คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสรับฟังรายงานผลการระดมความคิดเห็นและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศไทย
จัดโดยมูลนิธิพัฒนาไทร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน
ณ ห้องแซฟไฟล์ 4-5 อาคาร อนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 2 อิมแพ็คเมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2553 เวลา 10.20 น.


ก่อนอื่นขอขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาและมามีส่วนร่วมการระดมความคิดเห็นในเรื่องของการปฏิรูปใช้คำว่า "เพื่อ" ก็ได้นะครับ ปฏิรูปเพื่อประเทศไทย พี่น้องเสนอมาว่าจะได้ชัดเจนวัตถุประสงค์ก็คือทำเพื่อส่วนร่วม ขอบคุณเป็นพิเศษเพราะว่า 2 เหตุผล โดยเหตุผลแรกเรื่องที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่าน ผมคิดว่าคนที่สนอกสนใจเรื่องราวความเป็นมาของคนไทย ของบ้านเมืองนั้น จะทราบดีว่าเป็นปัญหาซึ่งยากมาก และสะสมมาเป็นเวลาช้านา ที่ทำกิน หนี้สิน โอกาส ความยุติธรรม หลายต่อหลายเรื่อง ที่บอกว่าต้องขอบคุณเพราะว่าในขณะที่ปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็พยายามแก้ไข พี่น้องประชาชนก็พยายามที่จะเข้ามามีส่วนร่วมนั้น แต่หลายปัญหาก็ยังแก้ได้น้อยหรือแก้ไม่ได้ขอขอบคุณไม่ท้อถอยและขอบคุรที่เรายังมีความกล้าหาญพอที่คิดว่าปัญหาเหล่านี้แก้ได้ ส่วนข้อที่ 2 คือขอบคุณที่ไม่ท้อถอยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์อย่างนี้ คือตัวสภาพปัญหาก็ยากอยู่แล้ว แต่ขณะนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในภาวะซึ่งหลายคนวิตกกังวลถึงวิกฤตความแตกแยกที่เกิดขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าปัญหาต่าง ๆ จะแก้ไขได้ยาก แม้แต่การรวมตัวกันมาของหลายองค์กรอย่างที่อยู่ในวันนี้ ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางกลุ่มในสังคม ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่พวกเราทุกต้องเผชิญอยู่ในการที่จะรวบรวมให้พี่น้องคนไทยนั้นเป็นหนึ่งเดียว เพื่อที่จะผลักดันเรื่องนี้

แต่ผมคิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นก็เป็นโอกาสในแง่มุมที่มีส่วนไม่น้อยในการกระตุ้นให้หลาย ๆ คนคิดว่าจังหวะอย่างนี้คือจังหวะที่จะต้องมาทำเรื่องยากๆกัน คือบ้านเมืองได้เดินมาถึงจุดที่คิดแก้ไขเพียงเล็กน้อยคงไม่สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่พี่ประชาชนคนไทยดีขึ้นได้ เพราะปัญหาที่สะสมมาและรุนแรงในเชิงโครงสร้างและในเชิงระบบถ้าไม่แก้ในขณะนี้และจังหวะอย่างนี้ก็ที่เราจะเดินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าแรงบันดาลใจ ความตั้งใจและความกล้าหาญของทุกคนที่ได้มาร่วมกันระดมความคิดเห็นกันในวันนี้จะเป็นพลังซึ่งช่วยให้คนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้มาหรือคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่มั่นใจและยังหวาดระแวงอยู่ได้เข้ามาช่วยกันทำงานนี้จริง ๆ

ทั้งนี้สิ่งที่ผมคงจะต้องเรียนว่าจะต้องทำกันต่อไป ก็คงจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ประเด็นแรกก็คือในเชิงเนื้อหาสาระที่จะต้องดำเนินการและในส่วนที่สองก็คือวิธีการกลไกและกระบวนการต่าง ๆ ที่จะต้องเดิน ในส่วนของเนื้อหาสาระอยากจะเรียว่านอกเหนือจากที่ได้มีการพูดกันไปในเช้าวันนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อมีการทำงานในลักษณะของการระดมความคิดเห็น ต่อไปในอนาคตก็คงจะมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ผมคิดว่าเราคงไม่ปิดกั้น แต่สิ่งที่อยากเน้นย้ำก็คือเราคงจะต้องหาทางในการที่จะเชื่อมโยงประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อที่ให้การแก้ปัญหามีลักษณะของความเป็นระบบและมีทิศทาง และสรุปว่าจะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกันว่าจะเป็นอย่างไร ประเด็นบางประเด็นนั้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองและกระบวนการปฏิรูปนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรองดองก็จะมีกลไกอื่น ๆ ที่ช่วยทำงานอยู่ เช่น เรื่องสื่อสารมวลชน สัปดาห์นี้ สัปดาห์หน้าก็ยังอยู่ในช่วงของการที่ไปรับฟังกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ มีฝ่ายวิชาการไปช่วยประสานอยู่และอาจจะได้รูปแบบออกมาว่าจะเดินในประเด็นนั้นเป็นการเฉพาะอย่างไร

เมื่อเช้าก่อนผมมาที่นี้ คณะกรรมการที่จะมาดูเรื่องของรัฐธรรมนูญเรื่องของการปฏิรูปการเมืองซึ่งเขารับลูกจาก คือเราส่งลูกที่คณะกรรมการสมานฉันท์ของสภาฯทำไว้ กรรมาธิการของสภาฯทำไว้นั้น ส่งให้เขา และไม่ได้จำกัดว่าเขาจะทำเฉพาะเรื่องพวกนี้ ก็เริ่มเดินหน้าทำงาน บางประเด็น เช่น เรื่องตำรวจ ผมก็ได้พูดไปแล้วและก็อยู่ในระหว่างการที่จะมีการออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการที่มาปฏิรูปในเรื่องของตำรวจอย่างนี้เป็นต้น ไม่นับงานอื่น ๆ ที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้ว แต่ว่าเฉพาะในส่วนนี้ผมจะลองพยายามรวบรวมความคิดที่หลาย ๆ ฝ่ายได้สะท้อนเข้ามา และฝ่ายเลขาฯ ได้สรุปนั้นออกมาเป็นในเชิงวิสัยทัศน์ ตนคิดว่าเป็นวิสัยทัศสำหรับคนไทยส่วนหนึ่งและสำหรับสังคมไทยอีกส่วนหนึ่ง คือคนกับสังคม โดยในส่วนของคนเรานั้น สุดท้ายปลายทางผมคิดว่าเราก็พูดกันว่าเราก็อยากให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขซึ่งเมื่อพูดอย่างนี้ก็อาจจะดูพูดง่ายเป็นนามธรรมแต่ว่าถ้าจะให้ชัดเจนลงไปนั้นฟังดูนะครับ หนึ่งเราต้องการที่จะเห็นคนไทยทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เบื้องต้นต้องยอมรับว่าเรายังมีพี่น้องคนไทยจำนวนหนึ่งที่ยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากขาดแคลน ถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นจึงจะมีกลุ่มคนหลายกลุ่มซึ่งรอคอยการแก้ไขปัญหาเป็นพิเศษจะเรียก คนชายตกขอบบ้าง ชายขอบบ้าง จะด้วยเหตุในเรื่องของปัญหาในเชิงประวัติศาสตร์ กรณีปัญหาสัญชาติ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ การไม่มีที่ทำกิน ไม่มีอาชีพ เป็นต้น นั่นเป็นประเด็นแรก

ประเด็นที่ 2 ก็คือขยับขึ้นมาเราคงอยากจะเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทุกคนมีความมั่นคง ความมั่นคงในที่นี้ก็คือนอกเหนือจากจะมีปัจจัยสี่แล้ว ต้องสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงและควาผันผวนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน เพาะฉะนั้นเรื่องของสิทธิขั้นพื้นฐาน เรื่องของความมั่นคงจะเป็นในยามชราหรือยามเจ็บป่วย จะเป็นมากถ้าสมมติประกอบอาชีพเกษตรกรมีปัญหาทางเรื่องดินฟ้าอากาศ ต่าง ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องการที่จะสร้างขึ้นมาและให้มีความมั่นคงของคนไทย ถัดมาก็คือ โอกาส อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีแล้ว มีความมั่นคงแล้ว เราทุกคนต้องมีโอกาสในการที่จะแสวหาสิ่งดี ๆสำหรับตนเองได้ เช่น การมีรายได้สูงขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการทำงานซึ่งก็ต้องอาศัยโอกาส ซึ่งก็จะมีทั้งเรื่องของการศึกษา เรื่องของการได้รับโอกาสในการเรียนรู้ และอื่น ๆ อย่างนี้เป็นต้น ทั้งหมดนี้บางทีเราอาจจะมองไปที่เรื่องของระบบสวัสดิการเป็นหลัก ผมเองเป็นคนที่หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "เราจะสร้างรัฐสวัสดิการ" จะใช้คำว่า "เราต้องมีระบบสวัสดิการ" ความหมายก็คือว่าคงไม่ใช่มาพึ่งรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็เป็นเป้าหมายที่จะสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบันและสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของสิทธิปวงชนชาวไทยแต่ต้องทำเป็นระบบมากกว่าการมีนโยบายนโยบายในบางด้าน เช่น เรียนฟรี รักษาฟรี หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คือจะต้องทำให้เป็นระบบ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะตรงกันในเชิงของวิสัยทัศน์ว่าชีวิตคนไทยเป็นอย่างไร

ส่วนวิสัยทัศน์ทางสังคม คือสังคมที่เป็นประชาธิปไตย เป็นธรรมและเป็นสังคมที่มีกติกาในการอยู่ร่วมกันที่ส่งเสริมความสามัคคีโดยยอมรับยอมความแตกต่าง ความหลากหลายที่เป็นธรรมชาติทุก ๆ สังคม การอยู่ร่วมกันและมีความเป็นธรรมมีความเป็นประชาธิปไตยก็จะมีทั้งเรื่องของการเมือง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความรับผิดชอบเบื้องต้นกระบวนการที่จะทำกันต่อไปเป็นหลัก แต่ว่าการเน้นการมีส่วนร่วม การเปิดพื้นที่ การสร้างเครือข่ายต่าง ๆ ให้เข้ามาทำงานซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะกระบวนการปฏิรูปเท่านั้น แต่การแก้ไขปัญหาของประชาชนและของประเทศต่อไปก็เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมตรงนี้ ที่สำคัญประเด็นนี้เกี่ยวพันอีกอย่างน้อย ๆ 2 เรื่อง ซึ่งบางครั้งไม่ค่อยได้พูดกัน คือส่วนใหญ่เวลาที่พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำนั้น คนจะเพ่งเล็งไปที่เรื่องรายได้บ้าง ทรัพย์สินบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่ที่วัดโดยตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ทั้งนี้ทั้งวิสัยทัศน์ที่ผมพูดเกี่ยวกับคนไทยและสังคมไทยนั้นเป็นการตั้งคำถามและท้าทายกับสิ่งที่เป็นอยู่หลายสิ่งหลายอย่างของปัจจุบัน เช่น ทัศนคติราชการกับ ประชาชน ผมเคยยกตัวอย่างว่า เรื่องเล็ก ๆ เกี่ยวกับการชุมนุมที่ผ่านมาผมไม่ได้พูดเรื่องการเมืองนะครับ แต่มันเป็นตัวบ่งบอกเหมือนกันว่า บางทีการเข้าไปร่วมชุมนุมนั้นมันเป็นการแสดงออกบางสิ่ง บางอย่าง

ผมเคยส่งคนไปคุยกับมอเตอร์ไซค์ที่เขาไปร่วมการชุมนุม ความรู้สึกหนึ่งคือเขาบอกว่า จากที่เขาต้องขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความหวาดกลัวตำรวจทุกวัน ช่วงหนึ่งเขาได้ชักธงแดงและตำรวจกลัวเขานั้น นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขามีความรู้สึกว่าเขามีความหมายมากขึ้นในสังคม เราอาจจะขำนะครับ แต่ว่านี่คือความรู้สึกลึก ๆ ที่เวลาเราพูดถึงเรื่องความเป็นธรรมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องรายได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทรัพย์สิน แต่เกี่ยวข้องกับว่าแล้วเราจะอยู่ร่วมในสังคมในฐานะผู้ร่วมชาติ ผู้ร่วมสังคมบนความเสมอภาคเท่าเทียมให้เกียรติซึ่งกันและกันนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งว่าความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ เช่น ราชการกับประชาชนอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะเกี่ยวพันไปถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น โครงสร้างกฎหมาย โครงสร้างภาษี และอื่น ๆ อีกมาก อันนี้ก็เพื่อที่จะพยายามสรุปนะครับว่า ประเด็นที่เสนอวันนี้หลากหลายมาก แต่ผมก็พยายามรวบยอดมาให้เห็นว่า ผมมองว่าวิสัยทัศน์เราตรงกันในเรื่องของความต้องการที่จะให้คนไทยเป็นอย่างไร และสังคมไทยเป็นอย่างไร

ทีนี่ก็มาถึงเรื่องกลไกการทำงาน ข้อที่หนึ่งผมก็พูดมาตลอด และอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้กรุณาย้ำว่า อายุรัฐบาลนี้ไม่ยาวหรอกครับ และงานนี้อย่างไรก็ต้องเกินเลยอายุของรัฐบาลเพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือวางกลไกที่จะสามารถก้าวข้ามอายุของรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผมจะต้องปรึกษหารือกับฝ่ายเลขาฯ กับบรรดาผู้หลัก ผู้ใหญ่ที่จะมาช่วยงานทางด้านนี้ ต่อไป ส่วนชื่อบุคคลผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้เอ่ยมานั้น ผมก็พร้อมที่จะไปพูดคุยทามทาบในการที่จะมาร่วม และจะพยายามให้ทุกอย่างยุติได้ภายใน 1 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อที่จะได้เริ่มต้นทำงานได้ ในการทำงานตรงนี้ผมอยากจะให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นใน 2 เรื่อง หนึ่งคือ เรื่องของกระบวนการ กรอบเวลา และเรื่องสองคือบทบาทในส่วนของรัฐบาลเองที่จะต้องทำ โดยเรื่องของเวลาที่เมื่อสักครู่มีท่านหนึ่งบอกคงใช้เวลาอาจจะ 5 ปีหรืออะไรนั้น คือพูดตามจริงบางปัญหานั้นคนเคยบอกกับผมว่าต้องใช้เวลา 10 ปีก็อาจจะเป็นได้ แต่ผมคิดว่าเราน่าจะหากรอบเวลาที่มีความพอดี เราไม่ใช่ไม่สนใจระยะยาวนะครับ แต่ต้องยอมรับว่าโลกปัจจุบัน 5 ปีจากนี้ไป บางทีมีอะไรต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกมากในเชิงความเปลี่ยนแปลงของโลกเราต้องมาทบทวบกระบวนการพวกนี้อยู่แล้ว

ในความรู้สึกผมกรอบเวลาอย่างเช่นสัก 3 ปี น่าเป็นกรอบเวลาที่เป็นจริง คือไม่สั้นเกินไป เพราะว่างานหลายอย่างยาก และยาวเพียงพอแต่ไม่มากไปที่ทำให้คนมีความรู้สึกว่ามีความเป็นรูปธรรม อาจจะตั้งเป้าในทำนองนี้ ตรงนี้เป็นก็เรื่องซึ่งจะต้องช่วยกันคิดต่อไป แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่า กระบวนการที่จะทำนั้น กลไกที่จะตั้งขึ้น การออกไปฟังความคิดเห็นซึ่งภาครัฐก็มีแนวทางอยู่ เช่น การที่จะไปสำรวจความคิดเห็น ซึ่งเริ่มวันนี้หรือพรุ่งนี้ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน) กำลังทำอยู่ในเชิงของการเชิญทุกสำนักมาทำแบบสำรวจทั่วประเทศ เกี่ยวกับเรื่องความต้องการหรือเรื่องปัญหาสะท้อนความรู้สึกของประชาชน ซึ่งกระบวนการการรับฟังอะไรต่าง ๆ นั้นก็จะต้องนำไปสู่การจัดทำแผน ซึ่งค่อนข้างชัดเจนในเชิงแผนปฏิบัติว่าจะต้องทำอะไร อย่างไรในแต่ละเรื่องบ้าง กรอบเวลาที่คิดว่าจะต้องใช้ในการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร จะต้องมีการสนับสนุน เช่น เรื่องงบประมาณจากภาครัฐและภาคส่วนอื่นเท่าไร ซึ่งผมก็เคยพูดเอาไว้ว่าแผนตรงนี้น่าจะมีความชัดเจนโดยคาดไม่น่าจะเกินสิ้นปีนี้ก็ประมาณครึ่งปีเพื่อจะดำเนินต่อได้ แต่ที่จะย้ำก็คือว่าไม่ได้หมายความว่าต้องรอแผนเสร็จก่อนแล้วถึงคิดจะดำเนินการหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และก็เช่นเดียวกันก็คือภาคส่วนใดในสังคมซึ่งสามารถมีส่วนร่วมในการเข้ามาสนับสนุนแก้ปัญหานี้ได้และทำได้นั้น สามารทำได้โดยเป็นอิสระ เราเชิญชวนทุกคนทำอยู่แล้ว

ผมยกตัวอย่างว่าเมื่อ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาตอนที่ผมได้เชิญหลายภาคส่วนมาหารือที่ทำเนียบ ผมก็ได้ยกตัวอย่างว่า ภาคธุรกิจเอกชนมีหลายเรื่องที่ทำในส่วนของตัวเองได้เลย เช่น การเข้าไปดูความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไปดูความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับขนาดเล็กหรือ ธุรกิจที่เข้าไปอยู่ในชุมชนต่าง ๆ จะไปทบทวนเอื้อมมือเข้าไปหาภาคภาคประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาทำได้เลยไม่ต้องรัฐบาล ไม่ต้องพวกเราทั้งหมดตรงนี้ ซึ่งก็ทราบว่าองค์กรธุรกิจเขาก็มีความคิดที่จะทำอย่างนี้ครับก็เป็นตัวอย่างและภาคส่วนอื่นๆ ก็สามารถที่จะทำเองได้เช่นเดียวกัน แต่ทีนี้สิ่งที่จะเป็นคำถามมากก็คือว่าแล้วภาครัฐจะวางตัวอย่างไร ก็จะมี 2 ขั้วที่สุดโต่งอยู่ ขั้วหนึ่งก็บอกว่า รัฐบาลอย่ามายุ่ง การเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา อย่ามายุ่ง อย่ามาชี้นำ ก็เสมือนกับไม่อยากให้พวกผมทำอะไรมาก อาจเหมือนคอยฟังคอยรับคำสั่งอย่างเดียว อาจจะไปจัดหางบประมาณมาหรืออะไรทำนองนั้น

แต่อีกขั้วหนึ่ง ถ้าสมมติผมทำอย่างนั้นก็จะบอกว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล เป็นฝ่ายบริหารจะไม่ทำอะไรเลยหรือ ไม่มีความคิดของเองเลยหรือ คือสภาพความเป็นจริงก็คือว่ายังไงเราต้องทำสิ่งเหล่านี้ไปด้วยกัน คู่ขนาน และหลายปัญหาเราก็ทำอยู่ พยายามทำอยู่ บางเรื่องก็เป็นเรื่องใหม่ อย่างเช่นภาคการเกษตรที่เรานำเรื่องระบบการประกันเข้ามา ทำเรื่องประกันรายได้แล้วกำลังจะทำเรื่องประกันภัย เรื่องที่ทำกิน โฉนดชุมชน ก็กำลังจะเริ่มต้น เรื่องหนี้สินซึ่งมีทั้งนอกระบบทั้งหนี้สินเกษตรที่จะต้องทำ ของเหล่านี้รัฐบาลก็เดินหน้าไป เรื่องบางเรื่องที่เราทราบตั้งแต่ต้นว่ากำลังเป็นคำถามใหญ่เช่นเรื่องการไปพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ เราก็รับหลักการอยู่แล้วขณะนี้ว่าจำเป็นที่จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมชัดเจน เพราะเรามีกฎเกณฑ์แล้วที่มาบตาพุด เราก็ต้องเดินหน้าทำงานไป แต่เราก็จะทำโดยรับฟังอยู่ตลอดเวลาว่า อันนี้มีความคิดเห็นเพิ่มเติมอยากให้นำสิ่งต่าง ๆ ไปต่อยอดอย่างไร หรือมีอะไรท้วงติงเราก็จะรับฟังอยู่ตลอดเวลา แต่เราคงไม่สามารถที่จะอยู่เฉยได้ แต่ที่สุดที่ผมจำเป็นต้องบอกก็คือว่า แม้หลายท่านจะรังเกียจกระบวนการการทางเมืองหรืออำนาจรัฐ การแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็ต้องใช้กระบวนการทางการเมือง หรืออำนาจรัฐ

ผมยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมว่า ผมพยายามแก้ปัญหาอยู่กับทางเครือข่ายปฏิรูปที่ดินซึ่งต้องขอบคุณว่าเขาก็มีความอดทนมากเพราะเขามีปัญหามาจากหลายพื้นที่มากและอยากให้เราแก้ภายในสามดือนสี่เดือน แต่ก็ยังทำกันไม่ได้ แต่ว่าระดับนโยบายก็ทำงานอย่างเต็มที่ และอย่างเรื่องโฉนดชุมชนซึ่งเป็นข้อยุติเบื้องต้นก็กำลังเดินไป ประเด็นที่ผมอยากบอกก็คือว่าหลายครั้งความคิดความอ่านตกผลึกแล้วจะแก้อย่างไร แต่ฝ่ายว่านโยบายต้องเข้าไปแก้หรือคำสั่ง ให้กลไกของรัฐทำ นี่พูดก็พูดกรณีอย่างที่ดินเพิ่งประชุมกันไปอีกรอบเขาก็บอกว่า หลายกระทรวงให้ความร่วมมือดีมากก็เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่ต้องจี้กันนะครับ และถ้าพูดไปแล้วถ้าพูดตรง ๆ เขาบอกบางกระทรวงไม่ช่วยปัญหาตรงนั้นก็แก้ไม่ได้อีก เพราะฉะนั้นอย่างไร ท่านก็ต้องใช้นักการเมืองในการที่จะทำ และบางเรื่องไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียวแต่ต้องใช้การเมืองเป็นตัวเชื่อมเข้าไปอีก ปัญหาหนี้สินที่ทางกระทรวงการคลังจะเสนอมาแก้ไขนั้น ธนาคารรัฐก็มีความเป็นนิติบุคคล มีความอิสระของเขาเอง ก็ต้องมาใช้นโยบายไปดูโน้มน้าวการให้มีการยอมรับในการแก้ปัญหาหนี้สิน ซึ่งมันอาจจะผิดจากกรอบเดิม ๆ ยังไม่นับว่าถึงเวลาที่จะต้องไปทำกับธนาคารเอกชนจะทำอย่างไร เพราะถึงอย่างไรท่านก็ต้องใช้ภาครัฐอยู่ดี แต่ผมจะขอเรียนว่าเราจะไม่เดินหน้าทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ฟังเสียง และก็จะไม่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของในการแก้ปัญหานี้ เพราะที่สุดปัญหาทั้งหมดนี้เกินอายุรัฐบาลอยู่แล้ว ความสำเร็จของงานทั้งหมดผมย้ำมาหลายครั้งว่าอยู่ที่ความเป็นเจ้าของของประชาชนมากกว่า เพราะฉะนั้นก็ยืนยันในการยึดถือหลักนี้ในเรื่องของกลไกที่จะเดินไปข้างหน้า ผมก็คงจะขอใช้เวลาเพียงเท่านี้และยืนยันจะเร่งผลักดันกลไกให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 สัปดาห์ และเราก็จะได้เดินหน้าปฏิรูปเพื่อประเทศไทยต่อไป

ช่วงถาม-ตอบ

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม: มีคนเขียนโน้ตขึ้นมาว่าน่าจะมีการแก้ปัญหาคนจนอย่างเร่งด่วนภายในสามเดือน เช่น การเพิกถอนคดีหรือผ่อนปรนในคดีที่ประชาชนทั่วประเทศถูกฟ้องร้องเกี่ยวกับที่ทำกิน ทั้งกรณีการรุกพื้นที่ป่า หรือการที่ธนาคารฟ้องยึดที่ดิน หรือการให้สัญชาติไทย แรงงานนอกระบบ ฯลฯ

นายกรัฐมนตรี: ที่จริงทุกปัญหาเราก็พยายามดำเนินการอยู่ เช่น กรณีของที่ดินทำกินก็ได้มีการประชุมไปเมื่อ 2 วันที่ผ่านมานั้น ทางอัยการก็มีการรับนโยบายมา การดำเนินคดีซึ่งในที่สุดไม่ได้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมไม่ได้เกิดประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด รังแต่จะทำให้เกิดปัญหาซับซ้อนมากขึ้น ทำนองเดียวกันเรื่องหนี้สิน ผมก็ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมตรีในวันอังคารหน้า ส่วนเรื่องพลังงานก็กำลังมีการมาทบทวน
คำถามจากผู้เข้าร่วมอภิปราย: อยากถามแนวทางการกระจายอำนาจนายกรัฐมนตรี ทำไมในแต่ละจังหวัดจึงมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่ส่งไปจากกรุงเทพฯ หรือส่วนกลางหรือจากพื้นที่อื่นไปอยู่ในแต่ละจังหวัด ดังนั้นการกระจายอำนาจถึงเวลาหรือยังที่ 75 จังหวัดจะได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ เหมือนคนกรุงเทพฯ และหากกระจายการเลือกตั้งแล้วก็ขอให้กระจายงานไปด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ดีที่สุด และขอให้มีการสรุปงบประมาณส่วนกลางกับท้องถิ่นนั้นเป็นอัตราส่วนเท่าไหร่

นายวรัญชัย โชคชนะ: 1. กระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเดียวที่ไปเช่าที่ทำงานอยู่แถวปิ่นเกลา เมื่อไรจะมีที่เป็นของตัวเอง 2. เรื่องการซื้อดาวเทียมไทยคมจะถามประชามติของคนทั้งประเทศหรือไม่ 3 .ปัญหาภาคใต้คิดว่าเดินทางมาผิดหรือถูก ส่งทหารอีสานไปตายตรงนี้จะแก้ได้หรือไม่ 4. พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสมควรจะเลิกได้อย่างไร 5 .ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปพูดที่เวียดนามว่าคงจะเป็นรัฐบาลได้ประมาณต้นปีหน้าก็จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่จริงหรือไม่ 6. ปฏิรูปประเทศคิดว่าในรัฐบาลของท่านก็น่าจะพอ

ข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมอภิปราย: เรื่องนิรโทษกรรมขอให้ทิ้งระยะเวลาได้หรือไม่ ให้เขามามอบตัวก่อนและให้เป็นกระบวนการของศาล ทางนิติบัญญัติ ทางอำนาจตุลาการ เพราะอดีตเป็นอย่างนั้นมา สอง เรื่องรัฐธรรมนูญอยากให้เปิดเสรีพรรคการเมือง แก้ได้หรือไม่ สาม ไม่เห็นด้วยกับคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย รวมทั้งขอให้ยกเลิกคุณอานันท์ฯ เป็นประธานกรรมการ 4 ฝ่าย ด้วยเพราะไม่อยากให้มีนายกรัฐมนตรีสองคนในประเทศ เพราะดูมันวุ่นวายมาก

ข้อเสนอและคำถามจากผู้เข้าร่วมอภิปราย: ปัญหาที่เกิดขึ้นคือทัศนคติทางการเมืองและแนวทางประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ส่งเสริมสนับสนุนจัดตั้งทีมวิจัยและพัฒนาประชาธิปไตยพร้อมให้มีการขับเคลื่อนเต็มที่ให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ สอง ต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสกรณีการสลายการชุมนุม และการประกาศใช้ พรก. ฉุกเฉิน สามสร้างความชอบธรรมโดยการนำตัวผู้กระทำผิดจากการแสดงออกทางการเมืองทุกฝ่ายมาดำเนินคดี ไม่ว่าก่อนหรือหลังโดยใช้มาตรฐานเดียวกัน เช่น เมื่อจัดให้เป็นคดีพิเศษ ต้องจัดให้เป็นคดีพิเศษเหมือนกัน สี่วางมาตรการหรือกติกาการแสดงทางการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หกลดช่องว่างระหว่างชนชั้น และส่งเสริมกลไกรากหญ้าให้เข้มแข็ง เจ็ดสร้างอำนาจถ่วงดุลระหว่างประชาชนและนักการเมือง รัฐบาล โดยการกระจายอำนาจให้แก่ประชาชน ให้เกิดการตรวจสอบอำนาจ รวมทั้ง ส.ส. และนักการเมืองต้องเข้าถึงประชาชนเพื่อรับฟังปัญหาอย่างทั่วถึงเพื่อนำไปแก้ไขปัญหา

นายพิชิต อินประสงค์: หนึ่ง ให้การศึกษาประชาชนให้เข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สองให้การศึกษาให้ประชาชนเข้าใจสิทธิเสรีภาพ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ สาม ปฏิรูประบบราชการ สี่ปฏิรูประบบการเมือง พรรคการเมือง และนักการเมือง

นายกรัฐมนตรีตอบ เรื่องกระจายอำนาจ เรายังอยู่ในช่วงของการเสนอกฎหมาย เพื่อปรับปรุงกฎหมายเรื่องการกระจายอำนาจประมาณ 5-6 ฉบับ ซึ่งจะทำให้อำนาจไปอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ผมมีความเห็นว่าขณะนี้ความจริงในระดับจังหวัดท่านได้เลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดโดยตรงอยู่แล้ว หลักต่อไปคือทำอย่างไรเราจะโอนอาจจากกระทรวง ทบวงกรมและฝ่ายภูมิภาคไปที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงสามารถทำหน้าที่ในการบริหารราชการของจังหวัดได้อย่างครบถ้วนและบูรณาการมากขึ้น

เรื่องงบประมาณ ตัวเลขที่ท่านเสนอมานั้นเป็นตัวเลขส่วนกลางกับท้องถิ่น ต้องขอเรียนว่าขณะนี้เรากำลังที่จะคาดว่าอีกประมาณปีกว่าๆ คืองบประมาณปี 55 เราจะทำงบซึ่งเป็นนโยบายของส่วนกลางที่ยังอยู่ในส่วนท้องถิ่นออกมานับเป็นส่วนกลางและก็จะพยายามคง เพิ่มสัดส่วนของท้องถิ่นไม่เกินร้อยละ 26 ต่อไป ส่วนกรณีของกระทรวงวัฒนธรรมนั้น เขาเสนอโครงการมาเป็นหลักหลายพันล้าน ผมเลยยังไม่อนุมัติครับ และอยากให้มีการปรับลดงบประมาณตรงนั้น เรื่องดาวเทียมซื้อหรือไม่นั้นก็ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย กระทรวงคลัง และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก็กำลังพิจารณาเรื่องนี้ พูดง่ายๆ ว่าถ้าแพงก็ไม่ซื้อ กรณีปัญหาภาคใต้มีความคืบหน้าไปพอสมควรโดยแนวทางที่เรายึดถืออยู่ก็คือเรื่องของการพัฒนาและความยุติธรรมเป็นหลักผมคิดว่าแนวทางนี้ถูก ส่วนระดับปฏิบัติยังเป็นปัญหาและช่องว่างอยู่ก็ยอมรับซึ่งก็จะพยายามที่จะแก้ต่อไป

ส่วนเรื่องการเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อไร ผมก็เคยย้ำว่า ต้องเป็นประโยชน์กับส่วนรวมเดิมทีเราหวังว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ และเข้ามาร่วมขบวนการปรองดองปลายปีก็เลือกตั้งได้ วันนี้ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะเลือกตั้งในปีนี้ ยกเว้นแต่มีความจำเป็นทางการเมือง ข้อเท็จจริงที่ผมพูดที่เวียดนามก็พูดอย่างนี้ ส่วนกรณี พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จริงๆ แล้วขณะนี้นอกเหนือจากการที่เราให้เจ้าหน้าที่ประเมินมาในแต่ละพื้นที่ ผมได้ขอไปแล้วทุกภาคส่วน จังหวัดไหนที่คิดว่าอยากจะยกเลิก พ.ร.ก. ถ้าท่านสามรถรวบรวมพลังฝ่ายราชการ ภาคธุรกิจ มวลชน การเมืองและท้องถิ่นมาแสดงออกว่าแม้ยกเลิก พ.ร.ก.แล้วไม่มีเหตุการณ์ที่จะเป็นความไม่สงบนั้น ผมเชื่อว่า ศอฉ. ฟังอย่างแน่นอน และจะมีนำหนักมาก

สำหรับการนิรโทษกรรม ขณะนี้ไม่ใช่ความคิดริเริ่มของรัฐบาล แต่เป็นหยิบยกประเด็นขึ้นมาหารือของศอฉ.ซึ่งยังไม่มีข้อยุติ ความเห็นส่วนตัวผมก็คือว่าถ้านิรโทษกรรมจะมีส่วนทำให้การกระทำผิดในอนาคตมีมากขึ้น ผมไม่เห็นด้วย กรณีเปิดเสรีพรรคการเมือง ความจริงผมไม่ค่อยแน่ใจความหมายคืออะไร แต่ปัจจุบันเขาถือว่าการก่อตั้งพรรคการเมืองค่อนข้างง่ายและในกฎหมายพรรคการเมืองก็ผ่อนคล่ายไปมากแล้ว กรณีอดีตนายกรัฐมนยกตรี นายกอานันท์ฯ ผมก็ขอเรียนว่าคณะกรรมการ 4 ฝ่าย จะยุติการทำงานในวันที่ 24 นี้ และผมก็จะไปพบปะครั้งสุดท้าย ภารกิจเสร็จสิ้นท่านก็ได้กรุณาเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ และไม่มีกรณีสองนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะขอบเขตการทำงานมีความชัดเจน ไม่ต้องมีความกังวลในเรื่องนี้ เรื่องการตรวจสอบเหตุการณ์ผมขอย้ำว่านอกเหนือจากที่อาจารย์คณิต ณ นคร กำลังรวบรวมบุคคลมาทำหน้าที่นี้แล้ว อย่างน้อยคณะกรรมการสิทธิ์และป.ป.ช. ก็ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องการวิจัยประชาธิปไตยต่างๆ มีเยอะเพีงแต่ให้ข้อคิดว่าปัญหาของเราขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องโครงสร้างแต่เป็นเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งแเก้ได้ยากกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือ แก้ไขกฎหมาย กรณีคุณประพันธ์ศักดิ์ฯ ได้กรุณาพูดถึงวิกฤต 4 วิกฤต และรวบยอดมาที่ธรรมนูญนั้น เมื่อเช้าจุดหนึ่งที่ผมได้ให้ข้อคิดกับคณะกรรมการที่เข้ามาดูแลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก็คือว่าในข้อเสนอของสภาได้มีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่าง สสร.อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นที่บอกว่ามี 6 ประเด็นนั้น 6 ประเด็นเป็นเพียงเบื้องต้นแต่ที่จะมีการดำเนินการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการยกร่างโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นกำลังปรับกันอยู่


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป