Home    ข้อมูลข่าว    คำกล่าวสุนทรพจน์
สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง
พิมพ์หน้านี้

6 พฤศจิกายน 2553 (6/11/2010)
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในการเปิดงานสัมมนาวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2553  ณ ห้องประชุมฟีนิกซ์ อาคารเอ็กซิบิชั่นเซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสิ้นค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2553 เวลา 09.00 น.

ท่านประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด
ท่านประธานกรรมการ และคณะกรรมการดำเนินการ
ผู้จัดการสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่านครับ


ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดการสัมมนาวันออมแห่งชาติ และมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ส่งเสริมการออมดีเด่น ประจำปี 2553 ที่ชุมนุม สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้ขึ้นในวันนี้

ผมขอแสดงความยินดีกับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ได้ประสบผลสำเร็จในการระดมเงินออมตามโครงการที่ได้มีการรณรงค์ให้มีการออมในช่วงเดือนที่แล้ว (ต.ค.) ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่งตามที่เมื่อสักครู่ท่านประธานได้มีการรายงาน ซึ่งมีตัวเลขการออมสูงถึง 8,000 ล้านบาท และในบรรดาสหกรณ์ทั้งหลายซึ่งได้ขึ้นมารับรางวัลเมื่อสักครู่ก็สามารถระดมเงินออมได้ตั้งแต่เป็นหลักสิบจนถึงหลักร้อยล้านในช่วงระยะเวลา 1 เดือน


เรื่องของการออมมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ มีความสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ของประชาชนตั้งแต่ระดับครอบครัวและชุมชนขึ้นมา ซึ่งการบริหารในเรื่องของการเงินและเรื่องของการออมมีความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพ ทั้งในแง่ของการดำรงชีวิตการประกอบอาชีพในแต่ละครอบครัว มาจนถึงในแง่ของเสถียรภาพในระดับรวมของเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นในระดับชุมชนหรือระดับชาติ


ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของเงินออม รัฐบาลจึงได้กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันออมแห่งชาติ เพื่อให้มีความตระหนักและความตื่นตัวในเรื่องของความสำคัญของการประหยัดและการออมที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร การออมนั้นเป็นการสร้างความมั่นคง เป็นการสร้างหลักประกัน เป็นการเก็บเงินในปัจจุบันไว้ใช้ในอนาคตซึ่งก็จะแตกต่างกับกรณีของหนี้ซึ่งเป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน


ที่ผ่านมาเราได้มีการให้ความสำคัญของการออมมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีองค์กร เช่น ธนาคารออมสิน สหกรณ์ออมทรัพย์ และก็ได้มีการรณรงค์มา ผมเชื่อว่าหลายคนที่อยู่ในห้องนี้ก็จะทราบตั้งแต่ในโรงเรียนให้รู้จักคุณค่าของการออม แต่ต้องยอมรับว่าในระยะหลังนั้นเมื่อเศรษฐกิจมีความพัฒนา มีความก้าวหน้า การมองเห็นความสำคัญของการออมก็ดูจะลดน้อยลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริหารจัดการทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมักจะมีการพูดถึงเรื่องของการกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน ก็ทำให้เกิดค่านิยมซึ่งเปลี่ยนแปลงไป


มาถึงวันนี้ไม่ใช่เพียงเฉพาะประเทศไทย แต่โลกทั้งโลกต้องหวนกลับมาดูในเรื่องของความสำคัญของการออม เศรษฐกิจโลกที่ประสบกับวิฤตรอบล่าสุดเกิดขึ้น เพราะประเทศที่มีเงินมากที่สุดแต่ไม่สามารถบริหารในเรื่องของการออมทั้งในระดับครัวเรือและในระดับประเทศได้ ปัญหานี้คือที่มาไม่เพียงแต่ในเรื่องของปัญหาวิฤตเศรษฐกิจโลกรอบล่าสุดนี้ แต่ยังคงเป็นปัญหาซึ่งทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้ทำได้ไม่ราบรื่น สัปดาห์หน้าครับ ผมจะต้องเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อประชุมผู้นำในเศรษฐกิจของเอเซียแปซิฟิกหรือที่เรียกว่า APEC ซึ่งผู้นำในแถบเอเซียแปซิฟิกที่ไม่ได้ไปร่วมประชุมที่ฮานอยในการประชุมสุดยอดอาเซียน คาดการณ์ว่าหัวข้อหนึ่งที่จะต้องมีการพูดคุย ถกเถียงกันก็คือ ความไม่สมดุลที่ยังมีอยู่ในเศรษฐกิจโลก ซึ่งคาดว่าการประชุมก่อนที่จะไปประชุม APEC คือการประชุมของกลุ่มประเทศ G20 คงจะมีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันแต่ไม่น่าจะได้ข้อยุติทั้งหมด


โดยสรุปประเด็นง่าย ๆ ขณะนี้จะเห็นว่า ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกก็เกิดขึ้นจากการที่ประเทศอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรปหลายประเทศมีอัตราการออมต่ำ เมื่อมีอัตราการออมต่ำและเมื่อรัฐบาลประสบปัญหากับเรื่องของการขาดดุลทางด้านงบประมาณ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากระบบสวัสดิการ สังคมที่ถูกออกแบบมาแล้วไม่ยั่งยืน หรืออาจจะเกิดจากการที่รัฐบาลต้องเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ผลที่ตามมาก็คือประเทศเหล่านี้ก็จะขาดดุลการค้า ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างเนื่อง และสุดท้ายก็ทำให้ค่าเงินของตัวเองต้องอ่อนลงไป


ขณะนี้สหรัฐก็ยังต้องเพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบอย่างมาก เพื่อจะแก้ปัญหาการว่างงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกซีกหนึ่งของโลกก็คือในภูมิภาคของเราและในเอเซียก็คือทำให้มีเงินหลั่งไหลมากจากภูมิภาคของอเมริกาก็ดี ยุโรปก็ดีเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเซีย กดดันทำให้ค่าเงินแข็งก็มากระทบกับเรื่องของปัญหาการส่งออก อย่างที่พวกเราทราบดีกันอยู่ จีนก็เป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีการเกินดุลมาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นก็จะเกิดความตึกเครียดอยู่ตลอดเวลาระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน เรื่องของค่าเงินที่ทั้งสองฝ่ายก็เรียกร้องว่าให้อีกฝ่ายหนึ่งนั้นบริหารจัดการให้ค่าเงินมีความยืดหยุ่นไม่ไปกดดันอีกฝ่ายหนึ่ง


แต่ทั้งหมดปัญหาพื้นฐานถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ อยู่ที่เรื่องของอัตราการออม ที่ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นบทเรียนที่สำคัญนะครับว่า ประเทศที่เราเห็นว่าเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุด ร่ำรวยที่สุด เป็นมหาอำนาจนั้น แต่หากไม่สามารถที่บริหารจัดการในเรื่องของเงินออมได้ก็จะมีปัญหาในภาพรวมของเศรษฐกิจของตัวเอง และขณะนี้ก็ส่งผลมาจนถึงเรื่องของปัญหาวิกฤตที่เป็นวิกฤตในระดับโลกที่จริงสหรัฐฯ เองก็กำหนดให้วันที่ 26 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่สอนเด็กให้รู้จักการออมเงินแห่งชาติ หรือNational Teach Children to Save Day ซึ่งก็เป็นการปลูกฝังในเรื่องนี้ก็คงจะคล้ายๆ กับที่เราก็มีการกำหนดให้มีวันออมแห่งชาติ แต่ก็แสดงให้เห็นครับว่า การทำงานในเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องช่วยกันสร้างความตื่นตัว สร้างความตระหนักอย่างต่อเนื่อง


ประเทศไทยเราก็โชคดีนะครับ ได้รับพระราชทานแนวพระราชดำริในเรื่องของความพอเพียง ซึ่งก็มาช่วยกระตุ้นให้พี่น้องประชาชนคนไทย ได้เห็นความสำคัญของการใช้ชีวิตที่อยู่บนความพอดี ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการเตรียมการสำหรับอนาคตด้วยความไม่ประมาทซึ่งส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของการออม และในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นครับว่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็น กรุงเทพมหานคร หรือจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างจังหวัด ที่ไหนก็ตามที่ได้มีการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนทำบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน และมีการออมมากขึ้นก็จะพบว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่นั่นสามารถที่จะหลุดพ้นมาจากวงจรของปัญหาเศรษฐกิจและความยากจนได้ไม่มากก็น้อย พ้นจากสภาพของความเป็นหนี้ พ้นจากสภาพซึ่งใช้จ่ายเกินความจำเป็นโดยไม่รู้ตัวนะครับ ซึ่งมีหลายพื้นที่ หลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มารายงานให้ผมทราบถึงความสำเร็จของการทำงานทางด้านนี้   เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ความจำเป็นในการที่จะกระตุ้นให้มีการออมมากขึ้นก็ยังเป็นสิ่งที่อยากจะเชิญชวนทุกฝ่ายให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในโรงเรียน ในระบบการศึกษาเอง อันนี้ก็เป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญและเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาที่ได้กำหนดเอาไว้ในเรื่องของคุณภาพการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ของการศึกษา ส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของความตระหนักในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงด้วย


ในส่วนของสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น ก็ต้องถือว่าเป็นองค์กรและมีเคลือข่ายที่มีความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก สหกรณ์ออมทรัพย์ถ้ารวมกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนก็จะมีอยู่ประมาณ 1,000 เกือบ700 แห่งทั่วประเทศ สมาชิกกว่า 3 ล้านคน และเงินออมในระบบทั้งหมดก็ประมาณ 8 แสนล้านบาท ซึ่งก็เป็นเงินที่ไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้นผมจึงขอขอบคุณทางชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด และสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศที่ได้ทำหน้าที่ในการส่งเสริมเรื่องของการออมมาโดยตลอด และก็ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคงไม่เพียงสำหรับพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้ออมเองแต่เป็นหลักประกันและความมั่นคงในเชิงของเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมด้วย


นอกจากนั้นในส่วนของสหกรณ์ออมทรัพย์ก็ยังได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาให้คนได้เรียนรู้ในเรื่องของการช่วยตัวเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งก็ถือเป็นการสร้างทุนในทางสังคมอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้สังคม ชุมชนและท้องถิ่นนั้น ๆ มีความเข้มแข็งโดยพื้นฐาน รัฐบาลตระหนักดีครับว่า ถ้าเรามองไปในอนาคต สภาวะของความเปลี่ยนแปลงในโลก ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจหรือทางด้านอื่น ๆ มีแนวโน้มว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว มีความผันผวนมากขึ้น

  
ท่านทั้งหลายที่ติดตามเรื่องของเศรษฐกิจจะเห็นว่าวิกฤตทางการเงินในระยะหลังจะเกิดขึ้น ถี่ขึ้น และก็ย้ายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอยู่เกือบตลอดเวลา เดี๋ยวเกิดที่ลาตินอเมริกา เดี๋ยวมา เอเเชีย เดี๋ยวไปตะวันออกกลาง เดี๋ยวไปยุโรป เดี๋ยวไปอเมริกา นอกจากนั้นยังเป็นที่คาดการณ์ได้ครับว่า ความรวดเร็วของความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ความรวดเร็ว ความสะดวกของการเคลื่อนย้ายในเรื่องของเงินในเรื่องของทุนจะทำให้ผู้คนโดยทั่ว ๆ ไป มีความเสี่ยงมากขึ้นในการบริหารจัดการเรื่องของเงินทองของตัวเอง


เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นแนวนโยบายและเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลนี้ก็คือการสร้างหลักประกันและความมั่นคงในชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชนมากขึ้น ผ่านกระบวนการของการที่จะนำไปสู่การมีระบบสวัสดิการที่ดี นั่นก็คือความจำเป็นพื้นฐานทั้งหลายก็เป็นสิทธิของประชาชนที่รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการดูให้ได้รับอย่างทั่วถึง และการส่งเสริมการออม กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญอย่างมากในขณะนี้ก็คือ กลุ่มพี่น้องประชาชนซึ่งยังไม่มีระบบคุ้มครองเพื่อการชราภาพใด ๆ ซึ่งก็คือกลุ่มที่ไม่ได้เป็นข้าราชการและไม่ได้อยู่ระบบประกันสังคม ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำ


ความพยายามในการขยายประกันก็ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กระทรวงแรงงานปัจจุบันก็ยังมีการผลักดันอยู่ แต่รัฐบาลได้มองเห็นว่าคงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างระบบการออมใหม่ขึ้นมาที่เป็นระบบหลักซึ่งก็คือที่มาของกฎหมายกองทุนการออมแห่งชาติหรือ กอช. ซึ่งจะมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมา และแล้วก็จะเปิดโอกาสให้กองทุนนี้สามารถที่จะครอบคลุมพี่น้องประชาชนที่ขาดหลักประกันทั้งหลายทั้งปวง กฎหมายฉบับนี้ถ้าออกมา รัฐบาลก็เตรียมงบประมาณที่จะใช้สมทบเข้ากองทุน คือสมทบกับการออมของพี่น้องประชาชน ซึ่งในช่วง 2 ปีงบประมาณข้างหน้า ก็คาดว่าจะต้องมีเงินจำนวนประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาทในการที่จะเข้ามาสมทบในเรื่องนี้

  
ตรงนี้ถ้าเรามารวมกับกองทุนอื่น ๆ เช่น กบข. กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและการออมในช่องทางต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงระบบสถาบันการเงินและสหรกรณ์ออมทรัพย์ก็จะทำให้ระบบการออมในเศรษฐกิจของไทยมีความครอบคลุมมีความกว้างขวางมากขึ้น และจะเป็นแหล่งเงินสำคัญที่สามารถถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ในการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ต่อเนื่องต่อไปด้วย


เพราะฉะนั้นงานทางด้านนี้ รัฐบาลจึงได้ถือเป็นเรื่องสำคัญและก็ต้องแสวงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ในทุกระดับต่อไป ที่ผมพูดมาเป็นเพียงภาพใหญ่ของนโยบายระดับชาติ แต่ในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น รัฐบาลก็ยังมีโครงการที่เป็นโครงการย่อย เช่น โครงการ สวัสดิการชุมชน ที่เราก็มีการสมทบเงินให้พี่น้องประชาชนที่มีการออม อย่างเช่น โครงการออม วันละบาท อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น และขณะนี้ก็ได้เชิญชวนให้ท้องถิ่นสมทบอีทางหนึ่งด้วย


ผมจึงขอเป็นกำลังใจและขอขอบคุณสหกรณ์ออมทรัพย์ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ได้ส่งเสริมและมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนนโยบายทางด้านการออมของรัฐบาล ขอแสดงความชื่นชมสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ได้รับความสำเร็จจากการกระตุ้นและส่งเสริมการออม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสำเร็จในช่วงผ่านมาจะนำไปสู่การขายผล ขยายเคลือข่าย ขยายความรู้ไปสู่สหกรณ์ สถาบันการเงินอื่นๆ และชุมชนต่าง ๆ รวมทั้งพี่น้องประชาชนทั่งประเทศ


บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2553 ของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ บัดนี้ และขออวยพรให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ทุกประการ และให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านได้ประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกัน ขอขอบคุณ ครับ


---------------------------------

 


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก


วิไลวรรณ/ถอดเทป

 

 

 


สื่อประสมที่เกี่ยวข้อง  

เนื้อหาในหมวดนี้
 8 พฤศจิกายน 2553 (8/11/2010) (อ่านแล้ว 37 ครั้ง)
 7 พฤศจิกายน 2553 (7/11/2010) (อ่านแล้ว 6 ครั้ง)
 7 พฤศจิกายน 2553 (7/11/2010) (อ่านแล้ว 6 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 16 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 18 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 27 ครั้ง)
 5 พฤศจิกายน 2553 (5/11/2010) (อ่านแล้ว 19 ครั้ง)
 4 พฤศจิกายน 2553 (4/11/2010) (อ่านแล้ว 4 ครั้ง)
 3 พฤศจิกายน 2553 (3/11/2010) (อ่านแล้ว 58 ครั้ง)
 3 พฤศจิกายน 2553 (3/11/2010) (อ่านแล้ว 33 ครั้ง)