คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในการเข้าร่วมรับฟังผลการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมสร้างประเทศน่าอยู่ โดยสถาบันอุดมศึกษา
ณ ห้องเซฟไฟร์ ชั้น 2 อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2553 เวลา 14.00 น.


ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทั้งผู้จัดและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในเวทีในวันนี้ ที่สละเวลามา และมามีส่วนร่วมในเรื่องของกระบวนการที่พวกเราทุกคนต้องการจะเห็นเกิดขึ้นในสังคมไทยคือการปฏิรูปและนำไปสู่เรื่องของการปรองดองด้วย เดี๋ยวนี้มีการแบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัย 5 กลุ่ม สิ่งหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดคือว่าแม้ว่าจะแบ่งเป็น 5 กลุ่มก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วภารกิจหลักและความคาดหมาย ความคาดหวังที่สังคมมีต่อมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน ก็ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกัน และผมคิดว่าข้อเสนอที่ออกมาจากทั้ง 5 กลุ่ม วันนี้น่าจะยืนยันตรงนั้นคือมีความสอดคล้องต้องกัน จริง ๆ แม้กระทั่งในหลาย ๆ เรื่องพอลงไปอ่านในรายละเอียดยังคล้ายคลึงกันในเรื่องข้อเสนอที่ลึกลงไปถึงระดับปฏิบัติในเชิงโครงการ เชิงมาตรการด้วย อันนี้ก็ทำให้ผมเบาใจหน่อย กลัวว่าถ้ามา 5 กลุ่มแล้ว ปรากฏว่าข้อเสนอต่างกันหมดเลย ก็อาจจะมีความดีในแง่ความหลากหลาย แต่อาจจะทำให้ประมวลและเดินไปข้างหน้าค่อนข้างยาก

ผมขอเริ่มต้นจากประเด็นที่คุณหมอวิจารณ์ (ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช) ได้หยิบขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ก่อนนะครับ ซึ่งเป็นจุดที่ผมคิดว่าท้าทาย นั่นก็คือว่าหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมก็มีความคาดหวังในมหาวิทยาลัย แต่ก็มองมหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นองค์กรการศึกษา สถาบัน ที่มีลักษณะของการเป็น พูดง่าย ๆ คือเหมือนกับเป็นชนชั้นนำ ความรู้สูงกว่า ความพร้อมมากกว่า และก็มีความคาดหวังว่าตรงนี้จะมีส่วนในการที่จะขับเคลื่อนนำพาสังคมไปสู่กระบวนการพัฒนายิ่ง ๆ ขึ้น ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา และการศึกษาชั้นสูง ก็คงจะต้องมีลักษณะเช่นนั้นไม่มากก็น้อย เพราะว่าอย่างไรเสียสังคมก็ต้องการองค์กรที่เหมือนจะเป็นศูนย์กลางในเชิงความคิด ปรัชญา สร้างองค์ความรู้ และก็นำพาสังคมไปได้

แต่ว่าพอถูกมองในลักษณะนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือสิ่งที่คุณหมอวิจารณ์ได้ตั้งข้อสังเกตเมื่อสักครู่นี้ว่า ช่องว่างระหว่างอุดมศึกษากับสังคมก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน และก็เกิดขึ้นแม้ว่าระยะหลังก็ชัดเจนว่า การศึกษาระดับอุดมศึกษาปรับเปลี่ยนจากการเป็นการศึกษาสำหรับชนชั้นนำมาเป็นการศึกษาสำหรับมวลชนไปแล้ว โดยจะสังเกตได้จากการเติบโตของนิสิตนักศึกษาที่เข้าสู่อุดมศึกษา ช่องว่างตรงนี้ครับก็เลยเป็นจุดหนึ่งซึ่งอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ที่อาจจะลึกซึ้งกว่าเพียงแค่การมีช่องว่างในความหมายที่ว่าไม่ต้องมาเชื่อมโยงกัน เช่น ข้อสังเกตซึ่งเคยมีมาเหมือนกันว่ากลายเป็นว่าคนของเรา พอเรียนสูงขึ้น กลับมีปัญหาในการกลับไปสู่ชุมชนของตัวเอง คือห่างไกลจากรากฐานรากเหง้าของตัวเองมากขึ้น เรียกว่าดีใจที่มีข้อสังเกตเมื่อสักครู่นี้ เพื่อที่จะทำให้เราต้องตระหนักถึงปัญหาที่มันมีอยู่ในลักษณะนี้ในการที่จะเดินหน้าทำอะไรก็ตาม

ทีนี้พอมาถึงในเรื่องของการดำเนินการในกระบวนการปฏิรูปในปัจจุบัน และสิ่งที่เราได้ระดมความคิดเห็นกัน ไม่ใช่เฉพาะวันนี้ ทราบว่าก่อนหน้านี้ก็มีหลายเวที ผมอยากจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน แม้ว่าจะไม่ได้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด มีความเชื่อมโยงกันอยู่ ส่วนแรกจะเป็นเรื่องของการที่อุดมศึกษากำลังจะเข้าไปทำงานในชุมชน ในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น ส่วนที่ 2 คือส่วนที่อุดมศึกษาเองสามารถทำได้ในภารกิจหลักของตัวเอง นั่นคือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวนิสิตนักศึกษานั่นเอง ว่าจะต้องมีการสร้างอะไรขึ้นมาเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปและนำไปสู่การปรองดองด้วย ส่วนแรกก่อนผมคิดว่าวันนี้พูดกันเยอะนะครับ และก็ดีใจที่ผมมองเห็นว่ามีข้อเสนอซึ่งน่าจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรมได้ค่อนข้างที่จะชัดเจนและรวดเร็ว เอาข้อแรกก่อนคือว่าการที่จะกำหนดการพัฒนาในเชิงพื้นที่ ข้อเสนอตรงนี้ก็พูดว่า 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ความจริงขณะนี้เรามีจำนวนมหาวิทยาลัยพอที่จะทำ 1 จังหวัด 2 มหาวิทยาลัย แต่ว่าเอา 1 ดีแล้วครับไม่ได้ขัดข้องนะครับ เพียงแต่จะบอกว่ามันต้องทำได้แน่นอน เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยมีจำนวนมาก มีบางจังหวัดเท่านั้นซึ่งอาจจะหลุดโผอยู่ จังหวัดระยองก็เป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าหนักใจมากว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเจริญอยู่มาก แต่กลายเป็นช่องว่างในเรื่องของการมีอุดมศึกษา

ผมคิดว่าผมสนับสนุนและคิดว่าขั้นแรกที่จะต้องเร่งทำก็คือในเรื่องของการกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่าจังหวัดไหน มหาวิทยาลัยใด จัดผู้รับผิดชอบ ทีนี้ที่ผมเอ่ยเอาไว้ว่าจริง ๆ เรามีพอที่จะทำ 1 จังหวัด 2 มหาวิทยาลัย ซึ่งความจริงหลายท่านก็คิดอยู่ในใจว่าคงไม่ใช่ทุกจังหวัด เพราะว่าจะมีที่มันกระจุกอยู่ในเมืองใหญ่อยู่เยอะ ผมก็อยากจะเรียนว่าสำหรับผมถ้าเป็นไปได้ มหาวิทยาลัยที่จะรับผิดชอบพื้นที่ควรจะเป็นมหาวิทยาลัยซึ่งเติบโตมาจากการเป็นสถาบัน การศึกษาอุดมศึกษาในลักษณะที่ใกล้ชิดกับชุมชน ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยซึ่งเดิมพูดง่าย ๆ ก็คือเป็นมหาวิทยาลัยที่อาจจะมองว่าเป็นส่วนกลางระดับชาติ และปัจจุบันอาจจะพยายามผลักดันตัวเองขึ้นไปเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยเต็มรูปแบบ บทบาทที่น่าจะทำก็คือการเป็นแม่ข่ายของกลุ่มจังหวัดด้วยซ้ำ เพราะเมื่อสักครู่นี้ก็มีการตั้งข้อสังเกตมาแล้วว่า ถ้าพูดกันแค่ว่า 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ก็จะเกิดปัญหาว่าต่างคนต่างทำแยกจังหวัด ทั้ง ๆ ที่ความจริงในเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา ตัวกลุ่มจังหวัดอาจจะมีความสำคัญในเชิงพื้นที่ และถึงแม้ข้าราชการในกลุ่มจังหวัดก็จะคนต่อว่าอีกว่าจังหวัดนี่เป็นเรื่องของการแบ่งทางปกครอง แต่ความจริงในอีกหลายพื้นที่มันเชื่อมโยงกันด้วยวัฒนธรรมบ้าง มันเชื่อมโยงกันด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ลุ่มน้ำบ้าง อย่างนี้ เป็นต้น พูดง่าย ๆ คือ 1. มหาวิทยาลัยรับผิดชอบไปหมด แล้วก็มีระดับที่สูงขึ้นมาในการทำงานในเชิงเครือข่ายและกลุ่มจังหวัดหรือกลุ่มพื้นที่น่าจะช่วยทำให้การทำงานทางด้านนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ 2 คือว่าในการทำงานในพื้นที่กับแต่ละจังหวัด และลึกลงไปถึงในชุมชน ผมก็ยังต้องการที่จะเห็นการเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม ซึ่งก็มีความตื่นตัวและกำลังขับเคลื่อนในเรื่องการปฏิรูปเหมือนกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และถ้าในกรณีที่เป็นจังหวัดนี่ง่ายอยู่แล้ว เพราะทุกจังหวัดต้องมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แต่ว่าเทศบาลก็ดี องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก็ดี หรือว่าการปกครองรูปแบบพิเศษในบางพื้นที่ก็ดี ก็ย่อมที่จะเข้ามาเชื่อมโยงได้ และที่ผมไม่อยากให้ขาดไปก็คือภาคธุรกิจเอกชนนั่นเอง ซึ่งขณะนี้ทางหอการค้าได้มีการขับเคลื่อนในเรื่องของการปฏิรูปเช่นเดียวกัน และก็ยังได้มีการมอบนโยบายลงไปในระดับของหอการค้าจังหวัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสำหรับผม มหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษาน่าจะเป็นศูนย์กลางที่เป็นตัวเชื่อมตรงนี้ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามองไปถึงเรื่องขององค์กรภาคประชาชนด้วย ผมคิดว่าการเป็นเจ้าภาพหลักในส่วนของตัวมหาวิทยาลัยน่าจะมีความเหมาะสม เพราะน่าจะสามารถที่จะเชื่อมโยงเข้ากับทุกภาคส่วนได้เป็นอย่างดีในพื้นที่ ส่วนงานที่จะทำก็เห็นสอดคล้องกับที่ได้มีการนำเสนอกันมาว่าเป็นไปในลักษณะเป็นที่ปรึกษาบ้าง เข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดูความต้องการ ดูความจำเป็นของท้องถิ่น แล้วก็มุ่งเน้นการสร้างกระบวนการทางวิชาการจะเป็นในเชิงวิจัย ในเชิงบริการสังคม ที่เข้าไปเชื่อมโยงตรงนี้ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในส่วนนี้ก็คงจะต้องเร่งกำหนดแนวทางโครงสร้าง ผมก็คิดว่าอยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรี และทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เร่งนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้ เพื่อให้กำหนดเป็นมติต่อไป

ส่วนประเด็นในเรื่องของงบประมาณ ซึ่งนอกเหนือจะมีอยู่จากภาคส่วนต่าง ๆ และผู้แทนเอกชนก็ได้ตั้งข้อสังเกตขึ้นมาในเรื่องนี้แล้ว ความจริงขณะนี้การให้เงินอุดหนุนขาดไป อาจจะมีได้ทั้งในส่วนของ สสส. และกำลังจะมี สสส.เรื่องการศึกษาอยู่แล้ว ที่มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและกฎหมายกำลังจะเดินหน้าเข้าไป แต่ว่าตอนนี้ยังใช้เงิน สสส.ชั่วคราว ก็น่าที่จะเป็นช่องทางหนึ่งที่มีความสำคัญ และอีกส่วนหนึ่งก็คือการอุดหนุนเฉพาะกิจผ่านท้องถิ่นก็มีความเป็นไปได้ในการที่จะมาเชื่อมโยงกัน ผมคงไม่มีประเด็นอะไรพิเศษในแง่นี้ ในเรื่องของการทำงานในพื้นที่ เพราะว่าดูข้อเสนอที่มาจากทุกกลุ่มค่อนข้างที่จะสอดคล้องกัน และเริ่มจะมองเห็นตัวโครงการในรูปธรรมที่เป็นการผลักดันทั้งในแง่การพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจหรือในการเข้าไปดูแลเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรซึ่งเป็นฐานของการพัฒนา

ทีนี้พอส่วนที่ 2 ก็จะเป็นสิ่งที่ผมได้พูดไปว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับตัวนิสิตนักศึกษา คือการสร้างบุคลากรของทางมหาวิทยาลัยเอง ประเด็นแรกอย่างที่เมื่อสักครู่พูดถึงข้อสังเกตถึงความห่างเหินนี้ ผมมองว่าเรื่องการปฏิรูปและเรื่องการปรองดอง มันจะมีความสำเร็จได้ มันไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียงว่าเราจะทำอะไร ความหมายก็คืออยู่ที่ว่าสุดท้ายเราต้องการจะทำอะไร อย่างเช่น เราตั้งเป้าว่าจะลดความเหลื่อมล้ำ เราตั้งเป้าว่าการพัฒนาต้องมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับความต้องการของชุมชนมากขึ้น แต่ความสำเร็จจะอยู่ที่ตัวกระบวนการว่าเราจะทำอย่างไรด้วย ผมก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่จะได้มีการฟื้นฟูในเรื่องของการที่จะให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังในเรื่องของการพัฒนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือมีการแสดงออกถึงการมีจิตอาสา และช่วงที่ผ่านมาได้เห็นสัญญาณที่ดีที่เยาวชนหลายกลุ่มมีความคิดริเริ่มเองในการที่จะมีปฏิกิริยาจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในการที่จะมีบทบาทนำในการทำกิจกรรมหลายต่อหลายอย่าง

แต่ก็จะสังเกตเห็นได้ชัดก็คือว่ารูปแบบก็เปลี่ยนไป สมัยก่อนอาจจะเป็นรูปแบบที่จัดตั้งกัน ยึดอยู่กับคณะ ยึดอยู่กับสถาบัน ยึดอยู่กับองค์กรนักศึกษาซึ่งเป็นองค์กรทางการในแต่ละสถาบัน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ มันเป็นเครือข่ายเขาสร้างขึ้นในทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ เป็นเครือข่ายซึ่งผสมผสาน ซึ่งก็มีข้อดี ข้อสังเกตที่ผมจะให้ก็คือว่าการกระตุ้นในเรื่องนี้ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่จะให้นิสิตนักศึกษาต่าง ๆ เข้าไปในลักษณะของการอาสาก็ดี หรือดียิ่งกว่านั้นคือถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งเป็นข้อเสนออยู่เช่นเดียวกันก็ดี คงจะต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตรงนี้ด้วย ปฏิเสธไม่ได้หรอกครับ พวกเราก็ธรรมชาติของมนุษย์ บางทีเราก็มองบทบาทต่าง ๆ ของคนรุ่นใหม่ เราก็ไปคาดหวังว่าจะต้องเหมือนกับสมัยก่อน ๆ นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ แต่ว่าคนแต่ละรุ่นเขามีวิธีการที่มันไม่ผิดหรอกครับ และถ้าเราพยายามไปฝืนและคิดว่ามันจะต้องเหมือนที่มันเคยเป็น มันจะเชื่อมกันไม่ติด ตรงนี้บางครั้งก็ต้องเข้าไปฟังแนวทางของทางเยาวชนที่เขาอาจจะมีข้อเสนอแนะขึ้นมาเอง ซึ่งปัจจุบันก็มีทั้งสภาเด็กเยาวชน สภานักเรียน อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นตามกฎหมายด้วย และก็เกิดขึ้นตามนโยบายด้วย ซึ่งผมก็อยากจะให้เข้าไปเชื่อมโยงตรงนี้ด้วย ถ้าสามารถที่จะทำอย่างที่ว่าได้ ซึ่งก็หมายถึงว่าในกระบวนการที่ไปเชื่อมโยงกับข้อแรกด้วยในการผลักดันโครงการต่าง ๆ และในการที่เรามีการปรับปรุงหลักสูตรก็ดี ปรับปรุงเรื่องของการประเมินตัวนิสิตนักศึกษาเพื่อจูงใจและโน้มน้าวให้เขาเข้ามามีบทบาทในกระบวนการเหล่านี้ได้ด้วย ผมก็ถือว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษาไปในตัว ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องมาแก้กฎระเบียบอะไรกัน แต่ว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในของแต่ละสถาบันเอง ภายใต้กรอบความคิดที่จะนำไปสู่เรื่องของการปฏิรูปได้ด้วยตัวเอง

มีประเด็นที่ผมคงจะต้องเรียนเพิ่มเติมคือว่าเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝัง สร้างจิตสำนึกให้กับนิสิตนักศึกษาก็คือว่า ปัจจุบันวิกฤตความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็เห็นได้ชัดว่าเกิดจากปัญหาความบกพร่องทางทักษะของคนในสังคม โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะประมวลข้อมูล1. คืออาจจะยังไม่เรียนรู้ในการที่จะพยายามรับข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน 2. เวลาที่มีชุดข้อมูลหลายชุดก็ไม่สามารถที่จะวิเคราะห์สังเคราะห์ที่จะนำไปสู่ปัญญา แต่ถูกบีบบังคับว่าถ้ามีข้อมูลหลายชุดต้องกระโจนไปเลือกชุดใดชุดหนึ่งและก็นำไปสู่ความขัดแย้ง แน่นอนปัญหานี้ก็เป็นเรื่องซึ่งคงไม่ได้ทำเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย แต่เป็นสิ่งท้าทายที่ทำให้ระบบการศึกษาทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นมา จริง ๆ เรื่องเด็กเล็กด้วยซ้ำว่าจะมีการแก้ปัญหานี้อย่างไรที่จะทำให้คน ของเราสามารถที่จะมีความเท่าทัน และรู้ว่าในความสลับซับซ้อนของสังคม ของสภาวะแวดล้อม สามารถที่จะรับข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลาย รู้จักคิดรอบด้วยตัวเอง หาความพอดี และรู้จักเรียนรู้แลกเปลี่ยนด้วยเหตุด้วยผลกับคนอื่น ซึ่งอาจจะมีข้อมูลไม่เหมือนกัน และมีความคิดไม่เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นการบ้านใหญ่ข้อหนึ่งสำหรับในแง่ของตัวมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาเอง ที่จะต้องช่วยให้นิสิตนักศึกษาเยาวชนมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น กับโลกที่เป็นโลกของการสื่อสาร โลกของข้อมูลและโลกของข่าวสารที่มีความหลากหลายด้วย

และทั้งหมดนี้ก็เป็นแนวทางซึ่งอย่างที่เรียนเมื่อสักครู่ครับ ก็หวังที่จะเห็นทาง สกอ. ร่วมกับ สสส.ด้วย เพื่อจะได้ประมวลเพื่อที่จะนำมาเสนอให้กับทางรัฐบาลที่จะเดินหน้าไป สุดท้ายก็อย่างที่ท่านย้ำนะครับตรงนี้ คือรู้ว่างานนี้งานยาก งานยาวก็เลยต้องพูดไว้ล่วงหน้าว่าไม่ผูกติดอยู่กับ รัฐบาล และไม่ผูกติดอยู่กับพรรคการเมือง ซึ่งไม่ถูกต้อง เราหวังที่จะเห็นบทบาทนำของมหาวิทยาลัยบนความไว้เนื้อเชื่อใจของทุกภาคส่วนในสังคม นั่นก็หมายถึงความเที่ยงตรงต่อหลักวิชาการ และหมายถึงความเป็นกลาง และหมายถึงเรื่องของพลังที่เกิดขึ้นจากการมีความรู้ และความพร้อมทางด้านต่าง ๆ ก็คิดว่าได้ประโยชน์มากนะครับวันนี้ที่ได้มีการระดมความคิดเห็น และดูจะได้กำหนดเหมือนกับเป็นรูปแบบของการทำงานต่อไป ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยจะให้ทางกระทรวงนั้นดำเนินการเสนอมาเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก