นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในโอกาสคณะครูและนักเรียนโรงเรียนประจวบวิทยาลัย เข้าเยี่ยมคารวะ
วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม 2553 เวลา 09.00 น.
ณ ห้องสารนิเทศ อาคารรัฐสภา กรุงเทพมหานคร


ท่านผู้อำนวยการ
คณะครูและนักเรียนโรงเรียนประจวบวิทยาลัย
และผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสต้อนรับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนประจวบวิทยาลัย วันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่พวกเราได้มีโอกาสมาเยี่ยมรัฐสภา ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

บ้านเมืองของเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นระบบรัฐสภา ทั้งที่จริงแล้วก็ถือว่าที่แห่งนี้ซึ่งเป็นที่ที่รัฐสภาใช้ในการประชุม ในการทำงาน ก็เปรียบเสมือนที่ที่เป็นศูนย์รวมหรือตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนทุกคน ในการที่จะแก้ไขปัญหาทางด้านอื่น ๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนวันนี้ก็เป็นวันที่สภาฯ ก็มีการประชุมที่มีความสำคัญเป็นพิเศษด้วย คือ การพิจารณาเรื่องงบประมาณ ที่จริงเมื่อคืนก็ประชุมถึงตอนตีหนึ่ง ซึ่งมีความรู้สึกว่าเพิ่งเลิกไปนะครับ แล้วเมื่อเช้านี้ก็เริ่มต้นแล้ว เพิ่งเริ่มการประชุมเมื่อสักครู่นี้ ก็คาดว่าวันนี้ก็คงไม่เลยไปถึงตีหนึ่ง พอดีช่วงนี้ก็คงต้องใช้เวลานานถึง 3 วัน เพราะว่าการประชุมเรื่องงบประมาณ ตัวอย่างที่ดีที่สุดว่า ทำไมระบบรัฐสภาจึงมีความสำคัญ เพราะว่างบประมาณคือ เงินที่เราเก็บมาจากพี่น้องประชาชนนั่นเอง ก็คือเงินภาษีอากร ประชาชนที่อยู่ในประเทศนี้ต้องเสียภาษี ไม่มีสิทธิในการบอกว่าจะเสียภาษีก็ได้ ไม่เสียก็ได้ ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย ภาษีนี้ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีอื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เอามาเพื่อไปใช้เพื่อส่วนรวม หลักของระบอบประชาธิปไตยเขาก็บอกว่า ถ้าถูกบังคับให้เสียภาษีก็ต้องมีสิทธิมีเสียง เพราะฉะนั้นก็คือผู้แทนราษฎรของเราเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงในการที่จะมาควบคุมและกำหนดว่า เงินที่จัดเก็บจากประชาชนจะมาใช้เพื่อพัฒนาส่วนรวมควรจะใช้อย่างไร เพราะฉะนั้น 2- 3 วันนี้ ก็เป็นการพิจารณาที่ลงไปในรายละเอียดด้วยว่า แต่ละกระทรวงมีการตั้งงบประมาณสักเท่าไหร่ ทางรัฐบาลเสนอมาแล้ว ทางสภาฯ ได้มอบคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้ว อาจจะเปลี่ยนแปลงจะเพิ่มจะลดอะไรอย่างไรแล้วก็มีการมาลงมติ

เรื่องของระบอบประชาธิปไตย ผมก็อยากจะเห็นพวกเราทุกคน โดยเฉพาะนักเรียนได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะว่าอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้คือ ปัญหาของบ้านเมืองมีมาก ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และปัญหาการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเราทุกคน ผมก็เพิ่งไปหัวหินมาเมื่อวันเสาร์ - อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ไปคุยกับผู้ประกอบการก็ยังบ่นว่า การท่องเที่ยวยังไม่ค่อยดี มีคนไทยไปบ้าง ชาวต่างประเทศก็ยังมีน้อย คนไทยที่ไปก็บอกว่ายังใช้เงินน้อยอยู่ ซึ่งก็มาเกี่ยวพันถึงเรื่องของบ้านเมือง เรื่องของการเมืองด้วย เมื่อเช้านี้ผมก็อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลได้รับรายงานเบื้องต้นของทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจ ก็ปรากฏว่า ทุกภาคไปได้ค่อนข้างจะดี ก็มีท่องเที่ยวที่เพิ่งได้รับผลกระทบรุนแรง ในเดือนเมษายน - พฤษภาคม ที่ทำให้การฟื้นตัวช้ากว่าภาคอื่นๆ ก็จะเห็นว่าเรื่องการเมืองเวลามีปัญหาย้อนกลับมากระทบความเป็นอยู่ของพวกเราทุกคน อันนี้ไม่นับว่าแต่ละเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพวกเราเป็นผลพวงมาจากการตัดสินใจหรือกระบวนการทางการเมืองทั้งสิ้น เช่น เรื่องการศึกษา รัฐบาลก็มีนโยบายในการกำหนดทิศทาง

รัฐบาลนี้ก็พยายามเข้ามาทำเรื่องแรกคือ โอกาสทางการศึกษา ทั้งเรื่องการเรียนฟรีการให้การสนับสนุนตั้งแต่เด็กเล็ก เรื่องนม เรื่องอาหารกลางวัน เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมให้กับเด็ก เยาวชนที่จะเป็นคนมีคุณภาพในอนาคตดูเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา อันนี้ก็เป็นการตัดสินใจมาจากการเมืองทั้งนั้นว่า เราจะมีการช่วยเหลือ การดูแล การสนับสนุน ส่งเสริมอย่างไร เช่นเมื่อวานนี้ก็มีการอภิปราย ถกเถียงกันว่า เราควรจะมีสวัสดิการในเรื่องอะไรมากน้อยแค่ไหน จะเป็นภาระมากน้อยแค่ไหน ในส่วนของผม ของรัฐบาลและตั้งแต่ก่อนมาเป็นรัฐบาล เราก็จะมีนโยบายที่ชัดว่าเราอยากเห็นการทุ่มเทในเรื่องของการศึกษามากขึ้น และแก้ปัญหาเรื่องระบบการศึกษาก็ยังมีอีกเยอะ มีทั้งเรื่องหลักสูตรที่เราอยากจะปรับเปลี่ยนให้เด็กได้มีโอกาสเรียนจากกิจกรรมการเรียนนอกห้องเรียนมากขึ้น โดยลดหลักสูตรที่ซ้ำซ้อนหรือคิดว่าไม่จำเป็น อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนระบบแอดมิชชั่นก็เป็นเรื่องซึ่งถกเถียงกันทุกปีว่า เหมาะสมหรือยัง เป็นธรรมหรือยัง และเป็นภาระกับนักเรียนมากน้อยแค่ไหน นี่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าเรื่องที่เราบอกว่าเป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของรัฐบาล เรื่องสภา เรื่องประชาธิปไตย แต่จริงๆ ผลเวลามีการตัดสินเรื่องอย่างนี้ พวกเราทุกคนได้รับผลกระทบกันทุกคน และก็ไม่ใช่เฉพาะว่าเราเป็นนักเรียน ก็เลยมีเฉพาะเรื่องการศึกษาไม่ใช่ ชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชน ถิ่นฐาน การขาดแคลนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาเรื่องของสังคมที่เป็นผลพวงมาจากปัญหาร้อยแปดพันเก้าอย่างนี้ ยาเสพติด อาชญากรรม ความปลอดภัย สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันก็เป็นเรื่องซึ่งการเมืองมีความรับผิดชอบในการแก้ไข

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะย้ำคือ วันนี้ได้มาที่นี่ก็ดีนะครับ จะได้เห็นถึงกระบวนการที่ต้องมารับผิดชอบ สิ่งที่เรามองว่าเป็นเรื่องของบ้านเมือง แต่จริง ๆ คือเรื่องของประชาชน ฉะนั้น สิ่งที่อยากจะบอกต่อไปคือ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนก็อยากจะเติบโตขึ้นมาและอยู่ในสังคมที่ดี เป็นสังคมที่ให้โอกาสพวกเราทุกคน มีความเจริญ มีความก้าวหน้า และพร้อม ๆ กันไปก็คงมีสังคมที่มีความสงบสุข มีความสามัคคี ในบ้านในเมือง ก็จะทำให้ชีวิตของเราดี ผมพูดเสมอว่า ชีวิตของพวกเราทุกคนไม่มีทางดีได้ถ้าสังคมรอบตัวเราไม่ดี ต่อให้เราเก่ง ต่อให้เราคิดว่าเรา สามารถทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ แต่ถ้าหากว่าสังคมไม่ดีก็กลับมากระทบพวกเราทั้งสิ้น ถ้าอยู่ในสังคมซึ่งไม่มีความปลอดภัย โจรผู้ร้ายชุกชุมบ้าง การเดินทางไม่ปลอดภัย อย่างนี้สุดท้ายแม้ว่าตัวเรา ๆ คิดว่ามีความพร้อม แต่ใครจะรู้ครับว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องไม่ดี มันเกิดขึ้นกับพวกเรา ทุกคนอย่างนี้เป็นต้น

ประเด็นที่จะต้องคิดต่อไปคือว่า แล้วใครเป็นคนหยิบยื่นสังคมที่ดีให้กับเรา บ้านเมืองที่ดีให้กับเรา คำตอบก็คือว่า มันไม่มีใครหรอกครับที่จะมาหยิบยื่นให้เรา เราก็ต้องสร้างด้วยตัวของเราเอง ในระบอบประชาธิปไตยแนวคิดพื้นฐานคือว่าถ้าประชาชนได้มีโอกาสใช้สิทธิ์ใช้เสียงได้มีโอกาสกำหนดอนาคต การแก้ปัญหาบ้านเมืองก็น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพและตรงต่อความต้องการของประชาชนมากที่สุด เพราะว่าไม่มีใครรู้สภาพปัญหาความต้องการดีกว่าตัวของเราเอง เพียงแต่ว่าเราทุกคนคงไม่สามารถที่จะมานั่งอยู่ในสภาฯ มาร่วมตัดสินใจได้ เราก็ใช้ระบบตัวแทน เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากได้สังคมที่ดี เราก็ต้องมีการเมืองที่ดี อยากจะมีการเมืองที่ดี เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราในฐานะพลเมืองที่ดี ซึ่งอย่างน้อยพื้นฐานคืออายุ 18 ปีขึ้นไปก็จะใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้ง แล้วก็เลือกคนดี เลือกพรรคการเมืองที่ดี เลือกโดยอย่างน้อยที่สุดคือ ด้วยความสุจริตไม่ใช่เลือกเพราะว่ามีอามิสสินจ้างเลือกเพราะว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกัน แล้วก็ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือว่า เลือกด้วยความรู้เท่าทัน บางทีก็ตั้งใจดีว่าอยากจะเลือกคนดี แต่ว่าเวลาเขาหาเสียงกันไม่มีใครบอกว่าตัวเองไม่ดีเคยเห็นไหมครับใครมาหาเสียงแล้วบอกว่าตัวองไม่ดี ไม่มี คุณมนตรีไปก็ต้องบอกตัวเองดี คุณประมวลไปก็บอกดี แต่ว่าคู่แข่ง คุณมนตรี คุณประมวล ก็ต้องบอกว่าเขาดี เพราะฉะนั้นเราบอกว่าเราอยากเลือกคนดี มันไม่พอหรอกครับ เราต้องมีความรู้เหมือนกันว่า คนดีเป็นอย่างไร คนที่มาอาสาตัวเข้ามาทำงานแทนพวกเราเป็นคนดี เพราะฉะนั้น การติดตามข่าวสารของบ้านเมืองก็ทราบว่าบุคคลก็ดี พรรคการเมืองก็ดีมีประวัติความเป็นมาอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เราสามารถที่จะใช้สิทธิ์ อันนั้นเรื่องพื้นฐานที่สุดในฐานะพลเมือง ที่จะช่วยสร้างการเมืองที่ดี เพื่อเป็นหลักประกันว่า การแก้ปัญหาต่างๆ จะนำมาสู่โครงสร้างสังคมที่ดีเพื่อนำไปสู่ชีวิตที่ดีของพวกเราต่อไป

แต่ว่านอกจากเรื่องของการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน การเป็นพลเมืองที่ดีคงไม่จำกัดแค่ว่าเลือกตั้งเข้ามาเท่านั้น จริงๆ แล้วการมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องของการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ว่าการที่เราสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยการให้ข้อมูลกับทางราชการผู้ที่รับผิดชอบ หรือร่วมคิดในการเสนอทางออกต่าง ๆ ก็เป็นบทบาทซึ่งในยุคปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้น เพราะว่าปัจจุบันนี้สังคมก็เปิดกว้างมากขึ้น เดี๋ยวนี้จะทำอะไรเราก็พยายามให้ทุกหน่วยงานเปิดรับฟังความคิดเห็น ไม่ว่าเดี๋ยวนี้การเข้าถึงสื่อและการใช้สื่อของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ก็ทำได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งสื่อสมัยใหม่ โดยเฉพาะสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่พวกเราก็เข้าไปหา เข้าถึงและเข้าไปใช้ได้ ในการที่จะแสดงความคิดเห็น สร้างเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อที่จะทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม

แต่ก็แน่นอนที่สุดครับ ถ้าหากว่าใคร วันหนึ่งวันใดคิดว่าอยากจะเข้ามามีบทบาทมากกว่านั้น คือ มาเป็นนักการเมือง พวกผมก็สนับสนุนอยู่ตลอดเวลา อยากเห็นคนที่มีความตั้งใจในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับบ้านเมือง อาสาตัวเข้ามา อย่าไปคิดนะครับว่า เป็นเรื่องไกลตัว จริงๆก็เริ่มคิดได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะว่าปัจจุบันนี้ก็จะเห็นว่าคนที่เข้าสู่การเมืองก็อายุน้อยลงไปเรื่อยๆ ผมเข้ามาตอนอายุ 27 ปี ปัจจุบันนี้ก็มี ส.ส. ที่มีอายุระหว่าง 25-30 ปี ก็เป็นจำนวนไม่น้อย เพราะว่าสังคมก็เปิดโอกาสและเปิดกว้างมากขึ้น ก็อยากจะเห็นพวกเราได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวของบ้านเมืองเรื่องของการเมือง และมีส่วนร่วม หรืออย่างสร้างสรรค์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ มีความเป็นพลเมืองดี รู้หน้าที่

สุดท้ายนี้อยากจะฝากไว้ว่า การจะเป็นพลเมืองดี การจะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยคงไม่ได้มองเฉพาะในแง่ของการกระทำและการมีหน้าที่ หรือการมีส่วนร่วม แต่สิ่งสำคัญอย่างมากที่จะทำให้สังคมประชาธิปไตยเติบโตได้คือเรื่องของทัศนคติ ความคิดพื้นฐาน การมองระบอบประชาธิปไตยเพียงแค่กระบวนการเลือกตั้ง กระบวนการของสภาฯ หรือของรัฐบาล มันไม่ได้เป็นตัวสะท้อนความเป็นสังคมประชาธิปไตยในที่สุด ความเป็นสังคมประชาธิปไตยสำคัญที่สุดคือ ความคิดที่เราเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคนของคนทุกคน และก็ยอมรับว่าในสังคมทุกสังคม แม้กระทั่งในชุมชนจะต้องมีความแตกต่าง หัวใจระบอบของประชาธิปไตยคือ การเคารพความแตกต่าง และก็รู้จักในการที่จะแก้ปัญหาที่เกิดจากความแตกต่างนั้น ด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็มีกระบวนการกฎกติกาที่เป็นที่ยอมรับ ฉะนั้น ตรงนี้จะมีความสำคัญมาก เพราะว่าถ้าเรามีการเลือกตั้ง มีการเมืองที่ในรูปแบบเหมือนเป็นประชาธิปไตยหรือว่าในสังคมของเราไม่ยอมรับกฎกติกากัน ไม่ยอมรับความแตกต่าง ไม่เคารพความเห็นของคนอื่น ไม่ฟังเสียงใครเลย มันก็ไม่มีทางเป็นระบอบประชาธิปไตย ผมก็หวังว่า พวกเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ก็จะได้เรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีความเป็นประชาธิปไตย การมาศึกษาระบบงานรัฐสภาก็จะทำให้พวกเราได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น และก็หวังว่าคงจะมีแรงบันดาลใจที่จะทำให้เรามีวัฒนธรรม วิถีชีวิตเป็นประชาธิปไตยที่เกิดกับตัวเอง และก็กลับไปหวังว่าจะสามารถเผยแพร่ไปยังเพื่อนฝูงพี่น้อง ให้มีความซึมซับในเรื่องนี้ด้วย ก็ขอใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เท่านี้นะครับ ในการมาพูดเรื่องของระบอบประชาธิปไตย ทำให้ทุกคนได้ประโยชน์จากการมาศึกษาดูงานในวันนี้ และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท / รายงาน จินตนา / ตรวจ