![]() |
ปาฐกถาพิเศษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง "การวิจัยกับการสร้างบูรณภาพของคนไทย"
ในการประชุมนักวิจัยรุ่นใหม่ พบ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ครั้งที่ 10
ณ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ รีสอร์ท รีเจนท์ บีช ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2553 เวลา 09.30 น.
ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และเมธีวิจัย
นักวิจัยและผู้รับทุนโครงการพัฒนาศักยภาพการทำงานวิจัยฯ
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาในงานการประชุม “นักวิจัยรุ่นใหม่ พบ เมธีวิจัยอาวุโส สกว.” ซึ่งครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นครั้งที่ 10 แล้ว และก็จำได้ว่าปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสมาพบปะกับท่านทั้งหลายที่ได้มาร่วมประชุม และได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของงานวิจัยและความสำคัญของงานวิจัยที่มีต่อการพัฒนาประเทศ ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยทุกท่านที่ได้รับรางวัลและขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ ท่านได้เดินหน้าในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ หรือนำองค์ความรู้ต่อยอดนำไปสู่การประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมไทยต่อไป
ที่จริงการมาพูดในเวทีแห่งนี้ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะลำบาก เมื่อสักครู่ก็คำกล่าวรายงานก็ข่มขวัญผมอีกิ เพราะว่าผมเป็นเสียงข้างน้อยมาก ๆ คือไม่จบปริญญาเอก เหมือนกับให้คนที่มีความรู้น้อยกว่ามาพยายามที่จะให้ความรู้กับคนที่มีความรู้มากกว่า แต่ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องของความรู้และเรื่องของการเรียนรู้ ปรากฏการณ์ของหลายปีของการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา น่าจะสอนเราได้หนึ่งอย่างเหมือนกันคือ เราเรียนรู้ได้จากคนทุกคน ได้จากทุกสถานการณ์ และสิ่งที่เรากำลังพยายามผลักดันในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของคุณภาพ สิ่งหนึ่งที่เราได้ย้ำเป็นอย่างยิ่งคือ การเรียนรู้นั้นต้องเป็นการเรียนรู้ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตลอดชีวิตของผู้คน และที่สำคัญคือว่า บางครั้งการเรียนรู้มาในรูปแบบซึ่งเราอาจจะไม่ได้คาดคิด คาดฝัน บางทีคนที่คิดว่าไปให้ความรู้อาจจะต้องเรียนรู้จากคนที่เราคิดว่ามีความรู้น้อยกว่า แล้วที่สำคัญที่สุดคือว่าถ้าเราสามารถที่จะสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในสังคม และกระตุ้นค่านิยมในเรื่องของการใฝ่รู้ ความรู้ที่เป็นองค์รวมที่เกิดขึ้นสำหรับสังคมนั้นอาจจะยิ่งใหญ่กว่าหรือมีมากกว่าความรู้ของแต่ละคนที่เอามารวมกัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมคิดว่าเป็น ประเด็นสำคัญในปัจจุบันคือ การพยายามสร้างบรรยากาศและสภาวะแวดล้อมของการเรียนรู้เพื่อให้สังคมของเรานั้นเป็นสังคมที่นำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง
หัวข้อที่ผมได้รับมอบหมายให้มาพูดคุยกับท่านทั้งหลายคือ เรื่องของการวิจัยกับการสร้างบูรณภาพของคนไทย ซึ่งความจริงเมื่อปีที่แล้วผมก็ได้มีโอกาสมาพูดถึงเรื่องของความสำคัญของงานวิจัย และบทบาทของงานวิจัยที่มีต่อกระบวนการของการพัฒนา ซึ่งคงต้องเน้นย้ำเช่นเดียวกันว่า ในการที่จะสร้างบูรณภาพของคนไทย ความจำเป็นที่จะเราต้องผลักดันให้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และปีที่แล้วสิ่งที่ผมได้เน้นย้ำเป็นพิเศษคือว่าการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นในด้านใดก็ตาม เศรษฐกิจ สังคมหรือการเมือง จะนำไปสู่สิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เป็นความปรารถนาของคนไทยทุกคน จะต้องอิงกับเรื่องของฐานความรู้มากกว่าการใช้ความเห็นหรืออารมณ์เป็นหลักในการดำเนินการ และความรู้นั้นต้องประกอบไปด้วยเรื่องของข้อเท็จจริงและการใช้หลักของเหตุและผล น่าเสียดายว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมของเรา และความสูญเสียที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นยังคงเป็นการตอกย้ำว่า เรายังไม่สามารถที่จะทำให้สังคมนั้นยืนอยู่บนฐานของความรู้ของข้อเท็จจริงและของเหตุและผลได้เท่าที่ควร แต่ในที่สุดความเห็นอารมณ์ และก็ร้ายแรงที่สุดที่เป็นปัญหาในปัจจุบันคือ การใช้ความรุนแรงยังเป็นปัญหาที่ทำให้บ้านเมืองของเรานั้นต้องติดกับในเรื่องของวิกฤตทางด้านการเมือง สังคมที่ยังเป็นความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ แล้ว ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอีกหลายต่อหลายด้าน
ผมจึงคงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การขับเคลื่อนสังคมของเราหรือเศรษฐกิจของเรานั้น ยังมีความจำเป็นอย่างมากที่เราจะต้องสร้างความตื่นตัวในสังคมในวงกว้าง ให้เห็นความสำคัญในเรื่องของความรู้ ข้อเท็จจริงและการใช้เหตุและผล เรามองเห็นชัดเจนว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตโดยเฉพาะวิกฤตทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อเรากำลังจะต้องมีการเดินหน้าในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ความสำคัญในเรื่องของการที่สังคมของเราจะต้องมีความรู้และใช้ประโยชน์จากความรู้จะยิ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น ทุกวันนี้เราก็ยังเห็นปัญหาอยู่มาก ในเรื่องของการใช้ข้อเท็จจริงและเหตุและผล และหลายครั้งเรายังมองไม่พ้นปัญหาเฉพาะหน้า ปัญหาที่เป็นกระแสประจำวันหรือประจำสัปดาห์และก็ไม่คิดถึงสิ่งที่มันท้าทายที่รอเราอยู่ข้างหน้าหลายต่อหลายเรื่อง
ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าเรื่องของเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองผูกพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เราปรารถนาจะเห็นมากที่สุดคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างเป็นธรรมทั่วถึง เพื่อนำไปสู่ไม่เพียงแต่คุณภาพชีวิตที่ดีในแง่มุมของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สงบสุข เคารพในสิทธิของกันและกัน และทุกคนมีความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เราจำเป็นที่จะต้องมองปัญหาระยะยาวหลายปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่น ทางด้านเศรษฐกิจเราเห็นชัดเจนว่า กระแสโลกาภิวัตน์ไม่หยุดยั้งการเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งสิ่งนี้ก็นำมาในเรื่องของความจำเป็นในการที่จะปรับปรุงในเรื่องของประสิทธิภาพ การแข่งขันของธุรกิจ และของประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป ก็เป็นปัญหาซึ่งเราบางทีก็มองข้าม
เช่น ในปัจจุบันทุกคนให้ความสนใจในด้านเศรษฐกิจอยู่กับเรื่องของค่าเงิน ว่าค่าเงินบาทแข็ง ส่งออกเดือดร้อนซึ่งก็เป็นความจริงแต่ว่าถ้าเราสะสมความรู้และก็ใช้เหตุใช้ผลกับสภาพข้อเท็จจริงของตลาดทุนของโลกในปัจจุบัน เราจะไม่มาเสียเวลาในการที่จะพยายามถกเถียงว่าเราจะฝืนข้อเท็จจริงในเรื่องของการไหลเวียนของเงินทุนในปัจจุบันและแนวโน้มของค่าเงินได้หรือไม่ แต่เราควรจะต้องคิดว่า ถ้าสภาพความเป็นจริงเป็นอย่างนี้ และแนวโน้มในช่วงระยะเวลาอาจจะ 6 เดือนหรืออาจจะถึง 1 ปีข้างหน้า คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นเงินบาทกลับไปอยู่ในระดับ 34 -35 บาท อย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ เราควรจะต้องคิดต่างหากว่า แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้อย่างไร หรือบรรเทาความเดือดร้อนของคนที่ได้รับผลกระทบในทางลบอย่างไร ซึ่งแผนที่เราจะต้องเร่งทำมากกว่าคือ ในภาวะซึ่งเงินบาทแข็งเป็นโอกาสทองที่เราจะนำเข้าโดยเฉพาะเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งจะนำมาสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้ในราคาถูกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา อย่างนี้เป็นต้น
แต่ท่านจะเห็นว่าสังคมจะไม่ค่อยสนใจ หรือไม่อยากจะพูดเรื่องเหล่านี้ กลับมองว่าการมองปัญหาในลักษณะนี้เป็นความพยายามที่จะไม่เข้ามาแก้ไข ทำให้เงินบาทกลับไปอยู่อย่างที่เราอยากจะเห็น หรือไม่เป็นการตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะมีผลกระทบต่อเรื่องของรายได้ของผู้ส่งออกซึ่งก็เป็นมาตรการที่จำเป็น แต่เป็นเพียงมาตรการซึ่งจะบรรเทาปัญหาได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หรือเราจะเห็นชัดเจนเช่นเดียวกันว่า พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น เพราะฉะนั้น ปัญหาที่ย้อนกลับมาอย่างแน่นอนคือ ปัญหาที่ทั่วโลกต้องเผชิญในเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงาน ผมก็เคยบอกไว้ว่า การเตรียมการในเรื่องของการสนับสนุนพลังงานทดแทน ในเรื่องของการดูแลในเรื่องของความมั่นคงทางอาหาร อย่าไปรอให้น้ำมันแพงอีกรอบ แต่ควรจะต้องเตรียมการเพราะเราก็คาดการณ์ได้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้นมาปัญหานี้จะย้อนกลับมา
เช่นเดียวกันเรื่องเหล่านี้แม้ว่าจะมีการผลักดันอยู่ในส่วนของฝ่ายนโยบาย แต่ช่วงที่ผ่านมาเราก็ยังได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้น้อยเกินไปไม่นับว่าปัญหาซึ่งท้าทายมนุษยชาติมากที่สุด คือเรื่องของปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไม่มีอะไรที่ยืนยันได้ชัดเจนเท่ากับประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมาในเรื่องของความผันผวนทางด้านนี้ จริงอยู่นะครับทางวิชาการยังมีการโต้แย้งกันอยู่บ้างว่า ปัญหาหรือปรากฏการณ์โลกร้อนมีผลมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่า ภัยพิบัติต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็มีความผิดปกติและมีความเปลี่ยนแปลง มีความผันผวนมีความแปรปรวนอย่างชัดเจน เฉพาะเรื่องน้ำ 3 เดือนที่แล้วผมนึกว่า เราจะเผชิญกับวิกฤติที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งต้นปีหน้าคือ จะไม่มีน้ำสำหรับทำนาปรัง แต่ว่าความเสียหายจากภัยแล้งยังไม่ทันแก้ไขได้เรียบร้อย ถัดมาอีก 2 เดือน ผมต้องมาเผชิญกับปัญหาว่า หลายเขื่อนต้องรีบพร่องน้ำ มิฉะนั้นรับน้ำไม่ไหว และขณะนี้แน่นอนที่สุดใครที่เดินทางมาผ่านจังหวัดในภาคกลางตอนล่างตอนนี้ก็เห็นชัดเจนถึงปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น นี่ยังไม่ได้พูดถึงปัญหาในเรื่องของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงของทิศทางการไหลเวียนของน้ำ ซึ่งมีผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งของประเทศไทยจำนวนมาก แล้วก็ปัญหาที่กำลังตามมาคือ ระดับน้ำเค็มที่ดันน้ำจืดขึ้นมา ประเทศที่ขณะนี้เริ่มประสบปัญหาอย่างชัดเจนแล้ว คือ ประเทศเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณลุ่มน้ำซึ่งใช้เป็นพื้นที่ของการปลูกข้าว ซึ่งปัญหาของประเทศไทยก็คงจะไม่แตกต่างมากนัก ถ้าหากว่าเราไม่เตรียมการในเรื่องเหล่านี้
การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การเติบโตทางเศรษฐกิจเราจะเห็นชัดเจนว่า ระยะหลังประเทศที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ ไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการใช้ทรัพยากรมากเท่ากับการใช้ความคิด ท่านลองนึกดูว่า อุตสาหกรรมที่เติบโตมากที่สุดขณะนี้จะเป็นอุตสาหกรรมทางด้านบริการ และข้อเท็จจริงคือ อุตสาหกรรมอย่างเช่นโทรคมนาคม หรือบริการทางด้านโทรคมนาคมเกี่ยวโยงกับเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสารสนเทศก็ดี อุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งความจริงก็คาบเกี่ยวกับเรื่องของสื่อประเภทใหม่ก็ดีเติบโตมากที่สุด ที่จริงถ้าคิดมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เราใช้กันอยู่ คิดจากตัวทรัพยากรจริงๆ มูลค่าไม่มากหรอกครับ แต่ที่เราเสียเงินอยู่ทุกวันนี้ เสียเงินให้กับความคิดของคน แล้วก็คนที่ชอบเล่น ความจริงคนไทยเล่นทุกเรื่องไม่ค่อยทำ ภาษาเราก็เป็นอย่างนั้น เล่นเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศก็หงุดหงิดเสมอครับ เพราะว่ารู้เลยครับว่า สินค้าต่างๆ ที่นำออกมาใช้นั้นความจริงความรู้ไปไกลแล้ว อุปกรณ์หลายอย่างทำได้มากกว่าที่เราใช้มันอยู่ แต่ว่าบางทีเขาก็ใช้วิธีการในเรื่องของการตลาด บางทีก็เป็นเรื่องซึ่งขณะนี้ก็ต้องถกเถียงกันต่อไปว่า การอาศัยเรื่องของกฎ กติกาทางด้าน ทรัพย์สินทางปัญญา เอารัดเอาเปรียบกีดกัน หรือทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถใช้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ ก็เป็นประเด็นซึ่งท้าทายอย่างมาก และจะเกี่ยวพันใกล้ชิดกับเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจของการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตอย่างนี้เป็นต้น
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมเพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ความท้าทายทั้งหลาย เฉพาะทางด้านเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องซึ่งจำเป็นที่จะต้องอาศัยในเรื่องของความรู้ และการใช้ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างทั้งมูลค่า และคุณค่าทางเศรษฐกิจ ถ้าไม่มองเฉพาะในแง่การเติบโต แต่มองในแง่ของความยั่งยืนและความเป็นธรรมของการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าเราสามารถสร้างเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยใช้ทรัพยากรน้อย นั่นก็หมายถึงเรากำลังสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถ้าเราสามารถทำให้ความรู้เป็นหลักของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความรู้เป็นสิ่งที่ผมถือว่าเป็นทรัพย์สมบัติสาธารณะเมื่อมีการเผยแพร่ นั่นหมายถึงว่า เราสามารถที่จะกระจายประโยชน์ที่เกิดขึ้น หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจนั้นไปได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นอีกจุดหนึ่งว่า เราจะต้องพยายามใช้ฐานความรู้สนับสนุนไม่เพียงแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเติบโตที่มีความยั่งยืนและมีความเป็นธรรมด้วย
ประเด็นท้าทายทางด้านสังคมที่เราต้องคิดในปัจจุบันก็จะเห็นได้ชัดเช่นเดียวกันคือ เรื่องของสังคมของเราที่กำลังปรับเปลี่ยนไปเป็นสังคมของผู้สูงอายุ สัดส่วนของผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 จะเติบโตมาเป็นร้อยละ 20 และร้อยละ 25 ในระยะเวลาที่ค่อนข้างที่จะสั้น แล้วเราก็จะต้องเผชิญกับความท้าทายว่า จะบริหารจัดการในเรื่องของทรัพยากรอย่างไรเมื่อสัดส่วนของคนทำงานเทียบกับผู้สูงอายุลดลง เราจะต้องหารายได้ที่เกิดขึ้นจากการทำงานนั้นไปดูแลจุนเจือ เพื่อที่จะให้ผู้สูงอายุนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสิ่งที่ตามมาซึ่งเราทราบดีอยู่คือ ค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพก็เช่นเดียวกันครับว่า เป็นปัญหาซึ่งหลายประเทศประสบอยู่ในปัจจุบัน และประเทศไทยจะประสบมากขึ้นในอนาคต ซึ่งการใช้ความรู้ การมีนวัตกรรมและการบริหารจัดการที่ดีก็เป็นเรื่องที่สำคัญ
ก็มีประเด็นท้าทายนะครับ เมื่อเร็วๆ นี้เราเป็นเจ้าภาพของการจัดประชุมครั้งแรกขององค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ และบริการทางด้านสุขภาพ ซึ่งเหตุผลหนึ่งซึ่งขณะนี้ต้องมีการมาประชุมในระดับนานาชาติ เพราะว่าประเทศกำลังพัฒนาและรวมทั้งประเทศไทยด้วย อยู่ในภาวะซึ่งนำเข้าอุปกรณ์การแพทย์และบริการทางด้านสุขภาพ เป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่น่าตกใจคือว่าเขาค้นพบว่า กว่าครึ่งหรืออาจจะเกือบร้อยละ 70 ของสิ่งที่นำเข้ามาไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่า หรือบางครั้งใช้ประโยชน์ได้น้อยมากด้วยซ้ำ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นว่า นอกเหนือจากเรื่องของการที่จะต้องสร้างองค์ความรู้แล้ว การบริหารจัดการกติกาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท้าทายเช่นเดียวกัน
ส่วนทางด้านการเมืองนั้น ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมากนะครับ เพราะว่านักการเมืองปกติก็เป็นจำเลยของสังคมอยู่แล้ว วันนี้ยังไม่ดีขึ้นแล้วก็การเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองยังเป็นปัญหาใหญ่ แต่ก็อีกเช่นกันว่า สิ่งที่น่าหนักใจที่สุดคือ การคิดในเชิงระบบเกี่ยวกับการเมืองหรือการวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็ยังเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย ก็ยังเป็นการต่อสู้ในเรื่องของความเห็น การใช้ความรู้สึก การใช้อารมณ์กันอย่างค่อนข้างมาก แทนที่จะพยายามยึดเอาเรื่องของข้อเท็จจริงและเหตุผลต่างๆ เพื่อที่จะนำมาสู่การแก้ไขปัญหากันด้วยปัญญา แต่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามเดินหน้าเร่งทำแก้ไขในกระบวนการต่าง ๆ การทำแผนในเรื่องของความปรองดองสมานฉันท์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อว่ายังไม่เป็นรูปธรรม หรือยังล่าช้า อาจจะเป็นเพราะว่ายังขาดความเข้าใจกันว่าแท้ที่จริงแล้วความปรองดองสมานฉันท์ที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในสังคมนั้น จะต้องเกิดขึ้นอย่างไรสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำคือ หยิบเอาปัญหาที่เป็นรากฐานของความขัดแย้งอย่างแท้จริงมาแก้ไขมากกว่าที่จะสนใจในเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ของคู่ขัดแย้งบางส่วนทางการเมือง แล้วก็ให้เรื่องมันจบๆ กันไป แต่ทำลายระบบทั้งระบบการเมือง ทั้งระบบกฎหมาย ถ้าเราทำเช่นนั้นวันข้างหน้าก็มีแต่นำสังคมของเราไปสู่ความเสี่ยงของความรุนแรงแล้วก็ความไร้ระเบียบมากยิ่งขึ้น
แต่ว่าในกระบวนการนี้ ผมกำลังเร่งรัดและคาดว่าก่อนสิ้นปีคณะกรรมการที่ไปทำงานทางด้านการปฏิรูปทั้งหลาย ซึ่งทำงานด้วยความอิสระจะสามารถนำเสนอในเรื่องของข้อเสนอแนะในด้านต่างๆ อย่างในวันอังคารนี้คณะที่ไปทำในเรื่องของระบบการเมือง จะได้นำเสนอข้อสรุปของคณะกรรมการ ซึ่งผมทราบว่า นอกเหนือจากมีการประชุมในส่วนของกรรมการเองยังได้เดินหน้าในเรื่องของการไปรวบรวมความคิดเห็นผ่านทั้งการสำรวจ ทั้งการจัดประชุมสัมมนาทางด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นจุดแรกที่จะมีรายงานที่ชัดเจน แต่คณะกรรมการด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการที่สอบข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการปฏิรูปหรือสมัชชาปฏิรูปของนายแพทย์ประเวศ วะสี และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังมีการดำเนินการ และเชื่อว่าจะมีรายงานและผลที่เป็นรูปธรรมก่อนสิ้นปีเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องย้ำและทำความเข้าใจกับสังคมอย่างต่อเนื่องคือว่าการที่จะเดินหน้าปฏิรูปหรือแก้ไขปัญหาที่เป็นรากฐานของสังคมนั้นต้องใช้เวลา และต้องมีความต่อเนื่องชัดเจนในทิศทางและมีความสม่ำเสมอในทางความคิด โดยเฉพาะในการยึดหลักการที่ถูกต้องและเหตุผล เพื่อที่จะทำให้เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
เมื่อผมได้พูดถึงความสำคัญของกระบวนการของการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ต่อการพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาในทุก ๆ ด้านแล้ว คงจะต้องเรียนให้ท่านทั้งหลายได้ทราบต่อไปว่า แล้วรัฐบาลกำลังทำอะไรในเรื่องของการที่จะสนับสนุนให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ผมขอเรียนว่านโยบายทางด้านการศึกษาของรัฐบาลซึ่งผมถือเป็นนโยบายที่เป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาทางด้านต่างๆ ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ไม่เพียงแต่นโยบายซึ่งอาจจะเป็นที่รับรู้กัน เนื่องจากมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก เช่น นโยบายการเรียนฟรี 15 ปี แต่ความพยายามในการผลักดันในเรื่องของคุณภาพการศึกษาเป็นสิ่งที่กำลังเดินหน้าไป และรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ผมได้ดำเนินการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะตั้งองค์กรขึ้นมาเป็นสำนักงานที่มาสนับสนุนในเรื่องของการเรียนรู้ของสังคม ซึ่งในแวดวงของผู้เกี่ยวข้องจะเรียกกันง่ายๆ ว่าเป็น สสส. ทางด้านการศึกษา ต่อไปจะผลักดันให้มีกฎหมาย เพื่อที่จะกันเอาภาษีส่วนหนึ่งมาสนับสนุนการทำงานของสำนักงานนี้ ซึ่งจะมีหน้าที่ถ้าจะเทียบกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็คือ สสส. ส่งเสริมทางด้านสุขภาพโดยดึงเอาภาคส่วนของสังคมต่างๆ มาทำงานแล้วก็ให้การสนับสนุนทางการเงิน องค์กรนี้จะทำแบบเดียวกันกับการส่งเสริมเรื่องของกระบวนการการเรียนรู้
ซึ่งผมก็เพิ่งได้คุยกับทางผู้ที่เป็นผู้ก่อการหรือริเริ่มงานทางด้านนี้ด้วยกันกับผมว่า เรากำลังที่จะผลักดันงานทางด้านนี้ออกมา โดยจะตั้งต้นจากประเด็นที่เราจะเน้นย้ำถ้าในเชิงกระบวนการขณะนี้ก็ชัดเจนว่า สำนักงานนี้จะต้องทำงานโดยมีระยะห่างตามสมควรจากกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้รังเกียจกระทรวงนะครับ แต่ว่าสิ่งที่เราอยากจะย้ำคือว่า กระบวนการการเรียนรู้มันไม่ควรจะจำกัดอยู่เฉพาะงานของกระทรวงศึกษาธิการ แต่สิ่งที่เราพยายามจะผลักดันคือ ทำอย่างไรเราดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราดึงองค์กรภาคประชาชน องค์กรเอกชนเข้ามาทำงานทางด้านการสนับสนุนเรื่องของการสร้างการเรียนรู้ในสังคมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีการเดินหน้า ตอนนี้มีเงินที่ทาง สสส. กันออกมาก่อนในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมาย 120 ล้าน แล้วผมจะพยายามหาทางหาแหล่งเงินมาสนับสนุนอีกประมาณ 400 ล้าน ก่อนที่จะมีกฎหมายฉบับใหม่เกิดขึ้น เพื่อเขาจะมีรายได้ที่แน่นอนจากการกันภาษี โดยเฉพาะภาษีเหล้า ภาษีบุหรี่
โจทย์ที่ผมได้มอบไปด้วยว่ากระบวนการเรียนรู้ที่เราอยากจะเห็นเกิดขึ้นมันมีอะไรบ้างในแง่ของการสร้างฐานของสังคมแห่งการเรียนรู้ ก็เริ่มต้นจากง่าย ๆ 4 เรื่องก่อน เรื่องแรกคือเรายังคงต้องให้ความสำคัญกับการที่ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเรียนรู้ทักษะเพื่อประโยชน์ในการประกอบอาชีพ อันนี้ก็เป็นพื้นฐาน แต่ว่าฟังดูแม้จะเป็นเรื่องพื้น ๆ แต่ปัญหาของเราในขณะนี้คือว่าแม้แต่คนที่จบการศึกษาในระบบ ในระดับที่ถือว่าใช้ได้ คือยังไม่ถึงปริญญาเอกอย่างท่านทั้งหลาย เรายังพบความเป็นจริงว่าจำนวนมากขาดทักษะในการที่จะประกอบอาชีพ ถ้าพูดกันแบบไม่เกรงใจ หรือพูดกันแบบพื้น ๆ ก็ต้องบอกว่าหลายคนเรียนเพื่อได้ปริญญา ประกาศนียบัตร แต่ไม่สามารถเอาสิ่งเหล่านั้นไปใช้เพื่อการประกอบอาชีพ แสวงหารายได้หรือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับตนเอง เพราะฉะนั้น บางทีก็ต้องย้อนกลับไปพื้นฐานเหมือนกันว่าต้องมีกระบวนการเรียนรู้ในการสร้างทักษะในเรื่องเหล่านี้ สำหรับคนที่ยังขาดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งความจริงแล้วก็มีหลายกลุ่มที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประชากรซึ่งอยู่ในช่วงอายุซึ่งก่อนหน้าขาดโอกาสทางด้านการศึกษาในระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนที่จบระบบการศึกษาในระบบ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถที่จะมีงานทำ และก็รวมไปถึงเด็กจำนวนมาก ซึ่งยังถูกผลักออกจากระบบในปัจจุบัน คือแม้เรามีระบบการศึกษาที่บอกมีการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี มีการศึกษาฟรี 15 ปี แต่ก็ยังมีเด็กเป็นหลักแสนคนที่ถูกผลักออกจากระบบด้วยเหตุผลต่าง ๆ หรือด้วยปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่โยกย้ายถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ แล้วก็ปัญหาของเด็กซึ่งพูดง่าย ๆ คือเรียนไม่ได้ในระบบ และถูกโรงเรียนหรือระบบผลักออก ก็ยังมีจำนวนมาก ตรงนี้ก็ต้องการที่จะไปอุดช่องว่างตรงนี้
ประการที่ 2 นี่ก็พื้นฐานจริง ๆ ก็คือทำอย่างไรที่จะมีกิจกรรมในการกระตุ้นในเรื่องของการอ่านให้มากขึ้น เพราะอย่างไรก็ตาม แม้ว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนการเรียนรู้จากการทำกิจกรรมหรือการปฏิบัติ แต่ต้องยอมรับว่าการอ่านเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญที่สุดของคนในการที่จะเรียนรู้ และคนไทยก็ยังอ่านน้อยมาก ผมก็เป็นคนที่หงุดหงิดเกือบทุกวันหรือทุกสัปดาห์ เพราะว่าทุกวันอยู่กับงานการประชุม และที่หงุดหงิดก็คือคนที่เข้าประชุมไม่อ่านวาระการประชุม ผมบอกได้เลยว่าถ้าทุกคนเพียงแค่อ่านวาระการประชุม เราจะประหยัดเวลาการประชุมไปได้ ผมว่ามากกว่าครึ่ง เพราะเสียเวลาต้องอธิบายให้คนที่ไม่อ่านทราบว่าเป็นอย่างไร และเราก็ไม่ค่อยกระตุ้นจริงจัง เพราะว่าแม้กระทั่งคนจัดประชุมก็ไม่แน่ใจว่าตั้งใจให้คนอ่านวาระการประชุมหรือเปล่า เพราะแจกบางทีในระหว่างที่ประชุม คือทักษะพื้นฐานบางอย่าง ความจริงนอกจากการอ่าน ผมยังคิดว่าแม้กระทั่งการสนทนาการประชุม บางทีอาจจะต้องสอนกัน ผมนั่งประชุมมีคนชอบคุย มีคนชอบมาคุยเรื่องอื่นในระหว่างที่จะต้องฟัง ผมก็ถือว่าเอามี 2 หูก็ใช้หูหนึ่งฟังการประชุม อีกข้างหนึ่งก็ฟังคนที่พยายามมาคุยด้วย ก็พยายามนะครับ แต่ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาว่าทำไมบางครั้งในที่สุด เราเหมือนกับสังคมเราไม่สามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ เพราะทักษะพื้นฐานบางอย่างไม่เอื้ออำนวยต่อการให้เรามาช่วยกันใช้ความคิด ใช้เหตุใช้ผลกันให้เป็นประโยชนอย่างแท้จริง
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราพยายามจะสนับสนุนเรื่องของการอ่าน การเรียนรู้ ซึ่งขณะนี้มาตรการที่รัฐบาลออกมาในเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน ผมเองก็ยังไม่พอใจ ทำเรื่องห้องสมุด ทำเรื่องอะไรไปแล้ว กระทรวงการคลังก็เพิ่งจะให้หักลดหย่อนภาษีสำหรับคนที่บริจาคหนังสืออะไรต่าง ๆ แต่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มกับการนำเข้ากระดาษ กระทรวงการคลังยังพิจารณาไม่เสร็จเสียที ผมก็ย้ำไปแล้วว่าต้องเอาให้จบเพื่อที่จะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการอ่านอย่างแท้จริง และได้ฝากไปแล้วว่าจริง ๆ ถ้าหากเราใช้การอ่านจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ขณะนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งทำได้น่าจะเร็วและก็ถูกก็คือว่าการรวบรวมบรรดาหนังสือซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์แล้ว เพราะหมดอายุไปแล้ว ซึ่งพอเป็นระบบของอิเล็กทรอนิกส์แล้วมันก็แทบไม่มีต้นทุนเลย ในขณะที่หนังสือเป็นเล่มก็ยังพอมีต้นทุนอยู่ แต่ว่าพอไม่มีลิขสิทธิ์ด้วย และเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แล้ว ต้นทุนแทบไม่มี ก็สามารถที่จะรวบรวมได้ ไม่ว่าจะเป็นของไทย ของต่างประเทศ และจะมีสิ่งดี ๆ เยอะซึ่งเราสามารถที่จะเรียนรู้ได้
ประเด็นที่ 3 คือทักษะทางด้านไอซีที หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพราะว่าผมได้ย้ำกับท่านรัฐมนตรีว่าขอให้มาสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ตำบล ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น ที่จริงกระทรวงมักจะทำโครงการอย่างนี้อยู่แล้วทุกกระทรวง แต่ที่ขอบคุณคือว่าทางท่านรัฐมนตรียอมตามที่ผมบอกว่าต้องทำก็คือว่ากรุณาอย่าไปตั้งศูนย์ของแต่ละกระทรวง คือพูดง่าย ๆ คือว่าถ้ามีศูนย์เรียนรู้ในตำบล กระทรวงศึกษาธิการก็จะไปตั้งศูนย์หนึ่งถ้าปล่อยตามธรรมชาติ กระทรวงอื่น ๆ ก็จะไปตั้งศูนย์ของตัวเอง สุดท้ายส่วนใหญ่คือไปไม่รอดสักศูนย์หนึ่ง ก็บอกอย่าให้ทำอย่างนั้น ให้ทุกกระทรวงไปสนับสนุนให้เกิดศูนย์ที่เป็นศูนย์กลางจริง ๆ ของการเรียนรู้ในระดับตำบล มีทั้งหนังสือ มีทั้งฝึกทักษะอาชีพ มีทั้งไอซีที และการบริหารจัดการก็จะง่าย และถ้าเราสามารถทำบรรยากาศให้ดี มันจะเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่จะสามารถมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ด้วย อันนี้กำลังเร่งเดินหน้าผลักดันให้ครบทุกตำบลกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ ก็มีการดำเนินการกันอยู่
ส่วนสุดท้ายเป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นพลเมืองดีนั่นเอง หน้าที่ของพลเมือง การมีส่วนร่วมในการที่จะดูแลปัญหาของส่วนรวม และเรียนรู้ประชาธิปไตย ไม่ใช่ในความหมายของการเลือกตั้งหรือเสียงข้างมาก แต่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา การเคารพความเห็นของกันและกัน ฉะนั้นตรงนี้จะเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันในแง่ของภาพรวมของเรื่องของการสร้างบรรยากาศหรือการสร้างฐานของสังคมแห่งการเรียนรู้ ส่วนการปฏิรูปการทำงานในระบบของกระทรวงอะไรต่าง ๆ นั้น ผมคงจะไม่ใช้เวลาในตรงนี้มาพูดถึงมาตรการซึ่งกำลังมีการผลักดันกันอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ว่าท่านเองอยู่ในสถาบันการศึกษาโดยส่วนใหญ่ก็คงจะพอทราบอยู่แล้ว
ก็จะมาถึงเรื่องงานที่เกี่ยวข้องกับท่านทั้งหลายโดยตรงคือเรื่องการวิจัยว่าเรากำลังดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง ประการแรกตามที่มีข้อตกลงกันไว้ระหว่างรัฐบาลกับทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ คือการผลักดันโครงการมหาวิทยาลัยวิจัย โดยเฉพาะการพยายามเพิ่มสัดส่วนของงบประมาณให้สูงขึ้นถึงร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมให้ได้ ก็ยังไม่ได้อย่างที่ต้องการ แต่ว่าก็มีการเพิ่มขึ้นมามากพอสมควร จัดสรรเงินเอาไว้ 12,000 ล้าน เพื่อสนับสนุนการวิจัย และมีการบันทึกความทำเข้าใจกับมหาวิทยาลัย ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริม ก็มีมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมที่จะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย 9 แห่ง ก็มีการผลักดันกันอยู่ แต่ว่าไม่ได้หมายความว่าใน 12,000 ล้านนั้นจำกัดเฉพาะ 9 แห่งนี้ จะมีส่วนหนึ่งที่ไปสนับสนุนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ให้เดินหน้าเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาหนึ่งซึ่งผมกำลังหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องคือว่าปัญหาการวิจัยในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีปัญหาเฉพาะในเรื่องของเงินทุน บางครั้งทุนมีแต่ประสิทธิภาพหรือการส่งเสริมการวิจัยยังเป็นปัญหาอยู่ จุดหนึ่งก็อยู่เรื่องเดิมคือระบบการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัยเอง ถกเถียงกันพอสมควร เพราะว่าผมก็เป็นคนหนึ่งซึ่งความจริงก็ถูกต่อว่าต่อขานมาตลอดว่าเป็นผู้ที่พยายามผลักดันมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ ถึงวันนี้ผมก็ยังมองเห็นและก็ยืนยันว่าผมเห็นว่าบางมหาวิทยาลัยซึ่งความจริงได้เดินหน้าออกไปจากระบบราชการแล้ว ก็สามารถที่บริหารจัดการงานและเพิ่มพูนเรื่องของงานวิจัย และที่สำคัญคือการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคมได้ค่อนข้างดี
แต่ขณะนี้สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่คืออีกหลายมหาวิทยาลัยทั้งที่ไม่ออกจากระบบ และที่ออกจากระบบแล้ว ปรากฏว่าก็ใช้ระเบียบเหมือนกับราชการ ก็ยังไม่ส่งเสริมหรือเอื้อให้คนทำงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการกำหนดภาระงาน ปัญหาในเรื่องของการไม่สร้างแรงจูงใจให้คนที่พูดง่าย ๆ ก็คือเอาดีหรือมาเน้นทางด้านการวิจัยนั้นมีความก้าวหน้าในทางวิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน อันนี้ก็เป็นปัญหาซึ่งผมกำลังถกเถียงปรึกษาหารืออยู่กับผู้บริหารมหาวิทยาลัยอยู่ แล้วทำไปทำมาก็มีบางคนเสนอด้วยซ้ำว่าถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ คือยังไม่ค่อยดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อาจจะต้องเปลี่ยนแนวคิดด้วยว่าถ้าอย่างนั้นการวิจัยหลักอาจจะต้องไปเกิดขึ้นนอกมหาวิทยาลัย ด้วยการสร้างสถาบันองค์กรต่าง ๆ หรือเอาเข้าไปอยู่ในภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะผลักดันตรงนี้ออกมา แต่ว่าผมก็พยายามอยู่ขณะนี้ว่าทำอย่างไร สามารถขับเคลื่อนและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และทางมหาวิทยาลัยสามารถที่จะปรับหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งอยากจะรบกวนบรรดาท่านทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยว่าถ้าท่านสามารถสะท้อนสิ่งที่เป็นข้อจำกัดอุปสรรคที่เป็นรูปธรรมกับการทำงานทางด้านวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันมาให้ทางรัฐบาลหรือทางผมได้โดยตรง ก็จะได้ช่วยกันเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาข้อจำกัดตรงนี้
ประเด็นที่ 2 ที่เรากำลังพยายามแก้ไขอยู่ จะเป็นประเด็นซึ่งวิพากษ์วิจารณ์กันมานานในเรื่องของทิศทางการวิจัย การจัดสรรทุน การที่จะนำเอางานวิจัยต่าง ๆ สามารถมาใช้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น ตอนนี้ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กำลังที่จะปรับระบบในเรื่องของคลังข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและนักวิจัย แล้วสิ่งสำคัญที่ผมย้ำขณะนี้คือว่าการมีข้อมูลที่ว่านั้นต้องเป็นข้อมูลซึ่งสามารถเผยแพร่และทำให้ ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางวิจัยได้อย่างชัดเจนมากยิ่ง เป้าหมายของเราคือว่าไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมที่มีอยู่ ถ้าเราสามารถทำให้จะเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม จะเป็นชุมชนต่าง ๆ ได้สามารถเชื่อมโยงมา คือมีความต้องการของตัวเอง อาจจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชุมชน หรือประเด็นของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งในหมู่เอสเอ็มอี เขาจะสามารถเข้ามาดูได้ว่าบรรดาทรัพยากรทางวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เขาต้องการที่เป็นโจทย์ ที่เป็นปัญหาของเขาอยู่ที่ไหนอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถเข้ามาเชื่อมโยงกันได้ และทำให้เกิดการตอบสนองกันได้มากยิ่งขึ้น และถ้าสามารถที่จะโยงตรงนี้เข้ามากับการระดมทรัพยากรในการที่จะมาจัดให้เกิดการวิจัยเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ได้ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นทรัพยากรจากภาคเอกชนไม่ใช่ภาครัฐ จะทำให้เราสามารถกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยที่เข้ามาเชื่อมโยงและตอบโจทย์กับทางเศรษฐกิจและสังคมได้มากยิ่งขึ้นซึ่งตรงนี้จะมาโยงกับงานทางด้านหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนปรองดองที่ทางบรรดามหาวิทยาลัยได้เป็นผู้เสนอมาคือโครงการที่เรียกว่า 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช่ในความหมายที่ว่าจะไปมีมหาวิทยาลัยทุกจังหวัด แต่หมายถึงว่าแต่ละจังหวัดจะมีอย่างน้อย 1 มหาวิทยาลัยที่เป็นเจ้าภาพหลักในการที่จะเข้าไปดูว่าจะเชื่อมโยงภาควิชาการ มันสมองของสังคม เข้ากับกระบวนการของการพัฒนาในพื้นที่ตรงนั้นได้อย่างไร ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นระหว่างภาควิชาการกับภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม
ประเด็นที่ 3 ถัดมาจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนเกี่ยวกับงานวิจัยพื้นฐาน และการสร้างพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายทำงานกันอยู่และผลักดันอยู่ แต่ยังน่าเป็นห่วง ผมจะเปิดโอกาสให้เด็กของเราที่ไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการเข้าพบอยู่ เสมอ ๆ ถึงทุกวันนี้เด็ก 90 เปอร์เซ็นต์ที่ไปแข่งมาจาก 2 โรงเรียนเท่านั้นเองในประเทศไทย คือ เตรียมอุดมศึกษา กับ มหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งผมได้ให้โจทย์ตรงนี้กับท่านรัฐมนตรีไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าการกระจายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ หรือถ้ายังไม่พร้อมที่จะเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ขอให้เร่งดำเนินการ ซึ่งขณะนี้เริ่มเดินหน้าไปได้ มีโครงการที่ครอบคลุมอยู่หลายจังหวัดในทุกภาค แต่ว่าต้องทำกันมากยิ่งขึ้น แต่ที่ผมยังหงุดหงิดอยู่เหมือนเดิมคือว่าเด็กเหล่านี้มา ผมก็ถามต่อว่าโตขึ้นจะทำอะไร ก็ยังไม่มีใครบอกว่าจะไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิจัย ส่วนใหญ่บอกว่าจะไปเป็นหมอ หรือเป็นวิศวกร เหมือนเดิม ผมก็พยายามโน้มน้าวเท่าที่ทำได้ แต่คงยากครับ เพราะว่าทั้งค่านิยม และอาจจะเป็นเรื่องของการที่เรายังไม่สามารถสร้างความชัดเจนในเรื่องของแรงจูงใจที่จะเป็นนักวิจัยอาชีพ เพราะยังเป็นปัญหาที่ยังเกิดขึ้นอยู่
ประเด็นเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะมาแลกเปลี่ยนในปีที่ 2 ที่ทำงาน และไม่คิดว่าปีหน้าช่วงเวลานี้จะเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็คงจะเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนจะได้กลับมาหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง ก็คิดว่าอยากจะรายงานให้ทราบว่านี่คือสิ่งที่พยายามผลักดันอยู่ และนอกเหนือจากตรงนี้แล้วการมองกว้างออกไปในการที่รัฐบาลของประเทศอย่างเรา จะต้องมีเสียงที่แข็งขันมากขึ้นเกี่ยวกับประเด็นที่ผมได้เอ่ยไปก่อนหน้านี้เรื่องกติกาที่เป็นข้อจำกัดทั้งหลายเกี่ยวกับการเผยแพร่ความรู้ โดยเฉพาะระบบทรัพย์สินทางปัญญามาถึงวันนี้เราคงไม่ควรจะเป็นฝ่ายที่ตั้งรับอย่างเดียว คือจริง ๆ กฎหมายทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาของเราผมถือว่าเป็นมาตรฐาน ได้มาตรฐานสากล อาจจะไม่ใช่มาตรฐานสูงที่สุด ซึ่งก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่ได้ตามมาตรฐานตามที่ตกลงกันไว้ในองค์การการค้าโลก การบังคับใช้กฎหมายยังหย่อนยานอยู่ อันนี้เราต้องยอมรับ แต่ผมเคยได้มีโอกาสพบกับทางองค์การทรัพย์สินปัญญาโลก (WIPO) และบอกไปแล้วว่ามาถึงวันนี้หลักคิดในเรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดสรรประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินทางปัญญา มันควรจะต้องมีการทบทวนอยู่ เพราะว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงเยอะแยะไปหมด อย่างในอุตสาหกรรมบันเทิงก็ชัดเจนอยู่แล้ว ต่อไปนักดนตรีที่คิดจะหาเงินจากการมีลิขสิทธิ์ของเพลง คงจะหาเงินยาก เพราะว่าเทคโนโลยีไม่เอื้อที่จะใช้รูปแบบนี้ในการทำธุรกิจอย่างนี้เป็นต้น และการที่เราเคยคิดว่าการมีเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา กติกาทางทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวด แล้วจะทำให้เกิดการกระตุ้นการวิจัย ปัจจุบันก็ไม่ใช่อีก เพราะว่ายกตัวอย่างเช่น กรณีของอุตสาหกรรมยากลับกลายเป็นว่าการจะพัฒนายาตัวใหม่ คนที่จะคิดค้นไปติดขัดว่ามีการจดทรัพย์สินทางปัญญาหรือสิทธิบัตรกับสิ่งที่จะต้องนำมาใช้ในการวิจัย คนจะทำวิจัยต้องไปขออนุญาต ต้องไปจ่ายเงินเยอะแยะไปหมดจนทำไม่ได้ก็มี ซึ่งทั้งหมดนี้ผมคิดว่ามันเป็นประเด็นที่เราน่าจะพยายามรวบรวมกำลังของประเทศกำลังพัฒนาเป็นอย่างน้อยในการที่จะรุกให้มีการเปลี่ยนการวิจัยกับทางสถาบันต่าง ๆ ผมก็ขอให้มีการทบทวนเช่นเดียวกัน
ขอเรียนนะครับว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามเดินหน้าทำงานเพื่อกระตุ้นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง โอกาสนี้ก็ขอขอบคุณทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้ทำงานทางด้านนี้มาด้วยความเหน็ดเหนื่อย และอีกครั้งหนึ่งก็คือขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่าน ซึ่งผมหวังว่าจะเป็นผู้สร้างสรรค์หรือว่าเป็นผู้ที่สร้างองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและสังคมโดยรวมต่อไป ขออวยพรให้การจัดการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้วประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ และขอให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกันครับ ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท ถอดเทป