![]() |
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในโอกาสคณะผู้นำศาสนาอิสลามจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าเยี่ยมคารวะ
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 15.00 น
ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
คณะผู้นำศาสนาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้นำศาสนาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้ง 4 จังหวัดในวันนี้
จากการรายงานของท่านผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมีความเชื่อมั่นว่าองค์กรทางศาสนา โดยมีผู้นำศาสนาที่ประกอบด้วย อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการมัสยิด จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเผยแพร่คุณธรรม จริยธรรมและการประพฤติปฏิบัติตนด้วยหลักวิถีของหลักการทางศาสนา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างและพัฒนาคน ไม่เพียงแต่ให้มีความก้าวหน้า รุ่งเรือง แต่ว่านำไปสู่ความสันติสุขอย่างแท้จริง
ผมเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ท่านทั้งหลายนั้น ถือได้ว่าเป็นหลักสำคัญของสังคม อยู่ในสถานะที่มีเกียรติ ได้รับความเคารพ ศรัทธา จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก และเป็นผู้บริหารจัดการมัสยิด ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องชาวมุสลิม ทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และที่อื่น ๆ จึงอยู่ในฐานะที่จะเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเผยแพร่คำสอนทางศาสนา และเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบคุณงามความดี สร้างประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ในฐานะพลเมืองไทย ซึ่งทั้งหมดเป็นการดำเนินการไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อส่วนรวม สถาบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน
ในส่วนของรัฐบาลนั้น นับตั้งแต่ที่ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ตระหนักดีว่า ปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานานนั้น จะต้องใช้ทั้งเวลาและความแน่วแน่ ซึ่งรวมไปถึงความอดทนในการแก้ไขปัญหา และได้ตระหนักมาตลอดว่า แนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานในเรื่องของการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ก็เป็นหัวใจสำคัญของการที่จะแก้ไขนี้
สิ่งที่รัฐบาลได้มุ่งเน้นอย่างมากในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมา จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือเรื่องของการพัฒนา และส่วนที่สองคือเรื่องของการอำนวยความยุติธรรม เพราะเราเชื่อว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจริง ๆ ก็คือเรื่องของการพัฒนาและการอำนวยความยุติธรรม เราทราบดีว่า บรรดากฎหมายหรือความจำเป็นในการที่จะต้องใช้เจ้าหน้าที่ทางด้านฝ่ายความมั่นคงดูแล เพื่อปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเองของการแก้ไขปัญหา และเหมือนกับที่รัฐบาลเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งมีความจำเป็นในการที่จะต้องใช้กฎหมายพิเศษ เราก็ทราบมาโดยตลอดว่า คำว่า “กฎหมายพิเศษก็คือ ต้องพิเศษ” ไม่ใช่กฎหมายที่ใช้ในภาวะปกติ และใช้ไม่รู้จบรู้สิ้น
ผมก็เป็นคนหนึ่งซึ่งได้พูดไว้ชัดว่า แนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาล ที่มุ่งไปเรื่องของการพัฒนาและความยุติธรรมนั้น เมื่อมีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ตัวชี้วัดหรือตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งที่ผมจะใช้ว่า มีความสำเร็จคือ ความสามารถในการลดกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ บวกกับการยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ ในพื้นที่ซึ่งเราสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ความตั้งใจก็ยังเป็นเช่นนั้น และทุกหน่วยงานก็ได้ขานรับนโยบายนี้เป็นอย่างดี และยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกองทัพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครองและข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม
ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในช่วงปี 2552 นั้น การก่อเหตุรุนแรงก็ได้ลดจำนวนลงจากปีก่อน ร้อยละ 20 ถ้าคิดเป็นจำนวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมก็เรียนว่า แม้ว่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี แต่ว่าก็ยังถือว่าการก่อเหตุรุนแรงต่าง ๆ ก็ยังมีเป็นจำนวนมาก และจากแนวโน้มที่เกิดขึ้นก็ต้องยอมรับว่า การจะลดตัวเลขลงไปอีก นับวันก็จะยากขึ้น จนกระทั่งแนวนโยบายต่าง ๆ สามารถที่จะออกผลมาเป็นรูปธรรมให้พี่น้องประชาชนจับต้องหรือสัมผัสได้
ในแง่ของการพัฒนา รัฐบาลได้มีการตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีในเรื่องของการบริหารเศรษฐกิจชายแดน 5 จังหวัดขึ้นมาเป็นการเฉพาะ และเป็นครั้งแรกที่เราได้จัดทำแผนครอบคลุมระยะเวลาถึงปี 2555 และมีการตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม คือเป็นตัวเลขที่วัดไว้ว่า เราต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ให้เทียบเคียงได้กับอัตราเฉลี่ยของผู้คนในประเทศ โดยแนวทางของการทำงานนั้นจะเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนจากในระดับชุมชน และเมื่อเวลาผ่านมาประมาณปีเศษ จากการที่ได้ไปติดตามการทำงานในหลายพื้นที่ ก็พบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ตั้งแต่กระบวนการที่มีการเข้าไปทำงานอย่างละเอียด แทบจะเรียกได้ว่า ไม่เคยมีการทำมาก่อนในพื้นที่ใดในประเทศ เช่น ไปสำรวจในหมู่บ้านเลยว่า คนที่มีรายได้ต่ำกว่าเฉลี่ยอยู่ที่ไหนเป็นใคร แล้วก็ร่วมกันคิดในการหาทางออกว่าจะสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้คนเหล่านั้นได้อย่างไรรวมไปถึงแนวทางในการส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องของการศึกษา ทั้งในส่วนที่เป็นการศึกษาเพื่อสร้างความพร้อมในเชิงทักษะในการประกอบอาชีพ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ถึงวิถีชีวิตตามหลักธรรมคำสอนทางศาสนา และอัตลักษณ์ของตนเอง อันนี้ไม่รวมถึงโครงการการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องกับทางด้านศาสนา หรือทางด้านวัฒนธรรมอื่น ๆ ซึ่งมีการทำอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเปิดโอกาสให้มีการมาแลกเปลี่ยนเผยแพร่วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ทั้งกับกลุ่มเยาวชน และกลุ่มผู้นำในวงการต่าง ๆจากการดำเนินการในแนวทางนี้
ขณะนี้เราก็มีความมั่นใจว่า ไม่เพียงแต่ชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ของพี่น้องประชาชนหลายพื้นที่ใน 4 จังหวัดของท่านดีขึ้น แต่ทำให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจและมีความไว้วางใจในส่วนของรัฐบาลและในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็มีส่วนสำคัญมากในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของความไม่สงบสำหรับในส่วนของการอำนวยความยุติธรรม มีการปรับปรุงการทำงานหลายด้าน เช่น การใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษ ก็มีการวางแนวทาง แนวปฏิบัติให้ชัดเจน ใคร เจ้าหน้าที่ผู้ใด ไปใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ เมื่อไรกับใคร มีการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ มีการปรับปรุงทั้งระบบการร้องเรียน ทั้งระบบการเยียวยา ที่เกิดขึ้น รวมไปจนถึงว่า แม้มีเหตุการณ์ หลายเหตุการณ์ ซึ่งไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น แต่ก็ถือได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาทุกเหตุการณ์ จะได้รับการตรวจสอบหรือสอบสวนอย่างโปร่งใส และมีการนำเอาผู้ที่สมควรจะต้องรับผิดชอบให้มีการแสดงความรับผิดชอบในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งก็เป็นแนวทางที่รัฐบาลก็จะต้องเร่งดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ผมมีการพบปะกับทั้งผู้เชี่ยวชาญ ผู้สังเกตการณ์ที่ได้ไปลงพื้นที่ ก็ยอมรับว่า เริ่มเห็นแนวทางของความเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งสำคัญก็คือว่า แนวทางนี้ก็จะถูกท้าทายโดยตลอดจากกลุ่มที่ไม่ต้องการเห็นความสงบเกิดขึ้น สิ่งที่ผมพูดตั้งแต่ต้นก็คือว่า รัฐบาลได้ย้ำเตือนกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนว่า การที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของนโยบายได้นั้น แม้จะถูกท้าทายหรือถูกยั่วยุ ก็ต้องไม่ออกไปจากแนวทางนี้ ซึ่งก็คือแนวทางของการพัฒนาและความยุติธรรม ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของนโยบายช่วงจากนี้ไปก็จะมีการต่อยอดแนวทางเหล่านี้อีกหลายด้าน เช่น ในแง่ของการพัฒนานั้น ที่ได้มีการกำหนดแนวทางที่เรียกว่า “แผนไทยเข้มแข็ง 5 ดาด” คือการเอาศักยภาพของ 5 จังหวัดในภาคใต้ เพื่อที่จะมามีระบบการส่งเสริมในเรื่องของสาขาในบางสาขา เช่น จะเป็นในเรื่องของการเกษตร จะเป็นในเรื่องของอุตสาหกรรมฮาลาล จะเป็นในเรื่องของการท่องเที่ยวหรือผลิตภัณฑ์หลักในพื้นที่ก็จะมีการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ และมีการสนับสนุนให้หน่วยงาน อย่างเช่น ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย สามารถที่จะเข้าไปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการส่งเสริมสนับสนุนสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ไปจนถึงการที่เราเริ่มที่จะสามารถระดมความร่วมมือทั้งจากในและต่างประเทศมากขึ้นในเรื่องของการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาเฉพาะที่เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
สำหรับในแง่ของการอำนวยความยุติธรรม ขอเรียนว่า เราได้ยกเลิกกฎอัยการศึกใน 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาแล้ว และขณะนี้ได้มีการนำเอากฎหมายความมั่นคงเข้าไปแทนที่ และในกฎหมายความมั่นคงก็จะเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ตามซึ่งกระทำผิดกฎหมาย จะเป็นด้วยความหลงผิด หรือมีเหตุที่พออธิบายได้ สามารถที่จะเข้ามามอบตัวและเข้าไปสู่กระบวนที่ศาลอาจจะวินิจฉัยว่าเข้าไปสู่กระบวนการอบรม เป็นกระบวนการยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ ซึ่งขณะนี้ทางหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรม หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเตรียมประกาศและแนวปฏิบัติที่จะรองรับ อันนี้ก็จะเป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่เป็นความพยายามของเราในการที่จะสร้างความสันติสุขผ่านการเสริมสร้างกระบวนการยุติธรรม ที่จะให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจ
ฉะนั้น ผมคิดว่าท่านก็คงจะเห็นว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจริงและเกาะติดสถานการณ์ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) โดยเฉพาะรัฐมนตรีถาวร ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการต่าง ๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษ และมีการรายงานมาที่ผมเกือบตลอดเวลา ตัวกฎหมายที่จะทำให้โครงสร้างการบริหารที่แนวทางที่เราทำอยู่ เป็นโครงการแบบถาวร ก็น่าจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภาได้ ในสมัยประชุมที่กำลังจะเปิดในสัปดาห์หน้า ทั้งหมดผมเรียนว่า รัฐบาลจะยึดมั่นแนวทางนี้
อย่างไรก็ตามที่สุดแล้ว ทุกท่านในที่นี้จะมีบทบาทสำคัญ เพราะงานของการสร้างความสันติสุขจะสำเร็จหรือไม่ รัฐบาลมีแขนขาอย่างไรก็ตาม แต่ว่าท่านคือผู้นำซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของพี่น้องประชาชนในแต่ละชุมชนในพื้นที่ของท่าน การที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความสันติสุข ท่านจึงมีความหมายอย่างมากต่อความสำเร็จของงานนี้รัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านจะให้ความร่วมมือและได้นำเอาสิ่งที่ผมนำเรียนในวันนี้ ถึงความตั้งใจของรัฐบาล และเป็นความห่วงใยของรัฐบาลไปบอกเล่าให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะได้ร่วมมือกับทางหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่เวลาที่ท่านอยู่ที่กรุงเทพฯ ประมาณ 9 วัน คงจะได้มีการเข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่าง ซึ่งจะทำให้ท่านได้สะสมทั้งความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับอีกหลายต่อหลายท่าน ทั้งระหว่างท่านกันเองและบุคคลอื่น ๆ ที่จะเข้ามาในโครงการนี้ และจะได้นำสิ่งเหล่านี้กลับไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในพื้นที่ต่อไป
ผมขอให้กำลังกับทุก ๆ ท่าน ซึ่งมีภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบเป็นที่คาดหวังคาดหลายทั้งของประชาชนเองและจากภาครัฐในการปฏิบัติภารกิจของท่าน และขออวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าในสิ่งอันพึงปรารถนา และเมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว เดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพโดยทั่วกัน ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ลัดดา/ถอดเทป