รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้ประกาศโดยตลอดว่า เราเชื่อว่าการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนในเรื่องคุณภาพของคน ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ที่เร่งดำเนินการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และจะต้องมีการดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงปี 2561 จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการเตรียมการให้คนของเราและสังคมของเรานั้น มีความพร้อมในการที่จะรับกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่ของการที่จะเป็นกุญแจสำคัญของการพัฒนาที่จะนำมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนทุกคน และทั้งในแง่ของการที่จะทำให้เรามีสังคมที่มีความสงบสุข แต่ละคนมีความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของกันและกัน การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ซึ่งได้มีการขับเคลื่อนมาโดยลำดับนั้น ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความต่อเนื่องมาจากการปฏิรูปในการปฏิรูปการศึกษาใน 10 ปีแรก และบางส่วนก็มีการเพิ่มเติมเป้าหมาย รวมไปถึงนโยบายมาตรการที่เห็นว่า มีความจำเป็นในการที่จะมีการปรับเปลี่ยน หัวใจสำคัญประการหนึ่งที่ผมได้ย้ำมาตั้งแต่ต้น ในวันที่เราได้มีการเริ่มต้นในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 คือเราจำเป็นจะต้องเก็บเกี่ยวบทเรียนจาก 10 ปีแรกของการปฏิรูปการศึกษา ที่เราต้องยอมรับว่ามีทั้งผลสำเร็จและมีทั้งข้อจำกัด หรือความล้มเหลวในบางด้านเช่นเดียวกัน และบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดว่าหลายฝ่ายมองเห็นตรงกันก็คือว่า จากการที่เราเคยพูดว่า ผู้เรียนจะต้องเป็นศูนย์กลาง แต่ในความเป็นจริงการขับเคลื่อนการปฏิรูปใน 10 ปีแรก เราสูญเสียเวลาทรัพยากรไปอย่างมากในเรื่องของโครงการ ในเรื่องของการบริหารจัดการ จนกระทั่งหลายครั้งเสมือนกับว่าเราได้มองข้ามวัตถุประสงค์จุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือเรื่องของคุณภาพของผู้เรียน ฉะนั้นในทศวรรษที่ 2 ที่เราเริ่มต้นกันในครั้งนี้ จึงได้มีการซักซ้อมความเข้าใจกันในระดับนโยบายชัดเจนว่า จะต้องมุ่งไปสู่เรื่องของคุณภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ แน่นอนเราตระหนักดีว่า การขับเคลื่อนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปการศึกษานั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีการทำงานในด้านอื่น ๆ ต่อเนื่องต่อไป ซึ่งก็มีการดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโอกาสทางการศึกษา ซึ่งยังมีความสำคัญมาก สำหรับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน คนด้อยโอกาส ที่จะต้องขับเคลื่อนไม่เพียงแต่โครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ แต่ก็จะต้องมีการขยายดูแลพี่น้องประชาชนที่ยากจน และเด็กนักเรียนที่ยังขาดโอกาสหรือถูกผลักออกจากระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง อันนี้ก็ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการดูแลขวัญ กำลังใจ และการพัฒนาวิชาชีพของครู ซึ่งก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการที่จะต้องดำเนินการให้มีทั้งกองทุนและกลไกต่าง ๆ ที่จะสนับสนุนวิชาชีพครู จากนี้ไปความสำคัญของคุณภาพของผู้เรียนจะต้องเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา และแม้ว่าวันนี้เราจะมีการพูดถึงเรื่องของเป้าหมายที่เป็นจุดเน้นคุณภาพผู้เรียนเพื่อเป็นจุดเปลี่ยนของการปฏิรูปการศึกษาไทย ในกรอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลัก ผมเองในฐานะซึ่งได้ผลักดันให้เกิดองค์กรที่จะมาสนับสนุนทางด้านการเรียนรู้ ก็ได้กำหนดเป้าหมายในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนในสังคมนั้นให้สอดคล้องต้องกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องของการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดจุดเน้นในส่วนของคุณภาพผู้เรียนที่ได้มีการกำหนดในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการใฝ่ดี ใฝ่เรียนรู้อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการศึกษา และการทำงานของแต่ละช่วงขั้นที่เกี่ยวข้อง และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับทักษะความรู้ ที่ถูกกำหนดเอาไว้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาที่เป็นคุณลักษณะของผู้เรียนอย่างค่อนข้างละเอียด ผมอยากจะเน้นย้ำอีกครั้งว่า สุดท้ายเป้าหมายของเรานั้นคือ ต้องการที่จะมีคนที่มีความสามารถ มีคุณธรรม มีความสุข และเป็นสมาชิกที่ดี ของสังคม จะเรียกว่าเก่ง ดี มีความสุข หรือจะเรียกอย่างไรก็ตามสุดท้ายปลายทางนี่คือเป้าหมายของเรา การสร้างคนที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมที่จะช่วยทำให้ที่สุดแล้ว ชีวิตของพวกเราทุกคนมีคุณภาพที่ดี และเราอยู่ในสังคมที่ดี มีเศรษฐกิจ มีสังคม มีการเมืองที่ดี ในส่วนนี้ผมคงจะต้องขอเน้นย้ำในบางเรื่อง ซึ่งมีความสำคัญในยุคปัจจุบัน ประการแรกที่ผมยัง ต้องเน้นย้ำเสมอก็คือ แม้ว่าการศึกษาในปัจจุบันนั้น เราจำเป็นจะต้องสร้างทักษะ ความรู้ และในระดับสูง ขึ้นไปก็เป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างมาก แต่สิ่งที่เราต้องระมัดระวังที่สุดก็คือ ต้องไม่ให้การศึกษานั้นแยกตัวออกมาจากสังคมหรือจากชีวิตจริง สิ่งที่เราเห็นเป็นอาการของปัญหาในอดีตที่มาคือ ในขณะนี้จะเห็นว่า ทักษะของเด็กและเยาวชนที่ได้จากระบบการศึกษานั้น หลายครั้งไม่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม จึงมีปัญหาเรื่องการว่างงาน จึงมีปัญหาที่คนหนุ่มคนสาวของเราต้องทิ้งถิ่นฐานดั้งเดิมของตนเอง และนำมาสู่ปัญหาอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้น ทักษะในเรื่องของความสามารถในการประกอบอาชีพก็ดี การรู้จักรากฐานของตนเองและมีความรักในการที่จะกลับไปพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นของตนเองก็ดี จะต้องอยู่ในระบบของการศึกษาที่ไม่แยกตัวออกมาจากสังคม จากชุมชนของผู้เรียน ซึ่งตรงนี้ก็จะมีการกำหนดจุดเน้นที่เป็นคุณลักษณะที่จะมาสอดรับทางด้านนี้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความพร้อมในแต่ละช่วงชั้นที่เป็นทักษะพื้นฐานที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต ในการประกอบอาชีพ และที่สำคัญก็คือการที่จะเป็นพลเมืองดี เรามีปรัชญาของความพอเพียง ซึ่งจะเป็นสิ่งนำทางที่สำคัญ เข็มทิศที่สำคัญสำหรับชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทยและเด็กไทย และในวันนี้จากสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางการเมืองและสังคม เรายิ่งต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้องสำหรับเด็กและเยาวชนในเรื่องของการอยู่ร่วมกับคนอื่น เคารพในความแตกต่าง รู้จักใช้สิทธิ และหน้าที่และรู้จักที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ ในการที่จะสร้างสิ่งดี ๆ สำหรับส่วนรวม อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เป็นความสำคัญ ในการที่จะทำให้เด็กของเรา เยาวชนของเรานั้น สามารถที่จะมีคุณลักษณะและมีทักษะตรงนี้ ต้องยอมรับว่า การกระตุ้นให้ตัวเขามีความใฝ่รู้ ก็จะเป็นสิ่งที่จะมีความสำคัญที่สุด เพราะว่าในที่สุดแล้ว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคม ตั้งแต่ระดับโลกจนถึงระดับของชุมชนและท้องถิ่น หากว่าเด็กและเยาวชนไม่ใฝ่รู้และไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สิ่งที่เราหยิบยื่นให้กับเขาเหล่านั้นทั้งหมดในที่สุดก็ล้าสมัยเอาไปใช้ไม่ได้ และในที่สุดก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อการที่จะสร้างคนที่มีคุณภาพอย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้น จุดเน้นที่สำคัญที่จะมารองรับการ ที่จะมีคุณลักษณะปลายทางที่เราต้องการ ก็คือการส่งเสริมในเรื่องของการเรียนรู้และการปลูกฝังความใฝ่รู้ ซึ่งทักษะหนึ่งที่รัฐบาลได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว ก็คือการส่งเสริมในเรื่องการอ่าน ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผมขอเน้นย้ำว่า แม้ปัจจุบันเราจะสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้จากหลายทางและหลายวิธี แต่ทักษะการอ่านยังมีความจำเป็นเป็นพิเศษ เพราะการอ่านนั้นยังคงเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ไม่เพียงแต่ในแง่ของการที่องค์ความรู้ทั้งหลายนั้นปรากฏอยู่และเราสามารถจะเรียนรู้ได้จากการอ่าน แต่กระบวนการของการอ่านนั้น ฝึกให้คนรู้จักคิด วิเคราะห์ และมีสมาธิ ซึ่งจะแตกต่างจากการเรียนรู้อื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ในการที่จะเน้นเรื่องของคุณลักษณะคนของเรา นอกจากนั้น ก็มีความจำเป็นที่เราจะต้องให้คนของเรานั้น มีความพร้อมในการที่จะรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ขณะนี้ก็มีการพูดกันมากในเรื่องของภาษาต่างประเทศ และเมื่อสักครู่ในช่วงการเริ่มต้นของงานนี้ ก็จะเห็นว่า เรามีเด็กและเยาวชนที่ได้ตระหนัก ตื่นตัวในเรื่องของความจำเป็นที่จะใช้ภาษาต่างประเทศได้ดี อยากจะเน้นย้ำตรงนี้เพราะว่า จะเชื่อมโยงย้อนกลับมาถึงเรื่องของการเรียนรู้ด้วย ไม่ใช่ว่าเราจะ ต้องติดต่อสื่อสารกับชาวต่างประเทศมากขึ้นเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคือแหล่งความรู้และแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ต ซึ่งต้องบอกว่าเกือบร้อยละร้อย หรือร้อยละ 90 กว่า ๆ ของแหล่งข้อมูลเหล่านั้นอยู่ในรูปของภาษาต่างประเทศ เกือบร้อยละ 90 เป็นภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น ความสำคัญของภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะนักภาษาต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงในแง่ของการที่จะไปติดต่อสื่อสารกับคนอื่น แต่จะทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด และจะเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดของโลกในอนาคตต่อไป อันนี้ก็เป็นทักษะที่มีความสำคัญ และแน่นอนจะเชื่อมโยงย้อนกลับมาในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย ซึ่งทักษะตรงนี้ก็มีความสำคัญ และรัฐบาลเองได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนผ่านการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อที่จะให้มีความมั่นใจว่าเด็กเยาวชนและประชาชนโดยทั่วไปนั้น สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อข้อมูลในระบบของความเร็วสูงให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็เป็นจุดท้าทายที่รัฐบาลจะต้องมีการดำเนินการต่อไป เรื่องหลัก ๆ เหล่านี้คือจุดเน้นที่ถูกกำหนดเอาไว้ ซึ่งจะมีรายละเอียดและมีผู้รู้ทางด้านการศึกษาที่จะสามารถมาขยายความได้เป็นอย่างดี จากคุณลักษณะที่เรากำหนดนั้น ก็ต้องเชื่อมโยงมาในเรื่องของกระบวนการของการจัดการ การเรียนการสอน หลายครั้งเราบ่นกันเสมอว่า การปรับปรุงในเรื่องของจุดเน้นของคุณภาพการศึกษา เราก็บอกว่าไปเขียนเอาไว้ในหลักสูตร เสมือนกับว่าหลักสูตรที่ประกาศ ถ้าเพียงแต่แก้เนื้อหาสาระในนั้นเราก็สามารถที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนหรือยกระดับคุณภาพของผู้เรียนได้แล้ว ซึ่งท่านทั้งหลายทราบดีว่าไม่ใช่อย่างนั้น เป็นเรื่องไม่ยากที่เราอยากจะเขียนอะไรก็ลงในหลักสูตร แต่สิ่งเหล่านั้นจะนำไปสู่การถ่ายทอดความรู้ทักษะไปยังผู้เรียนหรือไม่ มีกระบวนการมากมายที่จะต้องมารองรับ การเตรียมในเรื่องของสื่อ การเรียนการสอน การเตรียมในเรื่องของบุคลากร การปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมของการศึกษาสำคัญทั้งสิ้น ซึ่งถ้ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้รับการส่งเสริม ไม่ได้รับการเตรียมการให้มีการรองรับ เราก็ไม่มีประโยชน์อะไรในการที่จะไปปรับเปลี่ยนหลักสูตรที่เขียนในใบ นอกจากเลข พ.ศ. ที่ต่อท้ายหลักสูตรที่เราประกาศเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกระบวนของการปรับการเรียนรู้ และการเรียนการสอนตรงนี้ ต้องมาสอดรับกับคุณลักษณะที่เรากำหนดไว้ที่เป็นจุดเน้นในเรื่องของคุณภาพของผู้เรียน สิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ประกาศตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการผลักดันมาจากฝ่ายนโยบาย หลังจากที่เราได้ทั้งรับฟังและได้เห็นประสบการณ์ของผู้ที่ทำงานทางด้านการศึกษาในจุดต่าง ๆ ในประเทศก็คือ ความสำคัญของการเรียนรู้จากกิจกรรม ซึ่งขณะนี้เรียกว่าเป็นสูตร 70, 30 ซึ่งได้มีการตกผลึกแล้ว ตรงนี้จะเป็นหัวใจสำคัญและคิดว่า จะเป็นรูปธรรมที่สำคัญที่สุดของการปรับเปลี่ยนจุดเน้นเรื่องของคุณภาพผู้เรียนในช่วงแรกของการปฏิรูปการศึกษา ถ้าเราสามารถทำร้อยละ 30 ที่เราปรับลดจากการที่มีความซ้ำซ้อนในปัจจุบัน ไปสู่กระบวนการเรียน รู้ที่หลากหลายและไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับแต่ละสถานศึกษา หรือสำหรับแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา แต่เป็นเรื่องที่ผู้สอน ผู้บริหารเขตการศึกษาชุมชน ท้องถิ่น ผู้ปกครอง ควรจะได้มีส่วนร่วมในการที่จะชี้นำแนวทางของการปรับเปลี่ยนในส่วนของร้อยละ 30 ตรงนี้ ผมคิดว่านอกเหนือจากการที่เราจะกระตุ้นให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ๆ ยกระดับคุณภาพในเรื่องของผู้เรียนแล้ว ยังจะเป็นวิธีการสำคัญที่ดึงให้สังคมทั้งสังคมให้ความสนใจ ใส่ใจกับเรื่องของการศึกษา ก็คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้ดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ผมหวังที่จะเห็นว่า รูปธรรมตรงนี้เราจะได้สัมผัสและเริ่มมีการเผยแพร่ขยายได้ตามจุดเล็ก ๆ อาจจะเกิดขึ้นที่ใดก็ได้ในประเทศไทย หากมีความตื่นตัวจากผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับของพื้นที่หรือในระดับของการศึกษา จากจุดที่เชื่อมโยงในเรื่องของการกำหนดคุณลักษณะของผู้เรียน มาถึงการปรับกระบวนการเรียนรู้แล้ว แน่นอนที่สุดก็จะต้องเชื่อมโยงมาในเรื่องของการประเมินผล เพื่อที่ว่าถ้าเรามีความมั่นใจว่า การดำเนินการขับเคลื่อนทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจริง และสามารถให้เราได้รับทราบปัญหา ข้อจำกัด ต่าง ๆ ที่จะย้อนกลับมาสู่การปรับปรุงกระบวนการและปรับปรุงในเรื่องของคุณภาพของผู้เรียนด้วย ผมเข้าใจดีว่าวันนี้ ผมเชื่อว่าคนปฏิบัติงานในภาครัฐ ได้ยินคำว่า “ประเมิน” แล้วกลัว ผมยืนยันได้เลยว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผมได้บอกว่า การปฏิรูปไม่ใช่เฉพาะทางด้านการศึกษา แต่การปฏิรูประบบราชการในรอบประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราได้เปลี่ยนผ่านจากการที่ระบบราชการซึ่งเดิมนั้นมีการประเมินน้อยมาก มาเป็นระบบที่ผมใช้คำว่า สำลักเรื่องของการประเมิน คืองานประเมินกลับกลายเป็นภาระและหลายครั้งเป็นงานประเมินซึ่งไม่สามารถย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับการทำให้มีการปรับปรุงกระบวนการในการทำงานได้ ตรงนี้กระทรวงศึกษาธิการตระหนักดีในระดับของผู้บริหารและตั้งแต่รัฐมนตรี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐมนตรีชินวรณ์ ในปัจจุบัน ก็เร่งในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากตรงนี้ อย่างเช่น กระบวนการในเรื่องของการประเมิน การทำผลงานต่าง ๆ ก็มีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะต้องลดภาระในเรื่องของเอกชน และเพิ่มในเรื่องของการเชื่อมโยงการประเมินต่าง ๆ เข้าสู่เป้าหมายสุดท้ายของการศึกษา นั่นก็คือการปรับปรุงในเรื่องของคุณภาพการเรียนการสอนนั่นเอง เช่นเดียวกัน การที่เราจะมีการกำหนดการวัดและการประเมินครั้งนี้ ผมได้ย้ำกับรัฐมนตรีและ ผู้บริหารที่กำหนดนโยบายว่า จะต้องเป็นการวัดผลและการประเมินผลที่ตรงเป้า ง่าย และไม่เป็นภาระ ไม่กระทบกระเทือน จนทำให้กระบวนการตรงนี้ไปดึงเอาทรัพยากรทั้งในเรื่องของเวลา ทั้งในเรื่องของความคิดจากภารกิจหลัก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เราต้องการจะเห็นเด็กและเยาวชนของเรานั้นได้รับการยกระดับในเรื่องของคุณภาพ ดังนั้น หัวใจหลัก ๆ ของการประกาศจุดเน้นและจุดเปลี่ยนในวันนี้ ใน 3 หัวข้อ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามที่ได้มีการเผยแพร่เป็นเอกสาร และจะมีการพูดคุยกันต่อไปนั้น คือสาระหลักที่ผมต้องการจะเห็นเราขับเคลื่อนไปด้วยกัน ผมยังมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของคนไทยโดยพื้นฐาน และผมยังมีความเชื่อมั่นว่าหากเราสามารถที่จะปรับจุดเน้นย้อนกลับมาสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญและพื้นฐานที่สุดของการศึกษา เราสามารถที่จะก้าวข้ามปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ ได้ และถ้าหากเราได้รับความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ผมก็ยิ่งมีความมั่นใจ สิ่งที่เราได้กำหนดกันในวันนี้ จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ในระยะเวลาของการปฏิรูปการศึกษาในรอบนี้ ผมจึงขอเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือหน่วยงานทางด้านการศึกษาอื่นของกระทรวงและของรัฐ ไปจนถึงหน่วยงานอื่น ๆ หรือภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นท้องถี่น องค์กรภาคประชาชน องค์กรเอกชน ให้มาสนับสนุนดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้ และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านในการที่จะดำเนินการบรรลุตามเป้าหมายร่วมของทุกคนทุกประการ บัดนี้ไว้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงานการประกาศจุดเน้นคุณภาพผู้เรียน จุดเปลี่ยนการปฏิรูปการศึกษาไทย ณ บัดนี้ และขออวยพรให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จ มีความก้าวหน้าตลอดไป และขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ ขอขอบคุณครับ ------------------------------------ กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก ลัดดา/ถอดเทป |