คำกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสพบปะประชาชนชาวจังหวัดพิจิตร
ณ โรงสีข้าวสิงห์โตทอง ต.ในเมือง อ.เมือง จังหวัดพิจิตร
วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2552 เวลา 15.00 น.


พี่น้องชาวพิจิตรที่เคารพรักทุกท่านครับ

ผมขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ได้เดินทางมาและได้พบปะกับผมและคณะให้การต้อนรับอย่างดีในบ่ายวันนี้ เมื่อเช้านี้ผมเดินทางออกจากกรุงเทพ ฯ ได้เดินทางไปพบปะกับพี่น้องประชาชนทั้งที่จังหวัดสุโขทัยและที่จังหวัดพิษณุโลก ก่อนที่จะเดินทางมาที่จังหวัดพิจิตรและก็ได้เดินทางกลับไปที่กรุงเทพมหานครต่อไป

อยากจะเรียนกับพี่น้องครับว่า วันนี้ภารกิจหลักที่มาติดตามก็คือ งานนโยบายสำคัญของรัฐบาลทั้งในส่วนของโครงการประกันรายได้ให้เกษตรกร และในส่วนของปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง เมื่อสักครู่นี้พี่น้องก็ได้รับทราบจากการรายงานถึงความก้าวหน้าต่าง ๆ ผมขอใช้เวลากับพี่น้องในเบื้องต้นได้พูดคุยถึงภาพรวมของการทำงานของรัฐบาลสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่านับตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ยังไม่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนพี่น้องที่นี่ พี่น้องครับ เมื่อประมาณเกือบ 1 ปี ทีแล้วนะครับ ผมได้เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าพี่น้องนึกย้อนกลับไปก็คงจำได้ว่าช่วงที่ผมเข้ามารับตำแหน่งนั้น บ้านเมืองมีความสับสนวุ่นวายและพี่น้องประชาชนมีความทุกข์ มีความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งก็มีปัญหาความขัดแย้งในทางการเมือง และก็เกิดความไม่สงบเรียบร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกด้านหนึ่งก็มีปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้วเราได้รับผลกระทบรุนแรงมากจากเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออก การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจในภาพรวมเริ่มติดลบ เมื่อตอนต้นปีทุกคนกลัวกันมากครับ กลัวกันว่าเศรษฐกิจนั้นจะตกต่ำยาวนาน กลัวว่าพี่น้องประชาชนจะตกงานเป็นจำนวนมาก และก็กลัวว่าความวุ่นวายทางการเมืองผสมกับวิกฤตเศรษฐกิจ จะทำให้บ้านเมืองของเรานั้นไม่สามารถที่จะเดินไปในทางไหนได้และพี่น้องประชาชนก็จะได้รับความเดือดร้อนไม่ได้รับการดูแลในเรื่องของปัญหาต่าง ๆ

ผมและรัฐบาลทราบดีตั้งแต่วันแรกนะครับ ว่าเป็นภาระที่หนักอย่างยิ่งของรัฐบาลว่า ต้องสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่า เราจะสามารถฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ วันนี้ผ่านมาประมาณ 11 เดือน ผมอยากจะเรียนกับพี่น้องครับว่า บ้านเมืองของเราโดยเฉพาะเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนเดินมาด้วยใจพอสมควร วันนี้ที่เคยกลัวว่าคนไทยจะตกงานกัน 2 ล้านคน มั่นใจได้แล้วครับว่าไม่เกิดขึ้น โดยการดูแลของรัฐบาลผ่านโครงการทั้งต้นกล้าอาชีพ การชะลอการเลิกจ้าง และรัฐมนตรีของพี่น้องนะครับ รัฐมนตรีไพฑูรย์ แก้วทอง ซึ่งทำงานอย่างหนักในกระทรวงแรงงาน

วันนี้ตัวเลขการว่างงานไม่เพิ่มขึ้นแล้วครับ เริ่มลดลงโดยลำดับ ผมเพิ่งไปประชุมกับต่างประเทศหลายสิบประเทศ หลายประเทศยังวิตกกังวลว่าตัวเลขคนว่างงานของเขายังเพิ่มขึ้น ๆ ๆ ไปจนถึงปีหน้า แต่ของเรานั้นไปถึงจุดสูงสุดเมื่อตอนปลายปีนี้ ประมาณ 700,000 คน แต่วันนี้ค่อย ๆ ลดลงมาโดยลำดับเหลือประมาณ 450,000 – 460,000 คน อันนี้ทำให้พี่น้องมั่นใจได้ครับว่า เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจของเราได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา

การแก้ปัญหาของรัฐบาลนั้นพี่น้องครับ ที่เราทำไม่ค่อยเหมือนที่อื่นเขา ก็คือช่วงแรกเราคิดถึงว่า ทำอย่างไรพี่น้องของเราโดยเฉพาะคนยากคนจนที่ได้รับความเดือดร้อนจะมีกำลังในการที่จะฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ พูดง่าย ๆ เราก็คิดว่าทำยังไงพี่น้องคนยากคนจนของเรายังคงมีรายได้แล้วก็ช่วยลดรายจ่ายให้เขา เราก็ได้ตัดสินใจเดินหน้าในนโยบายสำคัญ ๆ หลายเรื่อง ช่วงแรกสำหรับพี่น้องเกษตรกรเราก็ขยายโควตาเรื่องของการประกันพืชผล ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องมา ก็ทำให้ต่างพ้นปัญหาเรื่องข้าวโพด มันสำปะหลังและข้าวไปได้ในระดับหนึ่ง เราสานต่อมาตรการในเรื่องการลดค่าน้ำ ค่าไฟ รถเมล์ รถไฟ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อย แล้วเราก็เริ่มเดินหน้านโยบายหรือโครงการหลายโครงการ ซึ่งเคยพูดคุยกันมายาวนานครับ พี่น้องรอคอยแต่ว่า ยังไม่มีรัฐบาลไหนได้ลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องลูกหลานของเราครับ คือการเรียนฟรี 15 ปี พี่น้องคงจำได้พอเปิดเทอมเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นปีการศึกษาแรกที่รัฐบาลส่งเงินมาถึงมือพ่อแม่ผู้ปกครอง สำหรับเอาไปซื้อเครื่องแบบ เอาไปซื้ออุปกรณ์การเรียน มีการส่งเรื่องของตำราเรียนมาให้ และก็มีการเพิ่มเงินงบประมาณต่อหัวนักเรียนไปในโรงเรียนต่าง ๆ แล้วก็โครงการนี้มาสานต่อ ต่อเรื่อยไปและก็จะทำตลอดไปเหมือนกับหลายครั้งที่ผมเคยมาพบกับพี่น้องและก็พูดว่า นี่ควรจะเป็นสิทธิและโอกาสของลูกหลานของเราทุกคน อันนี้ก็ได้ทำกันแล้ว

สำหรับผู้สูงอายุเคยมาพูดคุยกันทุกครั้งได้ยินเสียงบ่นว่า รัฐบาลในอดีตเคยให้เบี้ยยังชีพไว้ แต่ว่าได้กันเป็นส่วนน้อยครับ ผมจำได้ปราศรัยหาเสียงทุกครั้งก็ถามว่า ใครอายุเกิน 60 ปี บ้าง ก็ยกมือกันเยอะ แต่พอถามว่าใครได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลบ้าง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นแหละครับที่ยกมือ ที่เหลือก็รอคอยหลายคนก็บ่นว่า ทำไมบางคนได้ บางคนไม่ได้

รัฐบาลนี้ได้ดำเนินโครงการเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุสำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคนเรียบร้อยแล้ว แล้วก็จะทำต่อครับ ตอนแรกก็กังวลว่าทำมาถึงเดือนตุลาคมหรือเปล่า ขอยืนยันนะครับว่า โครงการนี้ดำเนินการต่อไปแน่นอน เพราะเราถือว่า อันนี้อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันสำหรับพี่น้องคนไทยที่มีอายุเกิน 60 ไม่มีบำนาญ เลยถือโอกาสบอกกับพี่น้องต่อเลยครับว่า เราจะทำไปอีกกลุ่มหนึ่งครับ ก็คือ คนพิการ ซึ่งปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนไว้อยู่แต่ว่ายังขึ้นไม่หมด แล้วยังมีส่วนน้อยที่จะรับเบี้ยคนพิการ ขอเรียนว่ารัฐบาลจะมีการเปิดให้มีการลงทะเบียนอีกครั้งหนึ่งนะครับเดือนหน้า และตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป คนพิการทุกคนก็จะได้รับเบี้ยคนพิการเหมือนกับที่ผู้สูงอายุได้รับทุกคนเช่นเดียวกัน พี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ยังไม่ทันเลยครับว่าจะทำอะไร พี่น้อง อ.ส.ม. เราเคยคุยกันใช่ไหมครับว่าจะให้ทำงานหนักขึ้น แล้วก็ต้องทำงานหนักจริง ๆ เพราะว่าตอนนี้รัฐบาลก็จะทำนโยบายเรื่องของสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น ต้องการให้พี่น้องทุกครอบครัวได้รับความดูแลในเรื่องสุขภาพโดยมี อสม. หรืออาสาสมัคร เข้าไปช่วยกันให้ความรู้ รณรงค์ดูแล และที่สำคัญคือว่า เจ็บไข้ได้ป่วยน้อยลง ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยสามารถไปรับบริการใกล้บ้านได้ เราก็ทราบว่าพี่น้อง อสม. ก็มี งานหนักและก่อนหน้านี้ เสียสละไม่ใช่เฉพาะเวลา แรงกาย แต่หลายคนก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วยในการทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ตามที่เคยพูดคุยกันไว้คือ มีค่าตอบแทนเป็นรายเดือนให้กับพี่น้อง อสม. ครับ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ในที่สุดพี่น้องคนไทยในภาพรวมและสังคมไทย เศรษฐกิจไทย สามารถฟันฝ่าช่วงที่ลำบากที่สุดของวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ นโยบายพวกนี้เราอนุมัติเงินกันประมาณเดือนมีนาคมครับ ผมดูตัวเลขเศรษฐกิจปรากฎว่า ตั้งแต่มาตรการเหล่านี้ทยอยออกมาเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน มาจนถึงทุกวันนี้ เศรษฐกิจจะขยับไปในทางบวกเดือนต่อเดือนมาตลอด เพราะฉะนั้นผมดีใจว่า ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปนอกจากช่วยพลิกฟื้นให้เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดช่วงเลวร้ายให้ลงแล้ว นโยบายที่เคยมาพูดคุยกับพี่น้องไว้ที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ นั้นได้เดินหน้าไป ปัญหาพี่น้องโดยเฉพาะปัญหาพี่น้องในชนบทอีกหลายเรื่อง แม้ว่าอาจจะไม่มีโอกาสพูดจาประชาสัมพันธ์มากนัก เช่น เรื่องที่ทำกิน ที่เราเอาเรื่องของฉโนดชุมชนเข้ามาแก้ไข ที่อยู่อาศัยที่เราเอาเรื่องของบ้านมั่นคงเข้ามาทำงานได้ประสบความสำเร็จหลายพื้นที่กำลังเป็นแนวทางใหม่ในการที่ไล่แก้ปัญหาที่พี่น้องจำนวนมากยังประสบอยู่ในเรื่องเหล่านี้ แต่ยังมีอีก 2-3 เรื่องที่ผมยังอยากเดินหน้าทำต่อแล้วก็เริ่มต้นแล้ว ที่จะช่วยให้พี่น้องคนไทยทุกคนนั้นมีหลักประกันที่ดี เรื่องแรก เรื่องหนี้สิน นี่มานั่งกันอยู่ตรงนี้มีใครเป็นหนี้บ้างครับ ยกมือหน่อยนะครับ มีใครเป็นลูกหนี้นอกระบบครับ ไม่ได้กู้กับธนาคาร ไม่ได้กู้กับกองทุนนอกระบบยกมือซิครับ ดอกเบี้ยสูงไหมครับ เงื่อนไขการชำระเงินก็โหดพอสมควรนะครับเราทราบดี พี่น้องหมุนเงินไม่รู้จะทำอย่างไรก็ไปกู้จากคนหนึ่ง ไม่มีใช้คนนี้ ก็ไปหาอีกคนหนึ่งมีปัญหาเยอะมาก ใครเป็นเจ้าหนี้นอกระบบช่วยยกมือหน่อยซิครับ แต่ยังไม่มองเห็นนะครับ เดือนหน้าทั้งเดือนรัฐบาลจะให้พี่น้องที่เป็นหนี้นอกระบบไปจดทะเบียนกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กับธนาคารออมสินครับ เราจะอนุญาตหนี้จนถึง 200,000 บาท ไม่ให้เกิน 200,000 บาท ไปขึ้นทะเบียนแล้วธนาคารหรือหน่วยงานของรัฐจะเริ่มกระบวนการเจรจา โอนหนี้เข้าไปเป็นหนี้ของธนาคารต่างๆ มี 6 ธนาคารจะเข้ามาร่วมครับ แล้วก็จะได้งดเงื่อนไขเรื่องดอกเบี้ยไม่ให้เกิน 12 % ต่อปี และก็ยืดเวลาชำระไปจนถึง ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ 18 ปี เพราะฉะนั้นตั้งแต่เดือนหน้านะครับ ขอให้มาจดทะเบียนโอนหนี้เข้าระบบแล้วก็จะได้พบกับชีวิตใหม่ครับ

เรื่องที่สอง หนี้เหมือนกันครับ แต่เป็นหนี้กองทุนหมู่บ้าน มีไหมครับหนี้กองทุนหมู่บ้านแถวนี้ ปัจจุบันผู้เอาเงินออกมาแล้วต้องคืนภายใน 1 ปี รัฐบาลได้มีมติแล้วครับอนุญาตให้กรรมการกองทุนหมู่บ้านต่าง ๆ ยืดหนี้จาก 1 ปี เป็น 2 ปีครับ เรากลับมาปีหน้าจะเร็วไหมครับ หวังว่าพี่น้องจะใช้โอกาสที่มีเวลาหายใจเพิ่มขึ้นอีก 1 ปีนะครับ ไปบริหารจัดการเพื่อสามารถที่จะชำระหนี้ได้ดียิ่งขึ้น สำหรับพี่น้องที่รอกู้จากกองทุนหมู่บ้าน และกลัวว่าเขายึดไปเป็น 2 ปี ต้องรอนานขึ้น รัฐบาลก็จะเอาเงินมาเติมให้กองทุนหมู่บ้านทุกกองทุนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วซึ่งเป็นส่วนใหญ่ เงินจะมานะครับ รอสภาต่อวุฒิสภาอาทิตย์หน้านี้นะครับ รับทราบวงเงินกู้ภัยเข้มแข็ง ถ้ารับทราบได้จะมีเงินโอนมากองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ 19,000 ล้านบาท เพื่อที่จะทำให้มีคนสามารถไปกู้ยืมเพิ่มเติมได้ภายในปีหน้า

เรื่องที่สาม เราอยากจะให้พี่น้องประชาชนทุกคนมีบัตรประกันความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น เพราะฉะนั้นปัจจุบันถ้าเราเป็นข้าราชการเราก็มีเบี้ยบำเหน็จ บำนาญ ถ้าเราเคยทำงานในภาคอุตสาหกรรมเป็นลูกจ้าง พนักงาน ในบริษัท ห้างร้านโรงงานต่าง ๆ เรามีระบบประกันสังคม แต่พี่น้องที่เหลือไม่มีระบบอะไรอย่างนี้เลย อาจจะมีโครงการสวัสดิการชุมชนออมทรัพย์ ซึ่งรัฐบาลนี้ สวัสดิการชุมชนกองทุนสหกรณ์ไหนดำเนินการมาได้เข้มแข็งแล้วพิสูจน์ได้ รัฐบาลจะสมทบเงินเพิ่มให้ด้วย และเรากำลังจะออกกฎหมายเรียกว่ากองทุนเงินออมแห่งชาติ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนทุกคนออมเงิน ส่งเงินเข้าบัญชีรัฐบาลจะสมทบให้เอาไปบริหาร แล้วพออายุครบ 60 ทุกคนจะได้มีเงินที่ออกมาเหมือนกับเป็นบำนาญประชาชนบ้าง นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรากำลังดำเนินการ กำลังจะทำเพื่อให้คนไทยทุกคนนั้นมีความมั่นคงในชีวิต นี่คือสิ่งที่เป็นแนวทางที่รัฐบาลนี้ตั้งใจและก็ทุ่มเททำอย่างเต็มที่และผมกล้ายืนยันว่ามีความคืบหน้าในนโยบายทุกเรื่องไปมากพอสมควร อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าโครงการเหล่านี้ก็จะสามารถเดินหน้าเต็มรูปแบบ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นการวางรากฐานให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนให้มีความมั่นคงในชีวิตอย่างเป็นระบบครั้งแรก

และสำหรับวันนี้ครับ โครงการที่ผมมาติดตามก็ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเช่นเดียวกัน โครงการแรกก็เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและหลักประกัน คือ พี่น้องเกษตรกรเอง ผมทราบครับ รัฐบาลในอดีตก็พยายามช่วยเหลือพี่น้องเกษตรมาในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็มีการรับจำนำพืชผลหลัก ๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลังกันมาก แต่ผมไปดูตัวเลขแล้วครับ การเข้ารับเข้าโครงการรับจำนำในเรื่องของพืชผลมันไม่ทั่วถึงครับ รัฐบาลทำไม่ได้ ทำไม่ไหวครับที่จะรับจำนำพืชผลทั้งหมดก็ต้องกำหนดเป็นโควตา สุดท้ายตัวเลขมันฟ้องว่า เกษตรกรที่เข้าโครงการรับจำนำได้ประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นเอง หมายความว่ามีชาวไร่ ชาวนาเกษตรกร 1 คนเข้าโครงการได้ มีอีก 2 คนที่เข้าไม่ได้หรือไม่ได้เข้า เราก็เลยเปลี่ยนแนวทางการช่วยพี่น้องเกษตรกรมาเป็นแนวทางที่บอกว่า ต่อไปนี้จะช่วยทุกคน นั่นคือที่มาโครงการประกันรายได้ แล้วก็เดินหน้าให้พี่น้องที่ปลูกข้าวโพด ปลูกมัน ปลูกข้าวมาขึ้นทะเบียน ขึ้นทะเบียนแล้วก็ให้พี่น้องนี่แหละครับทำประชาคมรับรองกันว่า บุคคลเหล่านี้ทำไร่ ทำนาจริง ปลูกอะไรที่ไหนเท่าไหร่ แล้วเราก็ให้มีการรับรองแล้วก็ทำสัญญากัน ทำสัญญากันว่า รัฐบาลได้คำนวณแล้วปลูกข้าวโพด ปลูกมัน ปลูกข้าว แต่ละประเภทต้นทุนเท่าไหร่ บวกกำไร บวกค่าตอบแทนค่าใช้จ่ายบางส่วนก็จะได้ราคาที่เราเรียกว่า ราคาประกันข้าวขาว 10,000 ข้าวหอม 14,000 อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็บอกว่า เมื่อขึ้นทะเบียนทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว ซื้อขายจริงในตลาดราคาเท่าไหร่ เราก็ประกาศออกมา เรียกว่าราคาอ้างอิง สมมติข้าวขาวประกันอยู่ที่ 10,000 ปรากฏว่าซื้อขายตามจริงอยู่ที่ประมาณ 9,000 ก็หมายความว่า เราก็จะชดเชยให้ 1,000 เริ่มต้นแล้วครับตอนนี้ ผมเพิ่งเดินทางมาจากสุโขทัยกับพิษณุโลก เมื่อสักครู่มีเกษตรกรที่มาใช้สิทธิตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว บางคนปลูกข้าวก็ได้ไปเกวียนละ 1,060 บาท คำนวณออกมาแล้ว เมื่อสักครู่มีคุณลุงหลายคนถือเงินสดกลับบ้านไป 20,000 กว่าบาท แล้วเรื่องการไปค้าขาย คือจะขายเมื่อไหร่อย่างไรนั้นก็อยู่ที่พี่น้องเกษตรกร อย่างเมื่อสักครู่มีคุณลุงคนหนึ่งครับ บอกว่าปีนี้โชคไม่ดีพื้นที่ที่ทำนานั้นปรากฎว่าเจอปัญหาแล้ง ผลผลิตออกมาน้อยมาก แล้วก็ออกมาก็เก็บไว้กินเองเกือบจะหมดแล้วครับแทบจะไม่มีเหลือขาย แต่พอมีโครงการนี้ก็รับเงินกลับบ้านไปช่วยได้ประมาณ 23,000 บาท คือข้าวของพี่น้องจะเก็บไว้กินเองหรือจะขายไม่ได้เกี่ยวข้องครับ ได้รับชดเชยตามโควตาตามสัญญาทั้งหมด อันนี้คือสิ่งที่เราเข้ามาทำเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ที่นี่สำหรับพี่น้องแถวนี้เกิดปัญหาหนึ่งครับ คือข้าวที่เขาเรียกกันว่า ข้าวเบาหรือข้าวอายุสั้น ซึ่งเป็นข้าวที่รัฐบาลพยายามรณรงค์ไม่อยากให้พี่น้องปลูก เพราะอยากจะให้ข้าวไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง แต่ปัญหาเกิดขึ้นก็คือว่า รัฐบาลออกนโยบายมาเป็นนโยบายใหม่ในเรื่องการประกันแล้วก็เดินบอกว่าข้าวในส่วนนี้เข้าโครงการไม่ได้ แต่เนื่องจากโครงการมันใหม่ เวลากระชั้น การออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรอาจจะไม่ทันการ พี่น้องจำนวนมากก็ได้ปลูกไปแล้ว เมื่อสักครู่ที่รายงานก็บอก 200,000 ตัน ผมเพิ่งประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวไปเมื่อวันพฤหัสบดีก็เลยตกลงแล้วว่า เฉพาะปีนี้จะอนุญาตให้พี่น้องที่ปลูกข้าวประเภทนี้สามารถใช้สิทธิตามโครงการประกันได้ แต่ต้องสัญญากันนะครับว่าปีหน้า เปลี่ยนไปปลูกข้าวประเภทอื่นที่เป็นข้าวคุณภาพดี อันนี้คือสิ่งที่ได้แก้ไขไป เพราะว่าทราบว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมากอาจจะปรับตัวไม่ทันแล้วก็เดือดร้อนอีก

ผมทราบว่ายังมีปัญหาอื่น ๆ อีก แต่ก็กำลังเร่งแก้ไขอยากให้พี่น้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ของเราเหมือนกัน เพราะว่าต้องเดินหน้าทำการลงทะเบียน ทำสัญญาในเวลาสั้น ๆ เวลานี้ก็เร่งเต็มที่ให้การทำสัญญาครอบคลุมให้หมด เพราะว่าบางพื้นที่ก็ยังช้าอยู่ แต่เราก็จะมุ่งไปที่พื้นที่ซึ่งข้าวกำลังออกมาอย่างรวดเร็ว หรือออกมาจำนวนมาก อันนี้ก็จะแก้ไขกันไป บางคนบ่นว่าตัวเลขที่เราใช้คำนวณในเรื่องของสิทธิผลผลิตต่อไร่ยังต่ำ เราทบทวนไปให้แล้วรอบหนึ่งถ้ารอบนี้ไม่ทันอาจจะต้องยกยอดไปฤดูกาลหน้า แต่ว่าจะรับรองว่าจะให้ความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุด เพราะเราใช้ตัวเลขที่กระทรวงเกษตรฯ มีอยู่กับในอดีต บางคนก็บ่นบอกว่า เราประกาศราคาอ้างอิงมันไม่ได้ขายได้ตามนั้นจริง รัฐบาลเอาเปรียบหรือเปล่า สุดท้ายเราก็ออกมาตรการออกมาบอกว่า ราคาอ้างอิงเมื่อรัฐบาลประกาศว่า เป็นราคาที่ซื้อขายกันจริง รัฐบาลต้องกล้าซื้อ ก็อนุมัติรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เดินทางไปตอนนี้ได้รับความร่วมมือจากโรงสีทั่วประเทศ 201 แห่ง 35 จังหวัด ตั้งโต๊ะรับซื้อในราคาอ้างอิงที่ประกาศ ก็ทำให้ราคาในตลาดนั้นเพิ่มขึ้นมา เพราะฉะนั้นอยากจะบอกกับพี่น้องนะครับว่า โครงการนี้เดินหน้าแล้ว หลายคนกลัวกันมาตลอดว่าพูดจริงหรือเปล่า จ่ายเงินกันจริงหรือเปล่า ถ้าเมื่อสักครู่ดูช่อง 11 อยู่ครับ ให้รับเงินกันสด ๆ ต่อหน้ากล้องออกไปทั่วประเทศในหลายจังหวัด เมื่อสักครู่นอกจากที่พิษณุโลกแล้ว ผมเชื่อมต่อไปที่เชียงราย ขอนแก่น อุบลราชธานี สุพรรณบุรีด้วย ให้เห็นว่าโครงการกำลังเดินหน้าจริงๆ เพราะฉะนั้นอยากจะยืนยันกับพี่น้องให้เกิดความมั่นใจว่า โครงการเหล่านี้กำลังเดินหน้าไปแล้วก็จะมีการสานต่อ หลักก็คือ ทุกปีเราจะให้พี่น้องเกษตรกรใช้สิทธิได้ 2 รอบ เพราะฉะนั้นถ้าปลูกข้าวนาปี นาปรังก็ใช้สิทธิได้ 2 รอบต่อหนึ่งปี นี่คือโครงการประกันรายได้

ส่วนสุดท้ายที่จะต้องพูดถึงก็คือ ในส่วนของภาพรวมของไทยเข้มแข็ง คือที่พูดมาทั้งหมดนั้นเรากำลังแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง พูดง่าย ๆ เป็นรายบุคคล ดูแลทั้งลูกหลานเรียนฟรี พ่อแม่มีเบี้ยยังชีพ เป็นอสม. มีค่าตอบแทน เป็นเกษตรกรก็มีหลักประกันในเรื่องของรายได้ แต่ว่าโอกาสอนาคตความเข้มแข็งของพี่น้องก็จะขึ้นอยู่กับส่วนรวมด้วย สิ่งที่เรากำลังทำภายใต้ไทยเข้มแข็งคือ การลงทุนครั้งใหญ่ 3 ปีข้างหน้า ภายในปีหน้านะครับจะมีเงินไทยเข้มแข็งลงมาทั่วประเทศ 350,000 ล้าน มีเรื่องแหล่งน้ำ ถนนหนทาง การปรับปรุงโรงเรียน การปรับปรุงสถานีอนามัย การเข้ามาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว และก็ทำโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เพื่อที่จะให้ทั่วประเทศนะครับ พี่น้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างพิจิตรนะครับ เรื่องน้ำ พี่น้องที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานถือว่าโชคดี ทำการเกษตรมีผลผลิตดี มีรายได้ดีตามสมควร แต่พี่น้องก็ทราบครับว่า มีอีกหลายพื้นที่ขาดการบริหารจัดการน้ำ ต้องเจอปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งสลับสับเปลี่ยนกันไป ไทยเข้มแข็งจะเข้ามาเติมเต็มในเรื่องของโครงการบริหารน้ำและก็แหล่งน้ำได้มากพอสมควร ส่วนโครงการขนาดใหญ่นั้นก็อยู่ในช่วงที่กำลังมีการศึกษาและก็ดูแลกันอยู่ถึงความเหมาะสมในทุก ๆ ด้าน

ถนนหนทางก็จะมีทั้งในส่วนของถนนสายหลักและถนนในชนบทที่ทำให้เป็นถนนไร้ฝุ่น โรงเรียนก็จะมีการมาปรับปรุง เรื่องห้องสมุด เรื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และสถานีอนามัยทุกตำบลก็จะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล พี่น้องจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลสามารถไปที่สถานีอนามัยจะมีระบบเชื่อมต่อเข้าไปหาหมอที่อยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในจังหวัดได้ นี่คือภัยเข้มแข็งครับ

สำหรับปีหน้าของพิจิตรนั้น ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดเจียด ๆ 2,000 ล้านบาท จะมาให้กับพี่น้องชาวพิจิตรในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะมี พ.ร.บ. อีก 400,000 ล้านทั่วประเทศ ที่กำลังรอให้ผ่านสภาผ่านสภาก็จะมีมาอีก ผมไม่ต่ำกว่าอีก 2,000 ล่ะครับที่จะมาช่วยเหลือดูแลในเรื่องเหล่านี้สำหรับพี่น้องชาวพิจิตร เพราะฉะนั้นวันนี้ได้มีโอกาสมาพบปะพี่น้องก็อยากเล่าให้ฟังครับว่า นี่คืองานที่พวกเราทำ

สุดท้ายนิดเดียวครับ เรื่องการเมือง ผมทราบว่าพี่น้องมีความวิตกกังวลและก็ไม่พอใจว่า การเมืองมันดูจะมีความขัดแย้งมีเรื่องวุ่นๆ อยู่ไม่จบไม่สิ้น ที่จริงอยากจะบอกนะครับว่า การเมืองในระบบสภาของเรานั้น ก็ทำงานกันมากพอสมควร ปัญหาก็มีว่า เดี๋ยวนี้เวลาประชุมทางฝ่ายค้านเขาก็นับองค์ประชุมอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นสิทธิทำได้ อาจทำให้ข่าวคราวเรื่องนี้ดัง แต่ผมบอกได้ว่า ปีที่ผ่านมานี้ สภาผ่านกฎหมายและข้อตกลงการเจรจาต่าง ๆ มากกว่าปีที่แล้วมากเลยครับ เพราะรัฐบาลเอาใจใส่ดูแลว่า งานสำคัญ ๆ ต้องผ่านสภามาให้ได้ และผู้แทนราษฎรของพี่น้องเผอิญผู้แทนที่นี่หลายคนเป็นรัฐมนตรี จังหวัดนี้ 3 คน ท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ท่านก็ดูแลกำกับทั้งงานท่องเที่ยว งานเกษตร แล้วก็ยังไม่ช่วยแก้ปัญหาอีกหลายต่อหลายเรื่อง เพราะนั้น รัฐมนตรีไพฑูรย์เมื่อสักครู่นี้ได้พูดไปแล้วนะครับ แล้วก็ยังมีท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ก็เข้าไปทำงานอยู่ก็เป็นกำลังสำคัญของรัฐบาลทั้งสามท่าน แต่ว่าท่านที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีหรือยืนอยู่ตรงนี้นะครับ มีท่าน ส.ส. นราพัฒน์ แก้วทอง ส.ส. ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ก็ทำงานอย่างเข้มแข็ง ผมยืนยันได้ครับเดินเข้าไปในสภา เฉพาะเรื่องข้าวเรื่องเดียว ครับ วิ่งมาหาผมเกือบทุกอาทิตย์ คอยเตือน คอยจี้รัฐบาลทำงานให้ทันนะ ทำสัญญาให้ทัน ให้ราคาดี เป็นการสะท้อนความห่วงใยของส.ส.ที่เป็นผู้แทนของพี่น้องแล้วผมก็ได้ประกาศชัดตั้งแต่ต้นแล้วว่า ได้ปฏิบัติมาทั้งปี คือให้ความสำคัญกับงานสภา พี่น้องจะเห็นอย่างที่เราถ่ายทอดสดกับกระทู้ถามสดทุกอาทิตย์เปิดโอกาสให้ผู้แทนประชาชนเนี่ยแหละ ห่วงใยเรื่องไหนถามรัฐบาล รัฐบาลต้องไปยืนตอบให้พี่น้องประชาชนรับรู้ รับทราบ ผมทำอย่างนี้มาตลอดทั้งปี

ซึ่งเป็นการยืนยันว่า เราต้องการสนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่นั่นแหละครับ เป็นเรื่องปกติของการเมืองว่า ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ยังมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ ทางกลุ่มหนึ่งก็ยังอยากเคลื่อนไหวทางการเมืองครับ ผมมาพิษณุโลก สุโขทัย พิจิตรวันนี้ ก็มีบอกว่าจะมาชุมนุมเคลื่อนไหวไม่ให้มา อาทิตย์หน้าไปเชียงใหม่ ออกข่าวซะน่ากลัวเลยนะครับว่า จะเอาชีวิตผม ผมบอกกับพี่น้องอย่างนี้ครับว่า ผมเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคน ผมรู้ว่าไม่มีทางหรอกครับที่คนทุกคนจะเห็นเหมือนกัน ชอบเหมือนกัน และในทางการเมืองต้องมีความคิดเห็นที่แตกต่าง พี่น้องอยู่บ้านเดียวกันยังทะเลาะกันเลย ยิ้มกันหมดเลย แสดงว่าทะเลาะกันจริง ๆ 60 กว่าล้านคน จะไม่ให้มีกระทบกระทั่งคิดต่างกันบ้างเป็นไปไม่ได้ครับ ผมก็ให้สิทธิ อยากชุมนุม อยากตั้งเวทีปราศรัย อยากต่อว่าด่าทอทำได้ แต่สิ่งที่เราต้องไม่ยอมก็คือ สนับสนุนหรือยอมให้มีการทำผิดกฎหมายได้ ถ้าปล่อยให้ถึงขั้นที่บอกว่า สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนก็ได้ ขัดขวางไม่ให้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ทำงานได้ หรือร้ายที่สุดยุยงให้มีการใช้ความรุนแรงกัน นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย และก็ปล่อยให้ทำกัน ประชาธิปไตยก็ไม่รอด บ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำก็คือ ใครทำผิดกฎหมายเราก็บังคับใช้กฎหมายดำเนินการให้เกิดความถูกต้อง ความยุติธรรม รักษาระบบของบ้านเมืองเท่านั้นเอง

ผมก็อยากจะฝากพี่น้องครับ ขอให้พี่น้องได้ช่วยทำความเข้าใจกับเพื่อนร่วมชาติของเราทุกคนว่า ใช้สิทธิเสรีภาพอยู่ในขอบเขตและบ้านเมืองและประเทศชาตินั้นจะได้เดินไปข้างหน้าได้ ผมให้ความมั่นใจครับว่า รัฐบาลจะพยายามเดินหน้าฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อเร่งรัดผลักดันนโยบายที่เป็นสิ่งดี ๆ เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป ขอขอบคุณพี่น้องอีกครั้งที่สละเวลามาในวันนี้ครับ สวัสดีครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท / ถอดเทป จินตนา/ตรวจ