คำกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสแสดงข้อคิดเห็นของฝ่ายบริหาร
และกล่าวปิดการสัมมนาโครงการสัมมนา
เรื่อง "ระดมความคิดเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ"
ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ
วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553 เวลา 20.30 น.


ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกองค์กรที่มีส่วนในการจัดงานในวันนี้ขึ้น ซึ่งได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต และขอขอบคุณผู้แทนทุกหน่วยงานที่ได้เข้ามาร่วมในการแสดงความคิดเห็นในวันนี้ ต้องขออภัยว่าไม่ได้มาร่วมตลอดระยะเวลาที่มีการระดมความคิดเห็นกัน แต่ก็ได้รับทราบจากการสรุป และรวมไปถึงว่าพล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาควิชาชีพ ให้การบ้านผมไปวันก่อน คือเอาเอกสารกรณีของมาเลเซียและเอกสารที่เป็นที่มาของโครงการนี้ ตั้งเท่านี้ครับ มาให้ผมที่สภาฯ ซึ่งได้อ่านอยู่เมื่อคืน

ผมคงไม่อยู่ในฐานะที่บอกว่าจะมาพูดถึงการมอบนโยบายหรืออะไร เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมทั้งหมด แล้วก็เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคงใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการเล่าให้ฟังว่าพยายามทำอะไรบ้าง ผมคิดว่าสิ่งแรกเลยก็คือปัญหาเรื่องของความซื่อตรงถ้าเราจะยึดคำนี้ก่อน เป็นปัญหาที่เรื้อรังในสังคมไทยมาระยะหนึ่งแล้ว มันคงตอบยากเหมือนกันว่ายุคไหนช่วงใดที่ค่านิยมในเรื่องความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ มันถูกทำลายไป เรารู้แต่ว่าระยะหลังนี้การมองปัญหานี้ มันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราเห็นการสำรวจทัศนคติของผู้คน หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งของเด็กและเยาวชนที่กลับกลายเป็นว่ามองความไม่ซื่อสัตย์ การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติบ้าง เป็นส่วนหนึ่งของสังคมซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว และที่น่ากลัวคือยอมรับว่าหลายคนเมื่อถูกสอบถามก็บอกว่ามองว่าอาจจะเป็นความจำเป็นสำหรับการที่จะมีความก้าวหน้าถึงมีความสำเร็จ

เพราะฉะนั้น พูดตามจริงแล้วเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะว่ามันคงจะไปเจาะอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ ผมเป็นนักการเมืองผมก็ยอมรับว่าเวลาคนคิดถึงปัญหานี้ พวกเราก็เป็นจำเลยที่ 1 ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น ต้องบอกว่าสมัยหนึ่งรู้สึกว่าเรายังแพ้ตำรวจ ตอนนี้เราแซงแล้ว อันนี้ก็พูดกันตรงไปตรงมาตามผลสำรวจความเชื่อมั่นที่มีต่อนักการเมืองก็ลดน้อยถอยลงไปมาก และที่สำคัญไม่ได้เจาะจงว่านักการเมืองฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือระดับหนึ่งระดับใด แตะไปท้องถิ่น แตะมาที่ระดับชาติ เป็นภาพลักษณ์ที่เป็นลบไปหมด แต่ที่มันมหัศจรรย์กว่านั้นคือว่าในขณะที่ภาพลักษณ์เป็นลบ ถามว่ามีใครที่อยากจะลุกขึ้นมาสู้และก็เปลี่ยนแปลง ก็กลับกลายเป็นว่าน้อยมาก อย่างมากที่ทำกันมากที่สุดก็บ่นกัน และถ้าหากว่าสมมติว่าใครถูกจับได้ หรือบางทีผิดพลาดอะไรสักนิดหนึ่งก็อาจจะมีความรู้สึกสะใจกันเท่านั้นเอง แล้วก็ผ่านไป และเราก็ยังไม่สามารถที่จะนำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นค่านิยมที่ดีกลับเข้ามาทดแทนได้ ผมก็เห็นใจว่ามีหลายหน่วยงานพยายามทำงานในเรื่องเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เข้าใจว่าอดรู้สึกกันไม่ได้สำหรับคนที่ทำงานทางด้านนี้ ว่าตัวเองกลับกลายเป็นคนส่วนน้อยในสังคม มาสู้กับสิ่งซึ่งเหมือนกับเป็นไปไม่ได้ มาสู้กับสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขายอมรับสภาพไปแล้ว อันนี้คือความน่ากลัวของสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผมเองในส่วนตัวก็เชื่อเหมือนกับหลายท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ จริง ๆ ก็บอกว่าจะเป็นทุกท่าน คือว่าก็ตั้งเป้าว่าเอาล่ะส่วนตัวเราจะเป็นอย่างไร และวันนี้ถ้าอย่างน้อยที่สุดข้อสรุปที่บอกว่าเดินออกไปจากห้องทุกคนก็จะแสวงหาความซื่อตรงของตัวเอง และก็ใช้และก็เคร่งครัดกับมัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ว่ามันไม่เพียงพอครับ เพราะฉะนั้น เมื่อสักครู่ที่ท่านสรุปว่าที่บอกจะไม่โกง ไม่โกหก ไม่ขโมย มันไม่พอ ทำอย่างไรมาช่วยกันบอกว่าต้องไม่ให้คนอื่นเขาทำได้ ซึ่งก็มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ผมเรียนว่าเมื่อปีที่แล้ว หรืออาจจะต้นปีนี้ ผมไม่ค่อยแน่ใจ ก็มีความคิดที่จะพยายามทำเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก ก็หาเจ้าภาพยาก คำว่าหาเจ้าภาพยากก็เพราะว่า ผมก็ได้รับการติดต่อว่าคนเป็นนายกฯ เป็นผู้นำเรื่องนี้ได้ไหม ผมก็ตอบตรง ๆ ว่าผมเป็นไม่ได้ เหตุผลที่ผมเป็นไม่ได้เพราะว่าผมเป็นนักการเมือง และตำแหน่งนี้มันก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 3 ปี 4 คน นายกรัฐมนตรี และเราก็ไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งคนที่มาอยู่ตรงนี้จะเป็นอย่างไร แล้วถ้าตรงนี้มันไม่มีความเชื่อถือเสียตั้งแต่ต้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าเรามีฝักมีฝ่ายในทางการเมืองในสภาวะที่สังคมแตกแยกเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถที่จะใช้บทบาทตรงนี้เป็นตัวนำในเรื่องนี้ ในที่สุดก็เลยเสนอว่าองค์กรที่เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลาง น่าจะต้องเป็นผู้นำทางด้านนี้ ทีนี้ก็พูดง่ายครับในยุคนี้ ถามว่าใครเป็นกลางบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าถามใคร ก็จะได้คำตอบคนละแบบ คนที่ทำงานกลาง ๆ แท้ ๆ บางทีหนักกว่า คือว่าเลยถูกทั้งสองข้างมองว่าไม่เป็นกลางทั้งคู่ เพราะว่าเดี๋ยวก็ถูกใจฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวก็ถูกใจอีกฝ่ายหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่เป็นความยากลำบาก แต่ผมก็คิดว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และวันนี้พูดถึงผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งรับผิดชอบในเรื่องการดูแลเกี่ยวกับเรื่องของจริยธรรมอยู่แล้ว บวกกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานอื่น ๆ คงจะต้องเป็นหลักในเรื่องนี้ ผมก็บอกว่าสำหรับผมในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ในส่วนของฝ่ายบริหารเอง ผมก็พยายามคุย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องขององค์กรที่ทำงานทางด้านคุณธรรม ที่จะหาทางเผยแพร่ค่านิยม แต่ว่ายุคนี้การเผยแพร่หรือการรณรงค์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ถ้าศัพท์แสงของบรรดานักการตลาดหรือนักประชาสัมพันธ์เขาจะบอกว่าเดี๋ยวนี้มันจะพูดอะไร คือทุกคนพูดพร้อมกันหมดเสียงมันอื้ออึงสับสนกันไปหมด แต่หากการสื่อสารข้อความอะไรที่มันเด่นชัดไป เป็นเรื่องง่าย ๆ และผมก็ดูว่าปัจจุบันทุกคนก็ทำงานประชาสัมพันธ์กันเยอะ ปัญหาก็คือว่าการประชาสัมพันธ์ที่ได้ผลที่สุดก็คือ ทำอย่างไรให้มีการสื่อสารข้อความง่าย ๆ แต่ว่าสั้นและตรงกันทุกหน่วยงาน แต่อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือเปล่าไม่ทราบ พอจะทำอย่างนี้ทีไร กระทรวง ทบวง กรม ไม่ทำกัน อยากคิดอะไรของตัวเองมากกว่า เพราะฉะนั้น จริง ๆ จะดูนะครับว่าหลายปีที่ผ่านมาการรณรงค์เรื่องค่านิยมคนเยอะมาก เยอะจนในที่สุดเราจำไม่ได้เลยสักเรื่องหนึ่ง ทั้งที่ความจริงสมมติผมยกตัวอย่าง งบประชาสัมพันธ์ที่ทุกหน่วยงานมี ขอว่าทุกคนติดคำขวัญเดียวกันง่าย ๆ “ไม่โกง” ผมว่าอย่างนี้ได้ผลมากกว่าเยอะ แต่มันไม่ได้ครับ เพราะว่าผมก็ไม่ทราบ แต่ละคนคิดว่ามันไม่ได้ต้องไปคิดอะไรของตัวเอง ทำอะไรที่เป็นของตัวเองออกมา สุดท้ายก็ออกมาเยอะแยะไปหมด ไม่มีใครทำอะไรได้ แม้กระทั่งเรื่องของความพยายามที่จะรณรงค์เรื่องของความสามัคคีปรองดองเหมือนกัน ในที่สุดก็มีถ้อยคำมีข้อความที่มันดิ้นออกไปเรื่อย ในที่สุดคนก็ชินชากับสิ่งต่าง ๆ แทนที่เราจะสามารถย้ำเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ได้ อันนี้ก็เป็นข้อสังเกต ก็อาจจะทำให้บางทีพวกเราอย่างน้อยเริ่มต้นก็คือว่า ทำอย่างไร หาอะไรง่าย ๆ ทุกคนยอมรับว่าไม่ว่าจะเป็นประชาสัมพันธ์รณรงค์เรื่องอะไร ขอให้ใช้ข้อความเหมือนๆ กันให้มันเกิดพลังขึ้นมาในการที่จะขับเคลื่อนตรงนี้

ส่วนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ผมก็หนักใจ เพราะว่าความพยายามที่จะไม่ปล่อยให้ความไม่ถูกต้อง ไม่ซื่อตรง การโกง การอะไรต่าง ๆ คือต้องยอมรับว่ากลไกต่าง ๆ ซับซ้อน และก็บางครั้งก็รู้สึกผิดหวังกับการยอมรับของหลายภาคส่วนที่เกิดขึ้น ทีนี้ผมก็เรียนตรง ๆ ว่าในสิ่งที่เป็นตัวที่กระทบกับประโยชน์ของประเทศมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งจากฝ่ายการเมือง ทั้งจากฝ่ายราชการที่เกิดขึ้นในหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็โดยทั่ว ๆ ไปมันเกิดขึ้นได้ก็คือ 3 ฝ่าย การเมือง ราชการ ธุรกิจ ร่วมกัน เพราะว่าพูดความจริงเดี๋ยวนี้การทุจริตมันพัฒนารูปแบบไปเรื่อย มันไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่เราคิดกันง่าย ๆ ว่ามีโครงการ 100 บาท ก็เบียดบังยักยอกไป 5 บาท 10 บาท เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่ครับ มันซับซ้อนกว่าเยอะ เริ่มตั้งแต่ว่าคิดนโยบายให้ทุจริตก็ได้ คือทำนโยบายไม่ใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุด แต่กลับไปมีผลตอบแทนให้กับคนทำก็ทำได้ ไม่ได้เป็นการทุจริตเอง แต่ไปเอื้อให้กับภาคเอกชน ก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น และที่ร้ายก็คือว่าภาคเอกชนด้วยกันเอง บางทีก็ชอบระบบที่ไม่ซื่อตรงด้วยเช่นกัน ผมเคยสอบถามภาคเอกชนตรง ๆ ในบางโอกาส บอกทำไมทุกคนไม่มาแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม สู้กันด้วยความสามารถ และเราจะได้ลดต้นทุน ลดอะไรต่าง ๆ บางคนเขาบอกตรง ๆ ว่าเขาไม่เอา เขาชอบระบบที่มันมีต้นทุนอย่างนี้ แต่ทุกคนมีความสบายใจว่าได้งานแน่ ผลัดกันได้ ไม่ต้องแข่งขัน ไม่ต้องกังวล นี่แหละครับที่มันเป็นตัวที่ยากที่สุด

เพราะฉะนั้น สิ่งที่พยายามจะทำในขณะนี้ก็คือแสวงหาความร่วมมือระหว่างข้ามภาคส่วนเพื่อมาโยงกัน ก.พ.ร.ก็กำลังเร่งทำ ก็ใช้คำว่า Integrity เหมือนกัน แต่ไม่ Plan เป็น Patch โดยมีข้อตกลงความซื่อตรงที่จะทำกับภาคเอกชน และองค์กรภาคเอกชนขานรับแล้ว ก็มีทางสภาอุตสาหกรรม หอการค้า และที่สำคัญคือหอการค้าต่างประเทศ ก็ให้ความสนใจที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้มาก ผมก็คุยกับคุณดุสิตว่าเอาแน่นะ คุณดุสิตก็บอกว่าผมเอาแน่ ถ้าท่านเอาแน่ คือต้องยอมรับ ก็ลังเลกันไปกันมาอย่างนี้ ว่าถ้าเดินไปข้างเดียวก็ไปไม่รอด และคนเดินเดือดร้อนต่าง ๆ สถานการณ์มันแย่ถึงขนาดนี้ ผมก็บอกว่าเอาแน่ พอผมเอาแน่เสร็จ คุณดุสิตก็ถามผมอีกว่าท่านอยู่นานเท่าไหร่ ผมบอกอันนี้ผมไม่รู้ เพราะมันไม่แน่ เป็นของไม่แน่ แต่ว่าอยู่ที่ใดก็จะช่วย อันนี้ก็เรียนว่าผมคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะเริ่มทำข้อตกลง

ผมเรียนว่าความคิดอันนี้ผมก็ไปสัมผัสมาด้วยตัวเอง ที่การประชุม World Economic Forum เมื่อต้นปีเหมือนกัน ก็คือผมได้รับเชิญจากชมรมของนักธุรกิจระหว่างประเทศที่ให้ความสนใจเรื่องความโปร่งใส คือเขาตั้งเป็นชมรมเลยว่าบริษัทเหล่านี้มาเซ็นสัญญาว่าเขาจะไม่ติดสินบน ไม่ว่าเขาไปทำธุรกิจที่ไหนในโลก ถ้าไปประเทศไหนแล้วเรียกสินบน เขายืนยันว่าเขาจะไม่ให้ และถ้าเขาไม่สามารถทำธุรกิจได้ เขาก็จะไม่ทำ ซึ่งก็น่าชื่นชมมาก เขาเชิญผมไปปาฐกถาเรื่องของนโยบายคือเรื่องของการป้องกันปราบปรามการทุจริต ผมก็ประทับใจมากนะครับ ไปกับท่านตอนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ก็เลยบอกว่าท่านรองฯ ดูรายชื่อทั้งหมดแล้ว ไม่มีบริษัทไทยมาอยู่ในชมรมนี้เลย กลับมาท่านช่วยชวนบริษัทไทย ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเติบโตไปทำงานในต่างประเทศมาเป็นสมาชิกซะหน่อยจะได้เป็นหน้าเป็นตาของเรา ผ่านไปประมาณครึ่งปี ท่านรองนายกฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็กลับมารายงานบอกว่าทาบทามมาหมดแล้ว ไม่มีบริษัทใดประสงค์ที่จะเข้าไปเป็นสมาชิก นี่ไม่ได้พูดเล่นนะครับ แล้วก็อันนี้คือสิ่งที่มันน่ากังวล ก็คงจะมาจากสิ่งที่ผมเล่าไปเมื่อสักครู่ ว่าความรู้สึกว่ามันไม่พร้อมแล้วแหละที่จะยืนแนวนี้ เพราะฉะนั้น ตัวนี้คือตัวที่ผมยังมีความตั้งใจมากว่าต้องกระตุ้นให้เกิดขึ้นให้ได้ ทั้ง ก.พ.ร. และหน่วยงานต่าง ๆประสบความสำเร็จในการมาทำ Integrity Patch ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก

ผมก็เรียนว่านอกจากตรงนี้แล้ว ผมพยายามที่จะสะสางด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นกฎระเบียบเทคนิคต่าง ๆ e-Auction ก็เป็นสิ่งที่บางครั้งก็เป็นประโยชน์ บางครั้งก็เป็นโทษ ก็กำลังมาสะสางว่าควรจะใช้ตอนไหน ไม่ควรจะใช้ตอนไหน วันก่อนไปวุฒิสภาก็รับปากแล้วว่าที่คงเป็นประโยชน์ก็คือในระเบียบกำหนดไว้ว่า 2 ล้านต้องทำ e-Auction ตอนหลังเราเห็นโครงการ 1.9 ล้านเยอะมาก ผมก็ได้ขอให้สำนักงบประมาณขณะนี้รวบรวมโครงการ 1.9 ล้าน เพื่อที่จะมาสะสางกันว่าตกลงจะให้ทำหรือเปล่าโครงการ 1.9 ล้าน ทำไมมัน 1.9 ล้าน ใกล้ 2 ล้านมากเลย ขณะเดียวกันหลายกรณีที่ไปทำ e-Auction ก็บอกตรงว่ากลายเป็น e-Corruption แล้วก็ประกวดราคาออกมาก็ราคาห่างจากราคากลางเดี๋ยวนี้ก็แม่นกันจริง ๆ ครับเหมือนจับกวาง ซึ่งก็เป็นปัญหากระบวนการที่เป็นเรื่องการกำหนดคุณลักษณะราคามาตรฐาน ราคากลาง ก็กำลังขอให้ไปสะสางเรื่องพวกนี้ทั้งหมด

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะบอกคือว่าไปทำศึกจุดเดียวมันก็ยาก ผมเห็นด้วยนะครับว่าระยะยาวเราหนีไม่พ้นว่าต้องเริ่มจากครอบครัว ต้องเริ่มจากเด็กเยาวชน และผมได้ย้ำกับทางกระทรวงศึกษาธิการว่าดีที่สุดให้เขาเรียนรู้จากกิจกรรม ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ใครก็ท่องได้ครับว่า โกงไม่ดี ซื่อสัตย์ดี แต่ที่จะซึมซับเข้าไปจริง ๆ แล้วก็ทำให้ปฏิบัติอย่างนั้นจริง ดีที่สุดคือเรียนรู้จากประสบการณ์ เพราะว่าถ้ามีการทำกิจกรรมร่วมกัน เด็กจะเรียนรู้เองว่าในแวดวงที่ซื่อตรงมันดีอย่างไร และในแวดวงที่มันมีแต่ความไม่ซื่อตรง มันสร้างปัญหา มันสร้างความยาก มันสร้างความลำบากอย่างไร ต้องให้เขาสัมผัสตรงนี้ให้ได้เพราะเป็นตัวพื้นฐาน ตัวเราทำกันเอง ครอบครัวทำกันเอง ก็ไปได้

แต่ว่าอยากจะฝากเอาไว้คือว่ามันก็ต้องคิดอะไรที่สามารถที่จะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง เพราะว่าอย่างจริยธรรม ผมเข้าใจว่าขณะนี้มีครบทุกหน่วยนะครับ ประมวลจริยธรรมมีครบแล้ว แต่ให้ลองไปถามด้วยตัวเองว่าที่ดำเนินการจริงจังในเรื่องของประมวลจริยธรรม มีกี่กรณีแล้วที่ดำเนินการ ผมนี่โชคไม่ดี สภาฯ ชุดที่แล้วปี 48 ตั้งแต่เริ่มทำประมวลจริยธรรม ก็มี ส.ส.คนเดียวถูกร้องเรียนผิดจริยธรรมคือผม ถูกกล่าวหาว่าใส่ร้ายรัฐบาลในขณะนั้น และถูกสอบสวน ก็มีรัฐธรรมนูญปี 50 มาขณะนี้สภาฯ ก็มีประมวลจริยธรรม ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนแล้วเรื่องแรก จำเลยคือผม คือส่งเอสเอ็มเอสมารับตำแหน่ง สุดแล้วแต่ท่านจะมองนะครับว่าแสดงว่าผมนี่เป็นคนเลวที่สุดในสภาฯ ต่อเนื่องมา 2 ชุดหรือเปล่า นี่คือประเด็น นี่คือปัญหาว่ามันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คงต้องคิดอะไรที่เป็นภาพรวม ก็เลยมาลงท้ายนิดหนึ่งว่าผมก็แกล้งแหย่เล่นเรื่องคำว่า Integrity มันก็แปลก มันเป็นคำซึ่งหาคำแปลตรง ๆ ยากมาก ความซื่อตรงก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แล้วก็ไปโยงกับทศพิธราชธรรม อาชวะ ข้อ 4 ก็อาจจะได้ แต่ว่าผมก็ไปนั่งดูรากศัพท์ของมันจริง ๆ มันบ่งบอกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ความครบถ้วน ความไม่แปดเปื้อน ไม่ถูกแตะต้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันลึกซึ้งมาก มันไม่ใช่แค่บอกซื่อตรง หรือซื่อสัตย์ แต่มันบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ครอบครัว ..... เพราะฉะนั้น ตรงนี้มันจึงทำให้เราคงต้องคิดหนักว่าเอาล่ะเราจะเริ่มจากตัวเราก่อน เราจะเริ่มจากวงแคบก่อน เราจะเริ่มจากองค์กรก่อนได้ แต่.. จะบรรลุเป้าหมายจริง ๆ ไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถดึงส่วนรวมทั้งหมดเข้ามาทำเรื่องนี้ ท่านผู้ตรวจการฯ จะรับเป็นเจ้าภาพหลัก และก็นำเสนออะไรบางอย่าง ผมคิดว่าจะพยายามขับเคลื่อน.... ทุกคนต้องช่วยกัน และอย่างที่ผมพูดไปในตอนแรกว่าถ้าเราต่างคนต่างพยายามเสนอความคิดดี ๆ เยอะแยะไปหมด สุดท้ายสังคมสับสน เอาอะไรง่าย ๆเอาอะไรสั้น ๆ ยุคนี้เป็นอย่างนี้แหละครับ ช่วยไม่ได้นะครับ และก็ย้ำเข้าไป ซ้ำเข้าไป ก็คิดดูก็แล้วกันนะครับว่าเรื่องไม่ จริง เรื่องโกหก พูดซ้ำ ๆ สังคมยังเชื่อได้ สัจจธรรมของดีแท้ ๆ ทำไมเราไม่กล้าที่จะพูดซ้ำ ให้คนเชื่อให้คนเข้าใจ

เพราะฉะนั้น ก็อยากจะฝากข้อคิดเหล่านี้ไว้ และรับทราบด้วยความยินดีว่ากิจกรรมและกระบวนการเหล่านี้ก็เป็นเพียงขั้นแรก และคงมีการบ้านที่ให้พวกเราทุกฝ่ายนำไปขบคิด และคงจะได้มีการมาพบปะนำเสนอหรือแลกเปลี่ยนหรือขยายวง ขยายเครือข่ายไปสื่อต่าง ๆ ด้วย ก็คงขอใช้เวลาเพียงเท่านี้ และขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ทุกท่านได้สละเวลาเพื่อมาร่วมและก็ให้ความคิด ที่ผมมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงานต่อไป แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากก็ตาม ขอขอบพระคุณทุกท่านครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก