![]() |
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในพิธีเปิดตัวสถานีข่าวสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย
และบรรยายพิเศษเรื่อง "การปฏิรูปสื่อ...เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย"
ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2553 เวลา 12.00 น.
ท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
ท่านผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
เพื่อนข้าราชการ พี่น้องสื่อมวลชน นักวิชการ
และผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานวันครบรอบ 22 ปี สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย มาร่วมพิธีเปิดตัวสถานีข่าวสารเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย รวมทั้งได้มาแสดงความคิดเห็นในเรื่องของ "การปฏิรูปสื่อ....เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย" ในวันนี้ ก่อนที่จะได้พูดถึงเรื่องของการปฏิรูปสื่อหรือเรื่องของปฏิรูปที่กำลังมีการดำเนินการในขณะนี้ ผมคิดว่าประสบการณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือช่อง 11 ที่ผ่านประสบการณ์มา 22 ปี อาจจะถือได้ว่าเป็น 22 ปีที่ได้ผ่านกระบวนการณ์ของการเรียนรู้ซึ่งสมควรที่จะได้เก็บเกี่ยวบทเรียนเพื่อที่จะนำไปสู่การดำเนินการในเรื่องของการปฏิรูปสื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปเทศและกระบวนการปรองดองได้ ผมจำได้ครับว่าสถานีนี้เริ่มต้นขึ้นมา ผมคิดว่าสำหรับประชาชนคนไทยก็คิดถึงช่อง 11 ในฐานะที่เป็นทีวีที่ไม่มีโฆษณา ตรงนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่บ่งบอกว่า การดำเนินการในเรื่องของกิจการทางด้านสื่อสารมวลชน รวมไปถึงกิจการทางด้านวิทยุ กิจการทางด้านโทรทัศน์ ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้จากการเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าคลื่นความถี่ในเรื่องของวิทยุ ในเรื่องของโทรทัศน์โดยปกติก็จะเริ่มต้นจากการเป็นคลื่นของประชาชน ซึ่งรัฐเป็นผู้ที่ครอบครองและจัดสรร
แต่ว่าโดยที่การผลิตสื่อและการกระจายเสียง หรือเผยแพร่ภาพก็เป็นกระบวนการที่มีต้นทุนและเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ต้องมีการลงทุน ที่สุดเครื่องมือ เครื่องไม้เหล่านี้ก็มักจะต้องถูกนำไปใช้และก็ต้องมีผลตอบแทนในเชิงธิรกิจด้วย สถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุในยุคแรก ๆ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการที่จะต้องมีโฆษณาหรือมีการได้รับการสนับสนุนจากทางภาคธุรกิจ ซึ่งในระดับหนึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาต่อกระบวนการของการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือสาระ หรือบันเทิงกับพี่น้องประชาชน แต่จุดกำเนิดของสถานีโทรทัศน์ช่อง11 ในประเทศไทยก็เป็นตัวบ่งบอกครับว่า เวลาที่สื่อสารมวลชนทำงานแล้วต้องตอบสนองปัจจัยในเรื่องของธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ก็จะพบความเป็นจริงว่า มีช่องว่างคือมีบริการการให้ข้อมูลข่าวสารบางด้าน ซึ่งจะไม่สามารถได้รับพื้นที่เพียงพอในการที่จะนำเสนอต่อพี่น้องประชาชน
เพราะฉะนั้นที่มาของช่อง 11 ส่วนหนึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีการให้การสนับสนุน ถ้าผมจำไม่ผิด ก็นำมาสู่การมีสถานีโทรทัศน์ซึ่งสามารถนำเสนอรายการที่เน้นในเรื่องของเนื้อหาสาระและในเรื่องของการศึกษาได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งในเรื่องของโฆษณา เพียงแต่ว่าต่อมาก็ได้มีการปรับลดในเรื่องของเงื่อนไขดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสนอรายการ เช่น รายการทางด้านกีฬา ที่ได้มีการผ่อนผันหรือเปิดโอกาสให้มีการนำโฆษณาเข้ามาได้ จุดนี้ก็ยังเป็นจุดหนึ่งซึ่งยังต้องเป็นข้อคิดเสมอในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อว่า ถ้าหากว่าปัญหาในเรื่องของข้อจำกัดที่จำเป็นจะต้องตอบสนองทางด้านการพาณิชย์หรือทางด้านธุรกิจ เข้ามาเป็นข้อจำกัดมากจนเกินไป เราก็จะขาดโอกาสในการนำเสนอเนื้อหาสาระข้อมูลข่าวสารบางส่วนกับพี่น้องประชาชน ก็เป็นช่องว่างซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐและภาคสื่อมวลชนก็ต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
ต่อมาก็ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางของการบริหารช่อง 11 มาโดยลำดับ ผมเองก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานีแห่งนี้เมื่อปี 2534 โดยประมาณ ที่จริงแล้วพอจะนึกย้อนกลับไปก็พอจำได้ครับ เพราะว่าตอนก่อตั้ง 2531 นั้น เป็นปีที่ผมแต่งงานและเพิ่งจบการศึกษาและไปเรียนต่อ กลับมาก็เริ่มทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บังเอิญในช่วงนั้น อาจารย์ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ซึ่งก็เป็นอาจารย์อยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มาทำงานทางด้านสื่อที่ช่อง 11 รายการที่บุกเบิกและสร้างชื่อเสียงค่อนข้างมากก็คือรายการที่ชื่อว่า "รายการวีทีชาวบ้าน" ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือชาวบ้านได้มีสิทธิ มีเสียงในการที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้และปัญหาต่าง ๆ ผ่านสถานีโทรทัศน์ เป็นลักษณะของรายการที่นำเสนอเนื้อหาสาระที่มักจะไม่ได้ปรากฏกัน ตามสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ๆ ก็ถือได้ว่ามีช่องว่างซึ่งไดรับความนิยม ผมก็ได้รับการทาบทามให้มาทำรายการใหม่รายการหนึ่ง ในส่วนของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ฯ ในขณะนั้นก็คือรายการ "มองต่างมุม" ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอรายการที่มีเนื้อหาระค่อนข้างจะชัดแจ้งในเรื่องของการเมืองและเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง สามารถมาใช้พื้นที่ของสื่อได้
คือก่อนหน้านั้น ในยุคนั้นการใช้สื่อในการที่จะนำเสนอเนื้อหาสาระทางการเมืองต้องถือว่ามีค่อนข้างน้อย แม้แต่การนำเสนอข่าวสารที่เป็นรายการข่าวปกติ ก็ไม่เป็นที่นิยมหรือสนใจมากนัก ถ้ามีรายการทางด้านเนื้อหาสาระทางด้านการเมืองก็มักจะเป็นการนำเสนอฝ่ายเดียว สมัยนั้นก็อาจจะมีรายการของสถานีโทรทัศน์ของรัฐช่องอื่น ๆ เช่น สนทนาปัญหาบ้านเมือง อย่างนี้เป็นต้น แต่มองต่างมุมเป็นรายการที่เปิดโอกาสให้คนที่คิดแตกต่างกันมานั่งร่วมโต๊ะ เปิดโอกาสให้มีตัวแทนของประชาชนเข้ามากลุ่มหนึ่งมานั่งร่วมอยู่ในรายการและก็สามารถตั้งคำถามซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่อยู่ความสนใจของพี่น้องประชาชนได้ในขณะนั้น ก็เป็นเรื่องแปลกเพราะว่ารายการนั้น ก่อตั้งขึ้นก็คือปี 2534 ในยุคซึ่งมีการรัฐประหารแต่ว่ากลับเปิดโอกาสให้มีรายการอย่างนี้เกิดขึ้น ทำงานก็ประสบกับปัญหาอุปสรรคอยู่บ่อยครั้งกับในแง่ของการที่จะได้รับการยอมรับจากทางฝ่ายรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจ แต่ก็เหมือนว่าสามารถที่จะสร้างเวทีและก็จุดประกายขึ้นมา จนกระทั่งเกิดเหตุเมื่อปี 2535 หลังจากนั้นผมก็ออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและก็ไม่ได้มีโอกาสมาจัดรายการ เพราะว่าเข้าสู่การเมือง
หลังพฤษภาคมปี 2535 ได้เกิดความตื่นตัวอย่างมากว่าสื่อสารมวลชนนั้นจะต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอแง่มุมต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือได้มีการสรุปบทเรียนว่า เหตุการณ์ปัญหาที่เป็นวิกฤตทางการเมืองในขณะนั้น ส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามีการปิดกั้นการนำเสนอข่าวสาร ฉะนั้นภายหลังปี 2535 ก็มีกระแสที่เริ่มตื่นตัวกันมาในเรื่องของการปฏิรูปสื่อ และก็จะเริ่มพบว่าสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ได้เริ่มทำรายการในลักษณะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรงมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งประมาณปี 2540 ต้น ๆ ได้มีการตรารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และได้มีการผลักดันสถานีโทรทัศน์ซึ่งถือได้ว่าเป็น ใช้คำว่า ทีวีอิสระ ในขณะนั้นก็นำไปสู่สถานีโทรทัศน์ที่ใช้ชื่อว่าไอทีวี ผมว่าช่วงนั้นถ้ามองย้อนกลับไปอาจจะมองได้ว่าเป็นยุคทองของการที่สื่อมีเสรีภาพ แน่นอนครับในการมีเสรีภาพในครั้งนั้นก็เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้เสรีภาพนั้นว่า มีความเหมาะสมเสมอไปหรือไม่ เพราะบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ และอาจจะมีคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ในลักษณะซึ่งไม่เหมาะสม เช่น ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม เป็นต้น แต่โดยภาพรวมก็ถือได้ว่าเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในแง่ของการนำเสนอเนื้อนหาสาระและมุมมองที่มีความหลากหลายต่อพี่น้องประชาชน รายการต่าง ๆ ก็เติบโตขึ้นในสถานีโทรทัศน์หลายช่อง โดยช่อง 11 เองก็จะมีรายการ "กรองสถานการณ์" ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก แต่ว่าหลังจากนั้นที่ต้องถือได้ว่า เกิดปัญหาขึ้นก็คือต่อมาสถานีโทรทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรัฐเองก็เริ่มมีปัญหาว่าไม่สามารถนำเสนอข่าวสารได้หลากหลายเท่าที่ควร จึงทำให้ภาครัฐรู้สึกถึงความจำเป็นในการที่จะต้องเสนอมุมมองของตนเองมากขึ้น
ด้วยความวิตกกังวลว่าสื่ออื่น ๆ หรือสื่อของเอกชนนั้น มักจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเสนอข่าวสารในทางลบเป็นพิเศษ อันนี้คือข้อเท็จจริงซึ่งเกิดขึ้นและนำมาสู่สภาพที่มีการจำกัดพื้นที่อย่างชัดเจนของการนำเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างหลากหลายและเป็นปัญหาเรื้อรังผมยอมรับว่าจนถึงทุกวันนี้ อันนี้คือสภาพปัญหาที่เราจำเป็นต้องพูดกันตรงไปตรงมา และในระยะเวลาดังกล่าวก็บังเอิญว่า เราก็ผ่านเหตุการณ์ซึ่งทำให้ปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองและด้านอื่นมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ทำให้ผู้ที่เข้ามาดูแลหรือบริหารจัดการทางด้านสื่อมีความยากลำบากมากขึ้นในการที่จะวางตำแหน่งของตนเองว่าตกลงแล้วจะเป็นสื่อ หรือจะเป็นพื้นที่ให้กับใครในรูปแบบไหน อย่างไร ตรงนี้ถือเป็นโจทย์สำคัญที่จนถึงวันนี้ผมถือว่าเราก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาหรือคลี่คลายได้ ด้านหนึ่งก็อาจจะมีสถานีโทรทัศน์สาธารณะหรือขณะนี้ก็คือ ทีวีไทย ซึ่งได้เกิดขึ้นมามีกฎหมายรองรับเรียบร้อยแล้ว ช่อง 11 ซึ่งต่อเปลี่ยนเป็น NBT เป็น สทท.หรือแล้วแต่ชื่อย่อที่จะนิยมเรียกกันแต่ละยุคแต่ละสมัยขณะนั้น ก็กำลังจะต้องมาทบทวนบทบาทของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ปัจจุบันประชาชนก็มีทางเลือกในการรับข้อมูลข่าวสารและในการเสพสื่อซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอีก เพราะมีโทรทัศน์บอกรับสมาชิก โทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุชุมชน และสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่อาจจะมีความหลากหลายมากขึ้นถ้ามองในภาพรวม แต่อาจจะทำให้ประชาชนแต่ละกลุ่มเสพข้อมูลจากมุมมองที่แคบลงถ้ามองเฉพาะแต่ละสถานีหรือแต่ละบุคคล
เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงทำให้ปัญหานี้ไปเชื่อมโยงกับปัญหาความขัดแย้งในทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคม ผมได้ปรารภในหลายโอกาสตั้งแต่ช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน และแม้กระทั่งมาเป็นรัฐบาลในปัจจุบันว่า การที่จะทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลายได้นั้นงานนี้ยากมากขึ้น หากว่าประชาชนแต่ละกลุ่มเสพข้อมูลกันคนละชุด เป็นธรรมชาติของมนุษย์ครับ เราก็อยากดูในสิ่งที่เราอยากดู ฟังในสิ่งที่เราอยากฟัง แต่ว่าถ้าหากเราเริ่มถูกจำกัดในเรื่องของมุม คือเมื่อเริ่มมีลักษณะของการฝักใฝ่สนับสนุนทางหนึ่งทางใดแล้วปรากฏว่าเราก็เลือกเฉพาะที่จะรับข้อมูลในด้านนั้น ก็จะเป็นการตอกย้ำช่องว่างที่จะห่างมากขึ้นในสังคม วันนี้ต้องยอมรับเลยครับ ผมสามารถ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนก็สามารถทำนายได้เลยว่า ถ้าเรารู้ว่าบุคคลนี้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แนวโน้มเขาจะดูโทรทัศน์ช่องไหน แนวโน้มเขาจะดูเว็บไซต์อะไร และก็จะเป็นคนละชุดโดยสิ้นเชิงกับบุคคลอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากหนังสือพิมพ์อีกฉบับ เว็บไชต์อีกหนึ่งเว็บไซต์ และโทรทัศน์อีกหนึ่งช่อง และที่น่ากังวลก็คือในเรื่องเดียวกันนั้น ข้อมูลที่ถูกนำเสนอจากสื่อสองชุดอาจจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และทำให้การที่บุคคลสองคนจะมีโอกาสในการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยอมรับความแตกต่างและความหลากหลาย ซึ่งกันและกันนั้นยากขึ้น นี่คือจุดซึ่งเป็นที่มาที่ผมถือว่าการเดินหน้าไปสู่การสร้างสังคมที่มีความปรองดองจำเป็นที่จะต้องเข้ามาดูแลปัญหานี้ในเรื่องของสื่อสารมวลชน การปฏิรูปสื่อจึงต้องเป็นแผนสำคัญที่เป็นแผนส่วนหนึ่งของแผนปรองดองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัญหาในเรื่องของการดำเนินการในเรื่องนี้ก็คือ ผมก็ตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า หากรัฐบาลจะเป็นผู้เข้าไปดำเนินการเองก็จะมีความสุ่มเสี่ยงเพราะหากอำนาจรัฐเข้าไปชี้นำหรือไปแทรกแซง สุดท้ายก็อาจจะถูกบิดเบือนได้ไม่ในปัจจุบันก็ในอนาคต ซึ่งทำให้เราไม่สามารถที่จะสร้างสภาวะแวดล้อมของสื่อสารมวลชนที่หลากหลาย มีสิทธิเสรีภาพและสร้างสรรค์รับผิดชอบได้ด้วย
การทำงานในเรื่องนี้จึงอยากเป็นพิเศษและจำเป็นจะต้องได้รับความมือจากทุกฝ่าย เวลานี้หลายภาคส่วนได้เคลื่อนไปข้างหน้าในการสนับสนุนในเรื่องของแผนปฏิรูปและแผนปรองดอง เช่น ภาคธุรกิจเอกชนได้มีการจัดกิจกรรมหลายต่อหลายครั้ง ที่ได้พยายามระดมกำลังและสร้างความตื่นตัวว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันแผนการปฏิรูปอย่างไร กลไกอย่างเช่นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชนและหลายพื้นที่ก็มีความตื่นตัวเช่นเดียวกัน ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งและก็มองเห็นว่าขณะนี้ วิชาชีพสื่อเองก็มีการเคลื่อนไหว แต่คงจะต้องมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นว่า เราจะผลักดันเรื่องของปฏิรูปสื่อไปในทิศทางใด นโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ต้น ได้พูดถึงเรื่องของการที่จะต้องมีกฎหมายเพื่อที่จะมาคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ซึ่งก็อยู่ในระหว่างการที่ระดมความคิดเห็นต่าง ๆ แต่คงจะต้องเร่งรัดมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกติกาใหม่ กฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรร คลื่นความถี่และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับสื่อก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่จะต้องมีกฎหมายใหม่ องค์กรใหม่เข้ามาดำเนินการจัดสรร ซึ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าเราจะตามทันพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีและการเติบโตของสื่อในรูปแบบใหม่ ๆ หรือไม่อย่างไรอยู่ด้วย
ฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำก็คือว่าวันนี้รัฐบาลก็ได้มีการกระตุ้นให้องค์กรทางด้านสื่อสารมวลชนนั้น ได้ตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทของภาคสื่อสารมวลชนในการที่จะช่วยสร้างสังคมที่เราทุกคนปรารถนาและขณะนี้ก็มีการมอบหมายให้คณบดีคณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งจะได้ทำงานประสานกับทางองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ และท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานทางด้านสื่อสารมวลชน รวมทั้งรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานทางด้านการปฏิรูปให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือช่อง 11 ก็จะต้องถูกจับตาดูเป็นพิเศษเพราะสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ ก็จะมีการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ว่า ความจริงใจในการปฏิรูปจากรัฐบาลหรือภาครัฐนั้น มีมากน้อยแค่ไหนก็คงจะต้องดูจากสถานีโทรทัศน์ที่ถือว่าเป็นของรัฐอยู่นั้นเอง เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีองอาจ คล้ามไพบูลย์ ซึ่งเข้ามาทำงานสานต่อจากท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผมในเรื่องนี้ ก็มีเรื่องหลัก ๆ ที่จะต้องมีการดำเนินการเฉพาะในส่วนของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เช่น ในปัจจุบันก็มีข้อเสนอที่ได้มีการศึกษา มีการประชุมสัมมนากันมาก่อนหน้านี้ เกี่ยวข้องกับตัวโครงสร้างและรูปแบบขององค์กรของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ มีการนำเสนอมาตั้งแต่ยุคที่บอกว่าจะต้องเป็นหน่วยที่ให้บริการพิเศษ มาจนถึงการที่จะไปเป็นองค์การมหาชนหรือไม่อย่างไร ซึ่งหลักสำคัญก็คือว่าจะต้องทำให้องค์กรนี้ หนึ่งคือมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะแม้ว่าอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างไปจากสถานีโทรทัศน์ซึ่งบริหารในรูปแบบของเอกชนหรือในทางธุรกิจ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีความคล่องตัว มิฉะนั้นก็คงไม่สามารถแข่งขันหรือสามารถที่จะดึงดูดให้มีผู้ชมที่สนใจติดตามการนำเสนอข่าวสารต่าง ๆ ได้
สองจะต้องมีความเป็นอิสระและมีความเป็นวิชาชีพ ทั้งนี้ก็จะต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างการที่เรามีความเป็นอิสระในการทำงาน พร้อม ๆ กับการที่จะต้องคงวัตถุประสงค์ในเรื่องของการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของรัฐซึ่งอาจจะไม่สามารถต่อพี่น้องประชาชนผ่านช่องทางอื่น ๆ ได้ คือวัตถุประสงค์พิเศษหรือวัตถุประสงค์เฉพาะในบางเรื่องก็คงต้องคงไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องเร่งให้มีการหาข้อยุติต่อไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งก็เป็นการที่ผมได้มอบให้ท่านรัฐมนตรีและกำลังเร่งในการคลี่คลายอยู่ก็คือว่า สถานีแห่งนี้ก็ควรจะต้องสามารถเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความคิดเห็นที่หลากหลายมาใช้ได้มากขึ้น รวมทั้งบุคคลซึ่งเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล ที่จริงแล้วจุดยืนของผมมาตั้งแต่ต้นก็คือว่า ผมมีรายการที่นำเสนอผ่านสถานีแห่งนี้ทุกสัปดาห์ ก็ประกาศมาตั้งแต่ต้น จริง ๆ ตั้งแต่ตอนเลือกตั้งว่ายินดี ถ้าหากว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะให้เวลา อาจจะไม่เท่ากันนะครับ เอาเป็นว่าใกล้เคียงกันหรือสมัยผมเป็นฝ่ายค้านก็จะขอว่าครึ่งหนึ่ง สำหรับผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมว่าตรงนี้ยังเป็นสิ่งที่เรายืนยัน
แต่ว่าโชคไม่ดีที่ในขณะนี้ ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่าง และยังไม่มีแนวโน้มในการที่จะมีการแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะได้รับการโปรดเกล้า แต่ยังยืนยันตรงนี้อยู่เพราะว่าสิ่งหนึ่งซึ่งจะช่วยในการลดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็คือการกลับไปให้ความสำคัญกับกลไกของระบบรัฐสภา และตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรผมถือมาตลอดว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญยิ่ง และถ้าหากเราใช้ตำแหน่งนี้หรือพูดง่าย ๆในศัพท์ของทางการเมืองว่า สร้างให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญก็จะมีส่วนช่วยไม่น้อยในการที่จะทำให้ระบบรัฐสภานั้น มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้นในการที่จะมาสะท้อนความแตกต่างหลากหลายในสังคมเช่นเดียวกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในภูมิภาคอื่น ๆ แต่ว่าเมื่อยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้ ท่านรัฐมนตรีก็กำลังไปดูช่องทางในการที่จะให้เวลากับทางฝ่ายค้านและกับทางพรรคการเมืองต่าง ๆ ในรัฐสภา ซึ่งผมก็เข้าใจว่ามีความก้าวหน้าในการทำงานไปบ้าง แต่จะเร่งรัดออกมา
พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าย้อนกลับไปในสิ่งที่ผมพูดในตอนต้น ถึงประวัติความเป็นมาของช่อง 11 และภาพรวมของสื่อโทรทัศน์ในประเทศไทย เราอยากจะเริ่มต้นผลักดันให้เราสามารถกลับไปสู่ยุคทองที่บรรดาผู้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างสามารถที่จะมาใช้พื้นที่ของสื่อโทรทัศน์และวิทยุในเวทีเดียวกันมากยิ่งขึ้น ผมทราบดีครับบางคนก็บอกว่า ทำไมจะต้องทำอย่างนั้น ก็ปล่อยให้แต่ละคนทำอะไรตามใจชอบไปก็ได้ แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือว่าขณะนี้มีความละเอียดอ่อนมากว่า เมื่อมีสื่อที่สะท้อนเพียงมุมเดียวในบางกรณีก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าที่จะเป็นสื่อสารมวลชน และมีปัญหาความยากลำบากมากว่า จะดูแลให้มีเสรีภาพในการแสดงออกโดยที่ไม่กระทำผิดกฎหมายได้อย่างไร เพราะการแสดงออกที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย นั่นเป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพ แต่การแสดงออกที่ไปถึงขั้นยุยงให้มีการใช้ความรุนแรงก็ดี และยุยงให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายก็ดี แม้แต่ในประเทศประชาธิปไตยเต็มที่หรือที่เป็นแม่แบบก็ยังไม่มีการอนุญาตให้มีการกระทำในลักษณะอย่างนี้ และเราจะหวังพึ่งเพียงแค่บอกว่า มีกฎหมายก็ไปใช้กฎหมายดำเนินการกับตัวบุคคลเป็นรายกรณี หรือปล่อยให้มีการดูแลกันเอง ประสบการณ์ของเราก็ได้บ่งบอกชัดเจนว่าในที่สุดไม่สามารถไล่ทันปัญหาได้
รัฐบาลเองพยายามที่จะค้นหาความพอดีตรงนี้และจะพยายามทำงานโดยปรึกษาหารือกับทางวิชาชีพสื่อ ซึ่งผมและท่านรัฐมนตรีก็ตั้งใจว่าจะเริ่มเดินสายไปพบปะกับบรรดาสื่อต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับกันได้จากทุกฝ่าย สามารถที่จะทำให้บ้านเมืองเปิดก้าวมากขึ้น และเมื่อเปิดก้าวแล้วมีความสงบ มีความเป็นปกติ และมีความมั่นคง อันนี้คือวามท้าทายที่สุดของการทำงานในเรื่องของสื่อสารมวลชนและการบริหารจัดการในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่าประเด็นเหล่านี้ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพี่ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองหรือคนในวิชาชีพสื่อ จะต้องช่วยกันคิดช่วยกันหาทางออกและหาข้อยุติโดยเร็ว เพื่อที่จะทำให้สื่อสารมวลชนเป็นเครื่องมือในการสร้างการเรียนรู้และการให้ความจริง ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสและความยุติธรรม สำหรับประชาชนทั้งประเทศอย่างเสมอภาค ผมหวังจะได้รับความร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่าย และขอเป็นกำลังใจให้กับทั้งหลายซึ่งทำงานที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สามารถที่จะมีบทบาทและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการผลักดันให้ภารกิจนี้ให้ลุล่วงประสบความสำเร็จเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนคนไทยต่อไป
ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งที่มีความกระตือรือร้นในการที่จะเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูป เพื่อประเทศเทศไทย ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ และท่านทั้งหลายก็จะเป็นส่วนสำคัญในแง่ของการเป็นปัจจัยว่างานนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ขออวยพรให้ การดำเนินงานของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 วันนี้ ประสบผลสำเร็จ ตามเจตจำนงทุกประการ และขอให้การปฏิรูปสื่อมีความสำเร็จก้าวหน้า และขอให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ และสัมฤทธิผลในสิ่งอันพึงปรารถนาโดยทั่วกัน
ขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป