![]() |
ปาฐกถาพิเศษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กับความฝันของคนไทย
เนื่องในพิธีเปิดการสัมมนาระดมความคิด พัฒนาธุรกิจสหกรณ์ไทยสร้างสรรค์ (Creative Co-op)
สู่การแข่งขันในระบบสากล
ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค กรุงเทพมหานคร
วันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2553 เวลา 09.45 - 10.30 น.
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ท่านอธิบดี
ประธานคณะกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย
ผู้บริหารสหกรณ์
และผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาระดมความคิดเห็นของกระทรวงพาณิชย์ ในเรื่อง "พัฒนาธุรกิจสหกรณ์ไทยสร้างสรรค์ (Creative Co-Op) สู่การแข่งขันในระบบสากล" และได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนกับท่านทั้งหลายในเรื่องของ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับความฝันของคนไทย" เพื่อให้ผู้บริหารสหกรณ์และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการรับรู้และแลกเปลี่ยนกันในเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันจัดให้มีการสัมมนาในวันนี้
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ เศรษฐกิจไทยเพิ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นวิกฤตที่เกิดผลกระทบมาจากวิกฤตการณ์ทางการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งวิกฤตการณ์ครั้งนี้ ถ้ามองในภาพรวมของเศรษฐกิจโลกนั้น น่าจะเป็นวิกฤตการณ์ที่มีความรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจไทยโดยพื้นฐานในช่วงประมาณปลายปี 2551 เราไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของระบบการเงินและก็ไม่ได้มีปัญหาพื้นฐานทางด้านอื่น ๆ เพราะว่าส่วนหนึ่งเราก็ได้มีการเรียนรู้จากวิกฤตการณ์เมื่อปี 2540 แต่ก็จะเห็นได้ว่าโดยโครงสร้างเศรษฐกิจของเรา เราก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้นปีที่แล้ว 3 เดือนแรก เศรษฐกิจเราหดตัวถึงกว่าร้อยละ 7 และมีความวิตกกังวลกันอย่างกว้างขวางว่า ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจก็จะลุกลามปานปลายจนกระทั่งเกิดปัญหาการว่างงาน พูดกันขณะนั้นถึงขนาดที่ว่าจะมีคนตกงานถึง 2 ล้านคน
รัฐบาลเข้ามาบริหารเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว ก็ได้วางแนวทางในการที่จะทำให้บ้านเมืองของเราฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ โดยให้ความสำคัญสูงสุดในเบื้องต้นก็คือการดูแลปัญหาของประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นผู้ด้อยโอกาสและตั้งใจในการที่จะเสริมกำลังซื้อของพี่น้องประชาชน เพื่อให้เศรษฐกิจภายในประเทศของเราสามารถที่จะประคองตัวได้ ในภาวะที่เศรษฐกิจต่างประเทศมีปัญหา ซึ่งก็จะกระทบกระเทือนกับรายได้ที่มาจากการส่งออกและมาจากการท่องเที่ยว ซึ่งเศรษฐกิจไทยโดยโครงสร้างก็ยังพึ่งรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างค่อนข้างจะมาก
หลังจากนั้นก็ได้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการการลงทุนที่เรียกกันว่าไทยเข้มแข็ง ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่ามาถึงปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจก็ได้มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ครึ่งปีแรกของปีนี้ เศรษฐกิจของเราสามารถขยายตัวได้สูงถึงร้อยละ 10.6 และเราก็ได้สามารถที่จะผ่านพ้นปัญหานี้มาได้โดยไม่ได้มีปัญหาที่รุนแรงในเรื่องของการว่างงาน รวมไปถึงสามารถที่จะผ่านวิกฤตครั้งนี้มาได้โดยไม่ได้สร้างปัญหาในเรื่องของหนี้สาธารณะ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของแรงงาน หรือหนี้สาธารณะนั้นยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในหลายต่อหลายประเทศในโลก แม้กระทั่งจนถึงปัจจุบัน
ที่น่ายินก็คือว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทยก็ได้รับการสะท้อนออกมาจากการที่ตัวเลขการส่งออกก็สามารถที่จะเติบโตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมกราคม-กรกฎาคม เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 34.1 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของการแข่งขันของประเทศไทยและเศรษฐกิจไทย ปัจจุบันก็อาจจะมีปัญหาเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเข้ามากระทบกับเรื่องของการส่งออกหรือรายได้ของผู้ส่งออกอยู่บ้าง แต่ว่าในภาพรวมแล้วผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศหรือชาวต่างประเทศก็ให้การยอมรับถึงความเข้มแข็งพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย
แต่แม้ว่าเราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้มาได้ สิ่งหนึ่งซึ่งยังเป็นปัญหาและเป็นจุดอ่อนที่หลายฝ่ายมองตรงกันเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทยก็คือ ความสามารถของเราในการที่จะกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึงและโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ยังมีลักษณะของการกระจุกตัวอยู่มาก นอกจากนั้นก็จะเห็นได้ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของเราที่ผ่านมา แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในแง่ของการเติบโต
แต่ความสามารถในการที่จะคิดค้นสร้างมูลค่าหรือคุณค่าให้เกิดขึ้นภายในประเทศของเราก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ด้วยเหตุผลนี้เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามารับหน้าที่ เราจึงได้มองว่านอกเหนือจากการที่เราจะต้องฟันฝ่าปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้แล้ว เรามีความจำเป็นที่จะต้องมีการเริ่มต้นในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือทำอย่างไรเราจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ให้กับผลผลิตของประเทศของเราได้ สิ่งนี้นอกเหนือจากจะเป็นการลดการพึ่งพาจากต่างประเทศระดับหนึ่ง ยังเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นถ้ามองในแง่ของความยั่งยืนในการเติบโตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราคิดถึงปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันซึ่งนับวันก็มีข้อจำกัด อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั้งแต่ที่ดิน น้ำ มาจนถึงทรัพยากรอื่น ๆ
ความจำเป็นในการที่เราจะต้องเพิ่มพูนประสิทธิภาพ พูดง่าย ๆ ก็คือใช้ทรัพยากรเท่าเดิมแต่สามารถที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น จะเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยและเศรษฐกิจไทย ตรงนี้ละครับคือเป็นที่มาของแนวคิดและนโยบายในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่รัฐบาลได้ประกาศพันธะกรณีทต่าง ๆ ที่จะผลักดัน ตั้งแต่เรื่องของการมีกฎหมาย กฎระเบียบ องค์กร กติกาและมาตรการในการที่จะส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากที่เรามีสัดส่วนอยู่ประมาณร้อยละ 10 หรือมากกว่าเล็กน้อยของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศให้เป็นร้อยละ 20 ในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งก็จำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่าง ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการมาโดยลำดับ
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนย้ำกับทุก ๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้ก็คือว่า ความจำเป็นและความสำคัญของเรื่องนี้ ในแง่ของการที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยนั้นสามารถที่จะแข่งขันได้ และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเติบโตหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจตกอยู่แก่พี่น้องประชาชนนั้นเราน่าจะสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของหลายประเทศ ที่สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องของการนำเอาเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของตนเอง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในระดับที่อาจจะถือว่าเป็นส่วนยอดของเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจที่อาจจะใช้ประโยชน์จากความสร้างสรรค์ในเรื่องนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง แต่เราก็จะประสบพบเห็นเช่นเดียวกันว่า ในหลายต่อหลายประเทศนั้น ก็สามารถนำเอาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น มาเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งสามารถที่จะพัฒนาออกมาส่งออกและแข่งขันในตลาดโลกได้ ไปจนถึงการใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้น ในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในพื้นที่ลงไปในระดับชุมชนและท้องถิ่น เช่น การผสมผสานเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของการท่องเที่ยวเข้ากับเรื่องของภูมิปัญญาและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเหล่านี้เป็นต้น
ซึ่งเป้าหมายของเราก็คือ ใช้สิ่งที่เราถือเป็นทุนของประเทศไทยที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของสิ่งที่มีอยู่ในคนไทยทุกคน ที่เป็นความสร้างสรรค์ อัธยาศัยไมตรี และเรื่องอื่น ๆ สามารถที่จะนำมาส่งเสริม โดยกระบวนการที่เพิ่มมูลค่าและก็นำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ดี จะเห็นนะครับว่า เราเองมีความได้เปรียบเป็นทุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมทางด้านการบริการ การท่องเที่ยว อาหาร สมุนไพร สปา หรือบริการทางด้านอื่น ๆ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ ปัจจุบัน ก็ได้มีการกำหนดหน่วยงาน กำหนดงบประมาณ เพื่อที่จะขับเคลื่อนลงไปสู่ทุกระดับ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ตั้งกันไว้
ผมอยากจะยกเป็นตัวอย่างครับว่า จริง ๆ แล้ว เราสามารถที่จะดูลู่ทางศักยภาพของเราได้หลายต่อหลายด้าน เช่น กรณีของสินค้าเกษตร ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเราก็ยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลายประเภทในอันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา หรือมันสำปะหลัง แต่ว่าข้อเท็จจริงก็คือว่าเราสามารถที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลังได้อย่างมาก ถ้าเราสามารถเพิ่มมูลค่าตรงนี้ แม้ว่าผลผลิตเราจะเท่าเดิมนะครับ ซึ่งความจริงเราก็ต้องปรับปรุงในเรื่องในของผลิตภาพและประสิทธิภาพในการผลิตอยู่แล้ว เราสามารถที่จะเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ผมคิดว่าไม่ใช่กี่เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่กี่เท่าตัว
เพราะว่าเราจะเห็นครับว่าการสามารถที่จะปรับปรุงแปรรูป หรือต่อยอดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มูลค่าของสินค้านั้นสามารถเพิ่มขึ้นได้หลายเท่าตัวทีเดียว หลายร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เราเห็นแล้วจากการที่เราดูรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสินค้าการเกษตรหลายอย่างในปัจจุบัน ซึ่งได้รับความสนใจและได้รับการตอบรับในตลาดโลก ด้วยเหตุผลนี้ละครับ และก็เราเห็นจากการพัฒนาในเรื่องของเศรษฐกิจของชุมชนที่สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดโลกได้ ถ้าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างถูกต้องในเรื่องของความรู้ ในเรื่องของทักษะ ในเรื่องของลู่ทางการตลาด จะดูตั้งแต่โครงการศิลปาชีพ มาจนถึงเรื่องของหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอื่น ๆ ก็จะเห็นครับว่าขณะนี้ก็เริ่มมีลู่ทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อได้รับการส่งเสริมในเรื่องขององค์ความรู้ และเรื่องของช่องทางการตลาดที่จะสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและให้แก่ท้องถิ่นต่าง ๆ
ผมมีความมั่นใจนะครับว่า ระบบสหกรณ์เองสามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นพลังขับเคลื่อนทางที่สำคัญทางด้านนี้ได้ เพราะว่าเอาเฉพาะจำนวนสมาชิกของท่านทั้งหลายก็ประมาณ 1 ใน 6 ของประชากรคือกว่า 10 ล้านคน ซึ่งถ้าคิดเป็นสัดส่วนของประชากรที่อยู่ในวัยทำงานก็จะยิ่งสูงกว่า ปริมาณเงินหรือธุรกรรม ธุรกิจต่าง ๆ ที่มีการหมุนเวียนกันอยู่ ผมคาดว่าน่าจะใกล้เคียงร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าเราคำนึงถึงเครือข่ายและกลไกขององค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ตรงนี้ ผมถือว่าเป็นกลุ่มพลังสำคัญอย่างยิ่งที่สามารถจะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม เพียงแต่ว่าที่ผ่านมานั้น เราอาจจะยังไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ผมทราบดีว่าในการบริหารจัด การสหกรณ์ซึ่งมีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทก็อาจจะยังเผชิญกับปัญหาอุปสรรคอยู่หลายด้าน ตั้งแต่เรื่องของกฎหมาย กฎระเบียบ ไปจนถึงความล่าช้าของการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสนับสนุน ซึ่งผมก็ยินที่ดีจะรับฟังอย่างต่อเนื่องจากบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย สามารถที่จะนำเสนอปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานของท่านนั้น มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
แต่ว่าที่สำคัญก็คือผมคิดว่าถ้าวันนี้เราสามารถที่จะนำเอาเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นเป็นธงหรือเป็นทิศทางนำสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและธุรกิจของสหกรณ์ทุกประเภท ผมคิดว่าก็จะเกิดพลังร่วมที่เกิดขึ้นมา และกลไกที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนงานทางด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลนั้นมีความพร้อมและมีความยินดีที่จะส่งเสริมสนับสนุนการทำงานของสหกรณ์ทางด้านนี้ ผมเรียนว่าอย่างน้อยที่สุดในวันนี้เราก็ได้เห็นนิมิตหมายที่ดีที่ได้มีการบูรณาการระหว่างการทำงานของหลายกรม หลายกระทรวงที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และงานของทางสหกรณ์ทุกประเภท ซึ่งจะสามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนนโยบายทางด้านนี้ต่อไป
วันนี้ผมถือว่าเป็นเพียงการเริ่มต้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การระดมความคิด เพื่อที่จะพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ให้สอดรับกับแนวคิดในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปนั้น ก็คงจะนำไปสู่ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมและการปรับปรุงทั้งนโยบาย โครงการ มาตรการต่าง ๆ ต่อไปได้เป็นอย่างดี ผมจึงขออวยพรให้การดำเนินงานในวันนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ และบัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดการสัมมนา "พัฒนาธุรกิจสหกรณ์ไทยสร้างสรรค์ (Creative Co-op) สู่การแข่งขันในระบบสากล" และขออวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ และความสำเร็จโดยทั่วกัน
ขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป