![]() |
คำปาฐกถาพิเศษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง "การวิจัยและการสร้างสรรค์เพื่อสังคมและเศรษฐกิจไทย"
ในโอกาสเปิดงาน "การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553"
ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม 2553 เวลา 09.00 น.
ท่านประธานกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ
ท่านเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ผู้เข้าร่วมการนำเสนอผลงานการวิจัยแห่งชาติ 2553
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมพิธีเปิดงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 หรือ Thailand Research Expo 2010 ในวันนี้ และขอชื่นชมสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. และเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่มากกว่า 100 หน่วยงานที่ได้ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ขึ้น เพื่อสื่อให้เห็นว่าทุกฝ่ายมีความตั้งใจที่จะนำเอาผลงานวิจัยที่มีคุณค่ามานำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบและเข้าถึงงานวิจัยได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
เมื่อปีที่แล้วประมาณเดือนตุลาคม ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติครบรอบ 50 ปี และได้แสดงความเห็นในประเด็นเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาประเทศ โดยได้เน้นย้ำว่าการวิจัยหรือการสร้างองค์ความรู้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ เพราะว่าการแก้ไขปัญหาต่าง ๆของประเทศนั้น จะต้องอาศัยองค์ความรู้เป็นหลักสำคัญ ดังนั้นการวิจัยที่นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อนำไปใช้ในทางปฏิบัติจึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดมากยิ่งขึ้น
ในปัจจุบันนี้ประเทศของเรากำลังเผชิญกับความท้าทายหลาย ๆ ด้าน มีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ซึ่งความท้าทายทั้งหลาย ทั้งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ประชากร อาหาร พลังงานและความหลากหลายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ต้องอาศัยเรื่องของฐานความรู้ และความเข้าใจ มากกว่าฐานความเห็นหรือฐานอารมณ์ เพราะว่าในที่สุดแล้วเราจำเป็นต้องทำให้เกิดปัญญาที่จะนำไปสู่กลไกและวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างสมดุล ดังนั้น ในโอกาสที่ผู้ซึ่งอยู่ในแวดวงแห่งความรู้และปัญญาได้มารวมตัวกันอยู่ในงานนี้ จะทำให้เราได้มีโอกาสใช้ความรู้จากงานการวิจัย มาเป็นตัวขับเคลื่อนและส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตด้วย "ปัญญา" ในด้านต่าง ๆ ต่อไป
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติถือเป็นหน่วยงานกลางในการพัฒนาระบบงานวิจัยของชาติ และจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัยของชาติ ที่มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และบริบทของประเทศและของนานาประเทศไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การบูรณาการแนวทางต่างๆ ดังกล่าวให้เป็นนโยบายการวิจัยของประเทศ จึงเป็นความท้าทายของ วช. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาที่เราประสบพบเห็นอยู่ตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันนั้น ก็เห็นได้ชัดเจนว่ามีอยู่หลายด้านด้วยกัน ในเรื่องของการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัย ประการแรกเรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้มีนักวิจัยอาชีพที่มีคุณภาพให้เพิ่มมากขึ้น ก็เป็นเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมาและพูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง ณ ปี 2550 เรามีนักวิจัยที่ทำการวิจัยเทียบเท่าเต็มเวลา (Full-time Equivalent: FTE) ประมาณ 21,392 คน ซึ่งคิดออกมาแล้วก็เท่ากับ 3.39 คนต่อประชากร 10,000 คน และส่วนใหญ่อยู่ในภาคของอุดมศึกษามากที่สุด คือประมาณร้อยละ 65 ดังนั้น รัฐบาลจึงพยายามสนับสนุนและเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนด้านการศึกษา ละการจูงใจให้คนไทยสนใจการวิจัย และการสร้างสรรค์ ให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่มีคุณภาพมากขึ้นในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความพยายามที่มีการผลักดัน แม้กระทั่งการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของสถาบันการศึกษา และหน่วยงานทางด้านวิจัยต่าง ๆ เราก็ยังพบอย่างต่อเนื่องว่าแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดนักวิจัยอาชีพที่มีคุณภาพ ก็ยังคงน้อยเกินไป ซึ่งรัฐบาลกำลังมองหาแนวทางในการที่จะสร้างหรือปรับเปลี่ยนกลไกต่าง ๆ ทางด้านการจูงใจ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่องโดยผมได้มีการหารือกับหลาย ๆ ฝ่าย และคิดว่าจำเป็นที่จะต้องนำเอาทุกสถาบันที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาสังคยานาเพื่อที่จะปรับปรุงระบบการบริหารจัดการภายในสถาบันอุดมศึกษาเองและสถาบันวิจัย เพื่อแก้ปัญหานี้
นอกจากนั้นในเรื่องของงบประมาณเห็นได้ชัดว่าสัดส่วนของค่าใช้จ่ายทางด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศแม้ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในหลาย ๆ ด้าน แต่ว่าในภาพรวมแล้วก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือยังอยู่ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 0.12 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรม ซึ่งการตั้งเป้าหมายและการกำหนดไว้ในนโยบายนั้น เรามุ่งมั่นที่จะพยายามผลักดันให้ตัวเลขตัวนี้ขึ้นมาที่ร้อยละ 0.5 ให้ได้ และได้มีความพยายามในการผลักดันทั้งในส่วนของงบประมาณปกติ และในช่วงของการผลักดันโครงการไทยเข้มแข็งที่ผ่านมา ที่พยายามที่จะเพิ่มตัวเลขตรงนี้ขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือว่าการผลักดันตัวเลขตรงนี้ คงจะต้องอาศัยการกระตุ้นให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องของการใช้จ่ายทางด้านการวิจัยและพัฒนามากยิ่งขึ้น
ซึ่งก็นำมาสู่ประเด็นที่ 3 นอกเหนือจากเรื่องคนและเรื่องเงิน ก็คือการมีกลไกที่ดีในการเชื่อมโยงระหว่างภาคเอกชนหรือภาคประชาชนกับภาคการวิจัย ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือเป็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคสำคัญ เนื่องจากว่าเมื่อการเชื่อมโยงไม่ดี คนที่มีความต้องการหรือคนที่จะใช้งานวิจัย ไม่สามารถที่จะรับรู้หรือเชื่อมโยงเข้ากับคนที่ทำงานวิจัย ก็ทำให้เกิดความอ่อนแอในด้านนี้ในภาพรวม เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็เป็นประเด็นที่รัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ ทั้งในเรื่องของการที่จะจัดทำฐานข้อมูล หรือคลังข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ที่ทุกภาคส่วนของสังคมสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อหวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น และในส่วนของการทำงานในเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทยที่ทำอยู่ในปัจจุบัน หนึ่งในโครงการที่จะมีการนำร่องไป โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคการศึกษาก็คือ เรื่องของ 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ก็ใช้เป็นต้นแบบในการที่ชุมชนสามารถเชื่อมโยงเข้าหาสถาบันการศึกษาหรือองค์ความรู้ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงงานวิจัยและพัฒนาด้วย
ส่วนกระบวนการการนำความรู้มาใช้ประโยชน์นั้น ในหลายประเทศเราจะเห็นว่ามีหน่วยวิเคราะห์ความรู้ ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ สังเคราะห์องค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้มีการนำความรู้จากการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ผมคิดว่าเราก็ควรจะมีการดำเนินงานในลักษณะเช่นนี้ด้วย และกำลังดำเนินการให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ได้มีการดำเนินนโยบายดังกล่าวประเด็นหลักของอนาคตที่เรามองต่อไปจะเห็นได้ชัดว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะส่งเสริมให้งานวิจัยพัฒนาความรู้และความสร้างสรรค์นั้น เข้ามาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ หรือเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ประเทศไทยก็จะประสบปัญหามากยิ่งขึ้นในเรื่องของขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะแม้ว่าเราเคยประสบความสำเร็จหรือสามารถผลักดันการพัฒนาได้จากการมีปัจจัยทางด้านแรงงานหรือทรัพยากร แต่ในสภาพปัจจุบันที่การแข่งขันเข้มข้นขึ้น และสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป การเพิ่มมูลค่าที่สำคัญทางเศรษฐกิจ หรือการเพิ่มคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางด้านสังคมต่าง ๆ ต้องมาจากเรื่องของฐานความคิด ความรู้ และความสร้างสรรค์เป็นสำคัญ และตรงนี้จึงเป็นจุดที่ทำให้งานทางด้านการวิจัยพัฒนามีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่จะผลักดันในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยตั้งเป้าในการเพิ่มมูลค่าหรือสัดส่วนของภาคเศรษฐกิจที่เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ในระยะเวลา 3-5 ปีข้างหน้า
ดังนั้น การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฉบับที่ 11 ซึ่งจะต่อเนื่องมาจากฉบับที่ 10 จะเน้นในเรื่องของการสร้างมูลค่าของผลิตภัณฑ์บนฐานความรู้ และสร้างวงจรของคุณค่าผ่านทางความคิดสร้างสรรค์ ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในที่นี้ทุกท่านจะได้ช่วยกันพัฒนาแนวคิดเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงภาคธุรกิจต่างๆ เข้ากับพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของไทย ซึ่งจะเป็นการผสมผสานทรัพย์สินทางปัญญาและวัฒนธรรม เพื่อสร้างสินค้าและบริการที่มีค่ามากยิ่งขึ้น และผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพ มีโอกาสที่จะเจริญเติบโตอีกมากจากสินค้าทางวัฒนธรรม และจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ถือได้ว่าเป็นขุมทรัพย์สำคัญของเราที่ยังไม่ได้ถูกนำออกมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่การวิจัยสามารถสร้างสรรค์ได้ โดยเฉพาะถ้าเราสามารถเชื่อมโยง "การวิจัย" และ "การสร้างสรรค์" เข้าด้วยกัน ให้เป็นพลังที่เข้มแข็งต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือและบทบาทขององค์กรและสถาบันเครือข่ายในระบบวิจัย จนบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายได้
เวทีระดับชาติในครั้งนี้ ผมหวังว่าจะไม่เป็นเพียงเวทีสำหรับการนำเสนอผลงานการวิจัยที่ได้ประสบความสำเร็จหรือที่ได้ดำเนินงานสำเร็จแล้วเท่านั้น แต่จะนำไปสู่การเป็นประชาคมที่มีพลังอันเข้มแข็งในการช่วยกันนำ "พลังทางปัญญา" มาเชื่อมต่อกับแนวนโยบายของรัฐ แผนพัฒนาระดับประเทศ เพื่อนำผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพื่อการวิจัย กลับคืนสู่สาธารณประโยชน์ กลับคืนสู่ประเทศ และกลับคืนสู่พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน
ผมขอแสดงความชื่นชมต่อทุกฝ่ายที่ได้ร่วมกันจัดงานในวันนี้ และขออวยพรให้การจัดงานบรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ และขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญ โดยทั่วกัน บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงาน "การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553" ณ บัดนี้ ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท ถอดเทป