คำกล่าวปาฐกถา ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
หัวข้อ "มองข้างหน้าเพื่ออนาคต"
ในโอกาสเป็นประธานงานฉลองครบรอบ 7 ปี ก้าวสู่ปีที่ 8 หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว
วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 16.25 น.


ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับ 7 ปีของโพสต์ทูเดย์ และการก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ทราบว่าโพสต์ทูเดย์นั้นก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นโดยลำดับ และก็เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ให้ข่าวสารความรู้ทั้งทางด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเมือง สังคม และอื่น ๆ สำหรับผู้อ่านและพี่น้องประชาชน ผมก็ขออวยพรให้การดำเนินการในปีที่ 8 และปีต่อจากนี้ไปเป็นปีของความสำเร็จและเป็นปีของคุณภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพูนทางเลือกให้พี่น้องประชาชนในยุคที่ข่าวสารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจในด้านต่าง ๆ และก็ขอแสดงความยินดีกับการจัดกิจกรรม INVESTMENT EXPO รวมไปถึงการจัดให้มีการอภิปราย สัมมนา ปาฐกถา ซึ่งจะเป็นการระดมความคิดเห็นจากบุคคลชั้นนำจากวงการต่าง ๆ มาสู่สาธารณะและพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

หัวข้อที่ทางผู้จัดได้กำหนดเอาไว้ซึ่งเป็นเรื่องของการมองไปข้างหน้าเพื่ออนาคต เป็นโอกาสและเป็นจังหวะที่ดี ถ้าคิดถึงสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าเวลาเดียวกันนี้ปีที่แล้ว หลายคนคงไม่ค่อยตั้งหัวข้อของการสัมมนาอย่างนี้ แต่จะคิดถึงว่าบ้านเมืองเศรษฐกิจของเราจะฟันฝ่าพ้นจากวิกฤตที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่ง ไม่ใช่สำหรับประเทศไทยแต่ว่าสำหรับโลกในทางด้านเศรษฐกิจได้อย่างไร

ผมคงไม่ใช้เวลามากในการที่จะยืนยันว่า มาถึงวันนี้พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเศรษฐกิจของเราได้ฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคในช่วงปีที่แล้ว แล้วมายืนอยู่ในจุดที่เรามีความมั่นใจ ว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ตัวเลขตัวชี้วัดต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจน่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันสิ่งนี้ได้ดีที่สุด จากสภาวะปีที่แล้วที่เราติดลบประมาณร้อยละ 7.1 ในไตรมาสแรก ในแง่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไตรมาสแรกของปีนี้เราจะได้เห็นตัวเลขที่เป็นบวกอย่างแน่นอน และน่าจะเป็นตัวเลขที่บวกอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างที่จะสูง สำหรับการคาดการณ์ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ จากภาวะที่เราเคยคิดว่าจะมีคนตกงานเข้าสู่หลักล้าน ตัวเลขที่มีการสำรวจล่าสุดกลับพบว่าคนว่างงานของเรามีจำนวนประมาณ 400,000 - 500,000 ซึ่งถ้าคิดเป็นร้อยละก็เพียงร้อยละ 1 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก

จากภาวะที่การท่องเที่ยวเคยติดลบถึงร้อยละ 20 หรือร้อยละ 30 ในช่วงต้นปีที่แล้ว เรากำลังได้เห็นตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยมากเป็นประวัติการณ์ อย่างเช่นที่เราได้เห็นตัวเลข 1,600,000 คนเฉพาะในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จากตัวเลขการส่งออกที่เราเคยติดลบเลข 2 หลักเช่นเดียวกัน เรากำลังได้เห็นตัวเลขการขยายตัวของการส่งออก ที่กลับมาในอัตราสูงเป็นเลข 2 หลักตรงกันข้ามกับปีที่แล้ว ตัวเลขอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยเฉพาะในบางภาค การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย ถ้าคิดไปตลอดทั้งปีอาจจะเกือบถึง 200,000 ล้าน ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ที่ในช่วงปลายปี ทำให้ตัวเลขทั้งปีคิดเป็นมูลค่าโครงการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 เทียบกับปี 2551 ผมคิดว่าตัวเลขเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

แน่นอนครับที่พูดมาคงไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีปัญหา เราไม่มีสิ่งท้าทายที่เราจะต้องเผชิญ ความผันผวนในเรื่องของราคาน้ำมัน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกหรือนโยบายในเศรษฐกิจสำคัญ ๆ เช่น ในสหรัฐอเมริกา ในจีน ซึ่งส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ รวมไปถึงปัญหาในประเทศของเราเอง เช่น การคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด หรือกรณีของปัญหาการเมือง ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทาย ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลแต่ว่าสังคม เศรษฐกิจ และประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่าตัวเลขของเศรษฐกิจที่ได้ปรับสูงขึ้นมาและเป็นไปในแนวโน้มที่ดีนั้น เป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างหนึ่งได้ก็คือว่า เราโชคดีที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่มีพื้นฐานที่ดี ถามว่าการส่งออกก็ดี การท่องเที่ยวก็ดี ทำไมสามารถที่จะพลิกฟื้นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ก็ต้องตอบว่าเพียงแค่ชาวโลกเริ่มลืมตาอ้าปาก หรือฟื้นตัวจากปัญหาของเขา เขาก็คิดถึงสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย เขาคิดถึงการเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งเป็นการยืนยันความสำคัญและความแข็งแกร่งที่เป็นพื้นฐานของการแข่งขันของบ้านเรา นอกจากนั้นเราก็จะเห็นว่าภาคการผลิตซึ่งเราโชคดีซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของทรัพยากร เช่น ภาคการเกษตร เมื่อภาวะต่าง ๆ เอื้ออำนวย เมื่อมีกรอบนโยบายที่ดี เช่น ภาคการเกษตร ก็กำลังเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจในไตรมาสนี้ และผมเชื่อว่าไตรมาสต่อไปขยายตัวได้เป็นอย่างดี เพราะราคาพืชผลและรายได้ของพี่น้องเกษตรกรอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องยิ่งมองไปข้างหน้าเพื่อตั้งโจทย์ว่า จากพื้นฐานที่ดีเช่นนี้ และจากปัญหาที่เมื่อสักครู่เราก็ได้ยินคำว่าเราวนเวียนอยู่กับเรื่องเฉพาะหน้า เราจะมองอนาคตของประเทศ เราจะวางรากฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างไร ผมขอเรียนว่ารัฐบาลนี้ผมพูดมาโดยตลอด ว่าเป็นรัฐบาลซึ่งเข้ามาภายใต้ความคาดหวังว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤตเฉพาะหน้า แต่เป็นรัฐบาลที่ผมก็บอกตั้งแต่วันแรกเช่นเดียวกันว่า ในการดำเนินนโยบายของทุกด้านจะคำนึงถึงอนาคตของประเทศ และสังคมในระยะกลางและระยะยาวพร้อม ๆ กันไป เพราะฉะนั้นโอกาสในวันนี้ผมคงฉายภาพให้ท่านเห็นเกี่ยวกับความตั้งใจของรัฐบาลในการมองไปข้างหน้า มองอนาคตของประเทศ มองอนาคตของคนไทยว่าเรามองโอกาส เรามองมาตรฐานที่มีความจำเป็นในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไปอย่างไร

ประการแรกครับ ปีนี้เมื่อเราเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และโดยเฉพาะถ้าหากว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่มีความต่อเนื่อง และเรามีความมั่นใจตามสมควร ว่าภาคเอกชนนั้นจะเริ่มกลับเข้ามาลงทุนและเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีก สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการก็คือการปรับแผนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าจะใช้เป็นภาษาอังกฤษก็คือสิ่งที่เขาพูดกันภายใต้คำว่า Exit Strategy ปีที่แล้วไม่ค่อยมีคนกล้าพูดเรื่องกันเท่าไรครับ ในหมู่นักวิชาการมีบ้างแต่ว่าในระดับผู้นำของโลก ผมจำได้ตอนประชุมที่พิซเบิร์ก ในการประชุมจี 20 ผู้นำต่าง ๆ ต้องรีบพูดว่าควรจะเริ่มคิด แต่ไม่ค่อยอยากพูดมาก และยังไม่สามารถทำได้ เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่แข็งแกร่ง แต่ผมมั่นใจว่าปีนี้รัฐบาลจะต้องทำเรื่อง Exit Strategy จะต้องเริ่มคิดว่าถ้าเราสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้า ถ้าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวได้ดี แม้กระทั่งธนาคารคารกลางยังเริ่มต้องจับจ้องมองในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อมากยิ่งขึ้น นั่นหมายความว่าสิ่งที่เราเคยพูดว่าจะต้องกู้เงินทั้งสิ้น 800,000 ล้าน จำเป็นหรือไม่

อยากจะยืนยันว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลคิด เพราะว่ารัฐบาลต้องการที่จะให้ภาวะในเรื่องของการเงินการคลัง ภาวะในเรื่องของหนี้สินที่เป็นหนี้สาธารณะของประเทศนั้นกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยไม่ให้กระทบกระเทือนกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ผมยืนยันได้ว่า ผม ท่านรองนายกฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และข้าราชการที่เป็นหัวหน้าส่วนงานหลัก ๆ ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ได้คุยกันและเริ่มเห็นแนวทางของการที่จะทำเรื่องของ Exit Strategy ให้เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันไม่ช้า นี่คือสิ่งที่เป็นการยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลทำนั้นจะคำนึงถึงความยั่งยืน และคำนึงถึงผลกระทบในระยะกลางและระยะยาวอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเราสามารถปรับนโยบายในด้านการเงินการคลังเข้าสู่ภาวะที่เป็นปกติให้มากที่สุดหรือเร็วที่สุดแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเป้าหมายที่เคยตั้งเอาไว้ในเรื่องของไทยเข้มแข็งจะได้รับผลกระทบ เรารู้ว่าอนาคตของประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางข้อตกลงทางการค้า การลงทุนทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งกำลังปรับเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจ หรือข้อตกลงซึ่งอาจจะเกิดขึ้นใน 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า เช่น การเจรจาการค้ารอบโดฮา

สิ่งที่เป็นหัวใจของการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็คือการที่เราจะต้องเตรียมความพร้อมในส่วนที่เป็นบทบาทของภาครัฐ นั่นก็คือการจัดระบบบริการสาธารณะและโลจิสติกส์ที่ดี เพื่อประโยชน์ของการประกอบธุรกิจ การค้าขาย การลงทุน สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นใน 1 ปีข้างหน้าคือความชัดเจนของการที่เรากำลังจะต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่งของประเทศไทย เศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด เช่น การขนส่ง ซึ่งยังมีต้นทุนอยู่ค่อนข้างสูงเทียบกับหลาย ๆ ประเทศ การขนส่งระบบราง ซึ่งต่อจากนี้ไปจะต้องไม่พูดเฉพาะโครงการขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่การขนส่งโดยระบบรางทั่วประเทศ ทั้งที่ไปพื้นที่เศรษฐกิจอย่างเช่นภาคตะวันออก ทั้งที่ไปแหล่งท่องเที่ยว ทั้งที่จะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค เป็นสิ่งที่จะต้องมีแผนการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม เราจะปล่อยให้รถไฟไทยวิ่งความเร็วเฉลี่ยอยู่ 50 - 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปอีกหลายปีไม่ได้ครับ อย่างน้อย ๆ ที่สุดความเร็วเฉลี่ยก็ต้องน่าจะอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป และในบางเส้นทางก็ถึงเวลาที่เราจะต้องทำรถไฟความเร็วสูงในภาวะซึ่งหลายประเทศเขากำลังพูดถึงการวิ่งรถที่ 200 / 300 หรือแม้กระทั่ง 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การลงทุนครั้งใหญ่ตรงนี้จำเป็น และมีความชัดเจนที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันใกล้

เช่นเดียวกันถ้าพูดถึงเศรษฐกิจในชนบท ถ้าพูดถึงภาคการเกษตร นอกเหนือจากการแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาพื้นฐานในเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาที่ทำกิน ซึ่งปีนี้จะเป็นการเริ่มต้นโครงการใหญ่ที่เราทำการจำแนกแจกแจงการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และกำหนดแนวเขตต่าง ๆ ที่สาธารณะ ที่ใดใครเข้าไปครอบครอง ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราจะมีการปรับระบบการแก้ปัญหาหนี้สินครั้งใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะหนี้นอกระบบ แต่หนี้สินของเกษตรกรด้วย สิ่งสำคัญที่เราจะต้องลงทุนอย่างมากก็คือเรื่องของแหล่งน้ำ ซึ่งเช่นเดียวกันครับไม่ใช่การทำโครงการจำนวนมากในลักษณะของการขุดลอก แต่ไม่เห็นผลอย่างแท้จริงว่าช่วยในเรื่องของระบบชลประทาน และการเพิ่มผลิตภาพหรือความสามารถในการผลิตในภาคการเกษตรอย่างไร ตรงนี้ปีนี้เช่นเดียวกันครับ ในการที่จะปรับแผนของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราก็จะมีแนวทางของการจัดระบบงบประมาณผสมผสานกับเงินกู้ และการเป็นหุ้นส่วนกับภาคเอกชนในการลงทุนขนาดใหญ่ในเรื่องเหล่านี้

มีอีกหลายเรื่องครับ ผมคงไม่พูดไปเสียทุกเรื่อง แต่ว่าให้เห็นภาพอย่างน้อย ๆ 2 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบการจัดการ เพื่อที่จะเพิ่มพูนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เรื่องแรกคือสนามบิน ที่จะมีความชัดเจนว่าเราคงไม่ปล่อยให้ทรัพย์สินทั้งหลายที่เราได้เคยลงทุนและใช้อยู่ที่ดอนเมืองสูญเปล่า มีความชัดเจนว่าจะนำกลับมาใช้งานเพื่อประโยชน์ในภาวะของการแข่งขันทางการบิน และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเรื่องของการเดินทางและความต้องการในการเดินทางอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น รวมไปถึงเรื่องที่ 2 คือเรื่องท่าเรือ ที่ถึงเวลาเช่นเดียวกันครับว่าเราจะต้องยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถและกำลังหรือศักยภาพในการรองรับการขนส่งของท่าเรือแหลมฉบังอย่างชัดเจน และก็ต้องลดความสำคัญของท่าเรือคลองเตยลดลงไปอีก เพื่อนำไปสู่การปรับการพัฒนาเมือง เมืองหลวงของเรากรุงเทพมหานคร นี่คือสิ่งที่เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่กำลังจะเดินหน้า โดยจะทำให้เกิดความชัดเจนทั้งสิ้นภายในปีนี้ เพื่อที่จะนำไปสู่การวางระบบการลงทุน การวางแผนที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเงินการคลังได้อย่างชัดเจนต่อไปในอนาคต

นอกเหนือจากเรื่องที่เป็นการลงทุนในเชิงกายภาพ การลงทุนทางด้านคน การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง การเพิ่มสัดส่วนของงบประมาณทางด้านการวิจัยและพัฒนาแบบก้าวกระโดด และการเชื่อมโยงในเรื่องของงานวิจัย สถาบันการศึกษา เข้ากับธุรกิจเพื่อส่งเสริมเรื่องของนวัตกรรม และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นี่คืออนาคตที่รัฐบาลนี้ตั้งใจจะวางให้กับพี่น้องประชาชนและลูกหลานในอนาคต

ถัดมาเมื่อเราได้ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้แล้ว สิ่งที่เราก็จะมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เช่นเดียวกัน ก็คือระบบภาษีและระบบสวัสดิการ การปรับปรุงตั้งแต่เรื่องของระบบภาษี เช่น ภาษีศุลกากร ภาษีเงินได้ ก็อยู่ในระหว่างของการที่จะดำเนินการผลักดันออกมา แต่ว่าภาษีหนึ่งซึ่งใกล้จะนำสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว และจะมีผลสำคัญไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องของระบบในภาพรวม แต่ในแง่ของความเป็นธรรม และการกระจายการถือครองทรัพย์สิน คือภาษีทรัพย์สินและที่ดิน จะเป็นงานสำคัญที่รัฐบาลนี้ตั้งใจที่จะผลักดันออกมา

ขณะเดียวกันสิ่งที่รัฐบาลได้เริ่มต้นแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็คือการผลัดเปลี่ยนนโยบายประชานิยมเข้ามาสู่การเป็นระบบสวัสดิการสังคม ที่เป็นระบบที่มีความยั่งยืน มีความชัดเจน มีความโปร่งใส ก็จะเดินหน้าต่อไป สิทธิของประชาชนคนไทยตั้งแต่เด็ก ในเรื่องของโภชนาการ การศึกษา ไปจนถึงเรื่องของการสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ คนพิการ ได้รับการสนับสนุนทางด้านรายได้อย่างเสมอภาค เป็นรูปธรรม ก็จะเดินหน้าต่อ พร้อม ๆ กับการให้ประชาชนคนไทยและสังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมตัวสำหรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ นั่นก็คือการผลักดันเรื่องของกองทุนเงินออมของชาติ การเข้าไปสนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชน ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มต้นไปแล้ว ด้วยการสมทบเงินเฉพาะปีนี้ 700 กว่าล้าน ไปจนถึงระบบอื่น ๆ ซึ่งก็กำลังมีการคิดเพิ่มเติมมา เพื่อที่จะให้ประชาชนคนไทยมีความมั่นอกมั่นใจว่าตัวเองมีหลักประกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามชรา

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะต้องคำนวณตัวเลขต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องต้องกัน เพื่อให้เห็นถึงความยั่งยืนในแง่ของภาระงบประมาณ และการกำหนดบทบาทของภาครัฐที่ชัดขึ้น ว่าจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสมทบเงินหรือในการจัดบริการสาธารณะโดยเฉพาะสวัสดิการสังคม ในสัดส่วนเท่าไร ขณะที่การลงทุนในหลาย ๆ เรื่องจำเป็นจะต้องอาศัยรูปแบบของการร่วมทุน หรือการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น นี่คือการวางระบบและโครงสร้างที่จะมีความสำคัญในแง่ของอนาคตของคนไทย

ประการถัดมาที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า แนวนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้ อาจจะถือได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนจากยุคหนึ่งซึ่งเราพูดถึงระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน ภาษาอังกฤษไปใช้คำว่า Dual Track มีนโยบายชุดหนึ่งสำหรับธุรกิจสมัยใหม่ สำหรับคนชั้นกลาง คนมีสตางค์ มีนโยบายอีกชุดหนึ่งที่เป็นประชานิยมสำหรับคนยากคนจน รัฐบาลนี้ไม่มองอย่างนั้นครับ รัฐบาลนี้มองว่าประเทศนี้มีระบบเศรษฐกิจเดียว สังคมเดียว การสร้างโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับคนยากคนจน ไม่ใช่พยายามแยกชีวิตทางเศรษฐกิจของคนยากจนออกไปจากเศรษฐกิจหลัก แล้วไปสงเคราะห์ แต่ส่งเสริมด้วยการใช้นโยบายผสมผสานกับกลไกของตลาด ให้คนทุกคนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหลักได้

เราจึงมีนโยบายที่ผมได้กล่าวไปแล้วเกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาชนบท ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานบวกกับโครงการ เช่น การประกันรายได้เกษตรกร ที่ไม่ใช่การแทรกแซงที่ฝืนตลาด แต่เป็นการแทรกแซงที่เป็นมิตรกับตลาด และเสริมความสามารถในการแข่งขัน เป็นนโยบายที่ไม่ใช่บอกว่าเราจะสนับสนุนเกษตรกร แล้วทำลายโอกาสการส่งออก แต่ตรงกันข้ามจะเป็นนโยบายการแทรกแซงที่เพิ่มพูนโอกาสในการส่งออก แล้วก็ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น นโยบายในลักษณะนี้ครับจะต้องดำเนินการในทุกภาคส่วน ซึ่งครอบคลุมไปถึงเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง โยงในเรื่องของชุมชนพลังงานพอเพียง โยงในเรื่องของการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านนวัตกรรม หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม หรือวิสาหกิจชุมชน ที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุน เชื่อมโยงกับตลาดภายนอกได้ด้วย ก็แล้วแต่ท่านจะมองครับว่านโยบายนี้ถือว่าเป็นนโยบายยกเลิกหรือตรงกันข้ามกับ Dual Track หรือถือว่าเรากำลังจับทางที่คู่ขนานนั้นให้มาบรรจบกันเพื่อรวมพลังไปสู่เศรษฐกิจที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

นอกจากนั้นสิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องการจะเห็นก็คือว่า เศรษฐกิจในอนาคตไม่เพียงแต่เติบโต แต่ต้องเป็นการเติบโตที่มีความสมดุล มีความเป็นธรรม และมีความยั่งยืน ซึ่งนอกเหนือจากการปรับโครงสร้างทั้งหลาย หรือการปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจแล้ว ก็คือการมาทบทวนดูเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง เราอยากใช้มาบตาพุดเป็นจุดเปลี่ยนของความคิดในเรื่องของการพัฒนา ไม่ปฏิเสธอุตสาหกรรม แต่ต้องทำให้อุตสาหกรรมตระหนักถึงความสำคัญของความรู้สึกของประชาชนในท้องถิ่น ถึงผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีระบบการวางแผนที่เข้มงวด เคร่งครัด มีมาตรฐาน ที่ทั้งภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และภาคเอกชนต้องเคารพกติกา ซึ่งหมายถึงว่าอนาคตของการพัฒนา หรือจุดที่จะผลักดันให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจของเราต่อไปนั้น จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็น และกำหนดแนวทางร่วมกันล่วงหน้า

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงต้องขอให้แนวความคิดในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด มาถกกันให้เป็นที่ยอมรับเสียก่อนว่าเราจะเอาอะไร เราจะเอาปิโตรเคมี อุตสาหกรรมหนักลงไปภาคใต้หรือไม่ ถ้าไป จะกระทบกับการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องนั้นหรือไม่ ถ้าเอาไปจะมีมาตรการในการดูแลผลกระทบ บริหารจัดการในเรื่องของมวลชนได้อย่างไร หรือถ้าไม่มีอุตสาหกรรม ไม่มีปิโตรเคมี สะพานเศรษฐกิจจะยังมีความคุ้มค่าหรือไม่ เราต้องการให้กระบวนการพัฒนาตอบโจทย์ให้ครบถ้วนเสียก่อน เราต้องไม่ปล่อยให้เหมือนกับในอดีต ที่เราเห็นโอกาสตรงไหนเราก็คว้ามา อยากชวนคนนั้นมาลงทุน คนนี้สนใจก็รับปากว่าจะให้เข้ามาดำเนินการ แต่สุดท้ายปรากฏว่าเราบริหารจัดการไม่ได้ และมากระทบกระเทือนความเชื่อมั่นในภายหลัง เพราะฉะนั้นหลักคิดทั้งหมด จะเป็นเรื่องของการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะเป็นการพัฒนาที่คำนึงถึงวิถีชีวิตของชุมชนดั้งเดิม จะเป็นการพัฒนาที่มุ่งเป้าสุดท้ายไปที่ความสุข มากกว่ารายได้เพียงอย่างเดียว ทั้งหมดนี้จะถูกนำเป็นหลักมาใช้ในการประเมินโครงการ นโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ซึ่งก็จะเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องเป็นหัวใจของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ที่กำลังมีการจัดทำอยู่

ทั้งหมดที่ผมได้กล่าวมานั้นผมถือว่าเป็นเรื่องซึ่งจะเป็นหลักและกรอบสำคัญในการดำเนินนโยบายจากนี้ไป เมื่อเราสามารถที่จะมาขับเคลื่อนในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ได้มากขึ้น หลังจากที่เราเริ่มผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่ง ยังไม่ครอบคลุมหรอกครับ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราจำเป็นจะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับแผนพลังงานและอื่น ๆ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดคงเป็นภาพที่มีความชัดเจนระดับหนึ่ง ถึงหลักคิดและแนวทางการทำงานของรัฐบาล ในการวางกรอบของนโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาสำหรับระยะต่อไป ทั้งที่เป็นระยะกลางและระยะยาว

ผมคงจบสุดท้ายตรงที่ว่า งานทั้งหมดที่ทำ ทำได้มากน้อยแค่ไหนย่อมต้องขึ้นอยู่กับเรื่องของการเมืองและเรื่องของสังคมด้วย ปีที่ผ่านมาผมหวังว่ารัฐบาลได้พิสูจน์นะครับว่าท่ามกลางความยากลำบากในเรื่องของการบริหารจัดการทางด้านการเมือง แต่เราไม่เคยลืมเป้าหมายในเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องยึดเอาประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง จะขลุกขลัก จะไม่ราบรื่นอย่างไร แต่เราไม่เสียสมาธิ และเรารู้ว่าเราต้องทำอะไร ในระยะเวลาเท่าไร และก็ได้ดำเนินการตามที่เราได้บอก ถือเป็นคำมั่นกับพี่น้องประชาชน แต่ว่าทั้งผมและท่านทั้งหลายก็คงอดคิดไม่ได้หรอกครับ ว่าถ้าหากว่าเราสามารถจัดการในเรื่องของสังคม การเมืองได้ ให้เกิดความมีเสถียรภาพ การทำงานในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงจะง่ายขึ้น และก็คงจะทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ มีความสบายใจ ต่อการดำเนินการในงานด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด

ช่วงนี้ข่าวสารทางการเมืองก็มีความสับสนอยู่พอสมควร ประชาชนก็มีความรู้สึกหวั่นเกรง ผมอยากจะเรียนเพียงสั้น ๆ ครับว่า ผมมีความเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องการเห็นเราวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ผมเชื่อมั่นว่าคนไทย สังคมไทย ไม่เคยนิยมความรุนแรง และต้องการที่จะเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่เห็นคนไทยมาทะเลาะหรือมาฆ่ากันเอง แต่วันนี้สิ่งที่มีอยู่ในตัวเราที่เป็นคนไทยทุกคน จะปรากฏออกมาเป็นภาพรวมของสังคมหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครับ แต่อยู่ที่สังคมส่วนรวมและคนทุกคนที่จะต้องช่วยกันแสดงออกและทำหน้าที่ของตัวเอง

ผมคิดว่าเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้อความสั้น ๆ แต่มีความหมายที่สุดในการเป็นเข็มทิศให้กับประเทศไทย ท่านรับสั่งว่า พระองค์ท่านจะมีความสุขสวัสดีได้ บ้านเมืองต้องมีความเจริญ มั่นคง และเป็นปกติสุข และความเจริญ ความมั่นคง ความเป็นปกติสุขจะเกิดขึ้นได้ ก็คือการที่พวกเราทุกคนต้องรู้หน้าที่ ทุ่มเททำงานด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยความซื่อสัตย์ และยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเหนือประโยชน์อื่นใด ช่วงระยะเวลา 1 เดือนเศษ ๆ ข้างหน้า ท่ามกลางความสับสน ท่ามกลางการยั่วยุต่าง ๆ ผมยืนยันว่ารัฐบาลนี้หนักแน่นในการที่จะยึดมั่นตามเข็มทิศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ให้เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมปีที่แล้ว และเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคน สังคมทั้งสังคม ให้มาร่วมกันเดินไปในทิศทางนี้

ผมประชุมเมื่อคืนกับหน่วยงานความมั่นคง ซักซ้อมความเข้าใจให้ตรงกันชัดเจนว่า ภาวการณ์อย่างนี้รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่ไปต่อสู้กับใคร ไปรบกับใคร และใครมาท้ารบรัฐบาล รัฐบาลไม่รบด้วย รัฐบาลจะทำหน้าที่เพียงการรักษากฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์ และรักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมืองนี้ เพื่อความสงบสุขของสังคม เพื่อความผาสุกของประชาชน และถ้าทุกคนทำหน้าที่เช่นนี้ ผมมั่นใจว่านอกจากเราจะสามารถฟันฝ่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เผชิญอยู่ที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาในเรื่องอนาคตของสังคมและเศรษฐกิจไทยเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ผมขอขอบคุณหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์อีกครั้งหนึ่ง ที่ได้ให้โอกาสให้ผมมาพูดในเรื่องของอนาคตในวันนี้ และขออวยพรให้การจัดงานในครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ทุกประการ และขอให้ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโพสต์ทูเดย์และผู้เข้าร่วมงานนั้นประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกัน ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส บรรเจิดกิจ / ถอดเทป