คำกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ
"ขับเคลื่อนแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ : รวมพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน"
และปาฐกถา เรื่อง "บทบาทของรัฐบาลในการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
โดยผ่านแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2"
ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร
วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553 เวลา 09.00 น.


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
ประธานการตรวจเงินแผ่นดิน
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ปลัดกระทรวงและอธิบดี
ผู้ว่าราชการจังหวัด
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "ขับเคลื่อนแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ : รวมพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน" ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ในวันนี้

ประเด็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นที่ในปัจจุบันนั้นมีความตื่นตัวกันอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงเฉพาะในประเทศของเรา แต่ว่าเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนนั้น ก็ยังเป็นประเด็นที่มีความท้าทายหลายต่อหลายสังคมรวมทั้งสังคมไทยด้วย สิทธิมนุษยชนนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลักของการยอมรับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งหมายถึงว่า สิทธิมนุษยชนที่กล่าวกันอยู่เป็นสิทธิที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติ นั่นหมายถึงสิทธิเสรีภาพหลายประเทศ เช่น สิทธิในชีวิตและร่างกาย หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก ล้วนแล้วแต่เป็นสิทธิที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งสิทธิเหล่านี้ในหลายยุคหลายสมัยหรือในหลายสังคมก็จะมีการรับรองขึ้นโดยกฎหมาย นับตั้งแต่กฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญไปจนถึงกฎหมายหรือแนวนโยบายของรัฐในแต่ละประเทศด้วย

ประเทศไทยเองก็ได้มีการพัฒนาในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยมีความก้าวหน้าขึ้นมาโดยลำดับ จะเห็นชัดเจนที่สุดคือ ในปี พ.ศ. 2540 เริ่มมีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ขึ้น ก็มีการรับรองและมีกลไกในเรื่องของการส่งเสริมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการของการยกร่างรัฐธรรมนูญและมีบทบัญญัติในเรื่องของสิทธิเสรีภาพที่ครอบคลุมกว้างขวางกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ได้มีการรับรองศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งหลักการและแนวคิดดังกล่าวก็ได้มีการรับรองไว้เช่นเดียวกัน ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันที่ได้มีการบัญญัติสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ได้รับการส่งเสริมการคุ้มครอง นอกจากนั้น ก็ยังได้มีการขยายหรือเพิ่มประเภทของสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากขึ้นกว่าเดิมด้วย และที่สำคัญที่สุดข้อจำกัดข้อหนึ่งในอดีต ซึ่งมักจะมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองและรับรองนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับการตรากฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติเอาไว้ชัดเจนว่า สิทธิและเสรีภาพที่ได้บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเกิดขึ้นหรือมีผลโดยทันทีไม่ต้องรอให้มีการไปตรากฎหมายขึ้นมาเสียก่อน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการรับรองหลักการที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ สิทธิมนุษยชนนั้นเป็นสิทธิที่มีอยู่หรือดำรงอยู่โดยธรรมชาติ

รัฐบาลได้มีการผลักดันในเรื่องของการที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กันไปนั้นก็ได้สานต่อบทบาทของประเทศไทยในเรื่องของสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยนับตั้งแต่ปี 2491 เราซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชียได้ลงนามรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และหลังจากนั้นก็ได้มีการผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะคือ การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน จำนวน 7 ฉบับ จากทั้งสิ้น 9 ฉบับ โดยอีก 2 ฉบับนั้นอยู่ในระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินการเพื่อที่จะนำไปสู่การเข้าเป็นภาคีในที่สุด นอกจากนั้น ในรอบปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้ผลักดันประเด็นในเรื่องของสิทธิมนุษยชนในระดับของภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ในช่วงที่ประเทศไทยทำหน้าที่เป็นประธานของอาเซียน ก็ได้ผลักดันให้เกิดคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลของอาเซียนเป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเกิดขึ้นในระดับของภูมิภาคนี้และขณะนี้กลไกดังกล่าวก็ได้เริ่มต้นทำงานแล้ว

นอกจากนั้น ประเทศไทยยังได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council : HRC) และก็ล่าสุดท่านเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยและการได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นในสายตาระหว่างประเทศ ในการย้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

การจัดทำแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของประเทศไทยก็เป็นพัฒนาการที่มีความสำคัญทางด้านสิทธิมนุษยชนอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเวียนนา เป็นการยกระดับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในประเทศให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล และทำให้ในบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชีย นอกเหนือจากประเทศไทยแล้ว ก็จะมีอีกไม่กี่ประเทศที่มีแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเช่นเดียวกัน เหตุผลที่มีความจำเป็นจะต้องมีการตราแผนในระดับชาติขึ้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า การดำเนินการในการส่งเสริมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนนั้นคงไม่สามารถจะเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ ในส่วนของภาครัฐและในส่วนขององค์กรอิสระ แม้จะมีกระทรวงยุติธรรม แม้จะมีคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติรวมไปถึงองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ในการติดตาม ดูแลและให้ความเป็นธรรมในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ข้อเท็จจริงคือ สิทธิมนุษยชนนั้นครอบคลุมไปในเรื่องของสิทธิเสรีภาพหลายๆ ด้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งหมายถึงว่า หน่วยงานทุกกระทรวง ทบวง กรมก็จะมีหน้าที่ในภารกิจของประจำของตัวเองที่จะต้องดูแลว่าการดำเนินการต่างๆ ทั้งของภาครัฐและของเอกชนเองนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์และหลักการในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนนั่นเอง

รัฐบาลเองได้มีการวางหลักเอาไว้ในนโยบายที่ได้แถลงต่อสภาและแผนบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะแทรกอยู่ในนโยบายหลักทางด้านต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นที่มาของการดำเนินการระดมการมีส่วนร่วมแล้วก็จัดทำแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติและประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 แผนนี้ก็จะมีผลครอบคลุมตั้งแต่ปี 2552- 2556 ซึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ประการ ในแผนก็จะประกอบด้วย 1) การป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน 2) การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 3) การพัฒนากฎหมายและกลไกทางกฎหมาย และ 4) การพัฒนาองค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วนให้มีศักยภาพ ซึ่งถือว่ายุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้านนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ค่อนข้างจะครอบคลุมการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน

ผมขอเรียนสภาพการณ์ในปัจจุบันที่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการขับเคลื่อนแผนบางประการ โดยอยากจะแยกให้เห็นประเด็นหลัก ๆ ที่มีความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ด้านแรกก็คือสิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลพยายามที่จะผลักดันเป็นอย่างยิ่ง คือเรื่องของความมั่นคงของมนุษย์ผ่านการจัดให้มีเรื่องของสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม เพื่อเป็นหลักประกันในเรื่องของมาตรฐานในการครองชีพของประชาชน ผมคิดว่างานด้านนี้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ก็มีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก ระบบการดูแลในเรื่องของสุขภาพ การสาธารณสุข การศึกษา รวมทั้งการขยายสิทธิประโยชน์ไปยังกลุ่มคนต่าง ๆ เช่นผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ คนพิการ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีความก้าวหน้าไปมาก ช่วงระยะเวลาจากนี้ก็ไปห้วงเวลาที่รัฐบาลมองว่าจะต้องมีการดำเนินการให้มีลักษณะของความเป็นระบบ มีความชัดเจน มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้มีการดำเนินการผลักดันไปในหลายส่วนด้วยกัน และเชื่อว่าจะสามารถเร่งรัดให้ระบบการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย และผู้อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นมีความชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามครับในเรื่องของการดูแลในเรื่องของปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีพนั้น ก็ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่เป็นเรื่องที่ท้าทายอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือปัญหาทางด้านสังคม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของเศรษฐกิจสังคมที่มีต่อสถาบันครอบครัวก็ดี และความพร้อมของคนไทยในการที่จะมีครอบครัว และมีการดูแลผู้คนต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมชัดเจน และมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ปัญหาซึ่งเคยเป็นปัญหารุนแรงในก่อนหน้านี้ก็ได้มีความพยายามในการที่จะขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาไป เช่น ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ซึ่งเมื่อมีการปรับปรุงกฎหมาย มีการระดมถึงความร่วมมือของหลายภาคส่วน และมีการทำความเข้าใจกับหน่วยปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ก็ดูจะคลายปัญหานี้ลงไป แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีการติดตามเพื่อที่จะให้มีการดำเนินการทำงานในลักษณะนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะอาจจะเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างของการเข้าไปดูแลปัญหาการละเมิดสิทธิ์ทางด้านอื่น ๆ
ประเด็นที่ 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างมากในปัจจุบันนั้น ก็คือปัญหาในเรื่องของการโยกย้ายถิ่นฐาน อันนี้ก็ครอบคลุมทั้งในส่วนของประชาชนคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งมีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาจากชนบทสู่เมืองมากยิ่งขึ้น และหลายครั้งก็ต้องเข้ามาอยู่ในสภาวะแวดล้อมซึ่งขาดความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน พร้อม ๆ กันไปปัญหาในเรื่องของคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ก็เป็นปัญหาซึ่งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ปีนี้ก็เป็นปีที่เราจะจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะ ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนกันยายน ก็เป็นที่คาดหมายกันว่าตัวเลขที่ออกมาจากการสำรวจในครั้งนี้น่าจะทำให้เราได้มีความตื่นตัวมากยิ่งขึ้นกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับประชากร คาดว่าตัวเลขที่เราใช้อยู่ปัจจุบันว่ามีประชากรอยู่ 13 ล้านคนนั้น น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริงพอสมควร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจากการสำรวจครั้งนี้ซึ่งจะสำรวจคนทุกสัญชาติ เชื่อได้ว่าจะมีคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นเป็นหลักหลายล้านคน ปัญหาตรงนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับความตื่นตัวอย่างมากในปัจจุบันในเรื่องของปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งมีรูปแบบที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และปัจจุบันนั้นประเทศไทยก็ถูกจับตามองในเรื่องของปัญหาของการจัดการกับเรื่องของผู้ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือปัญหาความมั่นคงหรือความไม่สงบในบริเวณชายแดนด้วย

สิ่งที่สำคัญคือว่าแม้ว่ารัฐธรรมนูญก็ดี หรือการมีแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหรือนโยบายของรัฐบาลจะมีความชัดเจน เราพบความเป็นจริงครับว่าการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ถ้าหากขาดระบบการประสานงานที่ดี หรือขาดความเข้าใจของผู้ปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของการค้ามนุษย์นั้นพบว่าการขาดระบบการประสานงานที่ยังไม่ดี ที่มีประสิทธิภาพในสภาพปัจจุบันนั้น ทำให้เกิดปัญหาอยู่เป็นระยะ ๆ ในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมีการมองว่าประเทศไทยยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์ได้ดีเท่าที่ควร ตัวอย่างที่ชัดคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในเรื่องนี้ ก็ยังประสบกับปัญหาในการประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน หรือหน่วยงานอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เวลาที่เกิดกรณีการจับกุมพบปะกลุ่มผู้ที่เข้าเมืองไม่ถูกกฎหมาย หรือมาทำงานโดยผิดกฎหมายอย่างนี้เป็นต้น แต่ขาดกระบวนการในการที่จะดำเนินการตามหลักของสากลในการที่จะดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่นับวันจะมีความท้าทายมากยิ่งขึ้น และจำเป็นอย่างที่ทุกหน่วยงานจะต้องประสานงานกัน และให้ความร่วมมือ และมีความตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าภารกิจซึ่งอาจจะมองว่าเป็นภารกิจเฉพาะของแต่ละกระทรวง ทบวง กรมนั้นมีผลกระทบทั้งสิ้น ต่อเรื่องของการคุ้มครองและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและการดูแลไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั่นเอง

สุดท้ายที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง ก็คงหนีไม่พ้นสภาพความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในบ้านเมืองของเรา ซึ่งทำให้ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ ซึ่งทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจนถึงขั้นการสูญเสีย ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ทุกฝ่ายจะต้องมีความตื่นตัวมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการใช้และการจำกัดสิทธิเสรีภาพตามหลักของกฎหมาย ตรงนี้เป็นประเด็นที่ท้าทายอย่างมาก และยังคงเป็นปมประเด็นของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน นอกเหนือจากการดำเนินการทำงานของกระทรวง ทบวง กรม ตามภารกิจปกติแล้ว รัฐบาลจึงได้ดำเนินการในการผลักดันให้เกิดกระบวนการของการปฏิรูปและการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งการปฏิรูปนั้นจะครอบคลุมไปทั้งในเรื่องของโครงสร้างของเศรษฐกิจ ในเรื่องของการเมือง และในเรื่องอื่น ๆ เช่น เรื่องของสื่อสารมวลชน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเรื่องของสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น

ผมคงต้องเน้นย้ำว่าขอให้ทุกกระทรวง ทบวง กรมนั้นให้ความร่วมมือกับบรรดากลไกต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลได้สร้างขึ้นมา ซึ่งหวังจะให้เป็นกลไกที่เป็นอิสระเพื่อที่จะนำไปสู่การปฏิรูป และการปรองดองในที่สุด หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าทุกหน่วยงานในสังกัดของ 20 กระทรวงจะได้ร่วมมือกันกับกลไกเหล่านี้ และร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อที่จะผลักดันการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสิทธิมนุษยชนทั้งหมดทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ ให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อที่จะลดป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิ์ในด้านต่าง ๆ และบูรณาการบทบาทของหน่วยงานของเรากับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพต่อไป

ผมขอเรียนย้ำครับว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าเรื่องของการดำเนินการในเรื่องนี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยมีความเข้มแข็งเป็นเรื่องที่จะมีผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และยังเป็นผลต่อภาครัฐของประเทศอีกด้วย

วันนี้ก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้มารวมตัวกันเพื่อที่จะได้มีการดำเนินการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องของแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 2 นี้ต่อไป บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อเป็นการเปิดตัวแผนฉบับที่ 2 อย่างเป็นทางการ และขออวยพรให้การจัดการประชุมประสบผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ทุกประการ และขอให้ทุกท่านประสบกับความสุขความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา เป็นพลังในการสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้ารุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท ถอดเทป
จินตนา/ตรวจ