ท่านประธานสภาพัฒนาการเมือง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้แทนภาคประชาชน หน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ได้มาร่วมในการประชุมสมัชชาประชาธิปไตยชุมชนสู่การขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็ง ที่ท่านทั้งหลายได้มีส่วนร่วมในการสร้างกระบวนการและก็จัดให้มีการประชุมสมัชชา เพื่อนำข้อเสนอในเชิงนโยบายให้แก่รัฐบาลในวันนี้ เมื่อสักครู่จากการนำเสนอผ่านวีดีทัศน์ คำพูดแรกที่ที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเรื่องของการมีภาคพลเมืองและการมีภาคประชาชน ที่บอกว่าประชาชนนั้นควรจะได้เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากไปกว่าการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและการประท้วง ผมสะดุดตรงนี้เพราะว่าเมื่อปี 2548 ตัวผมได้รับเลือกจากพรรคของผมให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค นโยบายหลักที่ผมได้กล่าวปราศรัยกับสมาชิกพรรคในขณะนั้น ผมพูดถึงเรื่องอนาคตและทิศทางการเมืองว่าการเมืองภาคพลเมืองจะต้องเข้ามามีบทบาทมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้มีกระบวนการสมัชชาประชาชนขึ้น และเมื่อมีการจัดสมัชชาประชาชนขึ้นในปีนั้น คำพูดที่ท่านได้ยินเมื่อสักครู่นี้ครับ คือคำกล่าวเปิดของผมในงานประชุมสมัชชาประชาชนที่พรรคได้จัดขึ้น นั่นก็แสดงให้เห็นว่าความคิดของท่านทั้งหลายและความเชื่อพื้นฐานของผมมีความสองคล้องต้องกันเป็นอย่างยิ่งในเรื่องทิศทางการพัฒนาการเมือง และสิ่งที่ผมคิดว่าควรจะได้ตระหนักว่าปัญหาข้อจำกัดต่าง ๆ ในทางการเมืองในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเราได้มองข้ามมิตินี้ของการเมืองภาคประชาชน การเมืองภาคพลเมืองและบทบาทของประชาชนในภาพรวม อาจจะเป็นเพราะว่าระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากส่วนกลางทำให้กลไกของกระบวนการของประชาธิปไตยในพื้นที่ ในท้องถิ่น ในชุมชนไม่ได้มีโครงสร้าง ไม่ได้มีระบบ ไม่ได้มีกระบวนการที่รองรับมาตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่ากระบวนการในเรื่องของการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผลักดันกันอย่างเป็นรูปธรรม เพิ่งจะมาทำกันอย่างจริง ๆ จังๆ ยกเว้นในกรณีของเทศบาล เมื่อประมาณปี 2537 ที่เกิด อบต. ขึ้น และหลังจากที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 เท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่เราพูดกันอยู่เสมอว่าการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้นเริ่มต้นมาก่อนหน้านั้นเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 และเราก็ยัง เห็นชัดอยู่ในทุกวันนี้ครับว่า ในขณะที่เราพูดถึงความสำคัญของประชาชนผู้ด้อยโอกาส ประชาชนที่อยู่ในชนบท ประชาชานที่อยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ห่างไกล หรือแม้กระทั่งการใช้ศัพท์ว่าประชาชนรากหญ้าก็ตาม แต่ประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเองกลับยังมุ่งมาสู่ประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของการเมืองระดับชาติเกือบทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือช่องว่าง คือปัญหาของการที่เราจะต้องเข้าไปแก้ไขในเรื่องของการที่ผลักดันให้ประชาชนหรือพลเมืองของเรามีส่วนร่วมในทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ อย่างแท้จริง อย่างทั่วถึง อย่างแพร่หลาย แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้มีการพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมากในช่วงระยะเวลาประมาณ 15 ปี ที่ผ่านมา เราก็ยังพบข้อจำกัดดังจะเห็นได้ว่าในข้อเสนอเชิงนโยบายที่ท่านได้ประชุมกันนั้นก็ได้พูดถึงว่าข้อจำกัดก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและส่วนราชการยังไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้แก่ภาคประชาชนได้อย่างเพียงพอ อันนี้ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งซึ่งผมก็วิเคราะห์ว่าเป็นปัญหาในเชิงของวัฒนธรรมทางการเมืองการพัฒนา และในฐานะที่ผมรับผิดชอบงานทางด้านการกระจายอำนาจก็ได้ย้ำอยู่เสมอในการพบปะกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่า ต้องระมัดระวังไม่ให้การทำงานของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น กลายเป็นเหมือนกับการลอกระบบราชการส่วนกลาง เพียงแต่ไปเพิ่มเป็นระบบย่อย ๆ ทั่วประเทศอีก เรียกว่าเป็นหมื่นระบบ จากข้อจำกัดตรงนี้ละครับที่ผมมองว่าการขับเคลื่อนในเรื่องของการเมืองภาคประชาชน ภาคพลเมืองนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และในข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญปี 2550 ต่อเนื่องมาจากปี 2540 ก็ได้มีบทบัญญัติที่จะเสริมความเข้มแข็งและเพิ่มช่องทางในการมีส่วนร่วมของประชาชน ชึ่งหนึ่งในช่องทางนั้นก็จะมีตัวสภาพัฒนาการเมืองอยู่ และอีกช่องทางหนึ่งที่ให้มีการผลักดันกันขึ้นมาก็คือสภาองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นในทุกระดับ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ถือได้ว่ามีความสำคัญในการที่จะเป็นกลไก ในการเพิ่มเติมช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่สิ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มองช่องทางของการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองและภาคประชาชน ที่จำกัดอยู่ในรูปแบบและช่องทางเหล่านี้เท่านั้น แต่ได้พยายามที่จะเป็นนโยบายสำคัญว่าการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นจากราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือจากการที่จะส่งเสริมการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเชิงนโยบายของการแก้ไขปัญหาของประชาชนอยู่ตลอดเวลาว่าต้องพยายามใช้ประโยชน์และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งแม้ว่าปัญหาหรือนโยบาย หรือมาตรการที่มีการขับเคลื่อนดูแล้วไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่การส่งเสริมสนับสนุนให้มีกระบวนการนี้ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยของชุมชน
ผมอยากยกตัวอย่างครับ ยกตัวอย่างว่า เรามีปัญหาในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรเอาเป็นปัจจัยสี่คือที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน เราเห็นได้ชัดครับว่า การแก้ปัญหาเรื่องของที่ทำกินที่ผ่านมามีหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบมากมาย มีปัญหาเรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบหลายฉบับ และก็มีความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนอยู่ทั่วประเทศ หนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ได้ริเริ่มและกำลังผลักดันออกมาเป็นรูปธรรมก็คือเรื่องของโฉนดชุมชน และเรื่องของธนาคารที่ดิน ซึ่งในเรื่องโฉนดชุมชนนั้น จะไม่สามารถดำเนินการได้เลยถ้าไม่มีกระบวนการประชาธิปไตยชุมชนเข้ามาทำงานและสนับสนุน หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเข้ามาทำงานเป็นหลักด้วยซ้ำ พื้นที่ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมในการที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายโฉนดชุมชนก็คือพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนสามารถมารวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชนและวิเคราะห์ปัญหาของตัวเอง โดยให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ทั้งหมดตรงนั้นมามีส่วนร่วม เพื่อจะกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยจะต้องเรียกร้องให้เป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล แล้วก็จึงนำข้อเสนอนั้นมาเพื่อจะมาตกลงกับรัฐในการที่จะให้โฉนดนั้นแก่ตัวชุมชนไม่ใช่ตัวประชาชนแต่ละคนในชุมชน ซึ่งแนวทางนี้ก็กำลังจะเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในหลายพื้นที่ซึ่งไม่เคยแก้ไขได้เพราะมีความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา และราชการหรือรัฐบาลก็กลัวว่าถ้าแก้ไขปัญหาระดับบุคคลสุดท้ายที่ดินก็จะมีการเปลี่ยนมือ และปัญหาก็จะเกิดซ้ำรอยอีก นี่เป็นตัวอย่างที่หนึ่ง
ตัวอย่างที่สอง ท่านทั้งหลายคงจะคุ้นเคยกับนโยบายที่แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยใน 2 นโยบาย ท่านเปรียบเทียบได้เลยครับ บ้านเอื้ออาทรกับโครงการบ้านมั่นคง บ้านเอื้ออาทรนั้นเป็นโครงการในลักษณะซึ่งหน่วยงานคิด หน่วยงานไปทำ ซื้อที่หาที่ ก่อสร้างบ้านขึ้นมาก็บอกเป็นบ้านราคาถูกและก็ขายให้ประชาชน บางพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ แต่หลายพื้นที่ไม่ใช่ เอาละปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาส่วนหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นเพราะการขาดการมีส่วนร่วมและที่สำคัญก็คือว่าขณะนี้ก็มาตามแก้ปัญหา เพราะว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมาไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ก็กลายเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องแก้กันในทางเศรษฐกิจเพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับองค์กรอย่างไร ในขณะที่โครงการบ้านมั่นคงอาศัยองค์กรชุมชนในการรวมตัวกันเพื่อจัดทำผังของการใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนประสบความสำเร็จอยู่หลายพื้นที่ทุกภาคทั่วประเทศ
ตัวอย่างนี้ตัวอย่างเดียวเป็นบทเรียนที่สำคัญที่เรากำลังจะต้องเรียนรู้และบอกว่ากระบวนการของประชาธิปไตยชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนและพลเมืองคือหัวใจของเรื่องของประสิทธิภาพของนโยบายและคือหัวใจของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ยิ่งไปกว่านั้นเราเห็นชัดเจนในขณะนี้ว่าในภาวะที่บ้านเมืองของเราหรือการเมืองของเรามีความขัดแย้งสูง โดยเฉพาะในระดับชาติ การจะแก้ปัญหาสร้างความปรองดองสมานฉันท์ระดับชาติยังเป็นเรื่องที่ยาก เราก็ต้องพูดกันตรงไปตรงมา แต่เราเห็นแล้วว่าในหลายพื้นที่ จังหวัดเลย แม่ฮ่องสอน เริ่มเห็นกระบวนการปรองดองสมาฉันท์ที่เกิดขึ้นจากพื้นที่จากชุมชนจากท้องถิ่น ผ่านกระบวนการของการมามีส่วนร่วมในการพัฒนาและก็ตกผลึกไปในทางความคิดว่า ถึงที่สุดแล้วความขัดแย้งไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่การมาแสวงหาเป้าหมายร่วมในการพัฒนาต่างหากคือจุดที่จะขับเคลื่อนให้เราก้าวพ้นความขัดแย้งไปได้ ดังนั้นที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อที่จะยืนยันว่ารัฐบาลมีความเชื่อมั่นในกระบวนการของการเมืองภาคพลเรือนภาคประชาชน แต่การเมืองภาคพลเมืองภาคประชาชนก็ยังต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนและในระดับอื่นก็คือต้องมีการไปสร้างความรู้ความเข้าใจ ความตื่นตัวอยู่มาก นโยบายอื่น ๆของรัฐบาลขณะนี้เราก็จะได้พยายามที่จะกระตุ้นให้เกิดกระบวนการในลักษณะอื่นๆ จะเห็นได้ว่าหลายโครงการของรัฐบาลขณะนี้จะมีเงื่อนไขเรื่องของการทำประชาคม ทั้งในเชิงเรื่องรับรองข้อมูลในการบริหารจัดการ เช่น กรณีของโครงการการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรหรือโครงการที่มีการจัดสรรทรัพยากรเพื่อนำไปสู่การพัฒนา จะเป็นกรณีของโครงการชุมชนพอเพียงซึ่งก็มีการเข้มงวดกวดขันกันมากขึ้น และก็ต้องอาศัยความเข้มแข็งของประชาชนมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการจัดสรรเรื่องของงบประมาณที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก สืบเนื่องมากจากการได้มีการรับรองเรื่องนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญในกฎหมายแล้วก็คือระบบที่เราเรียกกันว่าการบูรณาการในระดับจังหวัด ปัจจุบันนี้เราได้ใช้กลไกนี้ในการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่ง ขณะนี้มีอยู่ประมาณหนึ่งหมื่นแปดพันล้านนะครับต่อไปปีทั่วประเทศแต่ว่าเงื่อนไขที่คณะกรรมการซึ่งผมทำหน้าที่เป็นประธานอยู่ ขณะนี้ก็คือว่าทุกจังหวัดจะต้องไปทำเรื่องของประชาคมและก็เป็นการดึงทุกภาคส่วนของพื้นที่มาร่วมอย่างแท้จริง คือ ทั้งส่วนราชการ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งภาคธุรกิจเอกชน หอการค้า สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมไปถึงการเชิญชวนภาคประชาชน และองค์กรภาคประชาชน ซึ่งอาจจะรวมท่านทั้งหลายในที่นี้เข้าไปร่วมด้วยในการจัดทำแผนจังหวัดและแผนกลุ่มจังหวัด ซึ่งเมื่อกำหนดยุทธศาสตร์มาแล้วการจัดสรรงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ดึงความต้องการที่สะท้อนผ่านประชาชนนั่นเอง
แน่นอนที่สุดครับ ถ้าเราสามารถทำระบบนี้ และดำเนินนโยบายผลักดันมาตรการต่าง ๆ และกระตุ้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้แนวทางนี้ นั่นก็คือเป้าหมายของท่านทั้งหลายกำลังส่งเสริมสนับสนุนเรียกร้องก็คือการกระจายตัวของประชาธิปไตยชุมชน ซึ่งจะนำไปสู่การลดความขัดแย้งและการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วประเทศ ผมต้องขอขอบคุณว่าท่านได้ทำข้อเสนอในเชิงนโยบายที่มีความชัดเจนนะครับ ก็ได้มีการประกาศไปเมื่อสักครู่นั้น 5 ข้อ ก็ขอเรียนครับว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอนี้ไป และก็ไปพิจารณาในการที่กำหนดให้เป็นแนวทางการทำงาน บางเรื่องก็จะมีรายละเอียดเป็นการเฉพาะ ซึ่งอาจจะต้องมีการพิจารณาและผมก็จะมีการปรึกษาหารือเพื่อให้ได้แนวทางที่เหมาะสม เช่น ในข้อแรก ที่ท่านได้พูดถึงการที่จะมีงบประมาณส่วนหนึ่งกำหนดไว้คร่าว ๆ ว่า 100,000 บาท ต่อตำบลนะครับ ถัดมาอีก 2 ปี ผมก็คำนวณดูประมาณ 700 กว่าล้านบาท บังเอิญผมมีงบประมาณเริ่มต้นแล้ว ก็จะไปดูว่าส่วนหนึ่งจะสามารถเข้าไปอยู่ในระบบ กนจ. ได้หรือไม่ นะครับ ถ้าจะขาดเหลือตรงไหนก็อาจจะมาพิจารณาในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณส่วนงบกลางต่อไป อย่างนี้เป็นต้น หรือข้อเสนอที่ท่านทั้งหลายให้เปิดพื้นที่สื่อสาธารณะของรัฐ จะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ และก็งบประมาณด้านทางด้านกลไก และเทคโนโลยี ก็เช่นเดียวกันนะครับ ในหลักการนั้นไม่ได้มีปัญหาเลยแต่ แต่ทางปฏิบัติก็คงจะต้องดูวิธีการรูปแบบความเหมาะสมต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายองอาจ คล้ามไพบูลย์) จะดูแลเรื่องของสื่อของรัฐก็อยู่ที่นี่ ท่านก็คงมีความพร้อมที่จะรับไป แต่ก็ต้องบอกทุกท่านนะครับว่า พื้นที่ของสื่อของรัฐก็เป็นที่เรียกร้องจากหลายองค์กรมาก และเราก็พยายามที่จะอำนวยความสะดวกและก็จัดสรรพื้นที่นี้ให้เกิดความทั่วถึง ให้เกิดการกระจายทุกภาคส่วนและก็ประเด็นของการสนับสนุนในเรื่องของประชาธิปไตยชุมชนนั้น เนื่องจากเป็นนโยบายรัฐบาลแต่ก็ถือว่าเป็นอุดมการณ์ที่ระบุไว้ตามรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นหน้าที่ของสื่อของรัฐที่จะต้องมีการสนองตอบตรงนี้
ส่วนการผลักดันกระบวนการการในทุกพื้นที่จะเป็นหมู่บ้าน ตำบลนั้น ผมขอเรียนนะครับว่า เรายินดีที่ส่งเสริมสนับสนุน แต่ยังอยากจะให้ข้อสังเกตไว้ 2 ประการก็คือ ประการแรก ความพร้อมของแต่ละพื้นที่อาจจะมีความแตกต่างกัน และก็ความต้องการของแต่ละพื้นที่ก็จะแตกต่างกันด้วยในแง่ของการที่จะสร้างกระบวนการชุมชนขึ้นมา เมื่อสักครู่เข้าใจว่าในการสรุปการนำเสนอก็จะมีการยอมรับและก็สะท้อนแนวคิดเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่คงจะต้องระมัดระวังก็คือว่า รูปแบบของประชาธิปไตยในชุมชนที่จะเกิดขึ้นไม่ควรจะเป็นรูปมาตรฐาน เหมือนกับที่ปัจจุบันเราเริ่มต่อว่าราชการก็ดี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดีขาดความยืดหยุ่นและก็เป็นที่มาของการบริหารพื้นที่ เราก็คงไม่ต้องการที่จะให้กระบวนการตรงนี้เดินซ้ำรอยอีกครั้งหนึ่งและวันข้างหน้าก็จะต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีความรู้สึกว่าขาดพื้นที่ไป เพราะรูปแบบในพื้นที่นั้นไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะอำนวยบริหารจัดการพื้นที่ให้กับประชาชนได้ และประการที่สองก็คือว่าการผลักดันตรงนี้ ขอความกรุณาว่าอย่ามองเฉพาะกระบวนการที่ใช้ชื่อหรือกำหนดเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยชุมชนเพียงอย่างเดียว แต่มองไปถึงการแก้ไขปัญหาอื่นๆ เช่น การจัดสรรทรัพยากร การผลักดันนโยบายของรัฐบาลต่าง ๆ ว่าจะมีรูปแบบกระบวนการของการมีส่วนร่วมกับประชาชนได้อย่างไร
ข้อเสนอที่สี่ซึ่งเป็นเรื่องของการศึกษานั้น ก็ขอเรียนนะครับว่า เมื่อเช้าผมออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยก็ได้บอกไปแล้วว่า ประเด็นของการผลักดันเรื่องของสังคมแห่งการเรียนรู้ที่รัฐบาลถือเป็นประเด็นสำคัญจะมีการเรียนรู้ใน 4 เรื่องหลักนะครับ หนึ่งก็จะเป็นเรื่องของทักษะการประกอบอาชีพ สองก็คือเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ สามก็คือการกระตุ้นให้เกิดการส่งเสริมการอ่าน และก็ข้อที่สี่ก็คือความรู้เกี่ยวกับหน้าที่พลเมืองของประชาชนในเรื่องของการเป็นสมาชิกของชุมชนของท้องถิ่น หรือการเป็นพลเมืองของประเทศที่ดีที่จะมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นการดำเนินการที่จะมีความสอดคล้องกับข้อเสนอของท่าน
ส่วนข้อเสนอสุดท้ายที่มีการปรับปรุงระบบราชการและก็สนับสนุนองค์ปกครองส่วนท้องถิ่นในเชิงระบบต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อการมีส่วนร่วมการบริหารจัดการนั้น ก็คงจะเป็นแนวทางหลักซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะรับไปดำเนินการ ผมยังไม่ได้มีโอกาสได้เห็นข้อเสนอของแต่ละกลุ่ม แต่ละภาค อย่างละเอียดนะครับ แต่ก็เชื่อว่าจะเป็นข้อคิดที่เป็นประโยชน์ เมื่อสักครู่ตอนนำเสนอ สรุปสั้นๆ ห้าหกประโยคเท่านั้นละครับแต่บอกได้นะครับว่าที่ฟังแต่ประโยคยืนยันได้เลยว่ามีความคิดที่ไม่ค่อยต่างกันอยู่แล้ว เช่น รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่หยิบเอาปัญหากรณีการพัฒนาในภาคใต้ และพูดชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าเราต้องเลิกความคิดที่ว่าเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาอยู่ที่ประเทศเรา และก็ได้ตัดสินใจไปแล้วว่ากรณีของภาคใต้นั้น การพัฒนาพื้นที่จะยึดแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็สอดคล้องกับสิ่งที่พูดมา
ส่วนภาคตะวันออกที่กำลังเร่งสะสางปัญหาในเรื่องของอุตสาหกรรมกับมลภาวะนั้น ก็ขอเรียนว่านอกเหนือจากโครงการต่าง ๆ ที่บรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่กำลังผลักดันกันอยู่ในขณะนี้นะครับ ก็เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว การไปแก้ปัญหาที่รากเหง้าคือการพิจารณาถึงความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมในพื้นที่การทำเขตกันชน การทำแนวป้องกันกำลังเป็นงานเร่งด่วนที่จะผลักดันต่อไป ผมจะยึดถือเอาการประกาศประเภทกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงมาเป็นแนวทางในการที่จะดูแลไม่เกิดปัญหาที่รุกลามและก็สามารถที่จะเริ่มแก้ไขปัญหาจากการเกิดผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภาคอื่น ๆ อย่างที่ได้มีการนำเสนอมาเรื่องทรัพยากรก็ได้อ่านไปบ้างแล้ว ในรายละเอียดทั้งหมดผมก็อาจจะได้มีการให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นเร่งไปพิจารณาและสนองต่อ ถ้ามีประเด็นอะไรที่เราคิดต่างก็จะนำมาหารือกับทางองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นสภาพัฒนาการเมือง หรือจะเป็นสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป
ดังนั้นผมขอเรียนครับว่างานของท่านที่ทำมาทั้งหมดขณะนี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ รัฐบาลพร้อมที่จะสานต่อในเรื่องของการขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็งและก็จะให้การส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งและความพร้อมของงานต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไป ขอขอบคุณท่านทั้งหลายอีกครั้งหนึ่งและก็ขออวยพรให้การจัดงานในวันนี้บรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ทุกประการ และขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ โดยทั่วกัน
ขอบคุณครับ
------------------------------------------
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป
|