คำกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเป็นประธานเปิดงานมหกรรมการลงทุนครบวงจร SET in the City 2009
และปาฐกถาพิเศษเรื่องตลาดทุนไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง
ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10.00 น.


ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาพบกับท่านผู้บริหารจากภาคธุรกิจเอกชนสำคัญของประเทศ และผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐในตลาดการเงินไทย ซึ่งผมถือว่าท่านทั้งหลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทย ขอแสดงความยินดีกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ได้จัดงานมหกรรมส่งเสริมการลงทุน "SET in the City 2009" มาหลายครั้งและครั้งนี้ปี 2552 ก็ถือเป็นการจัดงานที่จะมีขนาดใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเติบโตทั้งในแง่ของกิจการและความสนใจของประชาชนโดยทั่วไป

ผมอยากจะเรียนว่า ตลอดระยะเวลาประมาณเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา เราทราบกันดีว่า เศรษฐกิจของไทยและเศรษฐกิจของโลกต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และเป็นที่น่าดีใจว่า สิ่งที่หลายฝ่ายเคยกลัวไว้ในช่วงต้นปีว่า วิกฤตครั้งนี้จะเป็นวิกฤตที่ทำให้เศรษฐกิจมีปัญหามากยืดเยื้อเรื้อรังยาวนานก็ดี และที่สำคัญที่สุดที่หลายคนกลัวเกี่ยวกับเรื่องของภาวะการว่างงานและความเดือดร้อนของประชาชนที่จะเกิดขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจก็ดี ดูเหมือนว่าในภาวะปัจจุบันหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เคยกลัวไว้ ก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ขณะเดียวกัน มาตรการหลายอย่าง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลในประเทศที่เป็นคู่ค้าและเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญในโลกได้ดำเนินการในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะมีส่วนสำคัญในการฝึกฝนให้ปัจจุบันต่างยอมรับว่าเศรษฐกิจดีขึ้นในช่วงของการฟื้นตัวก็มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แม้ว่าการฟื้นตัวในขณะนี้ต้องถือว่ายังอยู่ในภาวะที่ยังเปราะบางและจำเป็นที่จะต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทั้งจากมาตรการภาครัฐและจากการดำเนินงานของหลายอีกภาคส่วนในสังคม แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมพูดไว้ตั้งแต่ช่วงต้น คือ ตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้ามารับตำแหน่งก็คือ ผมไม่เคยมองว่า ภารกิจของรัฐบาลในปัจจุบันจะทำหน้าที่เพียงแค่ผ่านเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้มองว่าภารกิจจะมีเพียงแค่การทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเป็นบวกหรือฟื้นตัวได้ รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยจำเป็นที่จะต้องมีการปรับตัวเพื่อที่จะบ่มหรือเพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแข่งขันในโลก และผมคิดว่าในกรณีของตลาดทุนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น คือเหตุผลนั้นตั้งแต่ช่วงต้นปี ผมได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนขึ้น และนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาของตลาดทุน ซึ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้องขอขอบคุณกรรมการทุกท่านและทุกภาคส่วนที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนปฏิบัติการนี้ขึ้น ผมจึงอยากถือโอกาสนี้เรียนว่า ตั้งแต่การที่ประเทศไทยเคยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่แล้วปี 2540 สิ่งหนึ่งที่เราพบเห็นก็คือว่า เศรษฐกิจในไทยหรือในภูมิภาคเอเชียพึ่งระบบสถาบันการเงินมากเกินไป จึงเป็นที่มาของปัญหาในขณะนั้น ปี 2540 ก็จะเกิดกับปัญหาในระบบสถาบันการเงินขึ้น ผลกระทบที่เกิดจากภาคเศรษฐกิจอย่างแท้จริงลามเข้าถึงแหล่งเงินทุน ไปถึงเสถียรภาพและภาพรวมของเศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ตั้งแต่ในขณะนั้นเรามีการพูดกันว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมความเข้มแข็งหรือความแข็งแกร่งของภาคตลาด เพื่อเป็นการเลือกในการระดมทุนและนำไปสู่เรื่องของการระดมเงินทองในระยะยาวด้วย

แม้ว่าจากวันนั้นถึงวันนี้จะมีพัฒนาในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในรอบปัจจุบันเราก็จะเห็นปัญหาที่การเข้าถึงแหล่เงินทุนก็อย่างที่ได้รับผลกระทบขั้นรุนแรงโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกถึงปีนี้หลังจากที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นผลกระทบที่มาจากวิกฤตสถาบันการเงินในต่างประเทศ ซึ่งผลกระทบนี้ก็เกิดขึ้นทั้งๆ ที่ตัวระบบสถาบันการเงินของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเลย ผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องเตือนใจอีกครั้งหนึ่งว่า ความจำเป็นที่จะต้องมีความหลากหลายในเรื่องของแหล่งการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะเพิ่มพูนในเรื่องของภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทย ที่สำคัญที่สุดคือ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า การแข่งขันทางเศรษฐกิจรุนแรงมากขึ้นมาก และสิ่งที่รัฐบาลตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาต่างกังวลก็คือ ตลาดทุนของไทยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดเศรษฐกิจของประเทศและมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายต่อหลายประเทศ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า ตลาดของเรากำลังถูกลดบทบาทโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมุมมองของนักลงทุนชาวต่างประเทศ

ซึ่งขณะนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการมีสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันที่ยังค่อนข้างน้อย ปัญหาการที่ตลาดไทยยังมีต้นทุนในลงทุนค่อนข้างสูง ปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมไปจนถึงปัญหาของธุรกิจเงินร่วมลงทุนของเราที่ค่อนข้างจะได้ค่า นี่คือโจทย์สำคัญที่รัฐบาลได้มอบให้กับคณะกรรมการพัฒนาตลาดของไทย ซึ่งในที่สุดได้มีการจัดทำแผนในครั้งนี้ เราจึงต้องมีการกำหนดตัวชี้วัด เป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับท่าทีของแผนการพัฒนาตลาดทุนในปัจจุบัน

ประการแรกเราตั้งเป้าไว้เลยครับว่า ขนาดของตลาดทุนเมื่อเทียบกับมูลค่าของเศรษฐกิจของประเทศจะต้องเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ประมาณร้อยละ 80 ไปถึงร้อยละ 130 ประการที่สองเราต้องการที่จะเห็นสัดส่วนของประชากรไทยที่เข้าถึงการลงทุนในตลาดที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.4 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 5 และเราต้องการที่จะเห็นประเภทของนโยบายการเงินใหม่เราต้องการที่จะเห็นสัดส่วนของราคาต่อรายได้ล่วงหน้าของตลาดไทย เมื่อเทียบเคียงกับบรรทัดฐานในเอเชียที่มีความสมดุลมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การกำหนดเป้าหมายเช่นนี้ก็นำไปสู่ความจำเป็นที่จะต้องพันธกิจให้ชัดเจน ซึ่งหมายถึงการตั้งเป้าหมายเอาไว้ 6 ด้านจะต้องมีการดำเนินการ 1) ก็คือทำอย่างไรให้ผู้ลงทุนและผู้ระดมทุนเข้าถึงตลาดค่อนข้างง่าย 2) สินค้าบริการที่อยู่ในตลาดต้องมีคุณภาพ มีความหลากหลาย 3) ต้นทุนในการดำเนินงานทางธุรกรรมจะต้องลดลงแข่งขันได้ 4) โครงสร้างพื้นฐานจะต้องดีทั้งทางด้านกฎหมาย กฎระเบียบทางด้านอื่น ๆ 5) ผู้ลงทุนของเราจะมีความรู้และได้รับความคุ้มครองและ 6) การตั้งเป้าที่จะให้ตลาดทุนไทยสามารถที่จะแข่งขันและเชื่อมโยงกับตลาดอื่น ๆ ในโลกได้ ซึ่งข้อสรุปที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบจะมีมาตรการจำนวนแต่จะมีมาตรการหลักอยู่ 8 มาตรการนั่นก็คือ เริ่มตั้งแต่ในส่วนของโครงสร้างของการดูแลการบริหารตลาดเองที่เราจะต้องมีการยกเลิกการผูกขาดและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตรงนี้ก็จะเป็นการปฏิรูปปรับเปลี่ยนฐานะของตัวตลาดและนำไปสู่การแยกบทบาทของหน่วยงานที่จะมาทำหน้าที่ในการส่งเสริมที่จะทำหน้าที่ในการกำกับ รวมไปถึงการจะมีกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดที่จะมารับผิดชอบงานด้านการพัฒนากองทุนโดยตรงด้วย

ประการที่สองคือ สภาพการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถาบันตัวกลางที่จะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งหมายถึงการเป็นตัวกลางทางธุรกิจให้ครบวงจรกลไกตลาดสามารถทำงานได้เต็มที่ และเกิดการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในเรื่องของสินค้าและบริการใหม่ ๆ ในตลาด

ประการที่สามคือ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับทางด้านกฎหมาย ซึ่งก็จะมีกฎหมายกระทรวงมากที่รัฐบาลจะต้องมีการผลักดันให้ผ่านสภา ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะมีตั้งแต่การสนับสนุนการอบรมกิจการเพื่อที่จะให้ธุรกิจของไทยพัฒนาการและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ไปถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกระบวนการการดำเนินการทั้งหลาย ซึ่งจะมีปัญหาความล่าช้าทำให้เกิดปัญหาข้อครหาในเรื่องของประมาณการ เพราะฉะนั้นกฎหมายในหลายเรื่องทั้งเป็นเรื่องของศาลคุ้มครองผู้ลงทุน ก็จะมีการดำเนินการให้กระบวนการต่าง ๆ นั้นมีความคล่องตัวมากขึ้น เช่น การมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีจาก transaction เป็นต้น มาตรการถัดมาก็จะเป็นเรื่องของการปรับระบบภาษีอากรให้หมดเพื่อสร้างแรงจูงใจและอุปสรรคของการทำธุรกรรมในตลาดทุนทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นหลางและมีความทัดเทียมกันระหว่างผู้ลงทุนและผู้ระดมทุนต่าง ๆ และมีการสร้างแรงจูงใจเพื่อสนับสนุนให้เกิดธุรกรรมมากขึ้น

มาตรการที่ห้า คือ การพัฒนาในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีความลึกมีความหลากหลายมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่มีความครบถ้วนและประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อให้มีการออกมากขึ้น รวมทั้งการลดภาระในแง่ของการลงทุนจากภาครัฐและตลาดทุนด้วย

มาตรการที่หก คือ มาตรการซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการผลักดันให้มีกองทุนจากกองทุนชาติ ซึ่งนอกเหนือจากจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศครั้งแรกที่จะมีโอกาสในการเข้าถึงระบบการออมระยะยาว มีหลักประกันในวันเกษียณและจะเป็นแนวทางที่จะส่งเสริมในเรื่องของตลาดทุนหรือการพัฒนาทุนได้เป็นอย่างดีด้วย

มาตรการที่เจ็ด จะเป็นเรื่องการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนผ่านการออมระยะยาวให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ บทบาทของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนอื่น ๆ และสุดท้ายเป็นมาตรการเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางในการบริหารจัดการในเรื่องเงินคลัง และรวมทั้งทำให้ตลาดนั้นมีการพัฒนาในเชิงลึกและมีเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ คือมาตรการที่เราจะต้องเร่งดำเนินการเพราะในอนาคตการแข่งขันจะมีแต่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และผมก็ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะต้องดำเนินโครงการความร่วมมือกับตลาดในภูมิภาคโดยเฉพาะในอาเซียนมากยิ่งขึ้น ก็เป็นโอกาสที่เราจะสามารถเพิ่มพูนขนาดตลาดของเราและทำในสิ่งที่เป็นมาตรการสำหรับในการพัฒนานี้ วิธีหนึ่งที่จะยังดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะในภูมิภาคหนึ่ง คือ การสร้างเครือข่ายของความร่วมมือของอาเซียนซึ่งจะทำให้เห็นช่องทางการลงทุนขนาดใหญ่พอสมควรและสามารถที่จะดึงดูดความสนใจในการลงทุนได้ ทั้งหมดเป็นความตั้งใจที่ต้องการที่ให้ที่สุดแล้ว เศรษฐกิจไทยนั้นมีความเข้มแข็ง โดยมีกระบวนการของการระดมทุนและมีแหล่งทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อม ๆ ไปกับการสร้างทางเลือกให้ผู้ออมและการใช้ประโยชน์จากองค์กรในระยะยาวให้มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งคือ ภารกิจหลักของตลาดทุนแต่มักมองข้ามแนวทางเหล่านี้จะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนอกเหนือจากการดำเนินการของรัฐบาลโดยตรงแล้ว ก็คงจะขึ้นอยู่กับทั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทางการเฉพาะ เช่น หน่วยงานทางด้านการกำกับและการบริหารงานตลาดที่อยู่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างทำความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นในเรื่องของทางตลาดขึ้นกับภาคธุรกิจเอกชนเองซึ่งต้องมีความตั้งใจในการที่เพิ่มทางเลือกให้กับตัวเองมากยิ่งขึ้นเวลาที่จะเพิ่มของการระดมทุนและการสร้างพันธมิตรในการประกอบธุรกิจและต้องขึ้นอยู่กับการที่คนของเราจากบุคคลทั่วไปจะมีความรู้มากยิ่งขึ้นในทางเลือกของตนเองในแง่ของการจัดสรร มุมมองและเงินรายได้เต็มที่จัดสรรเอาไว้เพื่อหลักประกันความมั่นคง

ผมต้องขอขอบคุณการที่จัดงานมหกรรมการลงทุนครบวงจร ในหลายครั้ง ก็เป็นการนำมาเสนอทางเลือก และให้ประชาชนได้มองเห็นช่องทางในการเลือกแล้ว ยังได้มีความคิดเห็นในการที่จัดเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและตลาดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการพัฒนาตลาดที่ยั่งยืนต่อไป

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จไม่น้อยกว่าการจัดการงานในลักษณะนี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และผู้จัดจะได้เห็นความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ ผมขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ที่ร่วมกันเพื่อทำให้งานนี้เกิดขึ้นอย่างราบรื่นและขออวยพรให้ตลอดระยะเวลา 4 วันนี้ เป็น 4 วันแห่งรักและการให้ความรู้ ให้ขับเคลื่อนต่อประโยชน์มาร่วมกันขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งและพัฒนาต่อไป ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท/ถอดเทป
ลัดดา/ตรวจ