คำกล่าว ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสร่วมเวทีเสวนา "กระบวนการยุติธรรมเพื่อประชาชน"
และเป็นประธานปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง กระบวนการยุติธรรมเพื่อประชาชน
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2552 เวลา 12.05 น.


ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านครับ

พอดีเข้ามาช่วงท้ายเพราะวันนี้มีประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ นะครับ เพื่อพิจารณาประกาศเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 67 วรรคสอง อยู่ ก็ได้มาฟังเพียงหนึ่งท่าน และก็ที่ท่านเลขาเครือข่ายปัญญาสยามสรุป ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกฝ่ายนะครับ และทุกท่านที่ได้มาร่วมในการจัดการสัมมนาในวันนี้ ผมคิดว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และอาจจะกล่าวได้ว่าหลาย ๆ ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในบ้านเมือง แม้กระทั่งวิกฤตที่เราพูดกันหลายครั้ง ก็มีที่มาจากปัญหาที่เกิดความรู้สึกของความไม่ยุติธรรมบ้าง ปัญหาในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายซึ่งอาจจะล่าช้าบ้าง หรือขาดประสิทธิภาพบ้างนะครับ ซึ่งก็คงไม่ได้เป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อาจจะมีหลายปัจจัยประกอบกัน แม้กระทั่งในแง่ของสังคมประชาชนโดยทั่วไปเอง ก็อาจจะมีส่วนเหมือนกันที่ทำให้สังคมเราถูกมองว่าค่อนข้างที่จะอ่อนแอในเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร

ขอเรียนว่านโยบายของรัฐบาลก็มีความชัดเจนนะครับว่าถือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องได้รับการฟื้นฟูแก้ไขในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน กระทรวงยุติธรรมเองก็มีการดำเนินการในเรื่องของการจัดทำสิ่งที่เป็นแผนเป็นยุทธศาสตร์ และรวมไปถึงการกระตุ้นเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนนะครับ อันนี้หลายกิจกรรมที่กระทรวงยุติธรรมได้ทำมาในช่วงรอบปี ผมก็ได้มีโอกาสไปร่วมด้วย คงอยากจะขอเรียนสั้น ๆ ในบางประเด็นนะครับ ในส่วนตำรวจนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะไปพบอยู่แล้วนะครับทั่วประเทศ ที่จะมีการประชุมกัน แต่ว่าก็เรียนนะครับเพราะว่าผมเองก็อยู่ในการเมืองมา 17 ปี อยู่ฝ่ายค้านเสียส่วนใหญ่ครับ และบอกได้ว่ายุคใดที่เครื่องไม้เครื่องมือซึ่งควรจะเป็นของราชการ ของรัฐ ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองนี้ ไม่มีใครรู้ความเจ็บปวดดีเท่ากับฝ่ายค้านหรอกครับ ใช้ตำรวจไปละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง ข่มเหง ก็เผชิญมาทั้งนั้นละครับ หลายยุคหลายสมัย ผมก็ตั้งใจว่ายุคที่ผมเข้ามาเป็นรัฐบาล เรื่องเหล่านี้ต้องไม่มีครับ และยืนยันว่าในการทำงานกับหน่วยงานจะเป็นเรื่องความมั่นคงก็ดี กระบวนการยุติธรรมก็ดี ไม่ว่าต้องการที่จะให้สนองนโยบายของรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ผมย้ำก็คือว่าผมจะไม่เอาบุคลากรเหล่านี้มาทำงานเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเด็ดขาด อันนี้ผู้บังคับบัญชาท่านไม่ว่าจะเป็นในส่วนของตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนอื่น ๆ แม้กระทั่งฝ่ายความมั่นคง ท่านไปสอบถามได้ ยืนยันได้นะครับ แม้กระทั่งสภาพปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ แยกกันแทบไม่ออกว่าเรื่องไหนเรื่องการเมือง เรื่องไหนเรื่องความมั่นคง ผมก็ยังยืนยันว่าต้องขีดเส้นแบ่ง เพราะไม่ประสงค์ที่จะให้เครื่องมือที่เป็นเครื่องมือของรัฐ มาเป็นเครื่องมือในทางการเมือง การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมืองที่ต้องว่ากันเองนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมให้ความมั่นใจและยืนยันครับว่ามันก็ยากครับ เพราะว่าถ้าจะพูดถึงการให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการ คนที่เขาบอกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมมายาวนาน 6 - 7 ปี เขาก็รู้สึกว่าเขาควรจะได้รับการชดเชย ครั้นจะชดเชยให้เขาก็มีคนสามารถที่จะแย้งได้อีกเช่นเดียวกันว่าก็เท่ากับว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือเข้าทำนองทีใครทีมัน เป็นเรื่องยากครับ แต่ผมก็ยืนยันว่าส่วนตัวของผมนี้ใช้อำนาจหน้าที่ตามที่มีอยู่ในกฎหมายเท่านั้นครับ ไม่มีเรื่องอื่น การโยกย้ายแต่งตั้งผมก็ไม่ทราบว่าเรื่องที่ท่านพูดถึงนี้มันมีที่ไหนอย่างไรบ้าง และวันที่ไปอ่างทองก็เรียบร้อยดีจริงครับ มีเสื้อแดงไปจากสิงห์บุรีกับอยุธยา ซึ่งก็เป็นหน่วยที่ไปพบผมทุกจังหวัดในบริเวณนั้นครับ ผมไปจังหวัดไหนก็กลุ่มนี้ครับ ไปลพบุรีก็เจอ ไปอ่างทองก็เจอ ไปสุพรรณบุรีก็เจอ แต่ว่าก็ดูแลเรียบร้อยดีไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็ยืนยันคำพูดตรงนี้ได้

ส่วนผมเข้ามาไม่ทันครับเรื่องการโยกย้ายแต่งตั้งว่ามีประเด็นอะไร แต่ว่าทั้งหมดคือเรื่องของ ก.ตร. ซึ่งมีระบบกฎหมายอยู่ ส่วนการทำงานใน ก.ตร. บุคคลที่อยู่ใน ก.ตร. ใครเป็นอย่างไรนี้ผมไม่เคยเข้าไปแทรกแซงเลย ซึ่งยืนยันได้ว่าต่างจากหลายยุคในอดีตที่ผ่านมา เพราะผมก็ตระหนักดีว่าถ้าเราไปทำอย่างนั้นมันไม่จบหรอกครับ ที่จริงแล้วมีแต่เสียงตำหนิจากคนที่เป็น พูดง่าย ๆ เป็นกองเชียร์ เป็นผู้สนับสนุนผม จะได้ยินเสมอ ๆ นะครับ บอกทำไมอยู่ในอำนาจแล้วไม่ใช้อำนาจ ผมก็บอกตลอดเวลาว่าไม่มีประโยชน์ ถ้าคนคิดใช้อำนาจเกินขอบเขตของตัวเองมันก็ไม่มีวันจบ เพราะฉะนั้นปัญหาหลายปัญหาทุกวันนี้ครับ มันก็เป็นปัญหาที่เราต้องมาตามแก้

ภาคใต้ครับ ปัญหาของการไปละเมิดสิทธิของประชาชนนี้คือจุดที่แก้ยากที่สุด เพราะว่ายิ่งเวลาผ่านไปนะครับ คดีความต่าง ๆ ก็ยิ่งยากในการที่จะคลี่คลาย และถ้ามีเงื่อนไขใหม่ ๆ ก็เป็นเรื่องที่เหนื่อย อย่างภาคใต้ 1 ปีที่ผ่านมานี้ผมก็พยายามไม่ให้เกิดเงื่อนไข ก็เกิดเงื่อนไขเรื่องมัสยิดไอร์ปาแย ก็พยายามเต็มที่นะครับ เข้าใจว่าทำได้ก็คือออกหมายจับ ซึ่งอย่างน้อยเท่าที่ผมฟังมา สดับตรับฟังมานี้ประชาชนก็เห็นว่าคงจะถูกต้องเที่ยงธรรม แต่ปัญหาคือจับไม่ได้ จับไม่ได้ก็เริ่มมีการไปพูดกันต่ออีกบอกว่าสังเกตไหมว่าเมื่อใดก็ตามประชาชนถูกทำร้าย ไม่เคยสามารถจับใครมาลงโทษได้เลย อันนี้คือปัญหาเพราะว่าระดับนโยบายเราก็บอกชัดว่าต้องทำให้สำเร็จ ทำไม่สำเร็จก็ถูกหยิบยกไปเป็นเงื่อนไขนะครับ แล้วก็จะมีเหตุที่เกิดขึ้นได้อยู่เกือบตลอดเวลา คนหายตัวไป เกิดอะไรขึ้น โยงกันไปโยงกันมานี้ก็จะเป็นเงื่อนไขทำให้การแก้ไขปัญหาในระดับภาพกว้างนี้ทำได้ยาก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากเห็นที่สุดก็คือประสิทธิภาพที่สามารถดำเนินการตรงนี้ได้ ซึ่งก็พยายามอย่างยิ่งนะครับ ผมก็เรียนว่าช่วงเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเดือนเมษายนที่ผ่านมา และอีกหลายต่อหลายกรณีก็เช่นเดียวกัน ผมก็บอกว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องเข้าใจว่าการบังคับใช้กฎหมายนี้มันไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ใครทำผิดก็ต้องจับ ใครทำผิดก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย ใครไม่ผิดก็อย่าไปยุ่งกับเขาครับ เพราะว่ามันไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำเช่นนั้น แต่ว่าถ้ามองว่าทำไปแล้วเป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า แล้วไม่รักษากฎหมายบ้านเมืองนี้ครับมันจะยุ่ง เพราะว่าพฤติกรรมก็จะเป็นลักษณะที่จะไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมายอีกต่อไป อันนี้ผมก็ได้ย้ำและผมไม่เคยพูดเลยนะครับว่าคดีที่ต้องเร่งรัดต้องเป็นฝ่ายไหน ผมบอกว่าให้ทำเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อที่ไหนก็ตาม ทำผิดก็ต้องดำเนินการ ไม่ผิดก็ไม่มีสิทธิ์ไปจับ หลายท่านที่อยู่กับผมในช่วงเดือนเมษายนก็จะยืนยันได้ ผมก็ยืนยันอย่างนี้ บอกผมไม่ประสงค์เอาเรื่องนี้ไปเป็นเรื่องของการที่จะไปทำลายล้าง หรือจะไปกลั่นแกล้งใครทั้งสิ้น ถ้าเขาไม่ทำผิดกฎหมายนี้ไปทำอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าเขาทำผิดจะไปเกรงใจว่ามันเป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า ไม่ได้

ก่อนสงกรานต์นี้ครับ มีคนไปปิดถนนอยู่หลายจุด แยกสุทธิสารนี้ผมว่ามีไม่ถึง 7-8 คนครับ ปิดแยกสุทธิสารอยู่ ผมก็ได้ข่าวมา รายงานมาบอกไม่มี ผมบอกมี พอบอกว่ามีก็เริ่มลังเลบอกจะไปแก้ไขได้หรือเปล่า เพราะว่าถือว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง ผมบอกไม่ใช่ ถ้าคุณชุมนุมทางการเมืองแล้วบังเอิญการจราจรติดขัดนั่นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคุณประกาศบอกว่าคุณจะปิดถนนไม่ให้คนสัญจรไปมานั้นคุณทำผิดกฎหมาย ไม่อย่างนั้นต่อไปนี้ผมไปปล้นจี้แล้วผมใส่เสื้อสีหนึ่งได้ไหมครับ แล้วบอกว่าผมทำในนามของการเคลื่อนไหวทางการเมือง บ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้ ช่วงนั้นหลังจากที่บอกว่าไม่มีนะครับ ผมนั่งรถไปดูด้วยตัวเอง ดีไม่ตีหัวผมเอา เพื่อที่จะกลับรถมาบอกเจ้าหน้าที่ได้ว่ามีแน่นอนเพราะผมเพิ่งผ่านไป เขาปิดถนนจริง ๆ แล้วมี 7 - 8 คนครับ แต่บอกว่าไม่สามารถที่จะจัดการได้ นี่คือความเจ็บปวดนะครับ ว่าถ้าเราจะปล่อยบ้านเมืองอย่างนี้ เดินไม่ได้หรอกครับ แล้ววันข้างหน้ามันก็ไม่มีใครที่จะอยู่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็ถึงได้ย้ำว่าตั้งแต่ต้นทางละครับ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ไล่มาจนถึงสุดท้าย ซึ่งผมก็เรียนว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพ สำคัญก็คือเราต้องคุ้มครองให้ความมั่นใจกับคนที่ตรงไปตรงมา
ถ้าหากว่าตำรวจ อัยการ ศาล ทำอะไรเที่ยงตรงแต่ถูกข่มขู่ตลอดเวลา ไม่มีใครปกป้องก็ลำบากครับ เพราะในที่สุดทุกคนก็คิดว่าดีที่สุดก็คือไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรเลย ใครจะถูกใครจะผิดก็ปล่อยไป เพราะฉะนั้นเราต้องมาเป็นกำลังใจให้กับคนที่พยายามยึดความถูกต้อง กล้าที่จะตัดสินดำเนินการเพื่อรักษาความยุติธรรมในสังคม

มันก็เป็นธรรมชาติของบางสังคมนะครับ ซึ่งอาจจะเป็นสังคมของเราด้วยก็คือว่า เวลาความยุติธรรมมันเกิดขึ้นนี้ คนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ ก็อาจจะไม่ค่อยรู้ครับ มันคือความปกติ แต่คนที่เรียกร้องนี้จะเสียงดังกว่าคนอื่น ไม่ว่าข้อเรียกร้องนั้นมันจะเป็นธรรมกับคนอื่นหรือไม่ อันนี้คือปัญหาที่เราต้องมาช่วยกันแก้ไข ไปรณรงค์กันเรื่องของสิทธิ ท่านรัฐมนตรีฯ ยุติธรรมจะยืนยันได้นะครับ ทางกระทรวงก็จัดงานเรื่องการรณรงค์เรื่องสิทธิ ประโยคแรกที่ผมไปพูดเลย ตรงกับทุกท่านที่พูดกันในวันนี้ ผมบอกต่อไปนี้การรณรงค์สิทธินี้ขอให้รณรงค์ให้คนคิดถึงสิทธิของคนอื่น เพราะรู้สึกว่าเรารู้สิทธิของตัวเองเยอะครับเดี๋ยวนี้ แต่สิทธิของคนอื่นเราทำเป็นไม่รู้บ้าง หรือมองข้ามบ้าง ตรงนี้ก็เป็นจุดที่สำคัญ ทีนี้ปัญหาในเรื่องที่รัฐบาลจะช่วยได้นะครับมันก็มีหลายเรื่องในส่วนที่ผมได้กล่าวไปแล้วที่เป็นงานของกระทรวง ที่ทำแผนทำยุทธศาสตร์ก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็คือที่ผมพูดไปในเรื่องของการที่ว่าคนใช้อำนาจก็ต้องมีความเที่ยงธรรม ตรงไหนไม่เที่ยงธรรมก็ขอให้มีการร้องเรียน มีการดำเนินการมา ก็จะให้ความเป็นธรรม อันนี้คือสิ่งที่ขอยืนยัน

อีกส่วนหนึ่งที่ผมก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือปัญหาในเรื่องที่ว่ากฎหมายเราไม่ค่อยทันสมัย ในคณะรัฐมนตรีนี้ประชุมกันมามีกฎหมายเยอะแยะไปหมดเลยครับ บางทียังจะเสนอปรับปรุงแก้ไขกันมา ทั้ง ๆ ที่เป็นกฎหมายตั้งแต่ 2400 กว่า 2500 ต้น ๆ พอแก้ไขกันก็ พูดง่าย ๆ คือไม่ไปรื้อให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง สุดท้ายก็เท่ากับกฎหมายก็เขียนไปอย่างหนึ่ง สภาพความเป็นจริงก็ห่างไกลมาก เวลามันเป็นอย่างนั้นก็เป็นปัญหาสำหรับผู้ปฏิบัติ อันนี้ผมก็เห็นใจ เช่น กฎหมายนี้เข้มงวดกวดขันมาก ทำอะไรไม่ได้เลย สภาพความเป็นจริงก็คือผิดกฎหมายกันเกือบหมด อย่างนี้ครับผู้ปฏิบัติลำบากมาก เพราะถ้าจะไปบังคับใช้อย่างเคร่งครัด มันทำไม่ได้ครับ ก็โกลาหลวุ่นวายกันไปหมด ครั้นไม่ทำก็ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ครั้นทำบางส่วนก็เป็นเลือกปฏิบัติไป ทำไมคนโน้นผิดไม่จัดการ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ผมก็อยากให้กระบวนการที่ยุติธรรมได้ส่งเสียงสะท้อนกลับมา สำหรับฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติว่า กฎหมาย กฎระเบียบ กติกาใดบ้าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงจนปฏิบัติไม่ได้แล้วนี้ เราก็จะได้กล้าที่จะแก้ไขกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ

ผมยกตัวอย่างเอาเรื่องเล็ก ๆ นะครับ เอาเฉพาะวันอังคารที่ผ่านมานี้ มีกฎหมายหอพักเข้ามา หอพักนี้ต้องแยก หอพักชาย หอพักหญิง ผมก็ถามผู้ปฏิบัติ ถามจริง ๆ หอพักที่เปิดให้บริการกันอยู่นี้ แยกได้เด็ดขาดอย่างนี้ไหม ไม่ได้หรอกครับ จะพยายามไปเขียนกฎหมายว่าหอพักชาย หอพักหญิงต้องแยกกันเด็ดขาด ใบอนุญาตต้องแยกกันถ้าจะทำทั้งหอพักชาย หอพักหญิง ยาก เหมือนกฎหมายโรงแรมครับ ออกไปแล้วปรากฏว่าคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโรงแรม เปิดให้บริการเป็นโรงแรมแต่เรียกชื่ออื่น ทำให้โรงแรมจำนวนมากร้อง ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นบางทีพวกเราซึ่งเป็นคนทำกฎหมาย ซึ่งท่านจะต้องเป็นคนไปบังคับใช้นี้ เราก็อยากจะฟังจากทุก ๆ ท่านเช่นเดียวกันว่ามันมีอะไรบ้างที่เราจะปรับปรุงแก้ไขได้ เพื่อให้เป็นแนวทางซึ่งจะปฏิบัติได้จริงนะครับ

ผมก็ยังมีความเชื่อนะครับว่าถึงวันนี้แล้วสังคมของเราก็จะเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเรื่องของความยุติธรรมมันเป็นหัวใจของการที่จะนำไปสู่ความสงบสุข และการที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยจริง ๆ แต่ว่าทุกหน่วยงานก็ต้องมีการปรับปรุงนะครับ ผมเรียนว่าของเรานั้น ศาล อัยการ คือศาลเป็นอิสระมาอยู่แล้วซึ่งเป็นหลักที่ถูกต้อง อัยการนั้นก็เรียกว่าขยับไปเรื่อย ๆ เพราะว่าหมวกหนึ่งก็เหมือนกับยังเป็นทนาย หรือเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลอยู่ แต่อีกหมวกหนึ่งก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรม รัฐธรรมนูญก็เขียน พยายามจะให้แยกให้ชัดนะครับว่า ตรงที่เป็นอิสระคือตรงไหน ตรงที่ยังเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับรัฐบาลคือตรงไหน ซึ่งก็จะพยายามทำกันไป

ส่วนตำรวจนะครับ ผมเรียนว่าผมไม่ขัดข้องเลยนะครับถ้าจะให้เป็นอิสระ แต่ว่าปฏิรูปกันจริงจัง ปฏิรูปกันจริงจังให้เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน เพราะว่าพูดก็พูดนะครับ อันนี้จะได้ไม่มาต่อว่ากัน เวลาเขาไปสำรวจอาชีพที่คนไม่ชอบใจที่สุดก็มีผมกับท่านครับ ตำรวจกับนักการเมืองนี้ครับแข่งกันเป็นแชมป์ เราก็ต้องดูตัวเองครับ ช่วยกันปรับปรุงตัวเองว่าทำอย่างไรมันถึงจะขึ้นมาเป็นที่เชื่อมั่นเป็นที่ศรัทธา เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นนะครับ ข่าวออกแค่ว่าจะขึ้นเงินเดือนให้ ส.ส. เท่านั้นครับต่อต้านกันทั้งประเทศ ที่จริงที่ ส.ส.เขาขอนั้นเขาขอแค่ว่าขึ้นตามที่ทุกส่วนราชการได้ขึ้นไปเมื่อ 3 - 4 ปีก่อนหน้านี้ แต่คนรับไม่ได้เพราะคนบอกว่าไม่พอใจนักการเมือง เราก็ต้องย้อนกลับมาดูตัวเองว่าทำอย่างไรเราจะทำให้การเมืองเป็นที่ศรัทธา คนถึงจะยอมรับ เช่นเดียวกันครับผมก็คิดว่าหลายองค์กรที่ยังมีปัญหาภาพลักษณ์อยู่ ต้องล้างตรงนี้ให้ได้ ซึ่งก็คือความตรงไปตรงมา ความซื่อสัตย์สุจริต และยึดถือผลประโยชน์ของส่วนรวม ใครที่อยู่ในวงการที่ไม่ดีก็ต้องกล้าที่จะช่วยกันขจัดหรือไม่ให้มีบทบาท มันถึงจะเป็นความเชื่อมั่นความศรัทธาได้

อยากจะเรียนว่าข้อสรุปหรือคำถามที่จะมี ทางผม ทางรัฐมนตรีก็คงยินดีที่จะนำไปดูและพิจารณาเพื่อที่จะปรับปรุงให้การทำงานของทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะว่ารัฐบาลก็ถือเป็นนโยบายสำคัญในการที่จะต้องเอาการอำนวยความยุติธรรมนำหน้าไปสู่เรื่องของความสมานฉันท์ด้วย และการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยครับ

นายกรัฐมนตรีตอบประเด็นคำถาม

ผมขอไล่ไปทีละเรื่องนะครับ เรื่องแรกเรื่องของกรณีการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ แล้วสิ่งที่ผมพยายามทำก็คือ ทำให้เกิดความพอดี เหตุผลเป็นอย่างนี้ครับ แน่นอนที่สุดนะครับ ใครที่ทำผิดกฎหมายเราก็ต้องดำเนินการ ปัญหาก็มีอยู่ว่า 1. มีการหยิบเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง คำว่าใช้ประโยชน์ทางการเมืองนี้ใช้ได้ทุกด้าน เช่น ใช้กฎหมายนี้ในการไปกล่าวหา พูดง่าย ๆ ให้ร้ายคนอื่น จุดอ่อนก็มีอยู่ว่าตามกฎหมายนี้ใครก็ไปร้องเรียนใครได้นะครับเรื่องนี้ เสร็จแล้วผู้ที่ต้องทำเรื่องนี้ก็ด้วยความละเอียดอ่อนของเรื่อง ก็มักจะพูดง่าย ๆ คือว่าส่งต่อความรับผิดชอบไปเรื่อย ๆ เรื่องก็จะเป็นคดีที่วนอยู่นี่ช้ามากเลยครับ

ส่วนที่ 2 ที่มีการไปใช้ทางการเมืองคือว่ามีคนบางกลุ่มพยายามหยิบเรื่องนี้ไปเพื่อไปบอกกับชาวโลกว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เปิดโอกาสให้มีสิทธิเสรีภาพ ซึ่งก็ต้องไปทำความเข้าใจ ก็ต้องยอมรับว่าแต่ละสังคมไม่เหมือนกันครับ สังคมซึ่งไม่มีสถาบัน อย่างเรามีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ปัจจัยหลายอย่างไม่เหมือนกัน เวลาคนไปพูดให้เขาไขว้เขว เขาก็เขวง่ายนะครับ ผมก็ต้องใช้เวลาค่อนข้างมากช่วงปีหนึ่งเวลาเดินสายไปต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจ ว่ากฎหมายนี้ที่มีอยู่ จริง ๆ ไม่ใช่แม้แต่เป็นกฎหมายพิเศษ เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา อยู่ในหมวดความมั่นคง เพราะว่าสถาบันกับประเทศของเราผูกพันกันมาเป็นความมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสถาบันของเราเป็นที่เคารพเทิดทูนอยู่เหนือความขัดแย้งทุกประการ สถาบันนั้นจะมาอยู่เป็นคู่ขัดแย้งในทางกฎหมายนี้คงไม่ได้ พูดง่าย ๆ ใครละเมิดพระบรมวงศานุวงศ์ จะให้แต่ละพระองค์มาเป็นคู่ความเพื่อปกป้องสิทธิของพระองค์ท่านคงไม่ได้ กฎหมายก็เขียนอย่างนี้ครับ แต่ไม่ได้พิเศษนะครับ คนละเมิดนักการเมืองบางคนยังถูกฟ้องเรียกเป็นพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ก็เหมือนกันครับหลักเดียวกัน สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกมี แต่ก็ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องไปชี้แจงครับ ผมก็ใช้เวลานานพอสมควรชี้แจง ก็ดีขึ้นมาระดับหนึ่งเท่านั้น ท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมก็ต้องทำงานเรื่องนี้เยอะ เพราะเป็นความเข้าใจที่มีบางฝ่ายไปทำให้เกิดความไขว้เขวอยู่ตลอดเวลา

เช่นเดียวกันนะครับ พอมาพันกับเรื่องของอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันก็ยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก อินเตอร์เน็ตนี่ก็พูดตามจริงแล้วหลายประเทศที่มาเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพ เกือบทุกประเทศก็มีความพยายามสกัดกั้น ปิดกั้นอยู่เหมือนกัน ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ฉะนั้นก็ต้องทำความเข้าใจกันพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าเพราะคดีมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และก็ค้าง ที่มันมากขึ้นเรื่อย ๆ สะสมนี้เพราะมันค้างและมันวนอยู่ และก็ถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายนี้หารือกันกับหลาย ๆ ฝ่ายก็จึงได้ตัดสินใจว่าควรจะมีกลไกที่เข้ามาช่วยทำงานทางด้านนี้ ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ในการกลั่นกรองในเรื่องนี้ครับ เพราะว่าจะได้ทำให้เกิดความชัดเจนในเรื่องต่าง ๆ ผมก็เรียนว่าท่านปลัดกระทรวงยุติธรรมท่านจะทราบเรื่องนี้ดีที่สุด เพราะว่าเราก็คิดกันมาร่วมปีเพื่อที่จะหาจุดที่เหมาะสมที่จะทำเรื่องนี้

โดยสรุปก็คือว่าการปกป้องนี้เราทำ และเราก็บังคับใช้กฎหมาย แต่เราก็ใช้วิธีการอื่น ๆ ในทางการบริหาร ใช้หลักรัฐศาสตร์เพื่อที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วย ผมก็เรียนว่าหลายเรื่องก็น่าเสียดายครับว่าบางทีมันก็มีเหตุผิดพลาดไปอย่างนี้เป็นต้น เช่น กรณีของอินเตอร์เน็ตนี้ตั้งแต่ช่วงแรกที่ผมเข้ามานี้ ผมก็เชิญหลาย ๆ ฝ่ายเข้ามาเพื่อพูดคุยครับว่า แนวปฏิบัติน่าจะเป็นอย่างไร แต่ปรากฏว่าก็มีการไปจับกุมรายหนึ่งกับเรื่องซึ่งเก่ามากแล้วอะไรอย่างนี้นะครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่มีคนเอาข้อความขึ้นไป แล้วเขาเอาลงช้าอย่างนี้ครับ เรื่องก็ลุกลามบานปลายไปเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ไปโจมตีว่าเราพยายามจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่ว่าแนวปฏิบัติในเรื่องนี้ก็มีความละเอียดอ่อน ผมก็ได้คุยกับทางกระทรวงไอซีทีเป็นระยะ ๆ ว่าวิธีการที่เหมาะสมนั้นควรจะเป็นอย่างไร อันนี้คือเรื่องของกรณีการละเมิดสถาบัน

เรื่องฆ่าตัดตอนนี้ความจริงมันก็มีคดีที่ดำเนินอยู่ แล้วก็ที่อุดรฯ หรือเปล่าครับ ที่ผมจำไม่ผิด ที่ดูจะมีความก้าวหน้าไป แล้วก็มี กาฬสินธุ์ โทษทีครับกาฬสินธุ์ แล้วก็จะมี รู้สึกเร็ว ๆ นี้ก็มีที่กรุงเทพฯ นะครับ ที่จะเริ่มมีการดำเนินการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่เห็นด้วยกับประเด็นที่ 5 นะครับ ประเด็นสุดท้ายที่พูดมาเมื่อสักครู่ว่า การให้ประชาชนรับรู้รับทราบถึงความคืบหน้านี้บางทีก็น้อย แต่อาจจะเป็นเรื่องยากนะครับ ก็ต้องขอความร่วมมือสื่อมวลชนด้วย และขอเรียนว่าเรื่องความคืบหน้าหรือความไม่คืบหน้านี้ ผมก็เห็นใจคนทำงานนะครับ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ถ้าคาดคั้นบอกว่าให้เสร็จภายในเท่านั้นเท่านี้วัน ก็เดี๋ยวก็กลายเป็นเรื่องจับแพะอีก พอช้าไปก็ว่าไม่ทำ เกียร์ว่าง แล้วมุมว่าใครช้าใครเร็วนี้ครับ มันก็แล้วแต่คนจะมอง ฝ่ายหนึ่งก็บอกคดีอีกฝ่ายหนึ่งช้า คดีของฝ่ายตัวเองเร็ว อีกฝ่ายหนึ่งก็พูดแบบเดียวกันเลยครับ ฉะนั้นดีที่สุดนี่ก็คือผมพยายามได้บอกกับท่านรักษาราชการแทนผู้บัญชาการำตรวจแห่งชาติว่า ดีที่สุดคือแถลงเป็นประจำถึงความคืบหน้าทุกคดี ทุกด้าน ว่าไม่ได้เพิกเฉย มีความก้าวหน้าอย่างไร แล้วก็ทำให้ประชาชนเขาตัดสินได้เองว่า สรุปแล้วนี้มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำนะครับ

ประเด็นที่พูดถึงการมีส่วนร่วมได้พูดไปแล้ว มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราก็พยายามทำ ซึ่งก็ไม่ง่ายอีก ก็คือปัญหาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการการมีส่วนร่วมหรือการไกล่เกลี่ย คุณหมอจะทราบดีที่สุดว่าปัญหาระหว่างหมอกับคนไข้นับวันจะหนักขึ้น ความสัมพันธ์จะไม่เหมือนเดิมแล้ว แล้วก็จะมีการใช้กฎหมายนี้ค่อนข้างมาก ก็พยายามอย่างยิ่งยวดครับขณะนี้ที่จะผลักดันกฎหมายในลักษณะไกล่เกลี่ย แต่ก็ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่างฝ่ายวิชาชีพกับฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค แต่ว่าก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผมได้ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งหาข้อยุติ เสนอกฎหมายแล้วมีกองทุนเข้ามา เพื่อบรรเทาไม่ให้ความขัดแย้งหลาย ๆ เรื่องซึ่งเราไม่อยากให้ขึ้นศาลนะครับ แต่เราไปห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของเขาตามกฎหมาย ถ้ามีกลไกวิธีการไกล่เกลี่ย มีเงินทุนมีการเยียวยาเป็นที่พอใจก็คิดว่าคงจะช่วยได้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ไม่ได้ละเลยเช่นเดียวกันครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส บรรเจิดกิจ / ถอดเทป