิตศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ด้วยหรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะว่าแนวโน้มนี้เราก็ยังมีปัญหาอยู่มาก เราจะเห็นได้ว่าคนรุ่นหนุ่มสาว ลูกหลานเรา ยังมีทัศนคติที่มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก แล้วก็จะเห็นว่าพอเติบโตขึ้นมา สมมติว่าถึงแค่เพียงระดับมัธยมศึกษา ก็จะเกิดความรู้สึกว่าคนที่จะเรียนวิทยาศาสตร์ได้ มีจำนวนจำกัดลง และยิ่งไปกว่านั้นคือว่าพอเรียนทางสายวิทยาศาสตร์ แล้วก็เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ออกมาก็เหลือจำนวนน้อยมากที่สนใจที่จะเป็นนักวิจัย อันนี้เป็นภาพสะท้อน อาจจะเป็นจะเรียกว่าค่านิยมหรือจะเรียกว่าความเป็นจริงบางอย่างที่มีอยู่ในสังคมของเรามาโดยตลอด อันนี้ก็เป็นปัญหาพื้นฐาน จะบอกว่าคนของเราไม่เก่งในเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่ครับ เพราะว่าแต่ละปีเราจะมีเด็กที่ไปสร้างชื่อเสียงอยู่ตลอดเวลาในเรื่องของการแข่งขันโอลิมปิควิชาการ และได้รับรางวัลมาเรียกว่าก็เกือบทุกปี บางปีถือว่าประสบความสำเร็จมาก อย่างปีนี้ในบางสาขาก็ได้เหรียญทองกันครบ ถ้าผมจำไม่ผิดก็เป็นสาขาฟิสิกส์ อย่างนี้เป็นต้น


แต่ว่าผมเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านี้มาพบผมทุกครั้งก่อนไปแข่งขัน และหลังจากกลับมาจากการแข่งขัน ก็มี 2 คำถามที่ผมตั้งอยู่เสมอทุกครั้งที่ได้พบกับเด็กกลุ่มนี้ ข้อแรกคือว่าเราส่งเด็กไปแข่งขันอาจจะสักประมาณ 20-30 คนคร่าว ๆ จะมาจากประมาณ 3 โรงเรียนเท่านั้น คือ เตรียมอุดมศึกษา มหิดลวิทยานุสรณ์ และอาจจะมีแทรกเข้ามาเป็นครั้งคราวก็สาธิต อัสสัมชัญ หรืออะไรทำนองนี้ ประเด็นก็คือว่าตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขาดแคลนในแง่ของการกระจายโอกาสต่างๆ ไปทั่วประเทศ ในแง่ของการที่จะได้รับการศึกษาทางด้านสาขาวิทยาศาสตร์ ที่สามารถจะดึงเอาเด็กเก่ง ๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ แต่ว่าขณะนี้ก็หมายความว่าเด็กที่อยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ถ้าจะมุ่งความเป็นเลิศทางด้านนี้ ก็มุ่งเข้ามาอยู่ 2-3 โรงเรียนอย่างที่ว่า อันนี้ก็เป็นปัญหาซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำกัดของการสร้างบุคลากร ยังไม่ต้องพูดถึงนักวิจัย เอาเฉพาะสร้างบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ก่อน และที่พูดไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ความสำคัญกับสังคมศาสตร์ ผมก็เติบโตมาทางสายสังคมศาสตร์ แต่ว่าเราไม่ได้มีปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางสังคมศาสตร์เท่ากับทางด้านวิทยาศาสตร์


คำถามที่ 2 ทุกครั้งที่ผมถามเด็กที่ไปแข่งขันและได้รับรางวัลมาก็คือว่าจะไปเรียนอะไรต่อ และคำตอบที่ได้ส่วนใหญ่คือแพทย์กับวิศวกร และถ้าถามว่าใครสนใจจะเป็นนักวิจัยบ้าง จาก 20-30 คนอย่างเก่งก็ไม่เกิน 5 คน ที่จะยกมือและยืนยัน และตอบว่าอยากจะไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย อันนี้คือตัวสะท้อนปัญหาพื้นฐานของโครงสร้างที่เป็นอยู่ ก็ถามว่าแล้วแนวทางที่รัฐบาลพยายามจะดำเนินการในขณะนี้คืออะไร ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการสนับสนุนการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเราดูจากความสำเร็จของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ แล้วขณะนี้จึงใช้แนวทางของการที่จะไปทำโรงเรียนวิทยาศาสตร์ในทุกภูมิภาค เครือข่ายของโรงเรียนจุฬาภรณ์ก็เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่ง ซึ่งเราก็มีความพยายามในการที่จะผลักดันเพื่อกระจายโอกาสในเรื่องของการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กที่เก่ง ทำให้มีโอกาสและกระจายไปในภูมิภาคต่าง ๆ และขณะที่อีกหลายพื้นที่ยังขาดความพร้อมในการที่จะพัฒนาลักษณะของการเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ เราก็มีโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนมัธยมศึกษาพยายามจะทำให้ได้มากที่สุด ซึ่งขณะนี้มีการกระจายออกไปหลายสิบแห่ง โดยเราจะอาศัยเครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษา หรือสถาบันการศึกษา หรือสถานศึกษาที่มีความแข็งแกร่งทางด้านนี้ เข้าไปเป็นในลักษณะของพี่เลี้ยง อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งซึ่งเราได้มีการดำเนินการเริ่มต้นในขั้นของเด็กและเยาวชน เพื่อที่จะสร้างฐานของบุคลากรที่จะเพิ่มขึ้นมาในอนาคต


แต่ว่าในขณะเดียวกันสิ่งสำคัญคือการปรับอาจจะเป็นทัศนคติและแนวทางของการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนในภาพรวม ความหมายตรงนี้คือสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ซึ่งเน้นในเรื่องของคุณภาพ เรามองว่าที่ผ่านมาเวลาคิดถึงเรื่องของการปฏิรูปการเรียนการสอน ส่วนใหญ่ความสนใจจะไปอยู่ที่ตัวหลักสูตร และคำว่าหลักสูตรในที่นี้ก็หมายถึงว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเอกสารว่าเด็กจะต้องเรียนรู้อะไรอย่างไร สิ่งที่เราพยายามจะทำในขณะนี้คือว่าเราจะต้องไม่เพียงแต่ให้ความสนใจกับการปรับปรุงหลักสูตรที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ เพราะเป็นหลักสูตรพุทธศักราชที่เท่าไหร่ แต่วิธีการในการเรียนรู้ของเด็กมากกว่า และสิ่งที่เราพยายามเน้นตอนนี้ก็คือการให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากการปฏิบัติ จากการทดลอง จากนอกห้องเรียน ประมาณร้อยละ 30 ของหลักสูตรหรือของเวลาที่ใช้ ซึ่งได้เริ่มต้นแล้วในการที่จะถอดประมาณร้อยละ 30 ของหลักสูตรที่เห็นว่าซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้เด็กเรียนจากกิจกรรมจากนอกห้องเรียนมากขึ้น


สิ่งที่เราตั้งเป็นเป้าหมายตรงนี้ ไม่ใช่ในแง่ที่ว่าจะไปเรียนรู้อะไรในร้อยละ 30 ของเวลา แต่ต้องการกระตุ้นให้เห็นว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ในทุกสภาวะแวดล้อม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการไปใช้เวลาอยู่กับปราชญ์ชาวบ้าน เข้าไปเยี่ยมชุมชน เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมทางด้านใดก็ตาม เราก็ต้องการกระตุ้นให้เห็นว่าเด็กสามารถที่จะเรียนรู้ และเรื่องของการเรียนรู้เป็นเรื่องที่สนุก ตัวนี้จะเป็นตัวสำคัญในการที่จะสร้างคุณลักษณะของบุคลากรที่จะมีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นนักวิจัย หรือบุคลากรทางด้านการวิจัยในอนาคต แน่นอนครับทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเห็นผล แต่ว่าก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการตั้งแต่วันนี้ แล้วก็กระตุ้นให้เกิดแนวโน้มของการสร้างความตื่นตัวและความใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา และรวมไปถึงการเสริมความเข้มแข็งทางด้านสาขาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ สำหรับเด็ก และนักเรียนนักศึกษาที่จะเติบโตขึ้นมา อันนี้เป็นเรื่องของคนที่เป็นปัญหาในเชิงของปริมาณ


ส่วนเรื่องของเงินตัวเลขที่ใช้กันอยู่ขณะนี้ก็บอกว่าเราใช้อยู่ประมาณร้อยละ 0.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องพยายามผลักดันขึ้นมาให้ถึงร้อยละ 1 ให้ได้ ขณะนี้ก็ยังไม่ถึงตรงนั้น แต่รัฐบาลได้มีการกำหนดแนวทางไว้ชัดเจนในการสนับสนุนส่งเสริม โดยเฉพาะในช่วงที่เรามีโครงการของไทยเข้มแข็ง ตัวเลขคร่าว ๆ คือมีการจัดสรรเงินเอาไว้ 12,000 ล้านบาท ที่จะพยายามสนับสนุนตรงนี้ แล้วก็ขณะเดียวกันก็มีการไปทำบันทึกความเข้าใจกับบรรดามหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ตั้งเป้าเอาไว้ว่ามหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมจะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย 1 ใน 17 ข้อเมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องนี้ว่ามหาวิทยาลัยวิจัยกับมหาวิทยาลัยในเรื่องของการสอน ตั้งไว้เบื้องต้นคือ 9 แห่ง แต่ไม่ได้หมายความว่างบประมาณที่เราจัดสรรให้ จะจำกัดอยู่เฉพาะ 9 แห่งนี้ แต่ว่าจะครอบคลุมถึงมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย ตรงนี้ก็คือสิ่งที่พยายามผลักดันขึ้นมา


ควบคู่กันไปเป็นปัญหาในเรื่องที่มีข้อสังเกตเช่นเดียวกันว่า ทำอย่างไรจะกระตุ้นให้เกิดการวิจัยในภาคเอกชนมากขึ้น ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญและจะไปเชื่อมโยงกับประเด็นในเชิงของคุณภาพ และประสิทธิภาพ ประสิทธิผลด้วย เพราะว่าโดยข้อเท็จจริงก็คือต้องยอมรับว่าเอกชนถ้าจะทำวิจัย ก็คงไม่เหมือนการวิจัยในภาครัฐแน่นอน เพราะว่าเขาจะลงทุนทางด้านการวิจัย เขาต้องคาดหวังที่จะได้ผลในการที่จะมีผลตอบแทนในเชิงธุรกิจ เชิงพาณิชย์ กลับมา เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วเราต้องเชื่อว่าถ้าเราสามารถที่จะจูงใจให้เขาทำสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้น ก็จะมีส่วนสำคัญในการที่จะกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ อย่างนี้เป็นต้น
รัฐบาลเองได้มีการไปทบทวนดู และเริ่มเห็นข้อจำกัดของแนวทางของการส่งเสริมงานวิจัยในภาคเอกชนมาโดยตลอด เช่นเวลาพูดถึงว่าจะส่งเสริมจูงใจเขาอย่างไร ก็ปรากฏว่าทุกคนจะนึกไปถึงเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากร ซึ่งความจริงก็มีอยู่แล้ว ประเด็นก็มีอยู่ว่ามีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีการใช้ คำถามก็ก่อนหน้านี้ผมก็พยายามไปไล่ดูว่ามันเหตุผลเพราะอะไร ก่อนหน้านี้ก็เป็นปัญหาในเรื่องของระเบียบที่วางเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ของการที่จะไปใช้ประโยชน์จากการได้รับการหักลดหย่อนภาษี แต่ว่าเอาเข้าจริง ๆ พอไปดูต่อเนื่องก็พบว่าความยุ่งยากของการที่จะต้องไปขอเป็นปัญหา กระทรวงการคลัง กรมภาษีของเราก็มีความน่ารักอยู่อย่างหนึ่งครับ คือว่าถ้าไม่ไปขออะไรจากเขา เขาก็ไม่ค่อยมายุ่งกับเรา แต่ว่าพอเริ่มไปขออะไร เขาก็จะมาตรวจสอบอย่างอื่นค่อนข้างมาก อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ผมกำลังจะต้องไปดูว่าจะแก้ไขอย่างไร เพราะว่าสุดท้ายไล่ไปไล่มาก็มาจบอยู่ตรงนี้ครับ เอกชนก็บอกว่าปรากฏว่าจะไปขอได้ก็ไม่มาก เลยถูกตรวจสอบละเอียดยิบไปหมด ก็เลยเป็นปัญหาอย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นโจทย์ข้อหนึ่ง ซึ่งผมก็หวังว่าในการสัมมนาและในส่วนของกรรมาธิการอาจจะช่วย ลองดูว่าจะมีวิธีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ แนวทางปฏิบัติอย่างไร เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้
อันนี้คือภาพใหญ่ของปัญหาความขาดแคลน โครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ จริงอยู่นะครับ แม้ว่าจะมีความขาดแคลนอยู่บ้าง แต่ว่าหลักที่เราพยายามใช้ในเรื่องของการที่จะให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ก็ทำกันมากขึ้น ท่านจะสังเกตว่าเรามีการจัดงานมหกรรม จะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี งานวิจัย นวัตกรรมอยู่ปีหนึ่งก็หลายครั้ง ซึ่งผมส่วนใหญ่จะหาเวลาที่จะไปเยี่ยมชม เพื่อเป็นกำลังใจและไปดูถึงความก้าวหน้า สอบถามถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็มองว่าระยะหลัง ความตื่นตัวในเรื่องของการที่จะแบ่งปันหรือใช้ทรัพยากรร่วมกันก็ดีขึ้นมากในระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพราะทุกคนรู้ว่าทรัพยากรของประเทศมีอยู่จำกัด งบประมาณก็มีอยู่จำกัด ระยะหลังก็เริ่มมองเห็นว่าการได้แบ่งปัน การที่ได้มีการมาประสานงานมันก็เป็นประโยชน์กับทุก ๆ ฝ่าย เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง
ฉะนั้นในภาพรวมของปัญหาในเชิงปริมาณ เรียนให้ทราบว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เดินหน้าในการมีมาตรการ นโยบาย โครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนเพื่อแก้ไขตามสมควร แต่ถามว่าพอไหมต้องบอกว่ายังไม่พอ แม้แต่ตัวเลขงบประมาณ แม้แต่ตัวเลขที่เราตั้งเป้าพยายามผลักดันในเรื่องของการขยายตัวเกี่ยวกับการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์หรืองานวิจัย ก็ยังทราบดีว่ายังไม่พอ และยังเทียบกับประเทศอื่น ๆ ยาก ต้องอาศัยความต่อเนื่อง และแน่นอนครับจะต้องดูจังหวะ โอกาส ว่าจะมีความสามารถในการผลักดันในเชิงก้าวกระโดดในรูปแบบไหนอย่างไรต่อไป


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมจะเรียนต่อคือว่าปัญหาในเชิงปริมาณแม้จะมีอยู่ ผมก็ยังมองว่าก็ไม่ได้มีขนาดที่เรียกว่าจะเป็นอุปสรรคเสียทั้งหมด ต่อการที่จะใช้ประโยชน์จากงานวิจัย หรือทำให้ระบบวิจัยมารองรับกระบวนการการพัฒนาการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ปัญหาที่ดูจะใหญ่กว่าจะเป็นเรื่องในเชิงคุณภาพ ในเชิงการเชื่อมโยง ในเชิงประสิทธิภาพ ในเชิงประสิทธิผล ที่พูดอย่างนี้เพราะว่าจริง ๆ คนที่อยู่ในแวดวงจะทราบว่าแต่ละปีงานวิจัยที่ผลิตออกมาก็ไม่ใช่น้อย แต่ที่น่าเสียดายคือความรู้สึกว่ามันมีงานวิจัยที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์อีกเยอะ อันนี้คือปัญหาที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่ดูแล้วอาจจะเป็นปัญหาใหญ่กว่า แต่ในอีกมุมหนึ่งก็หมายความว่าถ้าเราสามารถที่จะปรับจะแก้ปัญหานี้ได้ นั่นหมายความว่าเราอาจจะไม่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มเติมมากมาย แต่จะสามารถที่จะดึงเอาองค์ความรู้และงานวิจัยต่าง ๆ หรือกระตุ้นให้เกิดองค์ความรู้และงานวิจัยต่าง ๆ มาสนับสนุนการพัฒนา ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราได้มากยิ่งขึ้น
ทีนี้มาพูดถึงตรงนี้ก็ต้องแยกแยะ ผมก็เรียนว่าคนที่คาดคั้นในเรื่องของการเอางานวิจัย ว่าจะต้องสร้างประโยชน์ในเชิงของมูลค่า อาจจะเป็นทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ทุกคนคิดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่าต้องระมัดระวังเหมือนกัน ผมไม่ได้คิดว่าเรื่องของงานวิจัยมีไว้เพียงเพื่อจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจหรือเศรษฐกิจ และการวิจัยทางด้านสังคมที่ดี จะช่วยความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนได้เยอะ ผมยกตัวอย่างเช่น ปัญหาอย่างเช่นความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้กระทั่งการเผชิญกับปัญหาความแตกแยกในสังคมในปัจจุบัน ปัญหาอีกหลายปัญหาที่เป็นปัญหาในเชิงของสังคม ในเชิงของชุมชน องค์ความรู้ช่วยในการแก้ปัญหาอย่างนี้ได้ง่าย แม้ว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่วัดออกมาได้ว่าสร้างมูลค่าเป็นตัวเงินเท่าไหร่ แต่มีความหมายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน อันนั้นเป็นประเด็นที่ 1 ที่อยากให้ตระหนัก


ประเด็นที่ 2 คือว่ามีงานวิจัยพื้นฐาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครื่องมือและองค์ความรู้ ซึ่งในตัวของมันเองยังไม่ได้สร้างมูลค่าอะไร แต่ก็มีความสำคัญ จริง ๆ แล้วงานวิจัยที่นำมาสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยส่วนใหญ่เขาก็บอกว่าต่อยอดมาจากงานวิจัยพื้นฐานอีกทีหนึ่ง ซึ่งงานวิจัยพื้นฐานตรงนี้อาจจะถูกมองว่า บางคนก็บอกว่าทำออกมาแล้ว ค้นพบอะไรแล้ว ไม่เห็นเอาไปใช้อะไรได้ แต่ความจริงสิ่งที่เอาไปใช้ได้ส่วนใหญ่ต่อมาอาจจะหลายสิบปีก็ได้ ก็มาต่อยอดจากสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ควรที่จะไปจำกัดหรือทำให้การมองงานวิจัยว่าจะต้องสร้างเรื่องของมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ว่างานวิจัยพื้นฐานในหลายสาขาก็มีความจำเป็น เพียงแต่ว่าอันนี้เราต้องประเมินศักยภาพของคนและสังคมของเรา เราจะไปบอกว่าเราจะมุ่งทำเสียทุกเรื่องก็คงไม่ได้ บางเรื่องต้องยอมรับว่าเราอาจจะเสียเปรียบประเทศอื่น จะด้วยประวัติศาสตร์ จะด้วยอะไรก็ตาม เพราะอย่าลืมว่ากิจกรรมทางด้านงานวิจัยมันส่งเสริมซึ่งกันและกัน ที่ไหนมีประชาคมวิจัยที่เข้มแข็งจะยิ่งผลิตผลงานออกมาได้มาก เพราะงานในเชิงความคิดมันได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยน เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางงานวิจัยในบางสาขาไปอยู่ที่ใดที่นั่นก็จะเติบโตเร็วเป็นพิเศษ เราต้องยอมรับอันนี้


แต่ว่าในประเทศไทยเราก็มีความได้เปรียบอยู่หลาย ๆ ด้าน เช่น ความจริงสาขาเรื่องสาธารณสุขของเราก็ได้รับการยอมรับมาโดยตลอดว่ามีความเข้มแข็ง และได้มาตรฐานระดับสากล หรือว่าบางครั้งบางเรื่องเราก็เป็นผู้นำด้วยซ้ำ อย่างนี้เป็นต้น เรามีความได้เปรียบในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ ในเรื่องของทรัพยากรทางชีวภาพ ของอย่างนี้ต้องเป็นสิ่งที่เรานำมาใช้เพื่อดึงให้เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในเชิงของการวิจัยพื้นฐานได้เช่นเดียวกัน แต่ว่าสิ่งที่จะถูกวิจารณ์กันมากในขณะนี้จะพูดถึงปัญหาว่ามีงานเยอะแยะที่ไม่สามารถ หรือไม่ถูกนำไปใช้อะไรเลย และถกเถียงกันอยู่ตลอดว่าเราจะแก้ไขปัญหาหาทางออกตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งต้องมีมาตรการทั้งในทางบวก และมาตรการในทางที่จะมาแก้ไขสิ่งที่อาจจะเป็นจุดอ่อนข้อจำกัด หรือความบิดเบือนในระบบในเชิงของแรงจูงใจ ก็มีอยู่หลายด้านที่เราพยายามจะทำในขณะนี้ อันแรกที่ผมได้กล่าวไปแล้วคือว่าการกระตุ้นภาคเอกชน เพราะว่าถ้าพูดในเชิงของโอกาสทางเศรษฐกิจทางธุรกิจ และเราบอกว่าทำอย่างไรจะให้งานวิจัยสามารถตอบสนองได้มากขึ้น พูดตามตรงผมอยากให้ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เราไปตอบสนองเอกชนมากกว่ารัฐ ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อว่ารัฐจะรู้ดีกว่าเอกชนในเรื่องของโอกาสทางธุรกิจ เพราะหน้าที่ของเอกชนเขาต้องมองหาโอกาสตรงนี้อยู่แล้ว และเราจะเห็นว่ามีน้อยประเทศที่รัฐทำตัวเป็นผู้นำในการชี้นำในการพัฒนาในเชิงธุรกิจและประสบความสำเร็จ ทุกกรณีที่เป็นความสำเร็จจะมีกรณีที่เป็นความล้มเหลวมากกว่า เพราะจริง ๆ แล้วคือถ้ารัฐเก่งกว่าเอกชนในการค้าขาย รัฐคงไปค้าขายแล้ว ก็คงไม่ใช่รัฐ ตรงนี้คือความสำคัญเพราะถ้าเราไปบอกว่าให้รัฐเป็นผู้ชี้เป็นผู้กำหนดว่าต้องวิจัยเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราถึงจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ผมว่าเราคิดผิด ทำไมคนอย่างผม ทำไมคนที่เป็นนักการเมือง หรือข้าราชการ จะรู้ดีไปกว่าคนที่เขาต้องแข่งขันอยู่ในตลาด ว่าความต้องการของตลาดคืออะไร และช่องทางของการที่จะพัฒนาเรื่องผลิตภัณฑ์ การเพิ่มมูลค่าคืออะไร


เพราะฉะนั้น หัวใจตรงนี้คือว่าทำอย่างไรเรากระตุ้นให้เอกชนทำวิจัยมากขึ้น และทำอย่างไรถ้าเอกชนไม่สามารถทำวิจัยต้องมาอาศัยกลไกความร่วมมือของรัฐ เราเชื่อมโยงได้มากขึ้น สิ่งที่กำลังพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอยู่ และจะต้องเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปก็มีอยู่หลายประการ ประการแรกคงต้องไปดูประเด็นที่ผมได้พูดไปก่อนหน้านี้เรื่องการสร้างแรงจูงใจ แต่ผมคิดว่าเราควรจะพยายามให้องค์กรซึ่งเขาเป็นองค์กรเอกชนซึ่งปัจจุบันเขาเริ่มตระหนักแล้วว่า การสร้างงานวิจัย องค์ความรู้ ช่วยธุรกิจเขาได้มาก มาเป็นแบบอย่างกระตุ้นเอกชน ขออนุญาตเอ่ยนามบริษัทเช่นกรณีของปูนซิเมนต์ SCG ระยะหลังทำงานด้านวิจัยมากขึ้น และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ และทำให้องค์กรของเขาเข้มแข็งขึ้น ก็ต้องให้เขามาเป็นตัวที่เป็นต้นแบบหรือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้ธุรกิจอื่น ๆ ได้มองเห็นถึงคุณค่าของตรงนี้อย่างนี้เป็นต้น


แต่ว่านอกจากนั้นจะมีเรื่องของผลิตภัณฑ์ระดับชุมชน ผู้ประกอบการขนาดย่อยที่ได้ประโยชน์จากอาจจะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ คือต้องมีแบบอย่างตรงนี้ออกมาเพื่อกระตุ้นและเป็นตัวนำให้เอกชนสามารถที่จะดำเนินการทางด้านนี้ได้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของภาครัฐ สิ่งที่เราพยายามจะทำอยู่จะมี 1. เรื่องของฐานข้อมูล ขณะนี้ทางคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็ดี ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำลังร่วมมือกัน ทำอย่างไรที่จะมีฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนักวิจัยและงานวิจัย ที่จะช่วยให้ทางภาคเอกชน จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ จะเป็นเอสเอ็มอี หรือถ้าเป็นเรื่องของการวิจัยทางสังคมคือชุมชนต่าง ๆ ได้รับรู้รับทราบว่าคนของเราคิดและทำงานทางด้านการวิจัยเรื่องใดบ้าง และอยู่ที่ไหน คือถ้าเรามีฐานข้อมูลตรงนี้แล้วเผยแพร่เชื่อมโยงไปกับทางภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้ผมก็ดึงทางองค์กรธุรกิจเอกชนต่าง ๆ เข้ามาร่วม ผมมั่นใจว่าจะมีการกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยที่มารองรับในเรื่องของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ หรือทางด้านธุรกิจมากยิ่งขึ้น


อย่างเช่น ธุรกิจเล็ก ๆ เอสเอ็มอีต้องการจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เห็นความต้องการในตลาด แต่อยากจะได้คนซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ ต้องสามารถรู้ได้ว่าอาจจะมีนักวิจัยที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านนี้ อยู่ที่เชียงใหม่ อยู่ที่ขอนแก่น หรืออยู่ที่ไหนก็ตาม เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง ฐานตรงนี้ทาง วช. ก็ดี และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ดี ก็มีการดำเนินการไป แต่ว่าก็ยังถูกวิจารณ์ มีคนร้องเรียนผมมาอยู่ว่าก็ยังไม่ดึงดูดเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลทางด้านการวิจัยของเรา 1. คือค่อนข้างที่จะแห้ง ไม่สด ถ้าอยู่ในระบบของอินเตอร์เน็ตก็บอกยังไม่ค่อย Real-time เท่าไหร่ อาจจะได้ของปีที่แล้ว อาจจะได้ของ 2 ปีที่แล้ว อย่างนี้เป็นต้น และ 2. ทราบว่ายังมีปัญหาข้อจำกัดอีกว่างานวิจัยที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการยังมีปัญหาว่าจะสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาเผยแพร่ได้มากน้อยแค่ไหน มีนักวิจัยบางคนก็บอกว่ากลัวว่าถ้าเอาขึ้นมา เดี๋ยวถูกขโมยลอกเลียนอะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป ซึ่งความจริงผมไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาขนาดนั้น ถ้าเรากำหนดรูปแบบเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงได้ การกระตุ้นได้ว่าใครทำอะไรที่ไหน และน่าจะเป็นประโยชน์กับใคร อันนี้ก็เป็นด้านหนึ่งที่ทำ


อันที่ 2 ที่กำลังมอบหมายให้ไปดูว่าทำอย่างไรจะให้นักวิจัยที่อยู่ภาครัฐ สามารถไปทำงานกับภาคเอกชนได้มากขึ้น ตอนนี้ติดขัดเรื่องกฎระเบียบอยู่หลายประการ และโดยเฉพาะก็จะมีพันไปถึงประเด็นอื่น ๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อเรื่องกติกาในระบบการวิจัย เช่น ค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไร ถ้าไปทำงานกับทางเอกชน การแบ่งผลประโยชน์กรณีที่งานวิจัยพัฒนาไปสู่การมีสิทธิบัตร มีรายได้ ตรงนี้ก็ยังเป็นกติกาซึ่งยังไม่จูงใจเท่าที่ควรให้เกิดการแลกเปลี่ยนตรงนี้ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งผมได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังไปดู


แต่ว่าเมื่อพูดถึงตรงนี้ก็คงต้องพูดถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งอย่างที่บอกบุคลากรทางด้านวิจัยของเราส่วนใหญ่ยังอยู่ที่มหาวิทยาลัย แต่ปรากฏว่ากติกาของมหาวิทยาลัยเอง ก็ยังไม่อำนวยให้นักวิจัยสามารถทำงานวิจัยและออกมาเชื่อมโยงกับโลกภายนอกได้มากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นความยากลำบากอย่างหนึ่ง เพราะว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลไม่ต้องการไปยุ่งกับเรื่องของระบบการบริหารของมหาวิทยาลัยมากนัก แต่ผมต้องใช้วิธีปรารภดัง ๆ ว่ามหาวิทยาลัยที่อุตส่าห์ออกนอกระบบราชการไปแล้ว ยังใช้ระเบียบซึ่งเหมือนกับระเบียบราชการเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่เราต้องการที่จะให้ออกไปนอกระบบ เพื่อสามารถเพิ่มความคล่องตัว และมาแก้ปัญหาอย่างเช่นที่เราคุยกันอยู่ในวันนี้ให้ได้ การกำหนดภาระงาน การอะไรต่าง ๆ ไม่ค่อยจูงใจที่จะให้บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยซึ่งมีศักยภาพทางด้านงานวิจัยสามารถที่จะทุ่มเทเวลาให้กับงานทางด้านนี้ได้ ผมก็ตระหนักดีว่าทุกแห่งก็มีปัญหาข้อจำกัดในเรื่องของบุคลากร จะเป็นเรื่องการสอนหรือการบริหาร หรืออื่น ๆ แต่ว่าทำอย่างไรคนที่มีศักยภาพทางการวิจัยสามารถที่จะใช้เวลาและศักยภาพของเขาได้เต็มที่จริง ๆ ก็เป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องมีการดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป


นอกจากนั้นทิศทางของการกำหนดเรื่องของงานวิจัยที่เป็นปัญหาอุปสรรคมา ก็จะย้อนกลับมาในเรื่องของแรงจูงใจ คือพูดง่าย ๆ การส่งเสริมให้คนที่ใช้คำว่าทำผลงานในระบบของเรา ซึ่งอาจจะครอบคลุมกว้างไปเรื่องของการวิจัย มันดูจะกลายเป็นไปสนับสนุนเป้าหมายอื่น ๆ เสียมากกว่า ถ้าในระบบราชการต้องบอกว่าการทำผลงานกลายเป็นเพื่อความก้าวหน้าของตัวบุคลากร ตรงนี้ก็เป็นปัญหา เหมือนกับที่เราคิดว่าเราจะไปพยายามแก้ปัญหา ยกระดับในเรื่องขององค์ความรู้ในวงการการศึกษา และบอกว่าครูจะมีความก้าวหน้าต้องทำผลงาน แต่สุดท้ายถ้าเป็นการทำผลงานเพื่อที่จะตอบโจทย์ความก้าวหน้า ก็คาดหมายได้เลยว่าตัวผลงานจะไม่เชื่อมโยงอะไรเลยกับเป้าหมายอื่น ๆ เช่น การมาสนับสนุนการเรียนการสอน เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าเราบอกว่าการมีผลงานทางวิชาการ เพียงเพื่อนำไปสู่การปรับสิทธิประโยชน์แรงจูงใจเพียงเท่านั้น มันจะได้งาน แต่งานนั้นจะไม่ไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่น ๆ เลย เพราะฉะนั้น ระบบตรงนี้ต้องมีการปรับแก้ หรือจะปฏิรูปก็สุดแล้วแต่ว่าทำอย่างไรเราจะสามารถทำให้ตรงนี้มีความเป็นรูปธรรมในเชิงของแรงจูงใจ ไม่ใช่เพียงแต่การผลิตงานออกมา แต่ต้องไปจูงใจว่างานที่ผลิตออกมามันเชื่อมโยงกับเป้าหมายสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเพื่อประโยชน์ในการทางการพัฒนาเศรษฐกิจหรือเพื่อการพัฒนาสังคมก็ตาม ซึ่งถ้าเราทำตรงนี้แล้ว ผมก็มั่นใจว่ามันจะมีการตอบสนองเองจากบุคลากรที่มีศักยภาพที่มีอยู่ในที่ต่าง ๆ


นอกจากนั้นก็มีประเด็นอีกประเด็นเดียวที่ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมคือว่า การสร้างและการสนับสนุนบุคลากรด้านการวิจัยที่อยู่นอกมหาวิทยาลัย น่าจะเป็นอีกเป้าหมายสำคัญ ซึ่งตรงนี้คือการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดสถาบันวิจัยที่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่จะทำตรงนี้อาจจะหมายรวมถึงการจะต้องจัดโครงสร้างองค์กรต่าง ๆ ใหม่ เรามีองค์กรที่เกี่ยวข้องเยอะ ตัวย่อเยอะมาก ผมไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่ในห้องนี้ในวงการแท้ ๆ จำได้หมดหรือไม่ ส่วนใหญ่จะมีตัว "ส" กับตัว "ว" อยู่ สกว. สวทช. วช. วท. สวรส. ท่านจะเห็นนะครับเยอะไปหมด และคนนอกไม่ต้องพูดถึงเลย จะไม่เข้าใจว่าแต่ละองค์กรเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร นี่ไม่นับว่าคนในวงการอาจจะสับสนเหมือนกันว่าตกลงองค์กรนั้นองค์กรนี้แตกต่างในภาระหน้าที่กันอย่างไร เชื่อมโยงกันอย่างไร ปัญหาของเราก็เหมือนกับในเรื่องอื่น ๆ คือว่าส่วนใหญ่องค์กรทั้งหลายที่เกิดขึ้นมา มีกฎหมายรองรับ พอมีกฎหมายรองรับทุกคนก็เป็นใหญ่กันหมด เพราะถือว่ามีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ อันนี้กฎหมายก็ออกยากนะครับ พอออกมาแล้วก็แก้ยิ่งยาก ยกเลิกยิ่งยาก ถ้าจะทำในเชิงของกฎหมาย ผมคิดว่าน่าจะต้องทำเหมือนกับเป็นฉบับใหญ่ฉบับเดียวไปเลย มากกว่าที่บอกว่าไปแก้กฎหมายของแต่ละแห่ง เพราะว่าผมอยู่ในการเมืองมา ผมทราบดีว่ากฎหมายแต่ละฉบับจะสั้นจะยาว อย่างไรก็ใช้เวลาเป็นปี ปีนี้คือเร็วนะครับ เพราะว่ากว่าจะผ่านขั้นตอนของฝ่ายบริหาร ส่วนใหญ่ก็เรียนตรงไปตรงมาก็ไปติดอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเวลานาน และพอหลุดออกมาก็มาอยู่สภาฯ อยู่สภาฯ ก็สองสภาฯ ก็นาน แถมอยู่ ๆ ไปสภาฯ ก็ยุบหายไป กลับเข้ามาบางทีก็ขาดตอนขาดช่วงไปอีก เพราะฉะนั้น ถ้าพูดในเชิงของตัวองค์กรต่าง ๆ ถ้าจะศึกษาจะแก้ไขอะไร


ผมอยากให้เป็นกฎหมายแม่บทเสียมากกว่าที่จะเป็นการไปไล่แก้ของแต่ละฉบับ และจะได้ทำให้เรามีโอกาสที่จะผลักดันให้เป็นระบบได้ ผมคงไม่สามารถที่จะพูดถึงครอบคลุมในทุกประเด็นทั้ง 17 ประเด็น แต่ก็หวังว่าการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการในวันนี้ และการทำงานของคณะกรรมาธิการจะได้ข้อสรุปซึ่งทำให้เราสามารถที่จะไปปรับแก้หรือปฏิรูปได้หลาย ๆ ด้าน และหวังว่าจะดำเนินการได้ทันต่อการนำสิ่งเหล่านี้เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งยังมีเวลาอยู่อีกหลายเดือน ก่อนที่จะได้แผนขั้นสุดท้าย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาประเทศ ก็ขอเรียนย้ำว่ารัฐบาลและตัวผมเองนั้นตระหนักดีถึงความสำคัญของงานทางด้านการวิจัย และเรื่องของนวัตกรรม เราได้แสดงออกให้เห็น อย่างเช่นเรื่องของเศรษฐกิจ ที่เราพูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ดี และการแก้ปัญหาของการเมืองและสังคมที่ผมย้ำเสมอว่าต้องอิงกับเรื่องขององค์ความรู้ และความรู้ ฐานความรู้มากกว่าอารมณ์ความรู้สึก เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันต่อไป และต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการฯ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยการสนับสนุนงานทางด้านนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลสรุปทั้งหลายนั้นจะนำไปสู่การผลักดันที่เป็นรูปธรรม แก้ไขปัญหาต่าง ๆ และทำให้บ้านเมืองของเรา สังคมของเรานั้นพัฒนาไปสู่สังคมนั้นพัฒนาไปสู่สังคมฐานความรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ขอขอบคุณครับ


---------------------------------------


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก

 


สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง  

เนื้อหาในหมวดนี้
 7 พฤศจิกายน 2553 (7/11/2010) (อ่านแล้ว 7 ครั้ง)
 7 พฤศจิกายน 2553 (7/11/2010) (อ่านแล้ว 7 ครั้ง)
 6 พฤศจิกายน 2553 (6/11/2010) (อ่านแล้ว 11 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 16 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 18 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 27 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 19 ครั้ง)
 4 พฤศจิกายน 2553 (4/11/2010) (อ่านแล้ว 4 ครั้ง)
 3 พฤศจิกายน 2553 (3/11/2010) (อ่านแล้ว 58 ครั้ง)
 3 พฤศจิกายน 2553 (3/11/2010) (อ่านแล้ว 33 ครั้ง)