![]() |
คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในงานสัมมนา Thailand Tomorrow ประเทศไทย 2553 "คิดเพื่อประเทศไทยวันพรุ่ง"
ในโอกาสครบรอบ 23 ปีหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
ณ ห้องคริสตัล ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2552 เวลา 10.00 น.
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
คณะผู้บริหารเครือเนชั่น
ท่านสมาชิก สื่อมวลชน
ผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับ 23 ปี ของกรุงเทพธุรกิจ และขอแสดงความชื่นชมที่ได้จัดกิจกรรม ทั้งในส่วนของการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจที่ได้มีนวัตกรรม หรือมีความก้าวหน้า ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในภาพรวม และการจัดประชุมสัมมนาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำจากหลายองค์การได้มาแสดงทัศนะต่ออนาคตของประเทศ
หัวข้อที่สัมมนากัน พูดถึงอนาคตของประเทศไทย ผู้จัดอาจจะอยากให้มองภาพของประเทศไทยในปีหน้าเป็นหลัก ซึ่งผมเข้าใจว่าคงจะมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์การ มาแสดงทัศนะเกี่ยวกับสภาวะทางเศรษฐกิจ เกี่ยวกับแนวโน้มการประกอบธุรกิจในปีหน้า ผมจะขออนุญาตที่จะพูดในเรื่องของอนาคตที่มันไกลกว่า 1 ปี แม้ว่าจะเป็นเรื่องซึ่งมีความสำคัญมากต่องานของภาครัฐ และทิศทางของประเทศในปีหน้า แต่ว่าที่ต้องการทำเช่นนั้นเพราะว่า ผมคิดว่าวันนี้หลังจากที่แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แม้ว่าจะยังมีความเปราะบางอยู่ในบางจุด แต่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะในแวดวงของภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนหรือภาควิชาการ ก็คงจะยอมรับแล้วว่าภาพของผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเคยดูน่ากลัวมากเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ ในบัดนี้คนมีความมั่นใจมากขึ้น ว่าจะไม่เลวร้ายเช่นนั้น แล้วก็ยังมีความเห็นค่อนข้างที่จะสอดคล้องต้องกันว่าเศรษฐกิจของโลกและเศรษฐกิจของประเทศ ก็คงจะกลับไปขยายตัวได้ในปีหน้า
ที่จริงตั้งแต่ตอนที่ผมเข้ามารับหน้าที่เมื่อ 10 เดือนที่แล้ว ผมก็ได้พูดชัดเจนว่า แม้ว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นปัญหาใหญ่ แต่ว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศในขณะนี้คงจะไม่สามารถดำเนินการโดยคิดถึงเฉพาะกรอบหรือเป้าหมายระยะสั้นได้ เพราะว่าอนาคตของประเทศท่ามกลางสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และมีการแข่งขันอย่างรุนแรง ความจำเป็นของเราที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างหลายด้าน ผมถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และก็ไม่ควรที่จะรอคอยหรือไปคาดหวังว่าจะไปทำเอาเมื่อเศรษฐกิจได้ฟื้นตัวแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ผมจะได้พูดถึงความตั้งใจของรัฐบาล ในการกำหนดทิศทางใหม่ของประเทศสำหรับระยะต่อไปนี้ จะเป็นเรื่องที่ไปไกลกว่า 1 ปีข้างหน้า ส่วนจะสำเร็จหรือไม่มากน้อยแค่ไหน ก็คงจะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งผมก็คงจะได้กล่าวถึงในช่วงท้ายด้วย
สิ่งที่ผมอยากจะเรียนในแง่ของทิศทางของประเทศในวันข้างหน้า อยากจะเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงว่า สภาพการแข่งขันและสภาพความคาดหวัง ทั้งในแง่ของการเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก และในแง่ของการที่ที่สุดแล้วเราจะต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศ เป็นโจทย์สำคัญที่สุด ที่จะต้องร่วมกันหาคำตอบ ในด้านหนึ่ง เศรษฐกิจไทยเข้าไปผูกพันกับเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแม้ว่าพอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น เราก็เห็นชัดว่าการเข้าไปผูกพันนั้น ยามที่เศรษฐกิจโลกดีเราก็ได้ประโยชน์มาก แต่ยามที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา แม้ตัวเราเองไม่ได้มีปัญหาพื้นฐาน เราก็เจ็บด้วยและเจ็บมาก เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงอันนี้เราปฏิเสธไม่ได้ และถึงแม้ว่าเราอยากจะส่งเสริม สนับสนุนให้เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแข็งแกร่งมากขึ้น มีความสำคัญมากขึ้นก็ตาม คงจะเป็นไปไม่ได้ และผมก็คิดว่าคงไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนาที่จะบอกว่า เศรษฐกิจไทยนั้นจะถอยออกมาจากเศรษฐกิจโลก เพราะที่สุดเราผูกพันกับเศรษฐกิจโลกมากน้อยแค่ไหน เรื่องหลักไม่ใช่เรื่องของภาครัฐ แต่เป็นการตัดสินใจของภาคเอกชนและผู้ประกอบการเองที่เขาย่อมต้องแสวงหาโอกาสที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของตลาด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแลกเปลี่ยน ร่วมลงทุน เรื่องของการค้าหรือเรื่องอื่น ๆ ซึ่งจะนำมาสู่ผลตอบแทนสำหรับธุรกิจของเขา
เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งเรายังต้องเดินหน้าทำต่อไปก็คือว่า ให้คนมีความตระหนักและยอมรับถึงสภาพข้อเท็จจริงตรงนี้ แน่นอนสัปดาห์ที่แล้วเมื่อเราเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ก็เป็นการจัดประชุมเป็นเจ้าภาพครั้งสุดท้ายก่อนที่เราจะส่งมอบตำแหน่งประธานไป ก็มีความชัดเจนครับว่า เป้าหมายที่อาเซียนตั้งไว้ว่า 6 ปีจะเป็นประชาคมทางเศรษฐกิจเป็นตลาดเดียว เป็นเรื่องที่ผู้นำของทุกประเทศยืนยัน พูดง่าย แต่ถ้าคิดว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2,000 วันนะครับ จะต้องทำให้สำเร็จ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ แน่นอนภาครัฐก็มีข้อผูกพันพันธะสัญญา แต่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า ธุรกิจเอกชนของเรามีความพร้อมและมีความตระหนักมากแค่ไหนถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการเป็นตลาดเดียว โอกาสที่จะเพิ่มขึ้นมีแน่ โอกาสที่จะมีการดึงดูดการลงทุน โอกาสที่จะขยายตลาดมีแน่ แต่พร้อม ๆ กันไปนั้นก็คือ ต้องสามารถที่จะปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขัน และอาจจะต้องมีการปรับแผนในเรื่องของฐานการผลิตในหลายต่อหลายภาคอุตสาหกรรมด้วย
แต่แม้ว่าหลายคนอาจจะคาดการณ์นะครับว่า อาเซียนจะทำได้สำเร็จหรือไม่ในกรอบเวลา 6 ปี สิ่งที่เราเห็นจากสัปดาห์ที่แล้วชัดเจนเหมือนกันก็คือว่า ผู้นำในภูมิภาคเขาคิดเกินอาเซียนไปแล้วด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำออสเตรเลีย และผู้นำทุกคนมองเห็นว่าเฉพาะอาเซียน เฉพาะอาเซียนมีข้อตกลงกับประเทศนั้นประเทศนี้ ต่อไปก็ไม่พอแล้ว กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนไปสู่การมีเขตการค้าเสรี หรือประชาคมทางเศรษฐกิจในระดับของเอเชียตะวันออก หรือแม้กระทั่งเอเชียแปซิฟิก แนวโน้มนี้ฝืนไม่ได้หรอกครับ ก็ฝืนไม่ได้นี้ผมจึงอยากจะย้ำว่า ทุกครั้งมีวิกฤตและมีการฟื้นตัวขึ้นมา เศรษฐกิจจะไม่กลับไปเหมือนเดิม โครงสร้างต้องเปลี่ยน แนวการทำงานต้องเปลี่ยน แล้วเราต้องเรียนรู้ว่าการเป็นเศรษฐกิจเปิดมีความเสี่ยงอย่างไร พร้อม ๆ กันต้องรู้จักที่จะฉกฉวยโอกาสจากการที่เศรษฐกิจของเราเป็นเศรษฐกิจที่เปิดด้วย
เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลเองยืนยันครับว่า เราต้องเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศในแง่ของการแข่งขันในระดับสากล และการเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเดียวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็มีการโยกย้ายทั้งทุน ทั้งแรงงาน หรือฐานการผลิต อาจจะเกิดขึ้น อันนี้คือสิ่งสำคัญซึ่งเป็นเหตุผลที่เป็นที่มาว่า เวลาที่เราจะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในรอบที่สอง ก็คือปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง เราไม่ได้คิดถึงแต่เพียงว่าเป็นเรื่องของการที่จะเอาเงินไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเราก็ตั้งเป้าที่จะสร้างงานถึง 1 ล้าน - 2 ล้านคนใน 3 ปีข้างหน้า แต่สำคัญกว่าก็คือความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงไม่เพียงภายในประเทศ แต่กับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับปรุงภาคการเกษตร ซึ่งมีปัญหามาช้านานในเรื่องของผลิตภาพ ประสิทธิภาพ ขาดแคลนในเรื่องของน้ำ เป็นสำคัญ และก็ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปรับปรุงทั้งในส่วนของบริการทางด้านการศึกษา ทางด้านสาธารณสุข ไปจนถึงการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ ภาคบริการ ผ่านเรื่องของการท่องเที่ยว และเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อันนี้คืออนาคตของประเทศที่เราวางไว้ เพื่อให้ประเทศของเรา สังคมของเรามีความพร้อมในการเผชิญกับการท้าทาย และการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นจากภายนอก
อีกด้านหนึ่ง อย่างที่ผมเรียนก็คือว่า คนที่กำหนดโจทย์ให้เราสำคัญที่สุดก็คือประชาชนที่มีความคาดหวังในเรื่องของความเป็นอยู่พื้นฐาน ตรงนี้สิ่งที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำ และก็วางรากฐานซึ่งไม่มีทางเสร็จในปีหน้าหรอกครับ แต่ก็ต้องยาวออกไป ก็คือระบบการดูแลแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประชาชนต้องเปลี่ยน คำว่าต้องเปลี่ยนก็คือต้องเปลี่ยนจากระบบประชานิยม มาเป็นระบบสวัสดิการที่มีความชัดเจน จากการบอกว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ ไปเป็นสิ่งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลต้องเคารพ เพราะฉะนั้นที่เราเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษา คือนโยบายการเรียนฟรี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เป็นเจตนารมณ์สำคัญ ไปจนถึงนโยบายอื่น ๆ ที่ได้เริ่มทำกันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเบี้ยยังชีพ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการอื่น ๆ อีก จึงเป็นการเปลี่ยนจากระบบที่รัฐบาลหรือกลไกของรัฐไปกำหนดว่าคนนั้นคนนี้จะได้อะไรเมื่อไร ไปสู่ลักษณะของการเป็นสิทธิ และที่สำคัญก็คือจะนำไปสู่การประมาณการ ภาระของภาครัฐได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ระบบสวัสดิการที่เรากำลังทำในขณะนี้จึงมีการปรับปรุงอยู่หลายด้าน เช่น ในระบบสาธารณสุข ก็เริ่มปรับให้ภาระของ 3 ระบบที่เรามีอยู่ คือระบบราชการ ระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีความสมดุลมากขึ้น พยายามจะดึงเอาคนอีกส่วนหนึ่งเข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งขณะนี้มีเงินสะสมเหลือค่อนข้างมาก ในขณะที่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีปัญหามาโดยตลอดในการขาดแคลนทรัพยากร และสำหรับในส่วนของระบบราชการก็กำลังมีการทบทวนปรับปรุงเพื่อให้สมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายทางด้านนี้เพิ่มขึ้นในรอบ 4 - 5 ปีที่ผ่านมา 2 - 3 เท่าตัว ที่สำคัญที่สุดก็คือว่ารัฐบาลกำลังผลักดันระบบการออมแห่งชาติ เพื่อเป็นการยืนยันว่าคนไทยทุกคนต้องมีชีวิตที่มีหลักประกันและมีความมั่นคง ไม่ใช่เฉพาะข้าราชการหรือคนที่มาสมทบเงินในระบบประกันสังคม เพราะฉะนั้นกฎหมายที่กำลังผลักดันให้มีกองทุนการออม สำหรับประชาชนทุกคน จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะทำให้ระบบสวัสดิการของประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น และมีการประมาณการณ์กันว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณในแต่ละปีเท่าไร เติบโตเท่าไร เพื่อเป็นความชัดเจนในกระบวนการจัดทำงบประมาณ และความมั่นคงในเรื่องของฐานะทางการเงินการคลังในอนาคตด้วย
ระบบสวัสดิการนี้เป็นระบบที่เรายังยืนยันครับว่าจะพยายามไม่นำไปสู่การที่สังคมของเราจะต้องเป็นสังคมที่เก็บภาษีสูง จะอยู่บนความเป็นจริงของหลักการที่จะต้องระดมให้มีการสมทบเงินจากประชาชนเอง และนอกเหนือจากตัวระบบนี้ เราก็ยังเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนระบบสวัสดิการในระดับชุมชนเอง ซึ่งมีการก่อตั้งหรือจัดตั้งขึ้นในปัจจุบัน ในลักษณะของกลุ่มออมทรัพย์ ในลักษณะของกลุ่มสงเคราะห์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือ ให้ชุมชนของเราสามารถที่จะช่วยตัวเอง หรือมีระบบสวัสดิการที่ย่อยลงไปจากระดับชาติด้วย อันนี้ก็เป็นทิศทางและความเปลี่ยนแปลงสำคัญ เพื่อจะยอมรับ เพราะฉะนั้นถ้ามองจากโจทย์ 2 ด้านที่ผมพูด สิ่งที่เรากำลังทำก็หมายความว่าความพร้อมในการแข่งขันกับต่างประเทศก็มี แต่หลักประกันความมั่นคงของประชาชนเราก็จะทราบ อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่สุด 2 โจทย์ซึ่งเรากำหนดทิศทางสำหรับอนาคต และเริ่มต้นตั้งแต่ปีนี้ เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นปีหน้า และจะส่งผลกับประเทศต่อไปในระยะยาว
เมื่อเราทำ 2 เรื่องนี้ สิ่งที่จะตามมาและเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในวันนี้และปีหน้าอย่างชัด ก็คือการเปลี่ยนแปลงระบบเกี่ยวกับการทำงานอีกหลายต่อหลายเรื่องครับ เช่น ระบบที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร นโยบายสำคัญที่สุดขณะนี้ที่กำลังผลักดันคือเรื่องของการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในเรื่องของหลักประกันความมั่นคงของคน ของประเทศ จะเป็นระบบที่มีความโปร่งใส และเป็นระบบที่เป็นมิตรกับกลไกตลาด ไม่เอาระบบเดิมซึ่งเป็นระบบที่ฝืนทั้งกลไกตลาด ทำลายโอกาสการส่งออกของผลิตผลของประเทศอีกต่อไป นี่เป็นตัวอย่างของทิศทางที่เรากำลังปรับเปลี่ยนประเทศในขณะนี้ และถ้าฤดูกาลนี้สามารถทำได้ดีพอสมควร แน่นอนครับทำครั้งแรกขลุกขลักแน่นอน เรากำลังทำงานคนหลายล้านคนนะครับ เป็น 10 ล้านคน แต่ว่าถ้าระบบตัวนี้ปักหลัก มีรากฐานลงได้ในปีนี้ ปีต่อ ๆ ไปครับ เริ่มต้นจากปีหน้า ระบบที่ดูแลเกษตรกรในเรื่องของราคาพืชผลก็จะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงต่อจากนี้ไป
พร้อม ๆ กันครับ ระบบการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในหลายเรื่องก็จะมีการปรับเปลี่ยนไม่ให้เป็นปัญหาซึ่งคาราคาซังหรือยืดเยื้อเรื้อรังอีกต่อไป เช่น ปัญหาที่ทำกิน ปัญหาที่อยู่อาศัย ก็นำหลักหรือนวัตกรรมของการแก้ไขปัญหาเข้ามาในเรื่องของโฉนดชุมชน ในเรื่องของบ้านมั่นคง ซึ่งขณะนี้ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในหลายพื้นที่ ซึ่งมีความขัดแย้งกันมาช้านานและหาทางออกไม่ได้ ให้ประสบความสำเร็จ ปัญหาหนี้สินก็เป็นปัญหาซึ่งเรากำลังที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบโดยอาศัยกองทุนฟื้นฟูของภาคการเกษตรก็ดี หรือระบบที่จะนำเอาระบบสถาบันการเงินเข้าไป ซึ่งท่านรัฐมนตรีฯ คลังก็คงจะได้พูดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ว่าเป็นการวางระบบที่เป็นหลักประกันสำหรับคนทั่วไป แต่ว่าเข้าไปแก้ปัญหาของเฉพาะกลุ่ม เฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาความขัดแย้งและเรื้อรังมาเป็นเวลานานด้วย วิธีที่เราคิด วิธีที่เราทำนี้ ถ้าเริ่มเห็นผลประสบความสำเร็จ ซึ่งก็ควรจะได้เห็นในหลายพื้นที่ในปีนี้ และก้าวต่อไปในปีหน้าจะเป็นกุยแจสำคัญไปสู่อนาคตในเรื่องของรูปแบบของการแก้ปัญหาหนี้สินและที่ทำกิน และความขัดแย้งอื่น ๆ เป็นอย่างมากในประเทศไทยต่อไป อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่
ถัดมาก็ต้องบอกครับว่า ท่ามกลางความคาดหวังและความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่เรากำลังวางระบบรากฐานในแง่ของความมั่นคงของประเทศ และก็แก้ไขปัญหาที่มันยืดเยื้อมานี้ ปัญหาความขัดแย้งใหม่ ๆ ก็กำลังเกิดขึ้น แล้วก็เป็นรูปธรรมมากขึ้นทุกวัน ชัดเจนที่สุดก็คือความขัดแย้งในเรื่องของทรัพยากรและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม จึงเป็นประเด็นที่เป็นโจทย์สำคัญครับว่า แม้ว่าเราต้องการที่จะฟื้นตัวจากเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ต้องการที่จะเห็นการค้าการลงทุนเศรษฐกิจขยายตัว แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบเดิม ๆ อีกต่อไป กรณีมาบตาพุดนี้ครับ ต้องเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกภาคส่วน ผมทราบดีว่าหลายท่านในห้องนี้ก็คงจะอยู่มาจากภาคธุรกิจ อาจจะมองว่าปัญหาที่มาบตาพุดในขณะนี้ส่งผลในเรื่องของความเชื่อมั่น ในเรื่องของการลงทุนซึ่งอาจจะมีมูลค่าเป็นแสนล้านหรือหลายแสนล้าน แต่ผมว่าเราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธนะครับ ว่าความเดือดร้อนกับภาระที่เกิดขึ้นกับคนที่นั่น เราต้องรับผิดชอบ
เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของเรื่องของการพัฒนาต่อไป ผมยืนยันว่าเราต้องแสวงหาความสมดุลมากขึ้น ขณะนี้รัฐบาลเดินในเส้นทางที่ถือว่าเราเคารพรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ต้องการดูแลประชาชน และต้องการให้งานทางด้านของการบริหารเศรษฐกิจเดินได้ อันต้องอาศัยความเข้าใจตรงกันทุกฝ่ายครับ แต่ภาคธุรกิจเองก็คือต้องยอมรับครับว่ามาตรฐานในอดีตที่มันย่อหย่อน อาจจะเป็นจากมาตรฐานที่มีการกำหนดไว้หรือการบังคับใช้กฎหมาย หรือความไม่โปร่งใสในบางเรื่อง มันสร้างตราบาป มันสร้างความระแวง มันสร้างความขัดแย้ง ซึ่งถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง ปัญหานี้จะรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นความจำเป็นที่จะต้องไปผ่านกระบวนการอีกหลายด้าน ทั้งที่กำหนดไว้ในกฎหมาย หรือเป็นมาตรฐานที่พึงจะกระทำเพิ่มเติมกว่านั้น เป็นสิ่งที่เราต้องทำให้ภาคธุรกิจยอมรับและสมัครใจที่จะทำ
พรุ่งนี้ผมก็จะได้วางระเบียบตามกฎหมายที่มีอยู่ ให้กระบวนการตามมาตรา 67 วรรคสอง มีความสมบูรณ์ คือเรื่องของการจัดทำผลวิเคราะห์ต่อสิ่งแวดล้อม ผลวิเคราะห์ต่อสุขภาพ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการมีความเห็นจากองค์การอิสระ เพื่อประกอบในการพิจารณา สำหรับโครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง แม้ว่าโครงการซึ่งมีการถกเถียงในขณะนี้ รัฐบาลได้อาศัยการรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมประเมินว่าไม่ได้มีผลกระทบรุนแรง คือไม่เข้าข่าย แต่ว่าเมื่อระเบียบต่าง ๆ ออกมา ผมก็อยากจะเชิญชวนภาคเอกชนว่า ท่านสมัครใจมาผ่านกระบวนการเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่ดีของภาคธุรกิจว่า ไม่ได้ละเลย เพิกเฉย ต่อสิ่งที่เป็นความห่วงใยของประชาชนและชุมชน
ในทางกลับกัน ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนที่เข้ามาเคลื่อนไหวว่า กระบวนการการพัฒนาเองก็จะไปช่วยเรื่องของคุณภาพชีวิตของเขาด้วย ถ้าปราศจากการพัฒนา ถ้าปราศจากการลงทุนเสียเลย ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตของเขาจะดี และขณะนี้การลงทุนที่เราจะต้องทำมากขึ้นก็คือการลงทุนพร้อม ๆ ไปกับการลดปัญหาในเรื่องของมลพิษที่เกิดขึ้น ซึ่งที่มาบตาพุดเอง รัฐบาลก็มีมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้สูตร 80 / 20 ที่เรียกกัน เพื่อเป็นแนวทางนี้อยู่แล้ว ก็ต้องทำความเข้าใจกัน และก็มองไปในอนาคตครับว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ถึงจุดอิ่มตัวหรือใกล้อิ่มตัว ผมก็ได้บอกแล้วว่า การเดินหน้าบริหารเศรษฐกิจในอนาคต ก็มาถกกันเสียตั้งแต่ต้น ว่าเราจะสนับสนุนการพัฒนาในอุตสาหกรรมหรือสาขาไหน อย่างไร และที่ไหน และต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ระดมความคิดเห็นเสียตั้งแต่ต้น จึงได้มีการให้ทางสภาพัฒน์ไปศึกษาอย่างเป็นระบบครับ ว่าตกลงพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ยังอยากจะเดินหน้าตามแนวคิดสะพานเศรษฐกิจหรือไม่ ถ้าจะเดิน มีหลักประกันอะไรให้ประชาชน ในเรื่องของผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ถ้าจะปรับแนว จะเอาอะไรมาทดแทนในการสร้างรายได้ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้ประชาชน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลกำลังทำเพื่อ คือคิดเพื่ออนาคต ไม่ใช่เดินหน้าเพียงแต่ว่าเชิญชวนคนมาลงทุน แล้วก็มาแก้ปัญหาเป็นรายโครงการ แล้วบางครั้งก็แก้ไม่ได้แล้วเกิดความขัดแย้ง ก็กระทบกระทั่งกับความเชื่อมั่นไม่จบไม่สิ้น นี่คือระบบของแนวทางการพัฒนาที่จะต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อชุมชนอย่างชัดเจนมากขึ้น
ถัดมาก็คือว่าเพื่อจะลดปัญหาที่พูดไปเมื่อสักครู่ การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะมีแรงกดดันต่อการใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด ก็คือการสร้างมูลค่าด้วยความคิดของคน ก็คือกลับมาในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการเพิ่มมูลค่า ด้วยการออกแบบ ด้วยนวัตกรรม ด้วยการแปลงคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ออกมาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยรักษาคุณค่าตรงนั้นไว้ได้ด้วย ก็จึงเป็นแผนการใหญ่ของรัฐบาลในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่กำลังจะมีการดำเนินการ ตรงนี้คือสิ่งที่เป็นเรื่องของทิศทางที่กำหนดเอาไว้ในการบริหารเศรษฐกิจในขณะนี้
สำหรับในแง่ของระบบการบริหารจัดการในเรื่องการเงินการคลัง อีกสักครู่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็คงจะได้มาพูดกับท่านทั้งหลาย แต่ว่าระบบการบริหารจัดการภาครัฐและการทบทวนในเรื่องของโครงสร้างเกี่ยวกับภาษีอากร โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นธรรม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งรัฐบาลนี้คิดไว้สำหรับอนาคต ภาษีทรัพย์สินที่ดิน คาดว่าจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ภายในปีนี้ น่าจะเสนอต่อสภาฯ ได้ก็คงประมาณต้นปีหน้า ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในแง่ของระบบการจัดเก็บภาษีอากรสำหรับท้องถิ่น และถือเป็นภาษีที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเป็นธรรมในเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนที่สุด อันนี้ก็กำลังมีการดำเนินการเช่นเดียวกัน
ส่วนในแง่ของการทำงานของภาครัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจเอกชน ก็กำลังจะต้องมีการทบทวนในเรื่องของความเป็นมิตรต่อการทำธุรกิจในหลายต่อหลายเรื่อง ปัญหาที่เป็นข้อขัดแย้งคั่งค้างกันมานาน รัฐบาลขณะนี้ได้คลี่คลายไปโดยลำดับ แต่ได้ให้โจทย์ทางกระทรวงการคลังโดยเฉพาะไปแล้วว่า เรื่องของการประเมินภาษีอากร ปัญหาสินบนนำจับ ปัญหาระบบการอุทธรณ์ ซึ่งไม่ค่อยมีประโยชน์เพราะว่าอุทธรณ์กับคนที่เป็นคนประเมินตั้งแต่ต้น ขอให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และขณะเดียวกันระบบการให้บริการ การให้อนุญาต และการประกอบการนั้นก็จะมีการดำเนินการบูรณาการให้มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนก็จะมีการตั้งศูนย์บริการ ที่สามารถเป็นจุดบริการจุดเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนชาวต่างประเทศ จะได้ไม่มีปัญหาในเรื่องของความขัดแย้งของความเห็นที่แต่ละหน่วยงานให้ ในคำแนะนำคำปรึกษาต่าง ๆ อย่างนี้เป็นต้น
พร้อม ๆ กันไปนั้น บทบาทของหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนขยาย หรือแตกตัวออกไป เช่น กรณีของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเอง ก็กำลังจะดูว่าจะต้องมีหน่วยงานขึ้นมาใหม่ สนับสนุนการประกอบธุรกิจของคนไทยในต่างประเทศ เพราะการเชื่อมโยงและการย้ายฐานการผลิตจะต้องเกิดมากขึ้น และที่สำคัญบางอุตสาหกรรมขณะนี้ของประเทศไทย เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง น่าจะมีศักยภาพในการเข้าไปทำธุรกิจในหลายต่อหลายประเทศในโลกในขณะนี้ ซึ่งเป็นโอกาสมหาศาล แต่ต้องการการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ ซึ่งยังไม่มีหน่วยงานที่ทำงานทางด้านนี้เป็นการเฉพาะ อันนี้ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เราเตรียมการไว้สำหรับวันพรุ่งนี้เช่นเดียวกัน สำหรับอนาคตเช่นเดียวกัน
แต่ว่าภายใต้การบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจที่คิดเพื่ออนาคต ต้องยอมรับว่าการบริหารราชการแผ่นดิน และโดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเมืองก็ต้องมีการแก้ไขเช่นเดียวกัน แน่นอนครับวันนี้เราก็ยังมีความทุกข์อยู่กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทางการเมืองในสังคมของเรา แล้วก็คำพูด เริ่มตั้งแต่คำว่าสามัคคีมาเป็นคำว่าสมานฉันท์ มาจนถึงคำว่าปรองดอง ก็เป็นคำพูดที่ทุกคนบอกว่าต้องการจะเห็น แต่น้อยคนที่สามารถเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมได้ สิ่งที่ผมยืนยันก็คือว่า สังคมเรามาถึงจุดที่ต้องยอมรับถึงความหลากหลาย เลิกฝันว่าจะให้ความหลากหลายนี้มันหมดไป แล้วก็มาคิดว่าจะอยู่กับความหลากหลายได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องของกระบวนการของการปรองดองสมานฉันท์หรือการสร้างความสามัคคีนี้ มันไม่มียาวิเศษ ไม่มีอะไรหรอกครับที่บอกว่ารัฐบาลหรือใครทำ ถ้าทำตรงนี้แล้วความปรองดองเกิดขึ้น ไม่มี แต่เราต้องทำให้สังคมผ่านกระบวนการเรียนรู้และประสบการณ์ตรงนี้ โดยเข้าใจในที่สุดว่าการยอมรับกติกาสำคัญที่สุด ถ้าเราทำให้ทุกคนเคารพกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นเช่นนั้น เราไม่สามารถสร้างความพอใจให้ทุกคนได้ครับ แต่เราจะสามารถสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ตลอดไป
ช่วงนี้ต้องอดทน ช่วงนี้บางทีต้องฝืนใจบางคนบางกลุ่ม เพื่อให้สังคมใช้คำว่าบรรลุนิติภาวะ ในเรื่องของการจัดการกับความขัดแย้งและความหลากหลาย ซึ่งมันรุนแรงอย่างที่เราไม่เคยเผชิญมาก่อน ผมยืนยันทำตามแนวทางนี้ครับ เพราะผมรู้ว่าถ้าทำอะไรเพียงเพื่อให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพอใจเฉพาะหน้าเพื่อลดปัญหาเฉพาะหน้า มีแต่จะทำให้สังคมในวันข้างหน้าผิดเพี้ยน มีความขัดแย้งมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าถ้าเราไม่สามารถทำตรงนี้ได้สำเร็จ ความเชื่อมั่นที่จะเกิดขึ้น ที่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจ หรือการบริหารเศรษฐกิจก็เกิดขึ้นได้ยาก ผมก็ยืนยันครับว่าปัญหาการเมืองก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลมีหน้าที่แก้ไข แต่ว่าเราไม่ให้เรื่องของการเมืองมาทำลายสมาธิในการเดินหน้าบริหารเศรษฐกิจ ทั้งที่จะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการฟื้นจากวิกฤติ หรือในแง่ของการวางแนวทางโครงสร้างต่าง ๆ ที่ผมได้พูดไปทั้งหมด ผมอยากจะเรียนว่าการแก้ปัญหาทั้งการเมืองและเศรษฐกิจควบคู่ไปนี้ มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็เกิดขึ้นในทุกสังคม แต่ว่าเราก็ต้องวางน้ำหนักให้ถูก แล้วก็จะต้องมีการเดินหน้าในการทำงาน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจและความอดทน
รูปธรรมของความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงแนวคิดแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลก็คือกรณีของรถไฟ ประเด็นอยู่ที่ว่ารถไฟจะต้องมีการปรับปรุงปฏิรูปใหม่ ผมคิดว่าทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายสหภาพถึงเวลาที่ต้องยอมรับว่าต้องทำ และถ้าทำแล้วบอกว่าต้องตามใจจะฝ่ายบริหารหรือฝ่ายสหภาพนี้ มันปฏิรูปไม่ได้หรอกครับ แต่ไม่ว่าใครจะมีความคิดเรื่องควรจะปฏิรูปในทิศทางไปอย่างใด ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่มาเอาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วก็สร้างความเดือดร้อน ผมไม่บอกหรอกครับว่าฝ่ายบริหารหรือสหภาพใครเป็นฝ่ายผิด นั่นเป็นเรื่องที่จะต้องมีกลไกในการตรวจสอบดำเนินการต่อไป แต่สิ่งที่ผมยืนยันก็คือว่าผมต้องทำทุกวิถีทางให้บริการประชาชนกลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งผมเข้าใจว่าวันนี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติให้ได้ นั่นคืออันดับแรก และต้องเป็นการทำโดยไม่ไปเสียหลักการ ว่าจะต้องไปยอมโอนอ่อนผ่อนตามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้น เมื่อบริการเดินตามปกติซึ่งผมเข้าใจว่าเดินแล้วในวันนี้ ผมจะเชิญทุกฝ่ายมาคุยอีกทีว่า แต่ละฝ่ายมีข้อเรียกร้องอะไร ไม่ได้เป็นเรื่องเอาชนะคะคานกัน นี่คือแนวของการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ทั้งจะเป็นเฉพาะกลุ่ม หรือจะเป็นในภาพรวมของสภาพการเมืองทั้งหมดที่เป็นแนวทางของรัฐบาล เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่ได้เรียนท่านทั้งหลายมานี้คือสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ และตั้งใจทำ และจะดำเนินการต่อไปในปีข้างหน้า เพื่อวางรากฐานของประเทศให้มีความเข้มแข็งในการเผชิญกับสภาวะความท้าทายในอนาคตทั้งหมด
ผมคงเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายครับว่า หลายเรื่องที่พูดมา สิ่งที่คิดสิ่งที่ทำ มีข้อเท็จจริงที่ผมต้องย้ำ 2 ข้อ ข้อแรกก็คือทุกเรื่องที่คิดทำนี้มีคนค้าน มีคนเสียประโยชน์ จะเป็นระบบประกันรายได้ เกษตรกร จะเป็นการแก้ปัญหาที่ทำกินแบบใหม่ จะเป็นเรื่องของการพยายามที่จะให้กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีคนค้านแน่นอนครับ บางคนค้านด้วยมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็ต้องเสนอแข่งขันกันทางความคิดต่อไป แต่หลายคนก็ต้องค้านเพราะเป็นผู้เสียประโยชน์โดยตรง
ผมก็เรียนครับว่าหน้าที่รัฐบาลก็คือต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับส่วนรวม เพราะฉะนั้นแรงคัดค้านต่าง ๆ นี้อยากให้สังคมได้ไตร่ตรองและตัดสินใจว่าจะเดินไปในทิศทางเหล่านี้หรือไม่ อย่าไปคิดว่าถ้ามีปัญหามีการคัดค้าน แปลว่าไม่ควรทำ หรืออย่าไปคิดว่าจะต้องทำไม่ว่าจะมีคนคัดค้าน ไม่ แต่ขอให้ดูในเรื่องของสิ่งที่เป็นความจำเป็นของเนื้อหาสาระของเรื่องนั้น ๆ ครับ ผมเสียดายว่าสังคมเราเวลามีปัญหาความคิดเห็นไม่ตรงกัน ส่วนใหญ่ก็พยายามไปคิดค้นว่ามันเป็นเรื่องปัญหาระหว่างคน เป็นปัญหาเรื่องการเมือง เป็นปัญหาเรื่องวาระแอบแฝงเรื่องนั้นเรื่องนี้ และสุดท้ายก็ไปถกเถียงในเรื่องเหล่านั้นหมด ลืมเนื้อหาสาระของทิศทางหลัก และสิ่งที่จะต้องทำหรือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นสำหรับสังคม
ข้อเท็จจริงข้อที่ 2 ก็คือว่า ด้วยเหตุผลจากข้อแรก งานทั้งหมดไม่มีทางสำเร็จหรอกครับถ้ารัฐบาลทำคนเดียว การสร้างความยอมรับ การประสานงาน การสร้างความตื่นตัว และการขอความร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มากที่สุดรัฐบาลทำได้คือวางกติกา สร้างแรงจูงใจ กำหนดเป็นกฎกติกาที่จะต้องปฏิบัติตาม แต่สุดท้ายนี้ครับ สิ่งต่าง ๆ จะเกิดขึ้นหรือไม่คือภาคเอกชนและภาคประชาชน จูงใจก็อาจจะไม่ทัน ถ้าเอกชนและประชาชนคิดเป็นอย่างอื่น บังคับก็อาจจะฝ่าฝืนและก็ต่อสู้ด้วยการทำให้ระบบการบังคับใช้กฎหมายนี้อ่อนแอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมยืนยันได้ประการสุดท้ายก็คือว่า ผมก็มีหน้าที่สำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจ และแสวงความร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่าย เพื่อให้แนวทางวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้สำหรับประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ และในอนาคตเป็นจริง
ผมขอขอบคุณสำหรับโอกาสในวันนี้ ที่ได้แลกเปลี่ยนให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นความตั้งใจ และสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ กำลังจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนอย่างไร การได้มีเวทีวันนี้ก็ถือเป็นโอกาสดีโอกาสหนึ่ง ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณทางกรุงเทพธุรกิจที่ได้จัดเวทีนี้ขึ้น และก็หวังว่าการประชุมสัมมนาต่อไปก็จะได้มีโอกาสหยิบยกสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปประกอบการในการสนทนาถกเถียง อภิปราย และประชุมของท่านด้วยต่อไป ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส บรรเจิดกิจ / ถอดเทป