คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในพิธีเปิดงานมหกรรมปีแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว
ณ ศูนย์การค้า เจ เจ มอลล์ จตุจักร กรุงเทพฯ
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 13.00 น.


ท่านผู้บริหารและเพื่อนข้าราชการ
ผู้แทนภาคเอกชน พี่น้องประชาชน
และผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมในพิธีเปิดและเดินรณรงค์ในงานมหกรรม ปีแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ในวันนี้ ในช่วงระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีความตื่นตัวมากขึ้นในปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งปัญหาดังกล่าวก็เป็นปัญหาสำคัญของทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย เราจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา แม้กระทั่งจนถึงปัจจุบันเราจะเห็นข่าวสารในเรื่องของการละเมิดสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดสิทธิ์ของเด็กและสตรี รวมถึงความรุนแรงในครอบครัวอยู่เป็นระยะ ๆ ที่จริงแล้วในช่วงหนึ่งในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เคยติดตามปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่าง ๆ ก็ได้รับการยืนยันจากองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานทางด้านนี้ว่าการละเมิดสิทธิของบุคคลในครอบครัวด้วยกันเองในประเทศไทยถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีความรุนแรงหรือมีความถี่มากที่สุด

องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันขจัดความรุนแรงต่อสตรีสากล เพื่อรณรงค์ให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมกันยุติความรุนแรงต่อสตรี ส่วนในประเทศไทยคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติตั้งแต่เมื่อปี 2542 ให้เดือนพฤศจิกายนทั้งเดือนของทุกปี เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และขณะนี้การทำงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เห็นว่าการร่วมกันรณรงค์อย่างจริงจังที่ผ่านมาทำให้เกิดการตื่นตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าปีนี้ (2553) ควรจะได้มีการดำเนินการรณรงค์ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ผมอยากจะยืนยันว่าปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและสตรีนั้นยังเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงอย่างมาก เพราะว่าจากสถิติที่เราพบขณะนี้ ปี 2551 ซึ่งปรากฎว่ามีเด็กและสตรีที่ได้รับความรุนแรงเข้ารับการรักษาพยาบาลจำนวนมากกว่า 26,000 ราย เฉลี่ย 73 รายต่อวัน นั่นก็หมายความว่า ในทุก ๆ 20 นาที จะมีเด็กหรือสตรีถูกทำร้าย 1 คน ซึ่งความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำความรุนแรงโดยตรงเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ที่ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความสูญเสียของสังคม ไม่เพียงเฉพาะในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องดูแลรักษาพยาบาล แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างทางสังคมโดยรวม โดยเฉพาะหากสถาบันครอบครัวอ่อนแอ หรือความรุนแรงกลายเป็นพฤติกรรมที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปก็ย่อมมีผลอย่างยิ่งต่อสังคมและความสงบสุขของประเทศชาติโดยส่วนรวม เพราะฉะนั้นการรณรงค์ตลอดปี 2553 นี้ ถือเป็นงานที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และรัฐบาลจะได้ดำเนินการ เพื่อรณรงค์ให้เกิดความตื่นตัวอย่างชัดเจนต่อไป

ปัจจุบันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีการจัดให้มีศูนย์ประชาบดี โทร 1300 เพื่อรับแจ้งเหตุความรุนแรงต่าง ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งยังมีช่องทางอื่น ๆ ซึ่งจัดขึ้นโดยทางภาครัฐและภาคเอกชน ผมจึงอยากจะเชิญชวนว่าพี่น้องประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนสำคัญในการที่จะสร้างความตื่นตัวและช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยการใช้ช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ ให้เป็นประโยชน์และรวมไปถึงการติดเข็มริบบิ้นสีขาว เพื่อแสดงว่าจะ "ไม่นิ่งเฉย ไม่ยอมรับ และไม่กระทำ" ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว

นโยบายของรัฐบาลนั้นนอกเหนือจากที่ได้มีการดำเนินการมาแล้วในเรื่องของการมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ตลอดจนการรณรงค์ ให้บังคับใช้กฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ ของผู้ที่พบเห็นหรือทราบการกระทำความรุนแรงให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตำรวจ รวมทั้งปรับปรุงในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก กระบวนการสืบสวนสอบสวนต่าง ๆ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ซึ่งมาตรการเหล่านี้ก็มีผลสำคัญทำให้เราทราบและมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนครอบคลุมมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งของการแก้ไขปัญหาคงจะสามารถทำได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะที่สุดแล้วความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงต่อครอบครัวจะยุติได้ก็ต่อเมื่อทุกคนในสังคมนั้นมีความคิด ทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องของปัญหาความรุนแรงและในเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว ดังนั้นงานทางด้านการรณรงค์ต่าง ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในนโยบายการต่อต้านความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัวต่อไป

การจัดงานในวันนี้ผมถือเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะร่วมกันยุติปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว จึงขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกคนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ และมีความตั้งใจร่วมกันในการที่จะขจัดปัญหาความรุนแรงดังกล่าวให้หมดไป

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงาน "มหกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และความรุนแรงในครอบครัว" ขออวยพรให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จตามเจตจำนงทุกประการ และขอให้ทุกท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ พร้อมทั้งครอบครัว จงประสบแต่ความสุข ความเจริญ และสัมฤทธิผลในสิ่งอันพึงปรารถนาโดยทั่วกัน ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป