คำปาฐกถาพิเศษของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง อนาคตอุตสาหกรรมในสายตานายกรัฐมนตรี
ในโอกาสการสัมมนา Green GDP อนาคตประเทศไทย
ของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ
ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 09.00 น.


ท่านนายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ
ท่านวิทยากร
พี่น้องสื่อมวลชน
และผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมต้องขอขอบคุณทางสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจที่ได้จัดงานสัมมนาขึ้นในวันนี้ และรู้สึกมีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาแสดงทัศนะเกี่ยวข้องกับอนาคตอุตสาหกรรมไทยและและอนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหัวข้อเรื่องของ Green GDP อนาคตประเทศไทยหรืออนาคตของอุตสาหกรรมนั้น ผมคิดว่ามีความเหมาะสมกับสภาพข้อเท็จจริงและจังหวะเวลาในหลาย ๆ ด้าน ประการหนึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าโลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีความจำเป็นที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำหน้าที่หรือประกอบการของตนนั้น จะต้องมีการทบทวนถึงทิศทาง ยุทธศาสตร์โครงสร้างและการดำเนินการ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือเราเพิ่งผ่านปี 2552 ซึ่งเป็นปีที่ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงครั้งหนึ่ง และแม้ปัจจุบันจะเป็นที่ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทิศทางโครงสร้างน่าจะเป็นช่วงที่กำลังมีคำถามมากขึ้นไม่ใช่เฉพาะในประเทศเราแต่ในประเทศอื่น ๆ ด้วย

ผมคงไม่ต้องย้ำถึงความสำคัญและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและผลที่ส่งต่อกระบวนการพัฒนาทั้งเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผมคิดว่าเรายอมรับถึงศักยภาพการเติบโตตรงนี้และบทบาทสำคัญในการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมากในช่วงตลอดระยะเวลาหลาย 10 ปี ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันสิ่งที่เรากำลังจะต้องเผชิญในวันนี้ ก็คือ ความท้าทายที่เกิดขึ้นรอบด้านที่เป็นปัญหาและความท้าทายที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจะต้องร่วมกันฟันฝ่า เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาและทำให้ประเทศของเรา สังคมของเรา และสำคัญที่สุดคือคุณภาพชีวิตของคนของเรานั้น สามารถได้รับการยกระดับ และความต้องการของประชาชน สามารถได้รับตอบสนองอย่างแท้จริง

ก่อนที่จะพูดถึงความท้าทายและปัญหาเหล่านี้ก็คงต้องยืนยันในสิ่งที่ผมได้แสดงความเชื่อมั่นมาโดยตลอดก็คือศักยภาพของคนไทยและเศรษฐกิจไทย ผมคิดว่า ในปี 2552 เศรษฐกิจไทยก็ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่ามีขีดความสามารถในการปรับตัว และฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งวิกฤตในรอบนี้ ทุกคนก็ยอมรับว่าเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะตัวเราเอง แต่ว่าเป็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นจากระบบการเงินในโลก เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจที่เป็นคู่ค้าสำคัญของเรา แต่เนื่องจากเศรษฐกิจไทย เป็นเศรษฐกิจที่มีการผูกพันเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกในสัดส่วนที่สูงมาก เพราะว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่แม้กระนั้นก็ตามเราจะเห็นนะครับว่า เมื่อในระยะเวลาเดียวกันในขณะนี้ของปีที่ผ่านมา ในขณะที่ทุกคนมีความวิตกกังวลว่า เศรษฐกิจไทยอาจจะต้องหดตัวมีตัวเลขที่ผมจำได้สูงสุดถึงร้อยละ 9 ในปี 2552 หรือมีตัวเลขที่บอกว่าคนไทยอาจจะต้องตกงานถึง 2 ล้านคน อันนี้ก็เป็นตัวเลขที่มีการพูดกันเพียงเมื่อประมาณ 1 ปี ที่แล้วเท่านั้นเอง

แต่สุดท้ายความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยและนโยบายที่ผมคิดว่าตอบโจทย์ได้ตรงจุดก็ทำให้สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้ จะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐบาลได้ผ่าน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบแรกประมาณเดือนมีนาคม 2552 แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตาม แต่ตัวเลขข้อเท็จจริงก็ยืนยันว่าเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มดีขึ้นประมาณในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งผมมีความมั่นใจ โดยเฉพาะถ้าเทียบเคียงกับตัวเลขของเศรษฐกิจในประเทศอื่น ๆ และนั่นเป็นการตอบสนองเป้าหมายของรัฐบาลในเรื่องของการที่เรารักษากำลังซื้อของประชาชนผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบแรก ที่สำคัญพอมาถึงในช่วงปลายปีเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้นจะเห็นได้ชัดว่าภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวก็กลับมาเติบโตได้ค่อนข้างรวดเร็ว

ตัวเลขของการส่งออกและตัวเลขของยอดขายสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญ เช่น กรณียานยนตร์ ก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม ที่สำคัญการท่องเที่ยวแม้กระทั่งในเดือนสุดท้ายเดือนธันวาคม เดือนเดียวปรากฏมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยถึง 1,600,000 คน ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นตัวเลขที่สูงสุดต่อเดือนเป็นประวัติการณ์ ทำให้ในที่สุดทั้งปีการท่องเที่ยวนั้นมีผู้เดินทางเข้ามาเกิน 14,000,000 คน ซึ่งถือว่าเกินการคาดการณ์ในช่วงต้นปีที่แล้วที่หลายคนกลัวว่าจำนวนนักเที่ยวอาจจะลดลงเหลือแค่ประมาณ 10,000,000 คน ทั้งหมดนี้จึงทำให้การหดตัวทางเศรษฐกิจปี 2552 ตลอดทั้งปีน่าจะอยู่ใกล้เคียงที่ประมาณร้อยละ -3 ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ ก่อนหน้านี้ค่อนข้างมากและทำให้เรามีความมั่นใจว่าปีนี้อัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5 เป็นอัตราการขยายตัวที่มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอนและอาจจะทำได้มากกว่านั้นด้วยซ้ำ

แต่อย่างไรก็ตามในขณะที่เราแสดงออกถึงศักยภาพในการเผชิญกับวิกฤต รวมไปถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาบางปัญหาซึ่งประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศประสบมากกว่าเราอย่างชัดเจน เช่น กรณีปัญหาการจ้างงาน ซึ่งในที่สุดแล้วตัวเลขการว่างงานของเรานั้นกลับลดลงได้ค่อนข้างเร็ว และอยู่ในอัตราที่ต่ำมากถ้าเทียบกับบรรดาประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย แต่สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องขบคิดก็คือทิศทางของการพัฒนาในปัจจุบันนั้น เราก็ยังเผชิญกับปัญหาความท้าทายอีกหลายด้าน ซึ่งต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาหรือกำหนดทิศทางของเรานั้น บางครั้งก็ยังจะดูขาดความชัดเจนอยู่

ส่วนความท้าทายอีกประการซึ่งเกิดขึ้นชัดเจนต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาไม่น่าจะต่ำกว่า 2 ทศวรรษแล้ว คือความท้าทายที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ซึ่งยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบการแข่งขันและโครงสร้างของตลาดมีการเปลี่ยนแปลงปรับตัวอยู่ตลอดเวลา นั่นหมายว่าถึงข้อตกลงในเรื่องการค้าเสรีทั้งในระดับโลก ภูมิภาค และทวิภาคี หรือสภาพข้อเท็จจริงของการที่รุนแรงขึ้นข้ามพรมแดนยังเป็นจุดที่มีความท้าทายอุตสาหกรรมอย่างมาก รูปธรรมที่เราเห็นชัดเจนที่สุดก็คือว่าถ้าอุตสาหกรรมของไทยยังเป็นอุตสาหกรรมที่หวังจะอาศัยความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องของแรงงานแล้ว เราจะพบความเป็นจริงครับวา แนวทางอย่างนั้นไม่มีทางที่จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

การย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันด้วยต้นทุน มีความรุนแรงมากขึ้นโดยลำดับและเราก็ได้สัมผัสกับปรากฏการณ์นี้ ช่วงหนึ่งเราก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์เวลาที่มีการโยกย้ายฐานการผลิต แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เราก็ได้เห็นอุตสาหกรรมของไทย หรือต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าเรามากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นความท้าทาย ซึ่งเราก็ต้องเผชิญ การแสสำคัญกระแสที่ 2 ที่จะเป็นตัวท้าทายอุตสาหกรรมของเราอย่างมากก็คือเรื่องของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และปัญหาโลกร้อนในภาพรวม ความตื่นตัวในเรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่าน และเป็นสิ่งที่ทำให้ความตื่นตัวนั้นส่งผลกระทบต่อทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ความสามารถของการแก้ไขปัญหาในระดับโลกในเรื่องนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า ไม่สามารถตามทันปัญหาได้ จากผลการประชุมที่โคเปนเฮเก้นที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งที่คาดการณ์จากนี้ไปก็คือเมื่อการแก้ไขปัญหาที่เป็นเวทีระดับโลกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหรือฉันทามติได้ เราก็เริ่มจะเห็นมาตรการของแต่ละประเทศและภูมิภาคที่จะเดินไปด้วยตนเอง และอาจจะมีการนำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในเรื่องของการค้า การลงทุนมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าหลายประเทศจะปฏิเสธว่าจะไม่ดำเนินการในลักษณะนั้นเช่นเดียวกัน

ประการที่ 3 ในประเทศของเราเองก็มีการตั้งคำถามมากขึ้นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งเป็นความสำเร็จในหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็ได้สร้างต้นทุนให้กับสังคมในอีกหลาย ๆ ด้าน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะทางด้านสิ่งแวดล้อม แต่ผลกระทบในเชิงสังคม ผลกระทบในแง่ของการกระจายรายได้ และผลกระทบในด้านอื่น ๆ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนนั้นมีความตื่นตัวในการที่จะใช้สิทธิเสรีภาพ ตั้งคำถามท้ายทายกระบวนการพัฒนาในภาพรวมโดยเฉพาะกรณีของการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม ความตื่นตัวตรงนี้กับความพยายามที่จะสร้างความเข้มแข็งในระดับของวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่มีต่อกระแสโลกาภิวัตน์บ้าง ปฏิกิริยาที่มีขึ้นจาก ปฏิกิริยาที่มีขึ้นจากความปรารถนาที่จะเห็นการมีอำนาจในทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นบ้าง เป็นโจทย์สำคัญทั้งสิ้นในแง่ของโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจไทยและโครงสร้างของอุตสาหกรรมในภาพรวม

รัฐบาลตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี และผมในช่วงที่เข้ามารับหน้าที่พูดตั้งแต่ในวันแรกว่า ผมไม่ได้มองว่าหน้าที่ของรัฐบาลเป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องวางรากฐานหรือกำหนดทิศทางไปสู่โครงสร้างของการพัฒนาที่มีความยั่งยืนและมีความสมดุลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการน้อมนำแนวพระราชดำริในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นตัวชี้นำในทิศทางของการพัฒนา ซึ่งผมย้ำในหลายเวทีหลายครั้งว่า คำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" นั้น ไม่ควรถูกมองหรือเข้าใจไปในลักษณะของการเป็นโครงการหรืออยู่ในภาคส่วนใด ภาคส่วนหนึ่ง แต่ต้องเป็นหลักคิดที่ใช้ในกระบวนการของการวางแผนของการพัฒนาทั้งหมดโดยทุกองค์กรหรือทุกองคาพยพในสังคม

ด้วยเหตุผลนี้ในระยะเวลาหนึ่งปีเศษ ๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้พยายามเดินหน้าในการที่จะสนองตอบต่อเป้าหมายในเรื่องของการกำหนดทิศทางและปรับโครงสร้างในลักษณะนี้ ข้อแรกดูในภาพใหญ่ก่อน คือ การพยายามที่จะกระตุ้นให้เรามีความตระหนักว่า แม้ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างมาก แต่เศรษฐกิจไทยนั้นมีศักยภาพ ทั้งทางด้านภาคการเกษตรและภาคบริการไม่น้อยไปกว่าภาคอุตสาหกรรม และในสองภาคการผลิตนั้นต้องถือว่าเรายังไม่ได้ใช้ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่ นั่นคือที่มาของการให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการเร่งแก้ปัญหาพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ที่ทำกิน หนี้สิ้นเกษตรกร และแหล่งน้ำ และที่สำคัญที่สุดคือระบบของการแทรกแซงราคาพืชผลที่มีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพื่อประโยชน์ในการนำไปสู่การปรับโครงสร้างทางการผลิต รักษาคุณภาพของผลิตผลทางการเกษตรของไทย ไม่เข้าไปทำลายกลไกตลาด และทำให้ต้นทุนของผลผลิตของภาคการเกษตรไทยในแง่ของการที่จะไปแข่งขันกับต่างประเทศนั้น ไม่พุ่งสูงขึ้นเหมือนกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงในรูปแบบของในอดีต

ตรงนี้หลายท่านอาจจะสอบถามหรือสงสัยว่า แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับภาคอุตสาหกรรม ผมก็ต้องบอกว่าตรงนี้คือการวางรากฐานไปสู่การใช้ภาคการเกษตร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่จะต้องเติบโตขึ้นในอนาคต ก็คือ อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ซึ่งถ้าดูจากแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกแล้วเห็นชัดเจนว่า อุตสาหกรรมทั้งสองนั้น จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและเติบโตอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตความผันผวนในเรื่องของราคาของพลังงาน คือ ราคาน้ำมันกับประเด็นปัญหาที่เศรษฐกิจในหลายภูมิภาคมีความวิตกกังวลอีกครั้งในเรื่องของความมั่นทางด้านอาหาร เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการที่จะตอบโจทย์ ซึ่งหมายความว่า การวางแผนเกี่ยวกับเรื่องของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนก็ดี อุตสาหกรรมอาหารหรือการแปรรูปสินค้าเกษตรก็ดี เป็นสิ่งที่จะต้องเติบโตและมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นในโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยโดยรวม อันนี้เป็นความตั้งใจของรัฐบาลและเชื่อมั่นด้วยว่าถ้าสามารถดำเนินการสิ่งนี้ได้สำเร็จผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะใน 2 ด้านนี้ จะตกลงไปอยู่กับมือพี่น้องประชาชนชาวเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้อย่าง ชัดเจนมากยิ่งกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ได้มีการพัฒนาและเติบโตขึ้นมา

นอกจากนั้นอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ซึ่งได้มีการจัดทำแผนพลังงานทดแทนที่มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนขึ้นไปถึงร้อยละ 20 ในช่วงประมาณ 10 กว่าปีข้างหน้า เราก็เห็นได้ชัดเจนครับว่าขณะนี้เดินไปได้เร็วกว่าที่เราคิด นั่นก็คือเมื่อภาครัฐมีการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้ลงทุนในเรื่องของพลังงานทดแทนนั้น ความสนใจ ความตื่นตัวในขณะนี้ เกินเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ในแผน ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่า จะต้องสามารถที่จะขับเคลื่อนให้การบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องของพลังงานทดแทนที่จะเข้ามาในสัดส่วนที่สูงขึ้นนั้น เป็นไปได้เร็วขึ้นหรือมากขึ้นกว่าที่กำหนดไว้ในแผนอย่างแน่นอน และผมคาดว่าในไม่ช้าก็จะสามารถมีการปรับแผนเพื่อเพิ่มเป้าหมายตรงนี้ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น อันนี้ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของการเชื่อมโยงภาคการเกษตรเข้ากับภาคอุตสาหกรรม การลดการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และตอบโจทย์ในเรื่องของการกระจายรายได้อีกส่วนหนึ่งด้วย นี่คือภาพรวมของความสำคัญของภาคการเกษตรที่มาเชื่อมโยงกับ อุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันเส้นแบ่งระหว่างอุตสาหกรรมกับภาคบริการก็จะจางหายลงไป เพราะในปัจจุบันจะเห็นว่าเมื่อเศรษฐกิจของประเทศที่ผ่านกระบวนการการพัฒนามาถึงระดับหนึ่งแล้ว แม้ว่าจะยังมี อุตสาหกรรมหนัก อุตสาหกรรมเบา แต่การเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมนั้นจะเป็นการกระทำโดยการเข้าไปเชื่อมโยงกับภาคบริการมากขึ้น โดยเฉพาะในสิ่งที่เรียกว่า " เศรษฐกิจสร้างสรรค์" ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบายสำคัญ ตั้งแต่ปีที่แล้ว และขณะนี้ก็จะเริ่มเห็นกิจกรรมโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายกระทรวงที่ทำงานทางด้านนี้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง การเติบโตหรือการเชื่อมโยงระหว่างภาคบริการกับภาคอุตสาหกรรมตรงนี้ ในรูปแบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีหลายแนวทาง ตั้งแต่แนวทางที่เข้าไปเชื่อมโยงกับวิสาหกิจชุมชนในแง่ของภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำเรื่องของ วัฒนธรรมและทุนทางสังคมที่ประเทศมีอยู่มาสร้างเป็นมูลค่าและคุณค่าในทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องมุ่งเน้นในเรื่องของการวิจัย การพัฒนา การออกแบบ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและเป็นแนวทางในการหนีในเรื่องของ ต้นทุนที่สูงขึ้นในแง่ของการแข่งขันกับประเทศที่กำลังไล่ตามหลังเรามาโดยการไปเน้นในเรื่องของคุณภาพ การเพิ่มมูลค่าจะเป็นในเรื่องของการมียี่ห้อได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ในปีนี้ ( 2553) ก็จะต้องมีการเร่งรัดให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น และจะมีการดึงทุกภาคส่วนเข้ามาขับเคลื่อนอย่างแท้จริง กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ ขณะนี้มีความตื่นตัวในการที่จะเข้ามาร่วมกับการผลักดันในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญก็คือว่าโยงมาถึงเรื่องของ Green GDP และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ก็คือถ้าเราสามารถที่จะเพิ่มมูลค่าจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์และภูมิปัญญา ตลอดจนการวิจัยพัฒนาหรือการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น นั่นหมายถึงการเพิ่มมูลค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนความยั่งยืนในการเติบโตทางด้านอุตสาหกรรมด้วย

 แต่ว่าสิ่งที่เป็นเรื่องท้าทายและปรากฏออกมาเป็นรูปธรรมมากที่สุดในแง่ของปัญหาการพัฒนาที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรม ผมคิดว่าในขณะนี้ก็ไม่พ้นความสนใจจากกรณีที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด รวมไปถึงกติกาที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ที่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ผมคงไม่ใช้เวลาตรงนี้ในการมาพูดถึงการดำเนินการในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพียงแต่จะสรุปว่า ถึงขณะนี้ รัฐบาลได้กำหนดกติกาในเรื่องของมาตรา 67 วรรค 2 ครบถ้วนแล้ว ในรูปแบบของประกาศของกระทรวงและรูปแบบของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งต่อไปก็จะปรับปรุงขึ้นไปสู่ชั้นของการเป็นพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อสภาพิจารณาในสมัยประชุมที่กำลังจะเปิดขึ้นมานี้ และเชื่อว่าจากการที่เอกชนก็ให้ความร่วมมือในการที่จะเข้าสู่กระบวนการตรงนี้ รวมไปถึงการนำเสนอข้อมูลที่เป็นความเปลี่ยนแปลงต่อศาลปกครอง การคลี่คลายปัญหานี้ก็คงจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น

แต่สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำมากกว่าก็คือว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาเทคนิคในเรื่องกฎหมาย เท่ากับการเป็นปัญหาที่ลึกกว่านั้นก็คือปัญหาความไม่ไว้วางใจ ไว้เนื้อเชื่อใจ และความกลมกลืนระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน การพัฒนามาบตาพุดถ้าย้อนกลับไปดู ประวัติศาสตร์เราจะเห็นว่า ตัวปัญหาที่เริ่มเกิดขึ้นก็คือการไม่ยึดตามแผนหรือผังเมืองดั้งเดิมที่ได้มีการกำหนดเอาไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อมีการละเลยหรือมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีเหตุผลที่ดีที่รองรับ เพื่อจะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสุดท้ายปัญหาก็แก้ยาก เพราะชุมชนกับภาคอุตสาหกรรมหรือโรงงานอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ปะปนกัน

นั่นเป็นปัญหาหนึ่งที่บ่งบอกชัดเจนว่า จากนี้ไป ถ้าเราความตั้งใจในการที่จะทำในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจหรือพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีความสมดุลยั่งยืนนั้น เราต้องไม่มักง่าย การกำหนดแผนการกำหนดมาตรฐาน การกำหนดกรอบกติกา เราต้องเข้มงวดกวดขัน เราอย่าคิดหาทางลัดเพื่อความสะดวก เพื่อความรวดเร็วและสุดท้ายสิ่งเหล่านั้น หรือการตัดสินใจเหล่านั้นกลับมาทำลายศักยภาพของทุกฝ่าย ๆ ประการที่สองที่ผมคิดว่าปัญหามาบตาพุดเป็นตัวสะท้อนได้เป็นอย่างดีก็คือ ความย่อหย่อนในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ อุตสาหกรรมภาคเอกชนที่ดีมีมาก แต่ผมก็คิดว่าไม่ว่าจะอยู่ในภาคเอกชนหรือสื่อมวลชนที่อยู่ ณ ที่นี้ คงไม่มีใครกล้าที่จะปฏิเสธหรอกครับว่า มีผู้ประกอบการ มีอุตสาหกรรมที่ไม่ดี ที่ไม่เคารพกฎกติกา ที่หลีกเลี่ยงมาตรฐานต่าง ๆ และมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปสมคบ สมรู้และไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นระยะ ๆ และเหมือนกับที่มีสุภาษิตว่า "ปลาเน่าตัวเดียวก็เหม็นไปทั้งหมด" ก็เป็นกรณีเดียวกันครับว่า จะมีเพียงแค่ผู้ประกอบที่ใช้ไม่ได้ และ เจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้ไม่ได้ เพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น

แต่ความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมหรือภาครัฐทั้งหมดเป็นตัวที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและความขัดแย้งขึ้นระหว่างภาคประชาชนกับภาคธุรกิจหรือภาครัฐ ตรงนี้ละครับที่ต้องแก้ แม้ว่าปัญหามาบตาพุด ผมมั่นใจว่าจะสามารถคลี่คลายไปได้โดยลำดับ และคงจะใช้เวลาอีกประมาณครึ่งปีคิดว่าจะมีความชัดเจนเกือบทั้งหมด แต่เป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้เราต้องมองไปข้างหน้า ถึงการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ในอนาคต เพราะโดยข้อเท็จจริงก็คือต้องยอมรับว่าปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกก็ถึงจุดที่ไม่อิ่มตัวก็ใกล้อิ่มตัว และก็มีความจำเป็นที่เราจะต้องมองไปยังพื้นที่อื่น ๆ ถ้าเราคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรม มีการคาดการณ์กันมากก็คือว่าจะต้องมีการเคลื่อนไปสู่ภาคใต้ ซึ่งก็เป็นโจทย์สำคัญ เพราะว่าภาคใต้ก็ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่อาจจะไม่สามารถอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมบางประเภทได้อย่างง่ายได้

ด้วยเหตุนี้โครงการการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ทั้งหมด รัฐบาลชุดนี้จึงได้ตัดสินใจว่าขอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) ไปทำการประเมินให้ครบถ้วนรอบด้าน ว่า ถ้าจะยังมีแนวคิดในเรื่องของสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงอ่าวไทยกับอันดามัน มีการเชื่อมโยงทั้งในเรื่องของการคมนาคม ถนน ระบบราง ท่อ และจะมีการพัฒนาอุตสาหกรรมในท่าเรือหรือบริเวณท่าเรือทั้งสองฝั่งแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอย่างไร

ผมไม่ต้องการที่จะให้เรามาไล่พิจารณาการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นโครงการ ๆ เราคิดว่ามีโครงการเข้ามาลงทุนเราดีใจ เราอนุมัติ มาอีกโครงการเราก็อนุมัติแต่เราลืมภาพรวมว่า สุดท้ายนำไปสู่อะไร เพราะฉะนั้นการตัดสินใจผ่านกระบวนการการศึกษาที่รอบคอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่ต้น จะเป็นหัวใจสำคัญที่เราหวังว่าจะเป็นรูปแบบของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยังยืน สมดุลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนได้อย่างแท้จริง ถ้าเราเริ่มต้นยอมรับกระบวนการที่อาจจะต้องเข้มข้นและใช้เวลาสักนิด และทำตรงนี้ให้สำเร็จก็จะสามารถเป็นบรรทัดฐานที่ดีในการพัฒนาอุตสาหกรรมและภาพรวมของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ เช่นเดียวกับที่เรากำลังดำเนินการในอีกหลายพื้นที่พิเศษที่เราคิดว่า สามารถจะพัฒนาได้ เช่น กรณีของพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่จะต้องมีเรื่องของแรงงานต่างด้าวเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเรื่องอื่น ๆ อย่างนี้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ความมั่นใจกับทุกท่าน ณ ที่นี้ ก็คือว่า รัฐบาลถือเรื่องของโจทย์เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ และวันนี้แม้ว่าจะมีความขลุกขลัก ความเจ็บปวดที่อาจจะเกิดขึ้นบ้างในการที่เราจะต้องปรับแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนา เพื่อดำเนินการเรื่อง เหล่านี้อย่างจริงจัง ผมมั่นใจครับว่า ถ้าเรายืนหยัดตามแนวทางนี้ เราจะได้กระบวนการพัฒนาที่มีความเป็นระบบมีความสมดุล และมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น และผมเชื่อครับว่า ภาคเอกชนเองวันนี้ ก็ตื่นตัวและตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้เช่นเดียวกัน และถ้าหากว่าจำเป็นจะต้องพบกับมาตรฐานหรือกระบวนการที่เข้มข้น เข้มงวดขึ้นก็พร้อมที่จะทำ เพราะที่สุดแล้วผมคิดว่า สิ่งที่จะเป็นปัญหากับเอกชนมากกว่าคือ ความไม่แน่นอน กระบวนการที่เข้มข้น เข้มงวดก็ดีกว่ากระบวนการที่ย่อหย่อนแล้วนำไปสู่ความไม่แน่นอนที่ทำให้แผนการลงทุนหรือแผนธุรกิจนั้น อาจจะถูกกระทบเมื่อไร ในรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนไม่ต้องการเห็นมากที่สุด ดังนั้นตรงนี้คือแนวทางที่เรา ดำเนินการ

สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนในเรื่องของการพัฒนาและกระบวนการของการที่จะทำให้อนาคตของอุตสาหกรรมหรือเศรษฐกิจของไทยมีความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ก็อยากจะเน้นย้ำกลับไปที่หลักของเศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือความพอประมาณ ความสมเหตุ สมผล และการมีภูมิคุ้มกันในความเสี่ยง ต้องใช้ทั้งความรู้ ความสามารถควบคู่ไปกับคุณธรรม เวลาตั้งโจทย์เรื่อง Green GDP เวลาตั้งโจทย์เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน หลายคนกลับพูดว่า เราจะต้องเลือกระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เราจะต้องเลือกระหว่างไปสนับสนุนการส่งออกหรือจะพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ ผมอยากจะย้ำครับว่า คำถามที่บังคับให้เราเลือก เป็นคำถามที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและหลักวิชา ไม่มีหลักฐานที่ไหนยืนยันหรอกว่า การไม่พัฒนาหรือการไม่เติบโตทางเศรษฐกิจแปลว่า จะมีสภาวะแวดล้อมที่ดีกว่า ท่านดูประสบการณ์ทั่วโลกได้ ไม่ใช่ ฉะนั้นอย่ามองว่าการเจริญเติบโตหรือการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งการพัฒนาอุตสาหกรรมในตัวของมันเองนั้น เป็นศัตรูกับการมีสภาวะแวดล้อมที่ดี ตรงกันข้าม ในอีก 5-10 ปี ข้างหน้า ผมกลับมองว่า ธุรกิจที่จะเติบโตมากคือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสในการสร้างงานและเป็นทั้งการปรับปรุงคุณภาพมาตรฐานในการดูแลสภาวะแวดล้อม

ปีนี้ผมตั้งใจว่า ประเทศไทยต้องเริ่มมีความพร้อมในการที่จะตรวจสอบตอบโจทย์กับทั้งคนในและต่างประเทศได้ว่า กระบวนการพัฒนาการผลิตของเรานั้น สร้างมลภาวะแค่ไหน อย่างไร มีตัวชี้วัด มีการตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์ในการที่จะทำให้เราเดินหน้าทำงานในเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น เป็นการทำงานที่มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเพื่อประโยชน์ในการที่จะรับการสนับสนุนทั้งในเรื่องของเงินทุนและเทคโนโลยี จากต่างประเทศ ซึ่งผมยืนยันว่า เขาจะไม่ให้เราถ้าเราไม่ปรับปรุงหรือไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่เขาจะตรวจสอบหรือเชื่อถือได้ด้วย

ผมยังยืนยันครับว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่แสวงความเติบโตทางเศรษฐกิจ เพียงแต่เราต้องแสวงความเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมทิศทาง โครงการซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาในเรื่องของการบริหารจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เดียวกัน คำถามว่า เศรษฐกิจจะพึ่งการส่งออก หรือจะพึ่งเศรษฐกิจภายใน ผมขอเรียนครับว่า โจทย์นี้ไม่ใช่โจทย์ซึ่งใครคนใด คนหนึ่งจะตอบ เพราะเราอยู่ในระบบเศรษฐกิจเสรี คนตัดสินใจคือภาคธุรกิจเอกชน ที่ย่อมจะต้องแสวงหาโอกาสที่ดีที่สุด ถ้าโอกาสอยู่ที่ตลาดนอกประเทศก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะจำกัดโอกาสอันนั้น สำหรับคนที่จะลงทุน สำหรับคนที่จะมีงานทำ สำหรับรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น

สิ่งที่เราจะต้องทำมากกว่าก็คือว่า เราดูแลว่า เศรษฐกิจภายในของเรามีความเข้มแข็งพอระดับหนึ่ง ซึ่งเราก็อยู่ในฐานะที่ทำได้ถ้าโครงสร้างในเรื่องของความเป็นธรรม และการรักษารายได้ของคนส่วนใหญ่ในประเทศมีความมั่นคง นั่นหมายถึงระบบสวัสดิการที่มีความชัดเจน และครอบคลุมคนส่วนใหญ่ของประเทศมากขึ้น ซึ่งก็คือเป้าหมายของรัฐบาลในการสร้างระบบสวัสดิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพี่น้องประชาชนในภาคการเกษตรและแรงงานนอกระบบ และประการที่สองก็คือว่า เรารู้จักบริหารความเสี่ยง เรามีแผนรองรับว่า ถ้ามีผลกระทบจากด้านหนึ่ง ด้านใด โดยเฉพาะความผันผวน ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นจากภายนอก เราก็สามารถที่จะมีเครื่องมือ มีกลไก มีนโยบาย มีมาตรการในการที่จะรองรับกับสิ่งเหล่านั้นได้

ทั้งหมดนี้ความจริงอยู่ในหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ พระราชทานให้แก่คนไทยมาเป็นระยะเวลาหลายทศวรรษแล้ว ซึ่งถ้าเราจริงจังในเรื่องนี้ คำว่า "Green GDP" เป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้นของเศรษฐกิจพอเพียง ผมดีใจที่วันนี้สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา และเชื่อว่าจากนี้ไปในการสัมมนาคงจะมีผู้รู้ วิทยากรท่านอื่นซึ่งมีประสบการณ์จากหลายภาคส่วนมาช่วยให้ความคิดและระดมความเห็น เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนอนาคตของเศรษฐกิจไทยต่อไป

ขอขอบคุณสำหรับโอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง และขออวยพรให้การจัดงานในวันนี้ ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย และให้สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจนั้น มีการดำเนินการต่าง ๆ ได้ตามวัตถุประสงค์ และประสบความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป