Home    ข้อมูลข่าว    คำกล่าวสุนทรพจน์
สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง
พิมพ์หน้านี้

8 พฤศจิกายน 2553 (8/11/2010)
คำกล่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาส ร่วมงาน "ราตรีประดับดาว 2553" และให้สัมภาษณ์พิเศษหัวข้อ เรื่อง "ของนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยมีใครถาม" ณ ห้อง รอยัล จูบีลี่ บอลรูม อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา 19.30 น.

พิธีกร (นายสุภาพ คลี่ขจาย) สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ หัวข้อที่ทางคณะจัดงานตั้งไว้วันนี้น่าสนใจครับ เขาอยากรู้ว่าการเมือง เศรษฐกิจ สังคมปีหน้าจะยุ่งหรือรุ่ง เป็นหัวที่ดี แต่ผมคิดว่าหัวข้อนี้มีปัญหาครับ เพราะว่า หนึ่ง ในรอบเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาคำตอบของหัวข้อนี้ อยู่ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมจะถามอย่างไรผมเข้าใจว่าคำตอบหนีไม่พ้นที่นายกรัฐมนตรีพูดกับพวกเราเกือบทุกอาทิตย์ ถึงแม้จะไม่ตอบโจทย์ตรง แต่ว่าคำตอบก็อยู่ตรงนั้น ประการที่สอง ก็คือว่า เขาให้เวลาไว้ครึ่งชั่วโมง คำถามที่จะได้คำตอบเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ผมคิดว่าคุยกันในครึ่งชั่วโมงไม่รู้เรื่อง หัวข้อแบบนี้คุยสั้นๆ ก็ไม่รู้เรื่อง คุยยาวก็น่าเบื่อ ประการที่สาม ผมคิดว่าสิ่งที่ท่าน ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กังวลมากคือว่า ถ้าเป็นหัวข้อที่ฟังยากๆ และพวกเราคุยกันไปด้วย นานๆ เจอกันที ทางสถาบันจะเสียหน้า ฉะนั้นผมขออนุญาตท่านนายกรัฐมนตรี เราเปลี่ยนหัวข้อกันดีไหมครับ เช่น ผมจะตั้งหัวข้อว่า “เรื่องของนายกรัฐมนตรีที่ไม่เคยมีใครถาม” เอาไหมครับ

พิธีกร สวัสดีครับท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วทั้งหมด นายกรัฐมนตรีที่เคยมีในประเทศไทยจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นนายกฯ โดยไม่ตั้งใจจะเป็น หรือตั้งใจจะเป็นก็เมื่อมาเล่นการเมืองแล้วอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่มีความคิด ใฝ่ฝัน เขียนเป็นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรให้ปรากฏว่า อยากเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่อายุ10 กว่าขวบ  ถามว่าทำไมคิดจะเป็นนายกฯ ตั้งแต่เด็กครับ

นายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะตอบคุณสุภาพในคำถามเจาะจงตรงนี้นะครับ บังเอิญคุณสุภาพพูดทำนองว่ามีหลายคนไม่ตั้งใจจะเป็น แล้วก็ได้เป็น แล้วพูดเดี๋ยวจะทำให้เกิดความเข้าใจว่าผมตั้งใจมาเป็นเลยได้เป็นอยู่ตรงนี้ ก็ขอตอบว่าที่ตั้งใจจะเป็น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นในลักษณะแบบนี้ ในสถานการณ์แบบนี้ แต่ถามว่าตั้งใจ ตั้งแต่เด็ก คือเรื่องการเมือง คงไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีหรอก แต่ว่าชอบการเมืองตั้งแต่เด็ก

พิธีกร แต่ในหนังสือนี้เขียนชัด

นายกรัฐมนตรี  เขียนว่าอย่างนี้ครับ เขียนว่า เราอยากทำงานการเมือง พอเราชอบการเมือง เราก็สนใจการเมือง ติดตามการเมือง และการเมืองที่เราชอบคือการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นตั้งใจว่าจะมาเป็นนักการเมือง ผมอายุถึง ผมก็ต้องสมัคร ส.ส. เพราะว่าอันนี้คือความตั้งใจตั้งแต่เด็ก

พิธีกร แต่ตอนนั้น 10 กว่าขวบเองที่คิดจะเป็นนายกรัฐมนตรี 

นายกรัฐมนตรี  ตั้งใจจะมาเป็น ส.ส. นี่แหละครับ แน่นอนเราทำอาชีพอะไร เราก็อยากที่จะทำให้เต็มที่ ถ้าจะประสบความสำเร็จ ต้องไปให้ถึงที่สุด คำตอบคือว่า สนใจงานการเมืองและอยากทำงานการเมือง และธรรมดาอยากทำอะไร อยากทำให้ถึงที่สุ

พิธีกร แต่ว่าเด็ก 10 ขวบคิดอยากทำงานการเมือง คิดอยากจะเป็นนายกฯ แปลกไหม

นายกรัฐมนตรี  ผมว่าไม่แปลกนะครับ มีไม่น้อย ผมคิดว่าตอนนี้มีเด็กไม่น้อยเหมือนกันที่เขาสนอก สนใจการเมือง  เขาก็อยากที่จะวันหนึ่งมาเป็นนักการเมือง และถ้าเขาคิดอยากเป็นนักการเมือง วันหนึ่งเขาก็อยากได้โอกาสมาบริหารประเทศ มาเป็นผู้นำประเทศ ผมว่ามีนะครับ ผมเจอไม่น้อยเหมือนกันในการหาเสียง ในการพบปะกับเด็กๆ ที่สนใจการเมือง

พิธีกร แปลว่าพอคิดอย่างนั้นแล้ว 10 กว่าขวบ ก้าวย่างในการเรียนหนังสือ ก้าวย่างในการศึกษา คิดมาเป็นต่อเนื่องใช่ไหมครับว่าวันหนึ่งต้องมาทำงานการเมือง 

นายกรัฐมนตรี ใช่ครับ พอตั้งใจ สนใจ ก็ต้องวางแผน พูดง่ายๆ คุณพ่อเป็นคนที่เอาใจใส่ว่าเราอยากจะทำอะไร พอรู้ว่าสนใจการเมือง ก็สนับสนุน บอกว่า แนะนำว่าควรจะเรียนสาขาไหน ควรจะหาประสบการณ์ในเรื่องใด เราก็ฟังคำแนะนำท่าน แล้วเดินตามนั้นพิธีกร ทีนี้พอจบมาแล้ว ต้องไปเป็นอาจารย์ก่อน อายุยังไม่ถึง เข้ามาในพรรคประชาธิปัตย์ ผู้หลักผู้ใหญ่อยู่กันตั้งเยอะแยะ แล้ววันหนึ่งคิดจะเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ตอนที่เริ่มจะสับมาเป็นหัวหน้าพรรคก็มีความใฝ่ฝันอยู่ว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี   

นายกรัฐมนตรี คือพอเข้ามาสู่การเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2535 ความจริงคนที่จะเล่าเรื่องดีก็อยู่ที่นี่นะครับ ดร.เจริญ คันธวงศ์ ไม่ทราบว่ายังอยู่หรือเปล่านะครับ ท่านเป็นคนที่รับผมไปลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย เป็นลูกทีมท่าน และช่วยผมเต็มที่เลย เพราะเห็นว่าผมเด็ก กลัวผมสอบตก  ช่วยดีไปหน่อย เดินหาเสียงก็บอกว่ายังไงช่วยเลือกเขาด้วยนะ ปรากฏว่าเขาเลยลืมเลือกอาจารย์ อาจารย์ตก ผมได้ ตอนนั้น เสร็จแล้วเข้าสู่การเมืองก็อยู่ในระบบพรรค พรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนกับพรรคอื่น คือเป็นระบบเปิดใครอยากเป็นอะไรก็สมัครรับเลือกตั้งภายในพรรค ผมก็เริ่มตั้งแต่โฆษกพรรค กรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค ก็ว่าไปตามระบบ จนกระทั่งปี 2546 หลังจากที่ท่านหัวหน้าชวน หลีกใจ  ตัดสินใจว่าไม่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อ ก็พูดคุยกันในหมู่พรรคพวกในพรรค เขาก็บอกว่าอยากจะสนับสนุนให้ผมลองสมัครเป็นหัวหน้าพรรคดู ก็เดินตามนั้น คือทุกอย่างตามระบบที่มีอยู่

พิธีกร  แล้ววันหนึ่งก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กอยากเป็นนายกรัฐมนตรี สมัคร ส.ส.ก็มีความใฝ่ฝันนั้นอยู่ พอได้เป็นนายกฯ จริงๆ แล้วเหมือนกับความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นไหม 

นายกรัฐมนตรี เอาว่า 2 ปีที่ผ่านมา อย่าว่าแต่ตัวผมเลย จะมีกี่คนที่คิดว่าประเทศไทยต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ใน 2 ปีที่ผ่านมา ผมว่าคงน้อยมาก แต่ว่าของอย่างนี้เราไปคิดไปเลือกไม่ได้ คือผมทำงาน ผมเข้ามาสู่การเมืองตามวิถีทางแบบ ผมถือว่าผมทำตามกติกา และเราไม่สามารถที่จะเลือกได้ ในแง่ของความรับผิดชอบที่เรามี  เหมือนกับบางคนบอกอยากมาสมัคร ส.ส. สนใจเรื่องเศรษฐกิจ พอมาเป็นผู้แทนไปหาประชาชน บังเอิญช่วงนั้นประชาชนเขาเดือดร้อนเรื่องอื่น จะมาบอกว่า ไม่ล่ะผมจะมาดูเรื่องเศรษฐกิจ ไม่มีทางหรอกครับ คนเป็นผู้แทนก็ต้องว่าไปตามความจำเป็นของสถานการณ์ของบ้านเมือง และความต้องการของประชาชน อย่างที่ผมบอกว่า ผมตั้งใจเข้ามา ก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีการเปลี่ยนแปลงกลางคันในสภาผู้แทนราษฏร และมีเหตุเรื่องการยุบพรรค แถมมาเป็นในจังหวะที่มีทั้งวิกฤตเศรษฐกิจโลก มีทั้งวิกฤตทางการเมือง แต่เรามาบอกว่าไม่ได้ให้มันเรียบร้อยก่อนค่อยมาเป็น อะไรเป็นอย่างนั้น มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมไม่ค่อยคิดหรอกครับว่า เราไปเลือกได้หรือไม่ได้ เรามีหน้าที่ทำหน้าที่ของเราตามที่เราอาสามา และก็เดินหน้าไป

พิธีกร ย้อนกลับไปวันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกที่แสดงความยินดีกับการเป็นนายกฯจำได้ไหมว่าใคร

นายกรัฐมนตรี  ต้องตอบตรงๆ ว่าจำไม่ได้ครับ

พิธีกร  อาจารย์พิมพ์เพ็ญ พูดประโยค กับท่านนายกฯ ว่าอย่างไร ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรี  เป็นห่วงครับ คงเป็นห่วง

พิธีกร  คืนแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีนอนหลับไหม ถามจริง ๆ 

นายกรัฐมนตรี   หลับครับ ผมเป็นคนนอนหลับครับ

พิธีกร  มีนายกรัฐมนตรีหลายคนเคยบอกผมว่าสิ่งที่ตั้งใจจะทำกับกรอบกำหนดในภาระหน้าที่ ที่บังคับให้ทำ กรอบกำหนดมันแย่งเวลาเราไปเยอะ สิ่งที่ตั้งใจจะทำในตำแหน่งนายกฯ มีไม่มาก ท่านมาเป็นนายกฯ ท่านจัดการกับเรื่องกรอบเวลาอย่างไร  สิ่งที่ไม่อยากทำ แต่จำเป็นต้องทำ ๆอย่างไร 

นายกรัฐมนตรี ผมโชคดีอยู่อย่าง คือผมได้มีประสบการณ์ดูการทำงาน ในฐานะที่เป็นนักการเมือง และบังเอิญช่วงที่ท่านนายกฯ ชวน เป็นนายกฯ ผมค่อนข้างที่จะได้เห็นการทำงานของท่านใกล้ชิด ผมก็รู้เลยว่าเป็นอย่างที่คุณสุภาพพูด แต่ละวัน ตื่นขึ้นมาเจอหนังพิมพ์ เจอข่าวคราว เจอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีหลายเรื่องไม่มีทางที่เราจะไปคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะต้องใช้เวลาอย่างนี้ แต่สิ่งที่ผมบังคับตัวเองเอาไว้ ผมเขียนหนังสือเอาไว้ “ร้อยฝันวันฟ้าใหม่” เขียนเอาไว้ เป็นตัวที่บีบผมว่านี่คือสัญญาประชาคมอย่างหนึ่ง ผมเคยเขียนเอาไว้ บอกกับประชาชนไว้ว่า ถ้าผมมีโอกาสบริหารบ้านเมือง นี่คืออีก 100 เรื่องที่อยากจะทำ เพราะฉะนั้นผมต้องเตือนตนเองอยู่ตลอด และผมจะจำความตั้งใจพื้นฐานในแต่ละเรื่องเอาไว้ จะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา เรื่องอะไรก็ตาม คิดเอาไว้ตลอด แล้วก็ในการทำงานในแต่ละช่วงไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไร จะต้องคอยดึงตัวเอง เตือนตัวเองอยู่ตลอด และเตือนเพื่อนร่วมงาน มีบางสิ่งบางอย่าง อย่าลืมว่าเราต้องเดินหน้าทำ เพราะฉะนั้น ปัญหามีไหมมี เดี๋ยวมีภัยพิบัติ เดี๋ยวมีวิกฤตการเมือง เดี๋ยวมีปัญหานั้นปัญหานี้เข้ามา แต่ของที่ต้องเดินหน้าต้องรีบทำ และต้องรีบทำตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้น จะเห็นว่านโยบายหลายอย่าง เดินหน้าทันที เรียนฟรี ผู้สูงอายุ อะไรต่างๆ  เพราะรู้ว่าถ้าไม่เริ่มทำเร็ว เรียบร้อย

พิธีกร เป็นยากไหมนายกฯ มืองไหม เป็นยากไหม หมายถึงว่า พอเป็นนายกฯ แล้ว ดำรงความเป็นนายกฯยากไหม

นายกรัฐมนตรี ผมว่านั่นไม่สำคัญหรอกครับ สำคัญว่าเป็นแล้ว ประชาชนได้ประโยชน์ และอยากให้เราทำงานให้เขาแค่ไหน คือเป็น บอกว่าถ้าจะคิดแต่เรื่องว่าเป็นเพื่อเป็นต่อ มันก็ทำได้นะ แต่ว่าสุดท้ายก็ต้องมาถามว่าแล้วมาเป็นทำไม เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีความหมายมากกว่า คือว่าเป็นแล้วมีโอกาสทำแล้ว ได้ทำอะไร อันนี้คือหัวใจ

พิธีกร ในความรู้สึกของคุณอภิสิทธิ์งานแบบไหนที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด สำหรับการเป็นนายกฯ ห้ามตอบว่างานในลักษณะแบบคืนนี้ งานแบบไหนที่น่าเบื่อที่สุดในการเป็นนายกฯ ซึ่งไม่อยากทำแต่จำเป็นต้องทำ

นายกรัฐมนตรี ผมว่างานประเภทซึ่งเป็นเรื่องไม่ได้ส่งผลอะไรกับส่วนร่วม เช่น ยกตัวอย่าง ให้ความสำคัญมากเลยการโยกย้ายแต่งตั้งในหน่วยงาน คนนั้นบอกคนนี้ดี คนนั้นบอกคนนี้ไม่ดี เถียงกันไป ถ้าคนนี้ได้ตำแหน่งนี้จะเกิดปัญหา ไม่เกิดปัญหาอะไร โดยที่บางทีไม่ได้ตอบคำถามว่า คนนี้เป็นกับคนนั้นเป็น ผลต่างที่เกิดขึ้นกับส่วนรวมคืออะไร บังเอิญสังคมเราให้ความสำคัญกับเรื่องประเภทนี้เยอะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจริงๆ  ถามผมเรื่องไหนที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับนโยบาย เรื่องไหนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวงกว้างของประชาชน ผมว่าไม่ค่อยสนุกครับ ไม่ใช่ความตั้งใจที่มานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ว่ามันต้องทำ เพราะต้องบริหารการเมืองบ้าง บริหารอะไรบ้าง

พิธีกร งานไปเปิดป้าย ไปยืนบนโพเดียม อภิปราย ไปปาฐกถา น่าเบื่อไหม 

นายกรัฐมนตรี ไม่เบื่อครับ เพราะว่าผมไปที่ไหนผมมีความตั้งใจเป็นพื้นฐาน คือไม่ใช่ว่าไปแล้วไม่ได้มีผลเลยต่อสิ่งที่เราต้องการที่จะสื่อสารไปถึงประชาชนไปถึงคนที่เกี่ยวข้อง ไปถึงคนที่ทำหน้าที่ทางด้านนั้น ยกตัวอย่างนะครับ เชิญผมไปเปิดงานทางด้านการศึกษา ผมก็ไม่ใช่ว่า ไปถึงก็ได้ไปเป็นประธาน ตัดริบบิ้น อ่านคำกล่าวที่เขาเตรียมมาให้อย่างเดียว ผมคิดก่อนว่างานนี้ที่ไป เพื่อที่จะผลักดันอะไรกระตุ้นใคร ให้ทำอะไรในนโยบายทางด้านนั้น ในยุคนี้ผมก็รู้นะครับ มีคนวิจารณ์เยอะ บอกว่านายกฯ โพเดียม เปิดงานเยอะ แต่ผมเปิดงาน ผมพยายามบังคับให้เขาต้องเปิดเช้า  ไม่ได้ไปกวนเวลาที่ต้องใช้ในการประชุม ตัดสินใจ เซ็นเอกสารอะไรต่างๆ แต่ผมรู้ว่า แต่ละเรื่องที่เราต้องการจะทำเปลี่ยนแปลง บางทีถ้าเราไม่สื่อสารให้คนที่เกี่ยวข้องเข้าใจงานมันเดินไม่ได้ โดยเฉพาะงานที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปนโยบายใหม่ๆ ไม่พูดย้ำ ให้เกิดความเข้าใจนะครับเดินไม่ได้ นี่ขนาดว่าเราพยายามพูดซ้ำพูดซาก ถ้าเป็นสื่อ หรือเป็นคนในแวดวง บางทีมีความรู้สึกรำคาญ ว่าทำไมนายกฯ หรือนักการเมืองพูดแต่เรื่องเดิมๆ แต่รู้ไหมครับว่า แต่ละเรื่องที่พูด คนที่จะได้ฟังมีเท่าไหร่ และพูดไปครั้งหนึ่ง ไปสันนิษฐานเข้าใจว่า คนเข้าใจกันหมดแล้วไม่จริงเลยครับ บางทีมันขี้เกียจพูดซ้ำไม่ได้ มันต้องย้ำจนเกิดความเข้าใจที่จะขับเคลื่อนเรื่องนั้นๆ ได้

พิธีกร 2 ปีที่ผ่านมา มีคนเขาวิเคราะห์กันว่านายกรัฐมนตรี แกร่งเกินกว่าที่คิด เหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย เมษายน 52 พฤษภาคม 53 เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ก็ดี ที่วัดปทุมฯ ก็ดี อะไรต่าง ๆ  มีคนฝากผมถามว่า นายกรัฐมนตรีตอนเป็นเด็กไปเรียนเมืองนอก  เวลาถูกเด็กฝรั่งรังแก นายกฯทำอย่างไร สู้ หรือยอม 

นายกรัฐมนตรี  สู้ครับ ผมไม่มียอมหรอกครับ คือผมไม่ทราบนะครับ บังเอิญว่าเขาประเมินมาอย่างที่คุณสุภาพ พูด จริงๆ ผมทราบด้วยว่าคนที่เขาเคลื่อนไหวต่อต้าน   เขาไปประเมินให้นายเขาเรียบร้อยว่า อย่างนี้ไม่ทนหรอก ทุบสักหนสองหนก็ต้องยอม ผมก็บอกว่าก็แล้วแต่คนจะประเมิน ผมบอกได้ว่า ผมเจอคนเยอะในการเมือง พวกเสียงดัง พวกทำท่าว่ากล้าแกร่ง เอาเข้าจริงๆ ไม่เท่าไหร่หรอก แต่คนที่เขาเงียบๆ ที่เขาสุภาพ บางทีเขามีอะไรมากกว่านั้นเยอะ อันนี้ที่ผมคิดว่าบางคนไม่ค่อยเข้าใจ

พิธีกร ชีวิตคนๆ หนึ่ง นึกจะไปกินก๋วยเตี๋ยวตรงไหนก็ไปได้ ท่านไปหัวหิน  ท่านชอบกินก๋วยเตี๋ยวท่านก็ไปกินได้ จะไปเดินสวนจตุจักรก็ไปได้ จะไปห้างที่ไหนท่านไปกับลูกท่าน ท่านก็ไปได้ แล้ววันหนึ่งสถานการณ์ ยังไงก็ไม่รู้  แต่ว่าท่านไปทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว  รู้สึกไหมว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ ต้องแลกกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันคุ้มหรือ 

นายกรัฐมนตรี  ไม่ได้คิดว่าคุ้มไม่คุ้มนะครับ แต่ถามว่า เป็นความสูญเสียไหม เป็นความสูญเสีย อันนี้ยอมรับ บังเอิญว่าผมสูญเสียตั้งแต่ก่อนเป็นนายกฯ  ในแง่ของความเป็นส่วนตัว เพราะว่าไปไหนมาไหน คืออยู่ในข่าวนาน ก็เลยทำให้คนสนใจอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น  ไปไหนก็ไม่ค่อยสะดวกครับ ไปซื้อของก็ต้องรีบไปตั้งแต่ห้างเปิด รีบซื้อรีบกลับ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้มีความเป็นส่วนตัว

พิธีกร แต่ตอนนั้นไม่มีความเป็นส่วนตัว แต่ไม่ต้องกลัวอันตราย 

นายกรัฐมนตรี  สูญสียไปเยอะแล้วตอนนั้น เพราะว่าขนาดครอบครัวผมตอนหลังก็ไม่ได้อยากไปไหนกับผมแล้ว เพราะว่าเขาไม่อยากเป็นเป้าสายตา ไม่อยากจะอะไรเลย ก็สูญเสียมาโดยลำดับ ส่วนความปลอดภัยพูดตามจริง ถามว่าตอนนี้รู้สึกอะไรไหม ไม่ได้รู้สึกมาก เพราะว่า 24 ชั่วโมง ถามว่าจะมีเวลาที่คิดจะไปไหนตามใจชอบแทบจะไม่มีอยู่แล้ว โดยภาระหน้าที่ แต่เสียดายนะครับ เสียดายว่าหลายครั้งขณะนี้ การไปพบปะประชาชนไม่คล่องตัวเหมือนเมื่อก่อน

พิธีกร วันนี้ถ้าทีมงานความมั่นคง ทีมงาน รปภ.เขาอนุญาตให้นายกฯไปไหนก็ได้ โดยที่เขาไม่ตาม นายกฯกล้าไปเดินที่ไหน

นายกรัฐมนตรี  ถ้าผมมีเวลาว่างตอนนี้ผมอยากพักผ่อนมากกว่าที่จะไปไหน แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องซึ่งเราต้องปรับตัวเอง จริงๆ แล้ว ช่วงแรกที่เป็นนายกฯ พยายามที่จะไม่ให้มีเรื่องเหล่านี้เข้ามามากนัก ไปไหนจริงๆ พยายามไปง่ายๆ แต่พอเกิดวิกฤต เกิดเหตุการณ์ที่กระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นมาก็เป็นปัญหา

พิธีกร นายกฯ กับสื่อเวลาถูกวิพากษ์วิจารณ์แรงๆ นายกฯ ทำอย่างไรกับหนังสือพิมพ์ หนึ่ง  ไม่อ่านเลย สอง  อ่านแล้วเอามาคิด นายกฯ  เลือกอย่างไร 

นายกรัฐมนตรี  ผมก็ดูครับ บางฉบับผมเปิดหน้านี้ผมก็รู้แล้วผมต้องถูกด่า ไม่ต้องอ่าน ขึ้นต้นปั๊บ เดาได้เลยลงท้ายอย่างไร  เขียนหัวกันมาอย่างไร ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ เป็นสิทธิ์ของเขา ดีเสียอีกผมก็รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามคิดอย่างไร เพราะชอบบอกอะไรล่วงหน้าด้วย 

พิธีกร ทำไมนายกฯ ต้องคิดว่าเขาเขียนตามโพย 

นายกรัฐมนตรี เพราะว่าผมดูว่าเขาไม่ได้เขียนตามข้อเท็จจริง อย่าให้เอ่ยดีกว่า ฉบับไหนหน้าไหน แต่ผมใช้เป็นตำราได้เลย พลิกปั๊บหน้านี้วันนี้ผมรู้แล้ว แสดงว่าอีกวันสองวันจะเกิดอะไรขึ้นในแง่ของการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้าน ก็ไม่เป็นไร แต่บางคอลัมน์วิจารณ์ไปตามเหตุตามผลก็ฟัง ในทุกมุมเราก็เก็บครับ อะไรที่เขาหยิบไปวิพากษ์วิจารณ์เราต้องมาทบทวนดูว่า มันจริงหรือไม่จริง จริงจะแก้อย่างไร ไม่จริงเราต้องปล่อยมันผ่านไป ก็เป็นสิทธิ์ของเขา

พิธีกร หงุดหงิดไหม

นายกรัฐมนตรี  ไม่ครับ ชินแล้วครับ

พิธีกร คำวิจารณ์ที่นายกฯเบื่อหน่ายที่สุดคือคำวิจารณ์แบบไหน วิจารณ์เรื่องอะไร วิจารณ์แบบไหน

นายกรัฐมนตรี  ถ้าถามว่าเบื่อ ก็เบื่อการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งไม่อิงอยู่กับข้อเท็จจริง เขียนอะไรขึ้นมาเลยว่า นายอภิสิทธิ์ทำอย่างนี้ คิดอย่างนี้พูดอย่างนี้ ปรากฏว่าไม่ได้ทำเลย  ไม่ได้คิด ไม่ได้พูดเลย ยัดใส่ให้เรียบร้อยและวิจารณ์ซ้ำตาม อันนี้น่าเบื่อ แต่ถ้าบอกว่านายอภิสิทธิ์คิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ และเป็นจริง และเขาไม่เห็นด้วย เขาวิจารณ์อันนี้ผมรับฟัง

พิธีกร มีความรู้สึกที่หงุดหงิด โกรธ คิดว่าไม่ไหวแล้วกับคำวิจารณ์มีไหม 

นายกรัฐมนตรี  ไม่หรอกครับ ในที่สุดอย่างไรเราก็รู้ตัวเอง ถ้าเขาวิจารณ์ว่าอะไร ซึ่งเรารู้ว่าเราไม่ได้เป็น  และเราเก็บมาเป็นอารมณ์ มันก็ไม่จบหรอกครับอย่างนี้

พิธีกร บังเอิญ ผมเห็นหนังสือพิมพ์ตัดมา ตัวอาจจะเล็กไปหน่อย เป็นรูปนายกฯ นั่งอยู่บนซาเล้งไปตรวจน้ำท่วม และเขาเขียนใต้ภาพ ช่วยอ่านหน่อยครับ 

นายกรัฐมนตรี เขาบอกว่ามีของเก่ามาขาย อย่างนี้คุณสุภาพต้องเข้าใจว่าไม่ได้มีผมคนเดียว คนอื่นเก่ากว่าผมก็มี

พิธีกร มีรัฐมนตรีองอาจ มีใครต่อใครหลายๆ คน

นายกรัฐมนตรี  อาจจะว่าคุณองอาจก็ได้

พิธีกร เขาเขียนว่ามีของเก่ามาขาย นายกฯ หงุดหงิดไหมแบบนี้  มีอารมณ์ขันไหม

นายกรัฐมนตรี ไม่ครับ จริงๆ คอลัมน์นี้ผมค่อนข้างชอบ เพราะว่ามีอารมณ์ขัน อย่างนี้ไม่ว่ากัน มันต้องมันอย่างนี้แหละครับ ถึงจะถูกต้อง แต่ประเภทที่ไม่มีอารมณ์ขัน ตั้งใจเขียนเหมือนเป็นเรื่องจริงจัง แต่เป็นเรื่องไร้สาระ อันนี้น่าเบื่อหน่ายกว่า

พิธีกร ถามนายกฯ ด้วยความอยากรู้จริงๆ นายกฯ ถูกเลี้ยงมาอย่างคุณหนูหน่อย แล้วส่งไปเรียนต่างประเทศ  แล้วกลับมา  ก็มาเป็นครูบาอาจารย์ กลับมาแล้วมาเล่นการเมือง ถูกสปอตไลท์จับมาตลอด ในชีวิต ชีวิตความเป็นวัยหนุ่มเหมือนที่พวกผมเป็นกัน นายกฯ รู้สึกว่าหายไปไหม นายกฯ เคยเข้าผับ กินเหล้า ฟังเพลง อาบน้ำไหมครับ 

นายกรัฐมนตรี  คุณสุภาพยังจำของคุณสุภาพได้หรือเปล่า มีคนพูดเยอะนะครับว่าเหมือนกับช่วงชีวิตนั้นผมหายไป ตอนนี้ก็คงกลับไปใช้ไม่ได้แล้วครับ ผมไม่ได้คิดอะไรครับ เพราะว่าอันนี้คือความสนุกของผมตั้งแต่ต้น เพราะผมอยากทำอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ผมก็มาอย่างนี้ครับ เป็นความสุขของผม ความสุขของผมความสุขของคุณสุภาพไม่เหมือนกัน

พิธีกร ไม่มีความรู้สึกอยากไปเที่ยว อยากไปอะไรอย่างนั้นบ้างเลยเหรอ

นายกรัฐมนตรี   ไม่ครับ

พิธีกร ไม่อยากไปหรือไปไม่ได้

นายกรัฐมนตรี  ไม่อยากไปครับ  ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ

พิธีกร ไม่มีความรู้สึกชีวิตวัยหนุ่มหายไป

นายกรัฐมนตรี ไม่ครับ

พิธีกร แล้วความหล่อของนายกฯ เป็นโทษกับเป็นคุณอันไหมมากกว่า 

นายกรัฐมนตรี  ทุกอย่างเป็นดาบสองคมอยู่แล้ว

พิธีกร อะไรที่เป็นโทษมากที่สุด 

นายกรัฐมนตรี อะไรที่เป็นโทษหรือครับ ก็บางทีอย่างผมลงเลือกตั้งคู่แข่งไม่รู้จะด่าว่าอะไร ก็ด่าว่าผมหล่อ

พิธีกร เวลานี้ไปทำอะไร ไปตรวจน้ำท่วม เขาก็บอกว่าไปทำหล่อ 

นายกรัฐมนตรี   ไม่มีหรอกครับ คนที่ผมไปเยี่ยมไม่มีใครพูด มีแต่คนที่ไม่ได้ไปพูด

พิธีกร ความหล่อเป็นปัญหาในครอบครัวมากกว่าคนไม่หล่ออย่างพวกผมไหมครับ

นายกรัฐมนมนตรี  ผมต้องทราบปัญหาคุณสุภาพ ก่อน ถึงจะตอบได้ ไม่มีปัญหาล่ะครับ ส่วนใหญ่คนก็มากอดผมไม่ได้กอดใครพิธีกร มีเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจถามท่านนายกฯ นายกฯ พักผ่อนนั่งในรถ  นายกฯ ทำอะไร ฟังเพลง ฟังวิทยุ โลกส่วนตัวของนายกฯ ถ้ามีเวลานี้นายกฯ ทำอะไร 

นายกรัฐมนตรี  ผมอยู่ในรถผมฟังเพลงตลอด และก็อ่านหนังสือ

พิธีกร ฟังเพลงจากอะไร 

นายกรัฐมนตรี  จาก ipod ครับ

พิธีกร เวลาโหลดเพลงจ่ายสตางค์เขาไหมครับ

นายกรัฐมนตรี  จ่ายครับ

พิธีกร จ่ายเท่าไหร่

นายกรัฐมนตรี   แล้วแต่เพลง 

พิธีกร มีประมาณกี่เพลงที่นายกฯ โหลดไว้ 

นายกรัฐมนตรี  อยู่ในเครื่องผมตอนนี้ประมาณ 12,000 เพลง

พิธีกร เพลงละเหรียญ เพลงละเท่าไหร่ 

นายกรัฐมนตรี  ไม่ครับ ผมมีซีดีของผมเยอะ ผมมีซีดีอยู่เกือบเป็นพันแผ่นอยู่แล้ว อันนั้นคือส่วนใหญ่ที่ใส่เข้าไป

พิธีกร หมายความว่าอยู่ในรถมีเพลงตรงนี้ฟัง 

นายกรัฐมนตรี   ครับ 

พิธีกร นายกรัฐมนตรีตามข้อมูลข่าวสารอย่างไร หมายถึงว่าฟังวิทยุ ดูอินเตอร์เน็ต ฟังข่าวต้นชั่วโมง ดูทีวี  เวลาเรื่องเร่งด่วน คนแรกที่จะบอกนายกฯ ได้คือใคร 

นายกรัฐมนตรี เดี๋ยวนี้ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เวลามีอะไรด่วนปั๊บ เดี๋ยวก็มี เอส เอ็ม เอส มาเอง จากใครก็ไม่รู้

พิธีกร ไม่ใช่ทีมงานท่านนายกณ หรือครับ 

นายกรัฐมนตรี   ไม่จำเป็นหรอกครับ ทีมงานส่วนใหญ่มาทีหลัง เอส เอ็ม เอส คนอื่นมาก่อน

พิธีกร  หมายถึงว่ารัฐมนตรีองอาจ อาจารย์ปณิธาน รู้ทีหลัง  เอส เอ็ม เอส

นายกรัฐมนตรี เขาอาจจะรู้ก่อน แต่ เอส เอ็ม เอส มาหาผมทีหลัง

พิธีกร หมายถึงชาวบ้านทั่วไปหรือ 

นายกรัฐมนตรี ใช่ครับ บางทีก็ไม่รู้ว่าใคร ต้องเช็ค คือจริงๆ ขณะนี้ พูดถึงความรวดเร็วข่าว ทุกคนส่วนใหญ่ เอส เอ็ม เอส อยู่แล้ว ความที่เบอร์โทรศัพท์ผมถูกเปิดเผยอยู่เป็นระยะๆ เดี๋ยวสีนั้นเปิด เดี๋ยวสีนี้ไปอ่านให้ฟัง ก็มีคนเอส เอ็ม เอสมาหาผมเป็นประจำอยู่แล้ว สะสมไปเรื่อย ก็จะมีคนที่ส่งข้อความมา แต่ว่าถ้าการติดตามข่าว เช้าตื่นขึ้นมาจะดูหนังสือพิมพ์อยู่ 2 – 3 ฉบับหลัก ๆ  ดูเน็ต ดูเว็บไซต์ข่าว ทั้งไทย และต่างประเทศเร็วๆ ก่อนออกจากบ้าน  มาถึงที่ทำงานก็มีข่าวตัด บางทีก็มีโอกาสได้ดู

พิธีกร ใครเป็นจัดการเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ให้นายกฯ เน็คไท สูท เสื้อ ใครเป็นคนจัดการให้นายกฯ

นายกรัฐมนตรี  ผมจะเป็นคนไม่สนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้น เสื้อมีอยู่ 2  สี สีขาวกับสีฟ้า เน็คไทก็มีวนไปเวียนมา สูทก็มีอยู่เท่าที่เห็น เวียนกันไปเวียนกันมา ผมสะดวกหยิบตรงไหนก็หยิบมาใส่ไม่ค่อยได้ดู แต่ว่าภรรยาจะเข้ามาดูตอนที่เขาทนไม่ได้แล้ว เช่น เสื้อเริ่มขาด ของเริ่มเก่า เขาจะบอกว่าอันนี้ห้ามใส่แล้ว

พิธีกร นายกฯ ใช้ของแบรนด์แนมไหม อย่างนาฬิกา

นายกรัฐมนตรี นาฬิกา ภรรยาซื้อให้วันเกิด ของแพง เพราะว่าอันนี้มาแทนเรือนที่แล้วที่เขาซื้อให้เมื่อประมาณ 10  กว่าปีที่แล้ว ใช้มา 10  กว่าปี

พิธีกร เรื่องอื่นๆ ภรรยานายกฯ มาจัดการชีวิตนายกฯ มากน้อยแค่ไหน เช่น จัดเรื่องเวลา อาหาร

นายกรัฐมนตรี  ไม่หรอกครับ มีแต่ว่าเขาถามว่าวันนี้เราจะทำอะไร ไปที่ไหน จะกลับเมื่อไหร่ เขาจะได้รู้เท่านั้นเองครับ

พิธีกร อยากจะเลื้อยไปถึงหัวข้อที่เขาตั้งไว้หน่อยสั้นๆ นายกฯ บอกว่ามีการเลือกตั้งปีหน้า แต่จริง ๆนายกฯไม่บอกปีหน้าก็มีการเลือกตั้งอยู่แล้ว ระหว่างรอครบเทอม

นายกรัฐมนตรี  ไม่จริงครับ ครบเทอมต้องธันวาคม เลือกมกราคม ปี 2555

พิธีกร โดยทั่วไปแล้ว ใกล้ๆ เขาต้องยุบสภาเพื่อรักษาการไม่ใช่หรือครับ 

นายกรัฐมนตรี  ไม่ครับ ถ้าจะอยู่ครบเทอมก็เลือกปี 2555 

พิธีกร ระหว่างยุบสภากับอยู่ครบเทอมนายกฯ ยังยืนยันว่ายุบสภา

นายกรัฐมนตรี ครับ

พิธีกร ยุบสภา แล้วที่นายกฯ บอกว่าถ้าไม่เรียบร้อย บ้านเมืองไม่สงบก็ยังไม่ยุบสภา  มีคนถามว่าคำว่าสงบ ในความหมายนายกฯ แค่ไหน ที่จะยุบไม่ยุบสภา มีความหมายแค่ไหน

นายกรัฐมนตรี  จะให้ผมตอบไหมครับ สมมติผมตอบว่า 82 เปอร์เซ็นต์แล้วอย่างไรครับ

พิธีกร เช่น นายกฯ บอกว่ายุบสภาแล้ว ใครไม่รู้เอาระเบิดไปวางที่โน่นที่นี้ 2 – 3 ลูก นายกฯ บอกยังไม่สงบอย่างนี้ 

นายกรัฐมนตรี คือโดยสถานการณ์เอาเป็นว่าถ้าเห็นได้ชัดว่าการเลือกตั้งจะไม่มีลักษณะของการเคลื่อนไหว ทำให้บ้านเมืองมีความวุ่นวายเกิดความขัดแย้ง เกิดความรุนแรง ใช้ได้

พิธีกร ท่านนายกฯ ครับมีคนตั้งโจทย์มาเยอะเลยว่าหลังเลือกตั้งแล้วบ้านเมืองเราจะสงบไหม ถ้าคนแพ้ไม่ยอม คนชนะทำงานไม่ได้ก็อยู่กันอย่างนี้ แล้วก่อนจะเดินไปสู่โหมดการเลือกตั้งก็ต้องมีปัญหาอยู่อย่างนี้  ผมเรียนท่านนายกฯ วันนี้ผมไปทานข้าวกับอดีตประธานสภาฯ คุณอุทัย พิมพ์ใจชน  มา ท่านเสนอความคิดขึ้นมาในเชิงที่ว่าอยากให้เดินทางเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งโดยความสงบ ท่านมีข้อเสนอขึ้นมาไม่ให้ผมมาถามนายกฯ แต่ผมฟังแล้วผมจะถามนายกฯ ท่านบอกว่าถ้าสมมติว่านายกฯจะยุบสภา เหลือเวลา 60 วัน

นายกรัฐมนตรี ให้ทุกพรรคมารักษาการ

พิธีกร เอาพรรคฝ่ายค้านมารวมกันด้วย แบ่งกันคนละครึ่ง 17 คนรัฐมนตรี  รวมนายกฯ เป็น 35 คน  แล้วเดินเข้าสู่การเลือกตั้งหลังจากนั้นใครชนะก็เป็นไปแต่เพื่อให้การเลือกตั้งเรียบร้อย นายกฯคิดว่าวิธีการนี้เป็นไปได้ไหม คิดไหม สนใจจะทำอย่างนั้นไหม

นายกรัฐมนตรี  เคยฟังอยู่ และมาพิจารณาอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังมองไม่ค่อยออกครับว่าจะเดินไปสู่จุดนั้นอย่างไร ไม่ง่ายนะครับ

พิธีกร แต่ว่านายกฯ ก็พอได้ยินแล้วเหมือนกัน มีคนคิดอยากให้เป็นอย่างนี้

นายกรัฐมนตรี   มีหลายสูตรเสนอกันมา  ผมพยายามฟังตลอด

พิธีกร เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถหาเสียงกันได้ และกองเชียร์ทั้งหลายยุติ 

นายกรัฐมนตรี  ต้องพยายามต้องทำให้เป็นอย่างนั้นครับ

พิธีกร นายกฯ ประเมินว่าหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาล หรือเพื่อไทยเป็นแกนรัฐบาล นายกฯ ประเมินว่าบ้านเมืองจะยังถูลู่ถูกังอย่างนี้ไหม

นายกรัฐมนตรี  ผมว่ามันอยู่ที่สังคม ถ้าสังคมแสดงออกถึงความตั้งใจว่าจะสนับสนุนทุกฝ่าย ในแต่ละฝ่ายจะมีทั้งกลุ่มคนซึ่งอยากให้มันสงบ กับกลุ่มคนที่มันสุดโต่ง พวกที่สุดโต่งก็จะใช้วิธีการใดก็ได้ และก็ยอมรับความรุนแรง ผมคิดว่าถ้าสังคมหนุนฝ่ายที่ไม่สุดโต่ง ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนให้สามารถเป็นหลักของบ้านเมือง ผมว่าถ้าถึงจุดนั้นใครแพ้ใครชนะก็ไม่วุ่นวาย แต่ถ้าเมื่อไหร่เรายังสนับสนุนพวกสุดโต่งให้มีพื้นที่มากขึ้นรุกคืบเข้ามา กลายเป็นกระแสหลัก ใครชนะบ้านเมืองก็วุ่นวาย เพราะฉะนั้น การต่อสู้ครั้งนี้มันอยู่ตรงนี้ มัน    อาจจะเป็นการต่อสู้ที่สำคัญกว่าฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างคนที่ไม่ว่าอยู่รัฐบาล กับฝ่ายค้าน เห็นว่าแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง ควรจะเป็นตามกติกา ตามกฎหมาย ตามวิถีทาง กับพวกที่เห็นว่าถ้าไม่ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ ต้องใช้วิธีอื่นเข้ามา

พิธีกร เราใช้เวลาไปเยอะแล้วจะถามนายกฯ ว่า นายกฯ คิดไหมแก่ๆ อยากทำอะไร ไม่เป็นนายกฯ แล้ว อาจจะเลิกเล่นการเมือง แล้วอยากทำอะไร

นายกรัฐมนตรี   ไม่อาจหรอกครับ เลิกแน่

พิธีกร  ตั้งเป้าไว้เท่าไหร่ ถ้าสมมติเป็นนายกฯ อีกรอบหนึ่ง

นายกรัฐมนตรี  ถ้าเป็นอีกรอบหนึ่งก็จบแล้ว เต็มที่แล้ว

พิธีกร  ถ้ารอบหน้าไม่ได้เป็นยังค้างอยู่ในใจไหม อยากกลับมาอีกรอบหนึ่ง

นายกรัฐมนตรี  ความจริงรอบหน้า ถ้าไม่ได้เป็นก็สันนิษฐานว่าแพ้เลือกตั้ง  แพ้เลือกตั้งผมก็ต้องแสดงความรับผิดชอบอยู่แล้ว พาพรรคแพ้เลือกตั้งผมก็ออก

พิธีกร ยังเล่นการเมืองต่ออยู่ไหม

นายกรัฐมนตรี    ถ้าสมมติว่าแพ้เลือกตั้ง ยังเป็น ส.ส. อยู่ ก็ทำหน้าที่ ส.ส.

พิธีกร แล้วถ้าไม่เป็น ส.ส. ไม่เล่นการเมือง แก่ตัวอยากทำอะไรมากที่สุด

นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้คิดลงไปละเอียด แต่ว่าถ้าถามว่ากลับไปสอนหนังสือก็พอใจครับ

พิธีกร ท่านเป็นนายกฯ มา 2 ปี เมื่อสักครู่ผมถามเริ่มต้นว่า คิดอย่างไรถึงเป็นนายกฯ มาตั้งแต่เด็ก  ท่านตอบแล้ว จะถามคำถามปิดท้ายว่าถ้ารู้ว่าเป็นอย่างนี้ ย้อนเวลากลับไปได้อยากเป็นนายกฯไหม

นายกรัฐมนตรี   คนเราย้อนเวลาไม่ได้ เราเดินหน้าอย่างเดียว ผมไม่คิดเรื่องนี้ครับ

-------------------------------

กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์  สำนักโฆษก

นราวุธ ถอดเทป


สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง  

เนื้อหาในหมวดนี้
 8 ธันวาคม 2553 (8/12/2010) (อ่านแล้ว 14 ครั้ง)
 7 ธันวาคม 2553 (7/12/2010) (อ่านแล้ว 6 ครั้ง)
 7 ธันวาคม 2553 (7/12/2010) (อ่านแล้ว 34 ครั้ง)
 5 ธันวาคม 2553 (5/12/2010) (อ่านแล้ว 35 ครั้ง)
 5 ธันวาคม 2553 (5/12/2010) (อ่านแล้ว 27 ครั้ง)
 4 ธันวาคม 2553 (4/12/2010) (อ่านแล้ว 29 ครั้ง)
 3 ธันวาคม 2553 (3/12/2010) (อ่านแล้ว 34 ครั้ง)
 3 ธันวาคม 2553 (3/12/2010) (อ่านแล้ว 47 ครั้ง)
 2 ธันวาคม 2553 (2/12/2010) (อ่านแล้ว 24 ครั้ง)
 2 ธันวาคม 2553 (2/12/2010) (อ่านแล้ว 31 ครั้ง)