![]() |
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในโอกาสเปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14
ณ เวทีฮอลล์เอ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2552 เวลา 16.00 น.
ท่านนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
ท่านคณะกรรมการจัดงาน
และท่านผู้มีเกียรติทุกท่านผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาเปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14 ในวันนี้ และมีความยินดีที่ได้ทราบว่างานมหกรรมหนังสือระดับชาติสามารถดำเนินการติดต่อกันมาเป็นครั้งที่ 14 แล้ว และในครั้งนี้เช่นเดียวกับครั้งอื่น ๆ ก็จะมีผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก ขอชื่นชมความสำเร็จของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยไว้ ณ ที่นี้
ท่านทั้งหลายในที่นี้ก็ทราบกันอย่างดีว่า หนังสือมีความสำคัญต่อการสร้างเสริมภูมิปัญญาและรักษาองค์ความรู้ต่าง ๆ ตลอดจนเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยแพร่กระจายความรู้ให้ขยายออกไปในวงกว้าง รวมทั้งมีส่วนสำคัญ ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางความคิดและการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพที่จะเป็นสำคัญในการพัฒนาสังคมต่อไป
ดังนั้นเรื่องของการอ่านหนังสือจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความรู้และความเข้าใจและการอ่านที่มีคุณภาพก็จะเป็นการอ่านที่มีจุดประสงค์และรู้เป้าหมายว่าอ่านเพื่ออะไร อ่านแล้วสามารถนำไปสู่ความรู้ ความคิด การวิเคราะห์ และนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จำเป็นจะต้องมีการส่งเสริม โดยการปลูกฝังมีวัฒนธรรมการอ่านที่ดีนำไปสู่การอ่านอย่างมีคุณภาพ
รัฐบาลได้มองเห็นความสำคัญถึงเรื่องของการอ่าน และได้กำหนดให้การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น "วันรักการอ่าน" และกำหนดให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ โดยคณะกรรมการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน จะเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ใน 3 ปีข้างหน้า คือ ในปี 2555 เป้าหมายที่เรากำหนดไว้ก็คือจะเพิ่มค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยเป็นเท่าตัว โดยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยกันเพิ่มแหล่งการอ่านที่มีหนังสือดีมีคุณค่าให้ครอบคลุมทุกตำบลหรือชุมชน และสร้างภาคีเครือข่ายการอ่าน เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีพอย่างยั่งยืน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ คือการพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ความสามารถด้านการอ่าน และมีนิสัยรักการอ่าน โดยปลูกฝังและสร้างทัศนคติให้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการอ่าน ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนเป็นภาคีเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน และเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงได้มีการดำเนินการจัดสรรงบประมาณจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ตลอดจนกำลังพิจารณามาตรการทางด้านภาษีอากรและด้านอื่น ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เกิดการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง
ผมจึงขอแสดงความยินดีและขอแสดงความชื่นชม ที่สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย อันเป็นสมาคมวิชาชีพของสำนักพิมพ์และร้านจำหน่ายหนังสือ ได้สนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลในการสร้างวัฒนธรรมรักการอ่านให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และการจัดงานในครั้งนี้ ก็จะได้มีการระดมหนังสือดีที่มีคุณค่ามาให้ประชาชนได้เลือกซื้อในราคาพิเศษเป็นจำนวนมาก ตลอดจนมีกิจกรรมทั้งหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งเสริมการอ่านและการแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคม
ผมขอขอบคุณคณะผู้จัดงานที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติในครั้งนี้ ขออวยพรให้การจัดงานดำเนินไปด้วยดี บรรลุผลสำเร็จสมความตั้งใจทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและปลูกฝังนิสัยให้ประชาชนทุกคนสนใจในการมาเติมปัญญาซึ่งกันและกัน ด้วยการมอบหนังสือเป็นของขวัญให้แก่กัน (Book for Gift) "คิดถึงของขวัญ คิดถึงหนังสือ" ในโอกาสสำคัญๆ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ทางปัญญาต่อผู้รับและเป็นการส่งเสริมการรักการอ่านต่อไปด้วยผมจึงขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนพี่น้องคนไทยซื้อหนังสือเป็นของขวัญให้แก่กันในโอกาสต่างๆ เพื่อสะท้อนถึงเจตนาดีที่ผู้ให้มีต่อผู้รับ อันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป และผมขอเปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 14 ณ บัดนี้ พร้อมทั้งขออวยพรให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุขสวัสดีโดยทั่วกัน
ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก