คำกล่าวมอบนโยบาย ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
แก่ผู้เข้าร่วมการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ
ณ ห้องวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม 2553 เวลา 12.00 น.


ท่านเลขาธิการ
ท่านหัวหน้าส่วนราชการ
หัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ
ท่านผู้เข้ารับการฝึกซ้อม
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ

ผมขอขอบคุณทุกหน่วยงานนะครับทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายต่าง ๆ ที่ได้มาร่วมกันฝึกซ้อมในครั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ในยามปกติให้พร้อมเผชิญการแก้ปัญหาสาธารณภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และเราก็จะเห็นครับว่านับวันภัยพิบัติหรือสาธารณภัยต่าง ๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น หรือมีความรุนแรงที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ของประเทศของเราเองนะครับ ในเรื่องของสึนามิ หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เราเห็นในต่างประเทศ จะเป็นปากีสถาน จีน รัสเซีย ซึ่งผมคิดว่าน่าจะทำให้เราต้องตระหนักถึงความรุนแรงของสาธารณภัยและภัยธรรมชาติที่เป็นวิกฤตระดับชาติ หรือบางครั้งอาจจะเป็นระดับภูมิภาค ซึ่งการที่จะเผชิญกับสาธารณภัยเหล่านี้ก็ต้องมีระบบการบริหารวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ มีขั้นตอน มีการเตรียมความพร้อม มีการฝึกซ้อมเพื่อทดสอบระบบความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ สาธารณภัยเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นภัยความมั่นคงอย่างหนึ่งนะครับในรูปแบบใหม่ ซึ่งใกล้ตัวเรา การฝึกซ้อมครั้งนี้จึงได้สมมติให้มีสถานการณ์ที่มีระดับความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สินอย่างใหญ่หลวงของคนในชาติ และก็ต้องมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ผมอยากให้ทุกฝ่ายได้ให้ความสำคัญนะครับ ประการแรกเลยก็คือเรื่องของทัศนคตินะครับ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญก็คือว่า เราจะต้องสร้างความตื่นตัวในหมู่พี่น้องประชาชนและทุกหน่วยงานนะครับว่า ภัยที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอย่างที่หลายฝ่ายมักจะเข้าใจ เพราะฉะนั้นการให้ความสำคัญกับการวางแผนเตรียมการการฝึกซ้อมตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ การกระตุ้นเตือนทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน ให้รู้ว่าภัยนั้นอาจจะเกิดขึ้นใกล้ตัวและเกิดจิตสำนึกเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น อันนี้เป็นเรื่องแรกที่อยากจะขอฝากเอาไว้นะครับ

เรื่องที่สองก็คือ การบริหารจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้ที่ดำเนินการโดยเฉพาะผู้นำการบริหารจะต้องมีความรู้ความสามารถในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องสามารถบริหารภายใต้แรงกดดันและเงื่อนเวลานะครับ ซึ่งมักจะมีอยู่อย่างจำกัด เพราะฉะนั้นสามารถที่จะแก้ไขปัญหาทันต่อความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสถานการณ์ ต้องมีแผนสำรอง จะเป็นแผนที่ 2 แผนที่ 3 หรือทางเลือกต่าง ๆ ไว้รองรับกรณีที่แผนที่เตรียมเอาไว้นี้เกิดปัญหาขึ้น หรือไม่สามารถปฏิบัติได้นะครับ

ประการที่สามนะครับ การให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการรองรับนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติ เพื่อที่จะนำไปสู่การกอบกู้สถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติที่จะครอบคลุมทั้งงานด้านสาธารณภัย และความมั่นคงนะครับ ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนระบบการเตรียมพร้อมของชาติให้เป็นรูปธรรม และรองรับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนะครับ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงกลาโหม ควรจะต้องมีการร่วมกันประสานงานกันอย่างใกล้ชิดนะครับ

ประการที่สี่นะครับ การเตรียมความพร้อมของชาตินั้น ปัจจัยของความสำเร็จนั้นอยู่ที่การเตรียมพร้อมตั้งแต่ในยามปกติ ทั้งในเรื่องของทรัพยากร เครื่องมือ ผู้เชี่ยวชาญ ชุดเผชิญสถานการณ์ ผู้บัญชาการเหตุการณ์ และก็ต้องมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนในแต่ละระดับของความรุนแรง ตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย การกอบกู้ฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดภัย โดยเฉพาะในกรอบของแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแบบบูรณาการ 17 ด้านนะครับ ซึ่งวันนี้กระทรวงมหาดไทยควรจะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผน คู่มือบริหารจัดการภัยพิบัติในแต่ละประเภท ภัยแต่ละประเภท และแต่ละระดับความรุนแรงที่ชัดเจน ให้มีการฝึกซ้อมการบริหารจัดการสาธารณภัยร้ายแรงเป็นประจำ รายปี รวมทั้งเสนอให้คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบแผนปฏิบัติการทั้ง 17 ด้าน ได้พัฒนาและนำแผนปฏิบัติการมาทดสอบโดยการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ

ประการที่ห้านะครับ การพัฒนาระบบงานเตรียมความพร้อมของชาติ สิ่งที่ต้องขอเน้นย้ำคือการมีเครื่องมือเครื่องใช้ทรัพยากร กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ทั้งในเรื่องงบประมาณนะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ก็มีหลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตไว้ การรับบริจาคตัวเงิน สิ่งของ จากทั้งภายในและนอกประเทศ ทำอย่างไรให้เป็นระบบ มีความคุ้มค่า สามารถนำมาใช้ได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดสถานการณ์ ซึ่งเรื่องนี้ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงบประมาณควรจะต้องเป็นหน่วยงานหลัก โดยร่วมกับทางกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ส่วนกระทรวงกลาโหมนั้นนะครับ การพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาของกองทัพไทย การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อสนับสนุนงานบรรเทาทุกข์ การจัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการรองรับงานด้านสาธารณภัยและความมั่นคงทางทะเลของกองทัพเรือ และศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในกรอบนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยความสำเร็จในด้านนี้

สำหรับทางด้านการสื่อสารนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในการบริหารจัดการ กระทรวงไอซีทีควรจะมีแผนบริหารจัดการเรื่องของการสื่อสารในยามวิกฤตที่ชัดเจน และมีการจัดเตรียมเครื่องมือสื่อสารให้แก่ผู้บริหารประเทศ หัวหน้าหน่วยงานที่เหมาะสม สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา ซึ่งกระทรวงควรจะเป็นหน่วยงานหลักในการเร่งรัดดำเนินการในเรื่องนี้ได้ เช่น การจัดให้มีระบบเลขหมายฉุกเฉินเลขหมายเดียวทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อการรับแจ้งเหตุจากประชาชนไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ทั้งงานด้านสาธารณภัย บริการทางการแพทย์ การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น

สุดท้ายครับ การส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ การตระหนักรู้และการมีส่วนร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสาธารณภัยในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งจังหวัด ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากนะครับ และทุกหน่วยงานมีความใกล้ชิดกับประชาชน สามารถที่จะทำงานในเชิงรุกและเชิงป้องกันได้มาก

สุดท้ายนี้ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้นำประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับจากการฝึกซ้อมครั้งนี้ ไปพัฒนาแผนแนวทางการฝึกซ้อมทั้งภายในหน่วยงานและระหว่างหน่วยงานให้เป็นประโยชน์ต่อไป ผมขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดให้มีการฝึกซ้อมการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติครั้งนี้ และขออวยพรให้การดำเนินงานของทุกท่านทุกหน่วยประสบความสำเร็จอย่างดี สมตามเจตนารมณ์ทุกประการครับ ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส บรรเจิดกิจ / ถอดเทป