![]() |
คำกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสร่วมกิจกรรม "สีสรรกรุงเทพฯ"
ณ สวนสันติชัยปราการ ป้อมพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2552 เวลา 14.45 น.
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความชื่นชมทุกฝ่าย ก็คือผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายที่ช่วยกันจัดงานในวันนี้ และในส่วนของเยาวชน ของเด็กๆ ที่ได้มาร่วมกิจกรรม ความจริงผมเชื่อว่าถ้าผมไม่มา เด็กและเยาวชนก็อยากจะทำกิจกรรม อย่างนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอยากจะแสดงความชื่นชม และเป็นกำลังใจให้กับทุกคน คิดว่าผู้ใหญ่น่าจปรบมือให้กับน้องเยาวชน
ทราบว่าผู้จัดเองตอนเริ่มต้นก็คงมีความวิตกกังวลพอสมควร โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้เยาวชนและเด็กๆ มาร่วมกิจกรรม แต่ว่าผมทราบว่าการประชาสัมพันธ์ที่ออกไปทุกทางได้รับการตอบรับเข้ามาอย่างดี จนเป็นที่น่ายินดีมาก แสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนของเรานั้นขอให้มีการเปิดพื้นที่ให้ มีความพร้อมที่จะใช้พื้นที่นั้นในทางที่สร้างสรรค์ และก็เป็นประโยชน์ นโยบายทั้ง 5 ด้าน ความจริงผมไม่แน่ใจว่ามอบให้ผมหรือท่านผู้ว่ากรุงเทพมหานคร แต่รู้สึกว่าผู้ว่ากรุงเทพมหานครรับไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ก็อยากเรียนจริงๆ ทุกเรื่องที่ได้พูดมาเป็นเรื่องที่ผมและรัฐบาลได้ให้ความใส่ใจและพยายามแก้ไขอยู่ หลายเรื่องอาจจะเป็นงานของท้องถิ่น แต่ก็ต้องร่วมมือกับรัฐบาลด้วย
อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่บอกว่ายึดไป ไม่ใช่รัฐบาลผมเป็นคนยึดนะครับ เขายึดไปก่อน แต่เขาไม่ได้ยึดให้หยุด เขาจะไปสร้าง ผมก็คุยกับทางกระทรวงว่าถ้าอยากจะสร้างก็เร่งสร้างให้เสร็จแล้วเอาคืนมาให้ กทม. ถ้า กทม.อยากจะสร้างเอง ให้เสนอมาว่าจะแข่งขันว่าสร้างได้ดีกว่า เร็วกว่าหรือเปล่า เพราะเราก็อยากจะให้ ในที่สุดแล้วพี่น้องประชาชนได้ใช้รถขนส่งมวลชนให้มากที่สุด บางเรื่องบอกตรงๆ เป็นความทุกข์ของผมเหมือนกัน เช่น เรื่อง GAT (การสอบความถนัดทั่วไป) PAT (การสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ) และระบบแอดมิดชั่นทั้งหมด เพราะว่าเรื่องนี้ผมเป็นคนที่ขอให้ทางมหาวิทยาลัยทบทวนใหม่ และมีหลักการสำคัญคือว่า 1.มาตรฐานการศึกษาตกต่ำต้องรักษามาตรฐานหรือทำให้มาตรฐานดีขึ้น 2.ต้องสะดวกสำหรับเด็ก เพราะว่านับวันระบบก็ซับซ้อนมากขึ้น เป็นภาระมากยิ่งขึ้น และ 3. ได้มีการให้นโยบายไปแล้วเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แต่ว่าระบบนี้บังเอิญของเรา เราให้ทางมหาวิทยาลัยค่อนข้างที่จะเป็นอิสระ เพราะฉะนั้น ยังถกเถียงกันอยู่ในเรื่องของการจะปรับเปลี่ยนระบบแอดมิดชั่น อย่างนี้เป็นต้น แต่ผมก็ติดตามอย่างใกล้ชิดและสอบถามความคืบหน้าจากกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ แทบจะเกือบทุกสัปดาห์ที่ได้มีการพบกันในช่วงที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
อยากจะบอกอย่างนี้ครับว่า นอกเหนือจากเรื่องนโยบาย กิจกรรมที่ได้ดูมาทั้งหมด ผมอยากจะบอกว่าการเปิดพื้นที่ตรงนี้ มีทั้งมิติทางด้านการเมือง ทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้านสังคม ทางด้านการเมืองก็อย่างที่เราสัมผัสไปเมื่อสักครู่ ว่าเราเปิดให้โอกาสให้คนของเรา อนาคตของชาติมีส่วนร่วม สะท้อนความคิด สะท้อนปัญหา เสนอแนะทางออก และนี่คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตย อาจารย์ชัยวัฒน์ ซึ่งทำงานเรื่องนี้มายาวนาน และได้มาฝึกในเรื่องของกระบวนการให้คนที่มาแสดงความคิดเห็น และคนที่จะรับฟัง ว่าทำอย่างไรให้สามารถนำเสนอได้ รวมพลังได้ มีความสร้างสรรค์ ก็ได้ผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด ผมก็เชื่อแนวทางการเมืองแบบนี้ เพราะฉะนั้น ก็ดีใจที่เห็นเด็กและเยาวชนมีความตื่นตัว
ทางด้านเศรษฐกิจอยากจะบอกว่ารัฐบาลได้ประกาศนโยบายเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่มีทางที่รัฐบาลจะไปกำหนดนโยบาย และสั่งลงไปให้เกิดขึ้น มันต้องสร้างขึ้นมาโดยความคิด โดยปัญญาของคน และเราจะได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วในบริเวณนี้หลายเครือข่ายที่เอาสินค้าที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นในเชิงวัฒนธรรม ศิลปะ หรือเรื่องอื่นๆ เป็นแบบอย่างที่ดี และเช่นเดียวกันครับเราเห็นคนหนุ่มคนสาวที่มีความคิดดีๆ มากมาย ที่สามารถที่จะมาเป็นกำลังสำคัญในการทำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ด้วย
และเรื่องสุดท้ายคือเรื่องของสังคม เราบ่นกันมากเรื่องปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาความรุนแรง ปัญหาค่านิยมมากมาย หนทางที่แก้จะปัญหานี้ได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่จะไปไล่จับหรือบังคับใช้กฎหมาย แต่หนทางที่จะแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุดคือ สร้างพื้นที่ดีมาไล่พื้นที่เสีย เพราะฉะนั้นการเปิดเวทีในวันนี้เป็นแบบอย่างที่เราต้องการเห็นขยายผลไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งเข้าใจว่าทางผู้จัดทุกภาคส่วนกำลังวางแผนในการที่จะทำให้กิจกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้ว อยากจะขอขอบคุณทุกฝ่ายอีกครั้ง ความจริงผมเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงโคเปนเฮนเกน ที่ได้ไปร่วมประชุมเรื่องของปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อยากจะบอกตรงๆ ว่า กลับมาด้วยความผิดหวัง และกลับมาด้วยความรู้สึกเกรงใจคนรุ่นหลังจริงๆ ว่าการประชุมครั้งนี้เอาผู้นำรัฐบาล ผู้นำประเทศไปถึง 100 กว่าคน แต่ว่าข้อตกลงที่ออกมานั้นน้อยเกินไปในการที่จะแก้ปัญหาสำหรับอนาคต เพราะฉะนั้น หมายถึงว่าพวกเราที่เป็นฝ่ายนโยบายต้องทำงานกันหนักขึ้น แสวงหาแนวทางความคิดใหม่ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นตัวสะท้อนว่าอนาคตของสังคม อนาคตของโลก ถ้าเราไม่สามารถสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ นั่นหมายถึงเด็กและเยาวชนในปัจจุบันของเรา เรานับวันก็มีแต่สะสมปัญหา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาของโลกที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้กับเยาวชน เด็กๆ ทุกคนที่ได้มาร่วมกิจกรรมและเป็นกำลังให้ทุกคนที่ได้มีส่วนในการเปิดพื้นที่ในวันนี้ ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
นราวุธ สักลอ ถอดเทป