นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ พี่น้องสื่อมวลชน และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผมขอขอบคุณสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ที่ได้จัดให้มีการสัมมนาและได้เชิญผมมาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดความเห็น ข้อมูล ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจที่ในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตหลายด้าน ที่ท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นในการรายงานสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างรวดเร็ว ทันเวลา ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญ ไม่เพียงแต่ในแง่ของการที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับข้อมูลข่าวสารเท่านั้น แต่ก็เป็นบทบาทสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจสามารถที่จะขับเคลื่อนไปได้ เพราะว่าในยุคปัจจุบันนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน จำเป็นที่จะต้องได้รับข้อมูลข่าวสาร เพื่อประโยชน์ในการที่จะตัดสินใจในการคิดวิเคราะห์และวางแผน ผมเองต้องยอมครับว่าจริง ๆ อาจจะพบกับผู้สื่อข่าวทางด้านเศรษฐกิจน้อยไปสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าเพื่อน ๆ ของพวกเราที่เป็นสายการเมืองนั้นอาจจะพบกันบ่อยเกินไปหน่อย เพราะว่าต้องสัมภาษณ์กันทุกวัน และส่วนใหญ่การสอบถามก็จะเป็นเรื่องของสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งก็จะมีประเด็นปัญหาต่าง ๆ เกือบทุกวัน แต่ว่าท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปณิธานฯ ก็จะจัดให้มีการพบปะกับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อที่จะได้ให้ท่านได้รับทราบแนวคิดของรัฐบาล ในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะว่าโดยปกติท่านทั้งหลายก็จะทำงานโดยส่วนใหญ่ก็จะประจำอยู่ตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ซึ่งก็อาจจะทำให้ได้รับทราบการดำเนินการของแต่ละหน่วยงาน แต่อาจจะไม่ได้รับรู้ รับทราบภาพรวมอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเด็นที่ได้มีการตั้งเป็นหัวข้อในเรื่องของความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย เรื่องของการเติบโตในปีหน้า และเรื่องของแนวทางการรับมือของรัฐบาล เมื่อสักครู่ก็จะได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจากการนำเสนอผ่านวิดีทัศน์ของสมาคมฯ ไปแล้วนะครับ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเป็นการยืนยันได้ว่าปี 2553 นี้เป็นปีที่เราถือว่าเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ประมาณปลายปี 2551 ต้องพูดตรงนี้เพราะว่าผมเองเข้ามาทำหน้าที่ในช่วงต้นปี 2552 นะครับ คือรับตำแหน่งปลายปี 2551 ก็จริง แต่ว่าสามารถเข้าบริหารราชการแผ่นดินได้คือต้นปี 2552 ซึ่งในขณะนั้นก็มีความวิตกกันมากว่า วิกฤตทางการเงินที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ค่อนข้างที่จะลึกและก็นาน แต่ว่าจากการเดินหน้าในการเร่งหามาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมา รวมไปจนถึงการที่เศรษฐกิจโลกเอง สามารถที่จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะเรื่องของการประสานงานในระดับของนโยบายมหภาคที่เกิดขึ้นผ่านเวที อย่างเช่น จี20 ซึ่งกลายเป็นเวทีหลักในขณะนี้ ในการประสานนโยบายของเศรษฐกิจของโลก ก็ทำให้การฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคิด อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราคงจะต้องมาพูดคุยกันในวันนี้ก็คงจะเป็นปัจจัยที่เราจะต้องจับตาอยู่ตลอดเวลา ว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจจะมีผลกระทบต่อเรื่องของการฟื้นตัวและการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ เพียงแต่สิงที่ผมจะย้ำในบางประเด็นในช่วงแรก ในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และฐานะของประเทศและของรัฐบาล ที่ทำให้เราต้องถือว่าอยู่ในภาวะซึ่งเข้มแข็งกว่าหลายต่อหลายประเทศ และหลายต่อหลายภูมิภาค ประการแรกอยากจะเรียนว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคนั้นถ้าจะดูจากเรื่องของทั้งเงินเฟ้อ และเรื่องของภาวการณ์ว่างงาน ซึ่งสำหรับการบริหารเศรษฐกิจมหภาคนี้ก็ถือว่าเป็น 2 ปัญหาที่เป็นปัญหาหลักและปัญหาใหญ่ที่สุด ก็จะพบว่าเราได้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้มา โดยสามารถที่จะบริหารจัดการให้ภาวการณ์ว่างงานนั้นไม่พุ่งสูงขึ้นมาก และสามารถกลับเข้ามาสู่ระดับที่ปกติ จริง ๆ แล้วขณะนี้ก็ปรับลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 นี้ค่อนข้างที่รวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม ขณะนี้มีปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นในหลายภาคการผลิต ซึ่งก็เป็นอุปสรรคข้อจำกัดอย่างหนึ่ง แต่ที่ย้ำตรงนี้เพราะว่าในเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางตะวันตก ปัญหาการว่างงานเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งหลายประเทศแม้จะเริ่มเห็นการฟื้นตัวทางด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อัตราการว่างงานยังมีอยู่สูงมาก อันนี้ก็เป็นจุดที่เป็นจุดเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเข้มแข็งอย่างหนึ่งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ส่วนทางด้านเงินเฟ้อนั้นแม้ว่าจะอยู่ที่อัตราประมาณร้อยละ 3.5 หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อยนี้ก็ถือว่ายังอยู่ในเป้าหมายหรืออยู่ในกรอบของเงินเฟ้อเป้าหมาย ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดเอาไว้ ที่สำคัญก็คือว่าเครื่องมือเครื่องไม้ทางด้านเศรษฐกิจมหภาคของไทยนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงิน ทางด้านการคลัง เราอยู่ในฐานะที่มีความยืดหยุ่นพอสมควร เช่น ถ้าพูดถึงฐานะทางด้านคลัง จากเดิมที่เรากังวลกันมากว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมา จะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นไป อาจจะแตะถึงเกือบร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมก็ตาม แต่ว่าเอาเข้าจริงขณะนี้จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 42 ร้อยละ 43 อาจจะเพิ่มขึ้นอีกระยะหนึ่ง แต่น่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 อย่างมากที่สุด งบประมาณซึ่งปีงบประมาณที่เพิ่งสิ้นสุดไป เดิมคิดว่าจะขาดดุลค่อนข้างมาก ก็เอาเข้าจริงเกือบจะสมดุลด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นฐานะทางด้านการคลังของรัฐบาลถือว่ายังมีความยืดหยุ่นในการที่จะรับมือกับความเสี่ยงอยู่พอสมควร อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนั้นนะครับถ้าพูดถึงเรื่องของทุนสำรองระหว่างประเทศ การที่เรายังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นตัวที่ช่วยให้เราอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งพอสมควรในการที่จะรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ อันนี้ก็เพื่อที่จะเสริมภาพว่านอกเหนือจากอัตราการขยายตัวที่อยู่ในเกณฑ์ที่เกินเป้าในปีนี้แล้ว พื้นฐานของเศรษฐกิจทางด้านอื่น ๆ นั้นก็อยู่ในภาวะที่ทำให้เรามีความมั่นใจว่ายังมีความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ อยากจะเรียนว่าเรื่องของความเสี่ยงกับเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันเป็นของคู่กัน ยิ่งนับวันเรามีความก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยี ในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร การทำธุรกรรม ได้ง่ายขึ้นเท่าไร นั่นก็หมายความว่าภาวะความผันผวน ความแปรปรวนทางเศรษฐกิจก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มากเท่านั้น และก็เป็นสิ่งซึ่งอยู่คู่กับระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจที่อิงกลไกตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมยังยืนยันว่าแม้ว่าปัจจุบันนี้หลายประเทศ หรือแม้กระทั่งความร่วมมือระหว่างประเทศจะพยายามแก้ปัญหาในเรื่องของความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดยความคิดที่จะมีการปฏิรูประบบต่าง ๆ มากเพียงไรก็ตาม ผมฟันธงว่าผมไม่เชื่อ ว่าจะสามารถป้องกันความผันผวนหรือความแปรปรวนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในระบบของตลาดและระบบทุนนิยมได้ เพราะฉะนั้นถึงว่าจะมีการปฏิรูปองค์กร จะเป็นกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก จะมีการกำหนดมาตรฐานทางด้านสถาบันการเงินที่เข้มงวดกวดขันมากขึ้น จะมีความพยายามที่จะเก็บภาษี การไหลเข้าออกของเงินทุนอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมั่นใจนะครับว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถที่จะตามทันนวัตกรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของระบบทุนนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบของการเงิน เพราะฉะนั้นความเสี่ยงที่มีต่อเศรษฐกิจโลก ต่อเศรษฐกิจไทยนั้นมีแน่นอน และผมก็คิดว่าอย่างน้อย ๆ ที่สุดเราอาจจะดูความเสี่ยงหลัก ๆ ที่เรามีการประเมินกันในขณะนี้ ผมจะสรุปอยู่ 4 ด้านนะครับ ด้านแรกก็คือตัวภาวะเศรษฐกิจโลกเอง ซึ่งในความหมายนี้น่าจะหมายถึงภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญ และเป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจของเศรษฐกิจไทย ต้องยอมรับครับว่าเศรษฐกิจหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป ยังอยู่ในฐานะซึ่งต้องต่อสู้กับภาวะวิกฤตในรอบที่ผ่านมาทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งก็คือยังมีความพยายามอย่างยิ่งในการที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน ประเทศในยุโรปซึ่งเพิ่งพบกับปัญหาวิกฤตทางด้านการเงินการคลัง สหรัฐอเมริกาเองที่มีอัตราการว่างงานสูงนี้ก็ต้องพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในกรณีของประเทศเหล่านี้ จะอยู่ในฐานะซึ่งทำได้อย่างจำกัด เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ในการที่จะบริหารเศรษฐกิจมหภาคนี้ก็มีข้อจำกัดมาก ทั้งในเรื่องของหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นมาก และรวมถึงความจำกัดในเรื่องของความสามารถในการใช้นโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันบางประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ซึ่งได้เริ่มที่จะปรับฐานะทางการคลังให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กำลังต้องประกาศและเดินนโยบายที่จะต้องมีการปรับลดงบประมาณอย่างมหาศาล ตรงนี้ครับยังเป็นจุดที่เปราะบางอยู่ ว่าการบริหารของเศรษฐกิจเหล่านี้ จะสามารถหาความสมดุลได้หรือไม่ คือถ้ากระตุ้นมากเกินไปก็จะย้อนกลับมาสู่การมีปัญหาทางด้านการเงินการคลัง ในทางกลับกันในบางประเทศ ถ้าเร่งแก้ปัญหาฐานะการเงินการคลังเร็วเกินไป ก็สุ่มสี่ยงต่อการที่จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจของตัวเองกลับมาถดถอยอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังเป็นความเสี่ยงอย่างแน่นอนนะครับสำหรับเศรษฐกิจไทยซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่เปิด เพียงแต่ว่าในขณะนี้เราก็คาดการณ์ว่าแม้ว่าเศรษฐกิจเหล่านี้จะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการส่งออกและเศรษฐกิจของไทย ประการแรกก็คือไม่น่าจะมากเท่ากับในช่วงที่วิกฤตเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2551 เพราะการเกิดขึ้นในขณะนั้นก็ค่อนข้างที่จะเป็นการเกิดขึ้นในลักษณะที่เป็นช็อค ไม่ได้มีการคาดการณ์อะไรกันมากนัก แต่ในขณะนี้ถ้าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ค้าขาย พอที่จะคาดการณ์และปรับตัวได้ระดับหนึ่ง ประการที่สองก็คือว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น เพราะฉะนั้นแม้บางประเทศที่เป็นเศรษฐกิจหลักจะมีปัญหา แต่ก็จะมีตลาดที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะเป็นจีน จะเป็นอินเดีย จะเป็นประเทศในกลุ่มที่เรียกว่า BRIC หรือจะเป็นในกลุ่มอื่น ๆ รวมทั้งในตะวันออกกลาง ซึ่งก็มีการเชื่อมโยงเข้ามากับเศรษฐกิจไทยมากยิ่งขึ้น หรืออาเซียนมากยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กันไปนั้นการที่เราเดินหน้าผลักดันในเรื่องของการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนก็ดี และการที่อาเซียนก็ยังเดินหน้าในการจัดทำข้อตกลงการค้าการลงทุนกับเศรษฐกิจใหญ่ ๆ ก็ดี ก็จะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหานี้อยู่บ้าง แต่ว่าอันนี้ก็เป็นความเสี่ยงด้านแรกที่เราจำเป็นจะต้องมีการจับตาอยู่ตลอดเวลาในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจของเศรษฐกิจหลัก ๆ ของโลก ความเสี่ยงที่ 2 เป็นเรื่องของความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกที่มาสะท้อนอยู่ในรูปแบบของการไหลเข้า-ออกของเงินทุน และแน่นอนที่สุดที่ยังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ทุกวันนี้ก็คือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ผมก็ยืนยันนะครับว่าเราก็ถกกันมากเรื่องปัญหาบาทแข็ง แต่ปัญหาที่แท้จริงนี้เป็นปัญหาของเงินดอลลาร์ เพราะฉะนั้นปัญหานี้ไม่หายไปง่าย ๆ หรอกครับ ตราบเท่าที่สหรัฐอเมริกายังพยายามที่จะใช้นโยบายการเงิน นโยบายภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเองให้หลุดพ้นจากสภาพของการที่มีการว่างงานสูง และก็เงินที่มีอยู่จำนวนมากก็มีแนวโน้มที่จะต้องไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็ตราบเท่าที่เศรษฐกิจไทยเองก็ยังคงเกินดุลในด้านบัญชีเดินสะพัด ปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดก็จะหนุนให้อัตราแลกเปลี่ยนของไทยแข็งขึ้น ซึ่งก็จะเป็นปัญหาในแง่ของการบริหารจัดการเศรษฐกิจ และก็เป็นปัญหาสำหรับภาคการผลิตที่แท้จริง โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ไม่ได้มีต้นทุนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ความผันผวนตรงนี้ก็จะเป็นปมปัญหาซึ่งจะคลี่คลายได้นี้ ต้องเป็นการคลี่คลายในการประสานงานระดับโลก เหมือนกับที่เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว ที่ปัญหาเงินดอลลาร์กับเงินเยนมีความไม่สมดุลกัน แต่ในสุดท้ายสามารถที่จะไปตกลงกันได้ จึงคลี่คลายปัญหาดังกล่าวได้ แต่รอบนี้ยากครับ รอบนี้มันเป็นเรื่องของเงินดอลลาร์บวกกับเงินหยวน แล้วก็ปัญหาของสกุลเงินอีกหลายสกุล และแม้ว่าขณะนี้ เมื่อวานก็คุยกับท่านเลขาธิการสหประชาชาติ ทุกฝ่ายก็คาดหวังว่าในการประชุม จี20 ที่เกาหลีที่จะมีขึ้นต้นเดือนพฤศจิกายน ก็คงจะสามารถคลี่คลายหรือปรับความเข้าใจของผู้เล่นหลัก ๆ ได้ระดับหนึ่ง แต่ว่าก็คงจะเป็นประเด็นที่จะต้องจับตาต่อไป และเราจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการและรับกับความเสี่ยงตรงนี้เช่นเดียวกัน อันนั้นก็เป็นความเสี่ยงทางด้านที่ 2 นะครับ ด้านที่ 3 ก็เป็นปัญหาซึ่งขณะนี้เราประสบอยู่ และหลายประเทศก็ประสบอยู่เช่นเดียวกันคือภัยธรรมชาติ ดิน ฟ้า อากาศ ที่แปรปรวนนี้ส่งผลกระทบอย่างมาก ภัยพิบัติแน่นอนอยู่แล้วทำให้เกิดความเสียหายให้กับทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ และการค้าการขายของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง แต่ว่าในประเทศของเราซึ่งภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก ภัยธรรมชาติและภัยพิบัติตรงนี้ส่งผลกระทบมากเป็นพิเศษ จะเห็นว่าความจริงเราพูดกันมากนะครับว่า การเติบโตของเศรษฐกิจมาจากเรื่องของการเติบโตของการส่งออกมากทีเดียว แต่จริง ๆ แล้วนี้การค้าขายภายในประเทศก็ยังผูกติดอยู่กับเรื่องของภาวะของรายได้ ของพี่น้องเกษตรกรอยู่ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัดในชนบท ปัญหาเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือแม้กระทั่งการที่ดินฟ้าอากาศมีความแปรปรวน ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตรจะมีมาก ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้ที่เดือดร้อนกันมากจากปัญหาน้ำท่วมก็คือกรณีของพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง หรือในภาคอีสานบางส่วน ที่ก่อนหน้านี้ปลูกข้าวช้าเพราะภัยแล้ง ถูกขอความร่วมมือจากภาคราชการด้วยและตามความเป็นจริงด้วยก็คือว่าน้ำไม่มีที่จะให้ ต้องรอจนน้ำมา เพราะฉะนั้นก็เริ่มปลูกช้า แต่ขณะนี้เวลาผ่านไปเดือนกว่า ๆ เท่านั้นเอง ก็เกิดปัญหาน้ำท่วม ก็ คือยังไม่ทันได้เก็บเกี่ยว ตรงนี้ก็เสียหาย แต่ขณะนี้ก้าวเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนแล้ว เพราะฉะนั้นบางพื้นที่ปลูกช้า ปลูกแล้วเสียหาย ยังมีปัญหาอีกว่าคงไม่สามารถที่จะเริ่มต้นปลูกใหม่ได้ เพราะในวงรอบมันเกินเวลา อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นความผันผวนตรงนี้ยังเป็นปัญหาซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของเราจะต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา ผมเรียนว่าก่อนหน้านี้ผมก็กังวลมากว่าจะไม่มีน้ำใช้สำหรับนาปรังต้นปี แต่ว่าในขณะนี้สถานการณ์จะเป็นตรงกันข้ามในการที่จะแก้ปัญหา แต่ถึงกระนั้นก็ตามนะครับ เราคงไม่สามารถที่จะไปวางใจในเรื่องของสถานการณ์น้ำในปีต่อไปได้เลย เพราะปีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากแสดงให้เห็นชัดเจนนะครับว่าพอดินฟ้าอากาศแปรปรวนนี้ แล้งอย่างรุนแรง และท่วมอย่างรุนแรงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาที่ห่างกันไม่มาก นี่ยังไม่นับว่าขณะนี้ภาคอีสานอากาศหนาวเริ่มเข้ามาก็จะมีเรื่องภัยหนาวที่เข้ามา อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งนะครับซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอย่างเราจะต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายที่เป็นความเสี่ยงนะครับ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการเมือง การเมืองในทีนี้ผมไม่ได้กังวลในเรื่องของการเมืองที่เป็นไปตามระบบ ปีหน้ามีเลือกตั้งนะครับผมบอกไว้เลย เพราะว่าผมไม่ได้ตั้งใจอยู่ครบเทอม ถ้าอยู่ครบเทอมก็ไปเลือกปีถัดไป แต่ว่าคิดว่าไม่อยู่ครบเทอม เพราะฉะนั้นมีเลือกตั้งแน่ปีหน้า แต่ว่าถ้าการเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุด ผมเคยพูดชัดเจนว่าผมอยากจะแพ้การเลือกตั้งที่ทำให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบสุข มากกว่าชนะการเลือกตั้งที่มีแต่ความรุนแรง หรือเป็นการเลือกตั้งเลือด ผมไม่ต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็หวังว่าปีหน้ามีการเลือกตั้ง และเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะทำให้เรื่องของการเมืองมีความเป็นเสถียรภาพและกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น แต่ความเสี่ยงมันมีอยู่ มีอยู่ตั้งแต่ว่าเราจะสามารถนำไปสู่การเลือกตั้งที่มีความเรียบร้อยได้หรือไม่ เพราะก็ยังมีคนบางคน บางกลุ่มไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ อันนี้ก็เห็นชัดเจนจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะระเบิดที่เกิดขึ้นที่นนทบุรี เป็นตัวที่บ่งบอกชัดเจนที่สุด ถึงการไม่ลดละในการที่จะวางแผนเพื่อที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายของคนบางกลุ่ม อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็เป็นความเสี่ยง ส่วนการเลือกตั้งจะนำไปสู่ความเสี่ยงในเชิงนโยบายหรือไม่ ก็ต้องดูนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ แต่ว่าตอนนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองก็อาจจะเป็นการแข่งขันกันในเรื่องของการที่จะหยิบยื่นข้อเสนอให้กับคนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องดูว่าจะสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการเงินการคลังแค่ไหนเมื่อการเลือกตั้งมาถึงนะครับ แต่ว่าผมก็คิดว่าโดยทั่ว ๆ ไปนั้นตรงนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ความเสี่ยงของระบบการเมืองของเราอีกด้านหนึ่งที่ก็ได้ส่งผลกระทบมาแล้วในหลายกรณี จะเป็นปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมาย ที่เราเจอกับเรื่องมาบตาพุด ที่เราเจอกับเรื่องของ 3G เป็นเรื่องซึ่งเราก็หวังว่าจะไม่มีประเด็นในแบบนี้อีกที่เกิดขึ้น แต่โดยทั่ว ๆ ไปก็ไม่ควรเกิดนะครับ เพราะว่าถ้ามันเป็นเรื่องของกฎหมายปกติธรรมดา ทางรัฐบาลก็สามารถที่จะตีความบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่บังเอิญ 2 กรณีที่เกิดขึ้นทั้งมาบตาพุดทั้ง 3G นี้เป็นประเด็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบบของเราก็มีจุดอ่อนอย่างหนึ่งก็คือว่า ไม่มีใครสามารถตีความรัฐธรรมนูญและสามารถยึดความเห็นหรือการตีความนั้นได้โดยมั่นใจ เพราะว่าคนที่ชี้ขาดจะต้องเป็นศาลเท่านั้น แล้วก็ในระบบของเรา ศาลก็ไม่รับปรึกษาครับ จะไปถามท่านล่วงหน้าก็ไม่ได้บอกว่าทำอย่างนี้ได้ไหม ต้องให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนถึงจะไปถึงศาล เพราะฉะนั้นทั้ง 2 กรณีไม่ว่าจะเป็น 3G กับมาบตาพุดที่มันเกิดขึ้นนี้ก็เพราะว่าหน่วยงานของรัฐ เราตีความรัฐธรรมนูญว่าจะปฏิบัติอย่างหนึ่ง แต่ว่าเมื่อถูกโต้แย้งไปที่ศาลปรากฏว่าศาลชี้ไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นมา ซึ่งอันนี้ก็เป็นตัวที่กระทบกับนักลงทุน ซึ่งก็ต้องมีการแก้ไขคลี่คลายกันไป อันนี้คือภาพรวมของสิ่งที่เป็นความเสี่ยงหลัก ๆ นะครับที่เราคิดว่าจะมีผลกระทบต่อการบริหารเศรษฐกิจในช่วงต่อไป ก็ย้อนกลับมาถามว่าแล้วรัฐบาลรับมืออย่างไร ผมก็ขอเรียนว่ารัฐบาลตระหนักถึงเรื่องของความเสี่ยงเหล่านี้ตลอดเวลา และสิ่งที่สำคัญเราก็มีประสบการณ์และการเรียนรู้จากวิกฤตและความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นประเด็นแรกผมได้กล่าวไปแล้วว่าความพร้อมในการรับมือก็คือ การดูแลฐานะเครื่องมือที่เป็นเครื่องมือนโยบายทางเศรษฐกิจให้อยู่ในภาวะที่มีความยืดหยุ่นพร้อมจะใช้ได้ ฉะนั้นการบริหารทางด้านการคลังก็ดี อย่างเช่น พอเราเห็นเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เราบอกเลยว่า 400,000 ล้านที่จะกู้มาเพิ่มเติมไม่ต้องกู้แล้ว ตัดทันที ก็เพื่อให้ฐานะการคลังเรานี้อยู่ในภาวะที่มีความพร้อมเมื่อมีความจำเป็นต่อไปในอนาคต ไม่ทำให้สัดส่วนของหนี้เราพุ่งสูงเกินไป จนถ้าหากว่ามีปัญหาอีกรอบหนึ่งแล้วเราจะมีข้อจำกัดเหมือนกับหลายประเทศในตอนนี้ อย่างนี้เป็นต้น หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจในแต่ละครั้งของธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตาม แต่ในภาพรวมก็ต้องยอมรับว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยก็บริหารด้วยความรอบคอบระมัดระวังพอสมควร จะขึ้น จะลงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่ทำในลักษณะที่ผลีผลาม ช่วงที่เหมือนกับเศรษฐกิจจะแรงก็ไม่ได้ผลีผลามจนทำให้กระทบกับการฟื้นตัว ขณะเดียวกันก็ไม่อยู่ภายใต้ภาวะกดดัน ที่ทำให้ไปสร้างความเสี่ยงทางด้านอื่น ๆ เช่น เงินเฟ้อ แล้วก็แม้ว่าแน่นอนนะครับหลายคนยังมีความกังวลกับอัตราแลกเปลี่ยนก็ตาม แต่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องของเงินเฟ้ออย่างเดียวในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นความพร้อมของเครื่องมือ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐาน ประการที่สองก็คือว่า การเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้นโยบายหรือการเลือกมาตรการที่จะสามารถนำไปสู่ความรวดเร็วของการแก้ไขปัญหา ปีที่แล้วตอนที่ผมเริ่มเข้ามาแล้วก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ผมก็ถูกต่อว่าเยอะว่าไม่ทำตามวิธีการที่เคยทำกัน เช่น ผมถูกต่อว่าว่าทำไมไม่ไปทุ่มเพื่อช่วยส่งออก ท่องเที่ยว ซึ่งผมก็ให้เหตุผลในขณะนั้นว่าส่งออก ท่องเที่ยวในขณะนั้นปัจจัยที่จะเป็นตัวที่พลิกมันกลับมาได้นี้มันเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ก็คือความมั่นใจและอำนาจซื้อของต่างประเทศ เราตัดสินใจว่าต้องกระตุ้นเศรษฐกิจภายในก่อน กระตุ้นเศรษฐกิจภายในก็ไม่ได้ทำตามที่หลายคนเคยเข้าใจว่าจะต้องไปเร่งเรื่องสร้างถนน ขุดบ่อน้ำ แต่บอกว่าทำยังไงให้เงินไปถึงมือประชาชนก่อน เพราะฉะนั้นก็ไปทำนโยบายทางด้านสังคม เอาเงินเข้าไป แต่ว่าประสบการณ์ที่เราได้จากตรงนั้นครับ ผมคิดว่ามันบ่งบอกว่าแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ช่วยทำให้เราสามารถรักษากำลังซื้อภายในประเทศได้เร็วที่สุด ท่านจะเห็นว่าเวลาจะทำเรื่องของการลงทุน ก่อสร้างต่าง ๆ นี้ มันไม่สามารถทำได้เร็วอย่างที่เราต้องการครับ โดยธรรมชาติโดยกระบวนการของมันเองก็ต้องใช้เวลาอยู่แล้ว แถมถ้ามีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เข้ามาอีก อันนี้ก็เป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งที่อยู่ในระบบการเมือง ก็จะทำให้เกิดปัญหาการหยุดชะงัก หรือมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นประเด็นที่สองที่เราพยายามทำก็คือว่าต้องคิดถึงเครื่องมือและนโยบายใหม่ ๆ ในวิธีการของการที่จะรับมือกับปัญหานะครับ ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ที่บอกว่าการช่วยเหลือน้ำท่วมจะใช้แนวทางของการแจกเงินสด 5,000 บาท หรือให้เงิน 5,000 นี้ก็ด้วยหลักคิดอันนี้นะครับว่าทำได้เร็วที่สุด มากกว่าที่ในอดีตที่ผ่านมาซึ่งการชดเชยน้ำท่วม ขอโทษว่าตั้งแต่ปี 49 - 50 - 51 บางพื้นที่ยังไม่ได้รับเลยครับ ถ้าเราใช้วิธีการแบบเดิม ๆ เพราะว่ามีปัญหาเรื่องกฎ ระเบียบ การสำรวจต่าง ๆ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือข้อเท็จจริงที่เราก็ต้องปรับเปลี่ยน หรือแนวทางซึ่งเราปรับในเรื่องของภาคการเกษตรมาเป็นระบบของการประกันรายได้ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เรากำลังมีการเรียนรู้ มีนวัตกรรมในทางนโยบาย เพื่อให้มันมีความสอดคล้องกับระบบตลาดมากยิ่งขึ้น ปัญหาข้าววันนี้ยังเป็นมรดกบาปที่ได้มาจากการจำนำในอดีต แต่ตรงนี้หมดเมื่อไร แล้วเราใช้ระบบประกันรายได้แล้วอยู่ตัวนี้ ผมมั่นใจว่าในอนาคต การบริหารจัดการก็จะทำได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นเครื่องมือเครื่องไม้ตรงนี้ยังเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งนะครับในยุคนี้ที่เราจะต้องทำ ไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ทำในระยะยาว คือส่งเสริมในเรื่องของการใช้ระบบประกันมากขึ้นในทุก ๆ ด้าน ถ้าเป็นอัตราแลกเปลี่ยนก็คือทำอย่างไร ทำให้ธุรกิจของเราสามารถเข้าถึงระบบการประกันความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างนี้เป็นต้น และก็ความจริงเสียดายว่าปีนี้ครับ กำลังจะเร่งทำระบบประกันภัยธรรมชาติสำหรับพืชผลทางการเกษตร แต่บังเอิญว่ายังทำไม่เสร็จ แต่ว่าในอนาคตจะต้องมีการสร้างตัวนี้ขึ้นมา ก็ตั้งเป้าเอาไว้ครับ เพราะตอนนี้ ธ.ก.ส. ก็เร่งอย่างเต็มที่ รวมไปถึงการบริหารจัดการระยะยาวในเชิงของการดูแลเศรษฐกิจของครัวเรือน ในเรื่องของการมีระบบประกัน ที่เราพูดถึงการขยายประกันสังคมและการมีกองทุนเงินออมแห่งชาติ ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่สำคัญที่จะสามารถที่จะรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้นะครับ พร้อม ๆ กันไปนั้นนะครับก็ขอเรียนว่าจะเป็นความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก จะเป็นความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จะเป็นความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ จะเป็นความเสี่ยงจากทางการเมืองนี้ สิ่งสำคัญก็คือรัฐบาลเองจะต้องมีความพร้อมในการที่จะติดต่อสื่อสาร ชี้แจงกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราทำอย่างนี้ได้นะครับ ผมก็ยังมั่นใจว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งอาจจะลดลงจากปีนี้เล็กน้อยนะครับ เพราะปีนี้เราเริ่มจากฐานที่ค่อนข้างต่ำ ก็จะไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตามสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะขอเรียนกับท่านทั้งหลายก็คือว่า รัฐบาลเองไม่ได้มองอยู่เฉพาะในเรื่องของความเสี่ยงกับปัญหาของเศรษฐกิจเฉพาะหน้าหรือในระยะสั้น คือใน 1 ปีข้างหน้าเท่านั้น สิ่งที่เราตั้งเป้าไว้อย่างสำคัญนะครับว่า จะต้องเป็นสิ่งที่เราทำให้ได้ในเชิงของการบริหารจัดการเศรษฐกิจ มันมี 3 เรื่องหลักเพื่อที่เราจะลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจในอนาคต ผมคงไม่ลงรายละเอียดนะครับเพราะว่าคงจะได้ใช้เวทีอื่นพูดมามากแล้ว ประเด็นแรกคือเรื่องของการเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ถ้าเราพะวงอยู่กับเรื่องของอัตราการขยายตัว เศรษฐกิจมหภาค ไตรมาสต่อไตรมาส ปีต่อปี แล้วเราลืมเข้าไปแก้ปัญหาซึ่งเป็นจุดอ่อนในเรื่องของขีดความสามารถทางการแข่งขันนี้ สุดท้ายเราก็ไปไม่ได้ เวลานี้ประเด็นเรื่องทักษะแรงงาน การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว เรื่องการศึกษา การวิจัย ที่จะต้องมีการส่งเสริมนี้ เป็นหัวใจสำคัญของการที่จะเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงเรื่องของกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าการลงทุน ที่เราก็ได้ดำเนินการไปหลายทางเช่นเดียวกัน แต่ต้องทำอีกมากนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงการคลัง ประเด็นที่สองที่เราต้องสามารถทำให้สำเร็จก็คือ เรื่องของหลักประกันความมั่นคงของประชาชน ก็คือระบบสวัสดิการที่จะต้องเกิดขึ้น อย่างที่ผมเรียนแล้ว ความผันผวน ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจะอยู่คู่กับโลกปัจจุบัน เพราะฉะนั้นนอกเหนือจากการส่งเสริมให้มีการใช้ระบบประกันภัยแล้ว การมีระบบสวัสดิการ มีความแน่นอนมั่นคงในระดับหนึ่งสำหรับพี่น้องประชาชน จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่เราจะต้องเรียนรู้ทั้งจากประเทศที่ขาดหลักประกันโดยสิ้นเชิง ก็จะมีปัญหาอย่างมากทุกครั้งที่เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ และจากประเทศซึ่งมีระบบสวัสดิการที่โตเกินไปจนเป็นภาระไม่ยั่งยืนทางด้านการเงินการคลัง อันนี้ก็ต้องเรียนรู้จากทั้งสองทางเช่นเดียวกัน แต่ขณะนี้ก็ปูพื้นไปเพื่อตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลา 6 ปีข้างหน้า เราคงจะได้มีระบบสวัสดิการที่มีความชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างและมีความยั่งยืน ประเด็นสุดท้ายประเด็นที่สามก็คือ ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่และก็จะเป็นความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตถ้าไม่ได้รับการแก้ไข วิกฤตที่เราเรียกว่าเป็นวิกฤตทางการเมืองในรอบ 2 - 3 ปีที่ผ่านมา จริงอยู่ครับมีประเด็นที่เป็นปัญหาทางการเมือง เป็นปัญหาของความขัดแย้งของกลุ่มบุคคล แต่ขณะเดียวกันนี้วิกฤตก็จะไม่รุนแรงมาก ถ้าหากว่าความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะว่าเมื่อเกิดความไม่เป็นธรรม เมื่อเกิดความเหลื่อมล้ำ ก็เป็นเหยื่ออย่างดีเลยครับสำหรับคนที่ต้องการที่จะสร้างความปั่นป่วนทางการเมือง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญนะครับในการที่จะลดความเสี่ยงในอนาคต มองไปไกลกว่าปี 2554 ซึ่งกลไกของการปฏิรูปที่กำลังเดินหน้าในขณะนี้มีหลายเรื่อง ซึ่งผมก็ตั้งใจที่จะผลักดันออกมาให้สำเร็จนะครับ เรื่องของกองทุนเงินออมก็เป็นกฎหมายสำคัญ และก็มีภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นภาษีที่จะมาดูแลในเรื่องของความเป็นธรรม การกระจายการถือครองของทรัพยากร ก็ต้องเดินหน้า การแก้ปัญหาเรื่องที่ทำกิน เรื่องหนี้สิน โดยอาศัยรูปแบบที่เราได้เริ่มต้นแล้ว จะเป็นโฉนดชุมชน บ้านมั่นคง หรือเรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนี้ก็จะต้องเดินหน้าทำต่อไป แต่ว่ามีเรื่องซึ่งภายในเดือนหน้า เราจะเร่งทำเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางด้านเศรษฐกิจให้ครบถ้วนมากขึ้นสองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเรื่องของปัญหาเรื่องของโครงสร้างต้นทุนและราคา และการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคซึ่งยังเกิดขึ้นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในต้นทุนพื้นฐานหลาย ๆ ตัว ภาคการพลังงานและส่งผลไปถึงเรื่องของต้นทุนของเกษตรกร ไปจนถึงปัญหาเรื่องของแพง ซึ่งยังเป็นปัญหาหลักที่พี่น้องประชาชนบ่นตลอดตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจเจอภาวะวิกฤต มาจนถึงช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว อันนี้ก็จะมีการดำเนินการที่จะมาทบทวนโครงสร้างหลายตัวตรงนี้ครั้งใหญ่ เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ กับประการที่สองครับ ก็คือการที่เรามีภาคเศรษฐกิจที่ใช้คำว่าไม่เป็นทางการ เป็นเศรษฐกิจที่เรียกว่า นอกระบบบ้าง แรงงานอิสระบ้าง ซึ่งยังไม่ได้รับการบริหารจัดการ ดูแลให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหลัก อย่างถูกต้อง ผมกำลังพูดถึงผู้ประกอบการเยอะแยะไปหมดครับ ที่กระจายอยู่ในประเทศ อาจจะเป็นส่วนใหญ่อยู่ในเขตเมือง พ่อค้าแม่ขาย คนที่ทำงานแรงงานอิสระมากมาย ซึ่งจะต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้ ก็จะมีการเร่งประกาศนโยบายออกมาเพื่อช่วยทั้งในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การไม่ถูกรีดไถจากเจ้าหน้าที่ การมีสภาวะแวดล้อมของการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมถือว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะว่ามีการพูดนะครับว่าเศรษฐกิจไทยถ้าวัดเศรษฐกิจนอกระบบตรงนี้เป็นสัดส่วนที่สูงมาก สำหรับประเทศที่มีระดับการพัฒนา หรือระดับรายได้อย่างเรา ซึ่งถึงเวลาเช่นเดียวกันที่จะต้องมีการสะสางปัญหาตรงนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นภาพรวมนะครับที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบถึงมุมมองของรัฐบาล ในเรื่องของความเสี่ยงที่มีทางเศรษฐกิจทั้งในระยะเฉพาะหน้า และมองไกลไปในระยะกลาง ระยะยาว รวมไปถึงแนวคิดคร่าว ๆ ว่ารัฐบาลนั้นเตรียมการที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรต่อไป ผมขอขอบคุณสมาคมฯ อีกครั้งหนึ่งที่ได้ให้โอกาสผมมาพูดคุยในวันนี้ และก็หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่าการปฏิบัติหน้าที่ของท่านอย่างเข้มแข็ง แม่นยำ จะมีส่วนสำคัญในการช่วยทั้งภาคเอกชนและภาครัฐในการที่จะบริหารเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเป้าหมายที่พวกเราทุกคนต้องการจะเห็น นั่นก็คือความเป็นอยู่ที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนครับ ขอขอบคุณครับ ------------------------------------------ กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป
|