![]() |
คำกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในพิธีเปิดตัวสมาคมวิชาการนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย
ณ ห้องประชุม 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ท่านอธิการบดี
ท่านคณบดี คณาจารย์
นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชน
ผู้ทรงคุณวุฒิ และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีต่อสมาคมวิชาการนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย ที่ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ผมเข้าใจว่าการก่อตั้งนี้ เกิดจากการปรารถนาอันแรงกล้าของบรรดาคณาจารย์และนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชน ซึ่งคงมีความประสงค์ที่จะเห็นสมาคมนี้เกื้อกูลต่อการพัฒนาวิชาชีพและเป็นหลักต่อการวางมาตรฐานด้านจรรยาบรรณให้นักนิเทศศาสตร์ นักสื่อสารมวลชนประกอบกิจ ด้วยคุณธรรมและจริยธรรมเป็นสำคัญ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้ทุกคนยอมรับถึงความสำคัญของการสื่อสารสำคัญสำหรับความสำเร็จแต่ละองค์กรและสำคัญสำหรับความสามารถในการพัฒนาหรือความเจริญก้าวหน้าของสังคมประเทศชาติโดยส่วนรวม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่เป็นตัวขับเคลื่อนและกำหนดความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในสังคมนี้ประเทศนี้ แต่ว่าในโลก และบทบาทของสารสนเทศที่มีต่อชีวิตประจำวันของทุกคนก็เห็นได้ชัดว่าได้เป็นเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากแล้วก็เป็นตัวกำหนดทั้งในเรื่องของวิถีชีวิต ค่านิยมและนำไปสู่ ถึงเราจะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมของสังคมในยุคสมัยใหม่ก็ว่าได้ ในฐานะที่ทำงานอยู่ในภาครัฐ ภาคการเมืองมาเป็นระยะเวลาเกือบ 20 ปี เช่นเดียวกัน ผมได้เน้นย้ำเสมอว่าบทบาทของสื่อในขณะนี้มีความสำคัญแทบจะเรียกว่าสูงสุดในแง่ของการพัฒนาหล่อหลอมคนซึ่งก็หมายความว่าหากนำไปใช้ในทางที่เป็นคุณ ก็จะสร้างความเจริญก้าวหน้าพัฒนาได้อย่างมากมายมหาศาล ในขณะเดียวกันถ้าหากว่าไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมือตัวนี้ในทางสร้างสรรค์ก็มีอันตรายแล้วก็สามารถที่จะนำไปสู่ความเสียหายได้มากเช่นเดียวกัน
สื่อสารมวลชนกับผู้มีอำนาจจะมีความสำคัญที่มีความเฉพาะตัวอยู่ นั่นคือว่าต่างฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งพิงซึ่งกันและกัน คนที่ทำงานอยู่ในภาคการเมือง ในภาครัฐ ก็จำเป็นที่จะต้องใช้สื่อสารมวลชนในการที่จะเผยแพร่ทั้งข้อมูล ข้อเท็จจริง แนวคิดต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การสำเร็จลุล่วงของงาน สื่อสารมวลชนเองก็ใช้ภาคของรัฐนั้นเป็นแหล่งข่าวที่สำคัญในการที่จะนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต่อว่าในขณะที่ต้องอยู่ในลักษณะที่พึ่งพิงกัน มักจะมีความสำคัญในลักษณะที่มีความตึงเครียดอยู่เป็นระยะ ๆ เป็นธรรมดา ด้านหนึ่งสื่อสารมวลชนก็มีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบการทำงานของทุกภาคส่วนในสังคมไม่เว้นในภาครัฐ ซึ่งต้องการความอิสระ ต้องการที่จะเสนอมุมมองหลายครั้ง ที่ย่อมไม่ตรงกับแนวคิดของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของภาครัฐเอง ประสงค์ที่จะเห็นการนำเสนอข่าวสารที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับการทำงาน ซึ่งบางครั้งอาจจะมีประโยชน์ในเรื่องของการเมืองหรือเรื่องอื่นเข้าไปแฝงอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องความสำคัญระหว่างสื่อกับภาคการเมือง ภาคราชการหรือผู้มีอำนาจ ก็จะเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่เกือบตลอดเวลา ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ สิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ขณะเดียวกัน อยากจะเห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพนั้นเป็นไปด้วยความรับผิดชอบ และสามารถดำเนินการได้ในลักษณะที่สร้างสรรค์
ปัญหาก็มีอยู่ว่า ความพยายามที่จะเข้าไปกำกับดูแลการทำงานของสื่อ ก็จะหาเส้นแบ่งที่เหมาะสมได้ยากมาก ว่าแค่ไหนเป็นการกำกับดูแล เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อความสงบเรียบร้อย เพื่อศีลธรรมอันดีและแค่ไหนนั้นถือว่าเป็นการก้าวล่วงไปละเมิดสิทธิเสรีภาพ ไปจำกัดสิทธิ ซึ่งผมเองเป็นผู้ที่เชื่อ ว่าแนวทางที่ดีที่สุดก็คือ จะต้องมีองค์กรของภาคสื่อสารมวลชนเองที่จะต้องกำกับดูแลตัวเอง อย่างเข้มแข็ง ผมเห็นความพยายามของหลาย ๆ ฝ่ายในภาคสี่อสารมวลชนเองในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่ได้พยายามพัฒนาในเรื่องนี้ มีหลายสมาคมมีสภา แล้วมีความพยายามที่จะจัดกิจกรรมในทางที่จะ เพิ่มความพร้อมให้ผู้ประกอบการวิชาชีพรวมไปถึงการที่จะสอดส่องกำกับดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสื่อด้วยกันเอง
อย่างไรก็ตามครับ ก็อดมีข้อสังเกตไม่ได้ว่าความพยายามทั้งหลายเหล่านี้ แม้ดำเนินไปแล้วมีความพยายามที่จะผลักดันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ต้องยอมรับว่ายังไม่เพียงพอ ด้านหนึ่งเป็นความยากลำบากเองว่าอำนาจหน้าที่ในการจะไปมีผลบังคับ ที่จะนำไปสู่มาตรฐานการกำกับดูแลอย่างที่ปรารถนา อาจจะมีไม่เต็มที่ อีกด้านหนึ่งเป็นธรรมดาของทุกสังคมทุกวงการ คือว่า เวลาที่มีการตรวจสอบกันเอง มีปัญหาในเรื่องของความเกรงอกเกรงใจแล้วทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่หรือเป็นไปตามความคาดหวังของบุคคลภายนอกวงการ
เพราะฉะนั้นวันนี้ผมหวังว่าในอีกส่วนหนึ่งก็คือ ในส่วนของวิชาการนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชนก็จะได้มาช่วยเติมกลไก และเครื่องมือในการที่จะทำให้การพัฒนาวิชาชีพของสื่อนั้น เป็นไปด้วยดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะนำไปสู่ประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งโดยตรงอยากจะตั้งข้อสังเกตก่อนนะครับ ว่าการทำงานของสมาคมและรวมทั้งองค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันนั้น ผมถือว่ามีความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่อย่างมาก นั่นคือ ผมไม่แน่ใจว่าจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน ผู้ที่นำเสนอข่าวสารหรือการสื่อสารมวลชนนั้น จะยังคงดำรงความเป็นวิชาชีพได้หรือไม่ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าปัจจุบันนั้นผู้ที่เป็นผู้ผลิตกับผู้บริโภคสื่ออาจจะกลายเป็นคน ๆ เดียวกันไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของสื่ออินเตอร์เน็ตหมายความว่าใครก็ได้กลายเป็นผู้ผลิตไปด้วย คนเขียนบล๊อก คนเปิดเว็บไซต์ คนใช้เครือข่ายทางสังคมผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็กลายเป็นสื่อโดยที่ไม่ได้เป็นอาชีพหรือวิชาชีพ แต่อาจจะมีอิทธิพลมากมาย และตั้งคำถามขึ้นว่า ตรงนี้จะมีผลอย่างไรต่อภาพรวมของการทำงานของวิชาชีพสื่อโดยตรง ด้านหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี หมายความว่าถ้านับคนเหล่านี้เข้ามาสู่วิชาชีพ ทำให้วิชาชีพนี้เป็นวิชาชีพที่ค่อนข้างจะเปิดกว้าง พูดง่าย ๆ ใครก็เป็นได้ มีคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ สามารถที่จะมีพื้นที่ในการนำเสนอจะเป็นข้อมูลข่าวสารความคิดความเห็นได้อย่างอิสระ
แต่อีกด้านหนึ่ง เป็นแรงกดดันนะครับว่า คนที่เป็นนักการสื่อสารมวลชนโดยอาชีพหรือวิชาชีพโดยตรงนั้น รู้สึกว่ามาตรฐานความรับผิดชอบแตกต่างกัน แต่ใครจะเป็นคนบอกได้ว่าในที่สุดแล้วผู้บริโภคเป็นผู้เสพสื่อจะเลือกรับข่าวสารหรือจะเลือกเชื่อใคร ความเป็นมืออาชีพมาตรฐานนั้นไม่ได้เป็นตัวกำหนดเสมอไป เหมือนกับที่เรามักจะบ่นอยู่เสมอ ว่ารายการต่าง ๆ ทางโทรทัศน์ ทางวิทยุ ซึ่งมีเนื้อหาสาระผลิตอย่างดีมีมาตรฐาน มีประโยชน์ อาจจะได้รับความนิยมน้อยกว่า การนำเสนอรายการ ข่าวสารหรือบันเทิง ซึ่งอาจจะไม่ได้มีมาตรฐานที่สูงนัก หรืออาจจะไม่เป็นประโยชน์มากนัก แต่สุดท้ายเป็นเรื่องของผู้รับสื่อที่เป็นคนตัดสินใจ และโดยเฉพาะเมื่อสื่อมีลักษณะของความเป็นธุรกิจมากยิ่งขึ้น ปริมาณก็เป็นตัวที่มาเป็นตัวกำหนดในเรื่องของการนำเสนอสิ่งต่าง ๆ เพื่อตอบสนอง เพราะต้องขึ้นและอิงอยู่กับรายได้ที่เกิดขึ้น จากการโฆษณาหรือการสนับสนุน ซึ่งแน่นอนผู้ที่ลงทุนโฆษณาสนับสนุนนั้น ต้องคำนึงถึงผลตอบแทนของเขา ในทางเดียวกันด้วยเพราะฉะนั้นผมถึงว่าประเด็นนี้ท้าทายมาก และความจริงไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่ว่าในแง่ของวิชาชีพสื่อเองคงต้องมีความตื่นตัว ว่าภายใต้สภาวะแวดล้อมของการทำงานใหม่นี้ จะต้องมีวิธีการอย่างไรในแง่ของการคุ้มครองผู้รับข่าวสารในแง่ของการที่จะสามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานในเรื่องของสารสนเทศที่มีการนำเสนอต่อสังคมและประชาชนได้ พูดไปถึงตรงนี้ก็สามารถที่จะเข้าเรื่อง ในเรื่องของปัญหาความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี เพราะว่าต้องยอมรับว่า ปมปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทย ซึ่งก็มีเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเป็นตัวหลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าสื่อมีบทบาทสำคัญ คงไม่ไปพูดว่าเป็นเหตุหรือเป็นผลมาจากความขัดแย้งแต่ว่า ถ้าไล่เรียงดูก็จะทราบนะครับว่า วิกฤติทางการเมืองของไทยส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากความพยายามที่จะควบคุมปิดกั้นสื่อ สุดท้ายผู้ที่เขาไม่สามารถที่จะยอมรับหรือเห็นด้วยกับผู้มีอำนาจก็ถูกบีบหมดทางเลือกไปเรื่อย ๆ แล้วนำไปสู่การนำความขัดแย้งออกสู่ท้องถนน แล้วก็ต่อมา ต้องมีการพัฒนาสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารเพื่อให้ผู้ที่มีความคิดเห็นที่ตรงกันมีจุดรวมของข่าวสาร ซึ่งนำไปสู่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง และเมื่อฝ่ายหนึ่งทำได้ อีกฝ่ายหนึ่งย่อมทำได้เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นวันนี้เราก็จะเห็นครับว่า จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเรื่องของธรรมชาติของสื่อเองนะครับ และธรรมชาติของเทคโนโลยี ทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นหลายคน พูดกันว่าก็เป็นเรื่องของสงครามข่าวสาร ความพยายามในการที่จะแก้ปัญหานี้หรือทำให้เกิดความสมานฉันท์นั้น มีฝ่ายวิชาการบางฝ่ายเสนอถึงขั้นว่า จะต้องเริ่มบัญญัติความผิดใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นด้วย เช่น ในบางประเทศที่เขาเริ่มพูดถึงว่าการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งอาจจะยังไม่นำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาจจะต้องเริ่มมีการควบคุมอย่างนี้เป็นต้น จริง ๆ ก็มีนักวิชาการบางท่านมาเสนอผมตั้งแต่ต้น ที่ผมเข้ามารับตำแหน่งแต่ก็เป็นเรื่องยากอีกครับว่า ถ้าไปทำเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาอีกว่า คนมีอำนาจก็อาจจะใช้กฎกติกาใหม่เป็นไปในทางที่ผิดไปในลักษณะของการจำกัดสิทธิเองเพราะฉะนั้นที่สุดแล้ว ผมคิดว่าปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ถ้าหวังแก้ ว่ากันด้วยเรื่องของกฎหมาย คงจะพึ่งอยู่เพียงเท่านั้นคงไม่ได้ และในที่สุดจะขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสื่อเองที่จะทำให้สังคมสามารถก้าวพ้นปัญหาความขัดแย้งที่เราเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของวิชาการด้านนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชน บทบาทที่ผมอยากจะเน้นย้ำในขณะนี้ก็คงจะเป็นเรื่อง ที่เจาะจงไปเพียงบางด้านเท่านั้นนะครับ
ด้านแรก คือ ผมถือว่าสื่อสารมวลชนนั้นมีหน้าที่เบื้องต้นคือการให้ข้อมูลหรือข่าวสาร ซึ่งความสำคัญตรงนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของความถูกต้องเที่ยงตรง แม่นยำ การจะนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรง แม่นยำได้นั้น ก็ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้มีการรายงานอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นเรื่องสำคัญว่า ทำอย่างไรคนที่ทำงานทางด้านสื่อสารมวลชนนั้นมีความพร้อมและมีความรู้พื้นฐานที่จะสามารถนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้อย่างเที่ยงตรงได้ ซึ่งแน่นอนส่วนหนึ่งก็จะต้องได้รับความรู้นี้ตั้งแต่ช่วงของการศึกษา แต่ว่าที่สำคัญกว่า คือ เมื่อเข้าสู่การทำงานแล้วจะต้องสามารถมีโอกาสในการที่จะเรียนรู้หรือต่อยอดความรู้สะสมประสบการณ์ เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญหรือการพัฒนาทางด้านนี้มากยิ่งขึ้น
ผมยกตัวอย่างว่า การรายงานข่าวสาร ทางด้านเศรษฐกิจ หรือทางด้านเทคโนโลยีหรือจะเป็นเฉพาะด้าน ด้านใดก็ตาม จะการเกษตรหรือจะบันเทิงหรือจะกีฬา เราก็อยากจะเห็นคนที่ทำงานในด้านการรายงานหรือนำเสนอข้อมูลข่าวสารเหล่านี้เป็นผู้รู้ในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนครับเป็นไปไม่ได้ว่า สถานบันการศึกษาจะสามารถให้ความรู้กับนิสิต นักศึกษา หรือผู้เรียนในทุก ๆ เรื่องได้ตั้งแต่ต้น แต่ก็ต้องทำอย่างไรที่จะฝึกฝนให้ทุกคนนั้นมีความรู้พื้นฐานในการที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้ ผมเองทำงานสัมผัสอยู่กับผู้สื่อข่าว ภารกิจ ภาระหน้าที่การงานผู้สื่อข่าวในปัจจุบัน ผมก็นึกไม่ค่อยออกนะครับว่า จะมีเวลาหรือมีโอกาสในการที่จะเพิ่มพูนความรู้ในด้านต่าง ๆ ได้อย่างไร เพราะการแข่งขันก็รุนแรงมากและวิธีการทำงานนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่กดดันเพราะเน้นในเรื่องปริมาณและความรวดเร็วค่อนข้างมาก ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งน่าเป็นห่วงและก็อยากจะเห็นว่า เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาหรือแนวทางของการทำงานตรงนี้ เพื่อให้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ นั้น มันมีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เป็นพื้นฐาน เพราะบางเรื่อง ถ้ามีตรงนี้แล้วมันก็จะไม่เป็นปมของการที่จะต้องถกเถียงหรือขัดแย้งกัน
ยกตัวอย่างเช่น ผมเห็นประเด็นถกเถียงหลายเรื่องเลยครับ ถ้าเพียงแต่เอาข้อมูล ข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทุกฝ่ายให้มาปรากฎหรือแม้กระทั่งข้อกฎหมายซึ่งก็จบแล้วครับ แต่ว่าพอเราไม่อิงข้อเท็จจริง เราไม่อิงเรื่องของข้อกฎหมายในบางเรื่อง เราอิงแต่ความเห็นครับ ใครก็มีความเห็นได้ ถูกก็รายงานได้ ผิดก็รายงานได้ บางครั้งความขัดแย้งก็เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะฉะนั้น ความรู้พื้นฐานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ความเห็นหลายความเห็นนะครับ ถ้ามันขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ถ้าไม่ถูกต้องอย่างที่เห็นได้ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปรายงานเพื่อให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคมอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมหวังว่า บทบาทหนึ่งของนักวิชาการนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชนทั้งวิชาชีพ ทั้งสถาบันการศึกษาก็คือ ทำอย่างไรให้คนของเราที่ทำงานในด้านนี้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น แล้วพัฒนาไปสู่ความเชี่ยวชาญ ในต่างประเทศหรือในระดับสากลเราก็จะเห็นว่า ในที่สุดผู้ที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชนก็จะเป็นผู้ที่มีน้ำหนักในการแสดงความคิดเห็นในวงการ หรือในเรื่องที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่าง ๆ สู่สังคมของเรานั้นที่ผมเห็นในขณะนี้ในวงการสื่อสารมวลชนคือ คนเล่าข่าว จะกลายเป็นคนที่จะต้องรอบรู้ไปทุกเรื่อง ซึ่งก็ถ้าสามารถที่จะเรียนรู้เรื่องต่างๆ ด้วยความแม่นยำพอสมควรก็เป็นประโยชน์ทำให้เกิดการเข้าใจที่ง่าย แต่ว่าในขณะเดียวกัน จะมีประเด็นในเรื่องของการชี้นำ ซึ่งก็จะเป็นประเด็นหนึ่งซึ่งผมได้กล่าวต่อไป
ประเด็นที่สองที่อยากจะเรียนคือ เทคนิคทางด้านการสื่อสารเองนอกเหนือจากตัวความรู้เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นเนื้อหาสาระแล้ว ก็ย่อมมีผลต่อการรับรู้หรือการสร้างทัศนคติของผู้ที่รับสื่อ ภาษาเป็นสิ่งที่มีบทบาทอย่างมากในการกำหนดหรือนำไปสู่การชี้นำได้ เมื่อเช้านี้ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับนะครับ แต่เห็นพาดหัวข่าวแล้วก็ยังนึกอยู่ในใจว่า นี่ก็เป็นตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมาได้นะครับ คือ ฉบับหนึ่งก็บอกว่า ผวาไม่ไปเชียงใหม่ อีกฉบับหนึ่งก็บอกว่า ดับไฟไม่ไปเชียงใหม่ ผมว่าคนที่อ่านเรื่องเดียวกันก็จะมีทัศนคติที่แตกต่างกันไปว่า ตกลงการไม่เดินทางไปเชียงใหม่เป็นเรื่องอะไร ซึ่งข้อเท็จจริงนะผมรู้ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะเรียนคือ นี่เป็นตัวอย่างว่าภาษานี้มีบทบาทอย่างสำคัญ แล้วก็เราก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน เรื่องของเวลาความรวดเร็วนั้น เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคม เพราะฉะนั้น อย่าได้แปลกใจนะครับว่า คนอ่านหนังสือพิมพ์มากที่สุดคือ หัวข่าว หรือดีไม่ดีคือไม่อ่าน แต่ฟังการอ่านพาดหัวข่าวในโทรทัศน์ ในวิทยุ และแม้กระทั่งตัวผมเองในปัจจุบันต้องยอมรับครับว่า ข่าวสารที่พึ่งมากที่สุด ปัจจุบันก็มาทาง SMS ซึ่งเป็นข้อความสั้น และภาษาที่ใช้ตรงนี้สำคัญอย่างมากเลยว่า ทำให้เกิดความเข้าใจไปในทางใด ก็คงเป็นเรื่องของผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญนะครับ ที่จะต้องดูกันต่อไปว่า การฝึกฝนในเรื่องของการใช้ภาษานั้นจะเป็นอย่างไร โดยข้อเท็จจริงผมอยากจะเรียนว่า บทบาทของสื่อ ถ้าคนที่ทำงานแยกแยะและนำเสนอได้ชัดเจนว่า ตรงไหนเป็นการเสนอข้อเท็จจริง ตรงไหนเป็นการเสนอความเห็น ผมคิดว่าก็จะช่วยเรื่องนี้ได้มาก ความหมายคือว่า ในส่วนที่เป็นการเสนอข้อเท็จจริงนั้นก็ควรพยายามที่จะใช้ภาษาที่มีความเป็นกลางมากที่สุด เพื่อให้ได้ทราบข้อมูลข้อเท็จจริง แล้วก็เป็นการนำเสนอเพื่อให้รับทราบ ส่วนผู้รับรู้ รับทราบนั้น จะมีความคิดเห็นอย่างไรก็จะเป็นดุลยพินิจในการที่จะตัดสินใจต่อไปในเชิงความเห็น แต่ว่าถ้าเป็นในเรื่องของการนำเสนอความเห็นซึ่งก็เป็นบทบาทของสื่อด้วย ผมไม่ติดใจหรอกครับตรงนี้ จะใช้ทักษะทางภาษาเพื่อจะโน้มน้าวผู้ฟัง ผู้อ่าน ผู้ดูอย่างไร ผมก็ถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง และผมยืนยันครับ ผมก็เป็นคนพูดมาตลอดว่า ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องความเป็นกลางของคน เวลาที่จะต้องมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวต่าง ๆ เพราะว่า ผมคิดว่าทุกคนก็คงมีความคิดของตัวเอง แล้วอยากที่จะให้ความคิดของตัวเองเป็นที่ยอมรับของคนอื่น แต่ตราบเท่าที่การนำเสนอความคิด ความเห็นนั้น เป็นความชัดเจนว่า เป็นการเสนอความคิดความเห็น ไม่ใช่แฝงว่าเป็นข้อเท็จจริง ผมคิดว่าตรงนี้ก็เป็นธรรมเพียงพอสำหรับผู้ที่รับสื่อ ถือว่าเป็นที่ทราบกันนะครับ เพราะฉะนั้น เรื่องของคอลัมน์ต่าง ๆ ผมไม่ติดใจหรอกครับ ผมเปิดหนังสือพิมพ์บางฉบับ ผมก็ต้องรู้ว่าเคยมีความเห็นอย่างไร บางฉบับหน้า 3 ไม่เว้น แม้แต่วันเดียวผม เว้นวันอาทิตย์ความจริง เพราะผมอ่านจนชำนาญแล้ว ทีมที่ทำวันอาทิตย์กับทีมที่ทำวันอื่นคนละทีมกัน แต่ทีมที่ทำวันอื่นนั้นไม่มีเขียนถึงผมดีมากี่ปีแล้วก็ไม่เป็นไรเป็นสิทธิของเขา ผมก็ใช้ประโยชน์นะครับ ตัวผมก็รู้ว่า คนที่เป็นศัตรูกับผมนั้นคิดอะไรอยู่ ก็ทำให้ผมวางแผนได้ง่ายขึ้น แต่ว่าผมไม่ติดใจเพราะผมถือว่าเป็นพื้นที่ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่เขาเป็นการแสดงความเห็น แม้ว่าเขาอาจะคิดว่าเป็นเรื่องบทวิเคราะห์ รับกันได้ไม่เป็นไร แต่ว่าเนื้อข่าวพาดหัวข่าว ผมยังอยากที่จะให้ดำรงความเป็นกลางในระดับหนึ่ง ผมเข้าใจดีครับ ถ้ามันไม่มีสีสันก็ยากที่จะดึงดูด แต่ว่าก็ไม่ควรที่จะใช้พื้นที่ตรงนั้นทำให้เกิดการเข้าใจผิดสับสนหรือชี้นำมากจนเกินไป
ประเด็นสุดท้ายที่นอกเหนือจากเรื่องของการมีความพร้อมในเรื่องความรู้ และเรื่องของการใช้เทคนิคในการสื่อสาร ก็คงจะเป็นบทบาทที่จะเถียงกันตลอดเวลาว่า สื่อนั้นเป็นผู้สะท้อนหรือเป็นผู้ชี้นำ ที่จริงต้องบอกว่า ในที่สุดสื่อก็มีบทบาททั้งสะท้อนและชี้นำ แต่ว่าน้ำหนักและการกำหนดสัดส่วนตรงนี้ควรจะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด หลายครั้งครับ สื่อก็จะบอกว่า ไม่ได้ทำอะไรนอกจากจะสะท้อนสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า ปฏิกิริยาระหว่างผู้เสนอข่าวสารกับผู้รับข่าวสารนั้นมันก็จะเชื่อมกลับไปกลับมาเป็นวงจรเป็นลูกโซ่ ถ้ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีไม่งาม แล้วสื่อก็บอกว่าเป็นเพียงกระจกสะท้อนตรงนั้น มันก็กลับไปมีอิทธิพลที่จะสืบทอดความไม่ดีไม่งามเหล่านั้นต่อไปในสังคมด้วย เพราะฉะนั้น ผมก็ยังถือว่าสื่อนั้นก็ต้องมีบทบาทและความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำสังคมเช่นเดียวกัน ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่หวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่า จะได้มีการสร้างความตระหนักและความตื่นตัวตรงนี้
สำหรับความขัดแย้งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น จะเป็นปัญหาอย่างนี้แหละครับว่า ถ้าใน 3 สิ่งที่ผมได้กล่าวไป เราไม่ระมัดระวังนะครับ คือว่า ความไม่แม่นยำในเรื่องของข้อเท็จจริงก็ยังมีการนำเสนอ ถ้ามีการใช้เทคนิคการสื่อสารเพื่อหวังผลให้นำไปสู่ความขัดแย้งหรือถ้าไม่แยกแยะว่า ตรงไหนคือการสะท้อน ตรงไหนคือการชี้นำ คงจะเป็นเรื่องยากที่สังคมจะก้าวพ้นความขัดแย้งไปได้ มีประสบการณ์ในช่วงที่มีวิกฤตความขัดแย้งหลายเรื่องเลยครับ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นบทเรียนเหมือนกัน แม้กระทั่งสำหรับตัวผมเองอย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า เอาอย่างเรื่องข้อเท็จจริงครับ ผมก็ไม่เคยนึกฝันเลยนะครับว่า เอาชีวิตแทบไม่รอดที่กระทรวงมหาดไทยต้องมานั่งแก้ตัวว่า ตกลงอยู่ในรถหรือเปล่า ทั้งๆ ที่พยานก็ชัดเจนนะครับ แล้วตอนหลังก็ปรากฏว่า มีรูปถ่ายอยู่ชัดเจน แต่ว่าพื้นที่ของสื่อสังคมมาตั้งคำถามได้อยู่เป็นระยะเวลานาน จนกระทั่ง แม้กระทั่งบางคน ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็ฟังซ้ำ ๆ ก็ชักงง โทรมาถามว่าตกลงอยู่ในรถหรือเปล่า ผมก็บอกว่าผมก็ฟังจนผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมอยู่ในรถหรือเปล่า เป็นเรื่องแปลกนะครับ เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งพิสูจน์กันได้ไม่ยาก หลักฐาน พยานต่าง ๆ ก็มี แต่กลายเป็นประเด็นซึ่งสามารถถูกหยิบไปแล้วก็ขยายผลไปจนเป็นความขัดแย้งได้ กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อซึ่งคนเอามาโจมตีผมว่าเป็นคนหลอกลวงโลก เพราะไม่อยู่ในรถ ซึ่งมีความผิดมากกว่าคนที่พยายามจะฆ่าคน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับสังคม หรือกรณีของการพิสูจน์ในบางเรื่อง เช่น คลิปเสียงที่ออกมาอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องที่พิสูจน์กันได้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ถูกนำไป อย่างที่ผมย้ำนะครับว่า เดี๋ยวนี้ ตำราของการต่อสู้ทางการเมือง เขาบอกว่าให้ผลิตซ้ำอย่างเดียว จริงไม่จริงก็นำไปสู่ความเชื่อได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความอันตรายมากนะครับ สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสื่อต่อไปที่จะต้องบอกคือว่า เนื่องจากประเด็นที่ผมพูดตั้งแต่ต้นว่า ปัจจุบันเรามีทั้งสื่ออาชีพและ ความจริงคนสื่อเขาเรียกกันเองนะครับว่า สื่อเทียม เราจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร
เพราะปัจจุบันนั้น ผู้บริโภคหรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางเลือกและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนในอดีต น่าคิดครับว่า ในยุคหนึ่งอย่างน้อยที่สุดคนในสังคมก็จะรับชุดข้อมูลข่าวสารที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทุกคนเห็นตรงกัน แต่อย่างน้อยมีจุดร่วมบางอย่าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ติดต่อสื่อสารหรือนำไปสู่การสมานฉันท์ได้ แต่ว่าถ้าหากว่าคนในสังคม มีสื่อคนละชุด เรื่องเดียวกันแต่มีการนำเสนอในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเกือบทุกเรื่อง คำถามก็คือว่า และคนที่รับคนละชุดกันนั้น จะสื่อสารกันได้รู้เรื่องได้อย่างไร อย่าว่าแต่จะมาสมานฉันท์กันได้อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นข้อคิดนะครับว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้อย่างน้อยที่สุดเรามีจุดร่วมในเชิงพื้นที่ของข้อมูลพื้นฐานบางอย่างที่ให้ทุกฝ่ายยอมรับเพื่อสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะลดปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมนะครับ ยากครับ เพราะว่า ปัจจุบันนับวันสื่อที่นำเสนอในลักษณะที่อาจจะเรียกว่าเป็นสาธารณะระดับชาติที่ทุกคนจะดูฟังร่วมกัน จะน้อยลงไป เพราะว่าคนชอบดูกีฬาก็สามารถที่จะดูกีฬาได้ทั้งวันแล้วเดี๋ยวนี้ คนชอบดนตรีก็ดูดนตรีได้ทั้งวัน คนชอบประท้วงก็ดูรายการประท้วงได้ 24ชั่วโมง เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นปัญหาต่อไปนะครับว่า น่าคิดล่ะครับ ขอฝากทางนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนด้วยว่า สภาพสังคมที่กำลังเป็นเช่นนี้เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะให้เกิดจุดร่วมที่จะทำให้การหลอมรวมสังคมในบางเรื่องและในบางสถานการณ์เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผมทราบดีครับว่า งานของสมาคมนั้นก็คงจะมีความท้าทายค่อนข้างมาก และความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมก็ย่อมส่งผลต่อการทำงานของท่านทั้งหลายด้วย ขอเป็นกำลังใจและขอแสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่งกับการเปิดสมาคมวิชาการนิเทศศาสตร์และการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย และขออำนวยพรให้การดำเนินงานของสมาคมสำเร็จลุล่วงตามเจตนารมย์ สามารถที่จะพัฒนาบุคลากรให้พร้อมด้วยจรรยาบรรณความรู้ และคุณธรรม ผลิตผลงานวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชนให้เจริญงอกงามเปี่ยมคุณภาพ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และสังคมส่วนรวมและประเทศชาติสืบไป ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท - พัฒนพงศ์ / ถอดเทป
จินตนา / ตรวจ