![]() |
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในโอกาสเปิดโครงการส่งเสริมการอ่าน
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 เวลา 10.00 น
ท่านผู้อำนวยการองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ผู้ว่าราชการจังหวัด
ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน
ผู้บริหารสำนักงานการศึกษานอกโรงเรียน
สื่อมวลชน และผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตในวันนี้
เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่ากระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำให้สังคมทุกสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความจำเป็นที่คนเราทุกคนต้องมีความสามารถในการปรับตัวเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งการมีทักษะดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะให้แต่ละคนสามารถที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อม ๆ กับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งหมดก็มีความจำเป็นในเรื่องของการพัฒนาและความก้าวหน้าทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ
รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้อย่างมาก จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือการศึกษา โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อสังคมแห่งการเรียนรู้ เช่น ในส่วนของภาคเศรษฐกิจ ได้มีการเริ่มโครงการไทยสร้างสรรค์ไทยเข้มแข็ง ซึ่งถือว่าจะต้องมีการผลักดันให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจในภาพรวม ขณะเดียวกันในเรื่องของการเรียนรู้ สำหรับสังคมถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปของการศึกษารอบ 2 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไปแล้ว
การริเริ่มโครงการส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีความสำคัญมาก ในการที่จะผลักดันให้การปฏิรูปการศึกษาและการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ประสบความสำเร็จ เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทรงพลังสำหรับมวลมนุษย์ เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาตลอดชีวิต และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดียิ่งสำหรับคนทุกคน ถ้าเราจะเปรียบเทียบสังคมที่เป็นสังคม กับสังคมที่ไม่อ่านหรือไม่นิยมการอ่านนั้น เราจะพบว่า มีความแตกต่างกันมาก ทั้งในด้านความเจริญก้าวหน้า พัฒนาการ และการก็ยิ่งทำให้คนในสังคมสามารถเข้าใจสภาพปัญหาและสลับซับซ้อนต่าง ๆ ที่เป็นปรากฎการณ์ทั่วไปของสังคมได้มากขึ้น
การอ่านเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการพัฒนาระดับสติปัญญาของสังคมมนุษย์ การศึกษาที่เกิดจากสังคมการอ่านโดยพื้นฐานจะมีระดับสติปัญญาเฉลี่ยมากกว่าสังคมมนุษย์โดยทั่วไปที่ไม่อ่านหนังสือ และการอ่านยังทำให้เกิดการถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมทำให้สมรรถนะในการเรียนรู้พัฒนาขึ้น ซึ่งจะสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงและมีความเข้มแข็งต่อภาวะการณ์แข่งขันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ การผลักดันในเรื่องของการอ่าน รัฐบาลจึงได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และจะได้ประสานกับทุกหน่วยงาน เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการผลักดันเรื่องนี้ไปสู่ความสำเร็จให้ได้
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และจากการสำรวจในหลายต่อหลายครั้ง เราพบว่าการอ่านหนังสือของคนไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ ถ้าเทียบกับอีกหลายต่อหลายสังคม การผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ และกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี ซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็น “วันรักการอ่าน” เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านและขวนขวายฝึกฝนให้เกิดทักษะการเรียนรู้อย่างมีระบบ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว
ผมเรียนว่าโดยส่วนตัว ผมเองได้สัมผัสถึงคุณค่าของการรักการอ่าน ความโชคดีที่ผมได้เข้าไปรับการศึกษาในระบบที่มุ่งเน้นส่งเสริมในเรื่องของการอ่านอย่างมากได้ทำให้ผมได้ฝึกฝนตนเองให้มีนิสัยใฝ่รู้ ในมีความสามารถในการค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อเข้าสู่การทำงานการใช้ชีวิตผมพบว่า คุณค่าและคุณประโยชน์ตรงนี้มหาศาล และทำให้เราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาหรือทำความเข้าใจกับปรากฎการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงอยากจะให้โอกาสกับทุก ๆ คน ที่เป็นคนไทยที่จะได้เริ่มต้นในสิ่งนี้
การทำงานเพื่อผลักดันในเรื่องนี้ คงจะไม่ใช่ภาระหน้าที่ของหน่วยงานใด หน่วยงานหนึ่ง แม้ผมทราบดีว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และในระยะเวลาอันใกล้นี้ ก็คงจะได้มีการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อที่จะประกาศมาตรการต่าง ๆ หรือโครงการต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรมอย่างครบวงจร แต่เฉพาะที่ได้มีการปรึกษาหารือและเริ่มต้นแล้ว จะมีตั้งแต่เรื่องของการผลักดันในเรื่องของเด็กเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราค้นพบว่า โอกาสทองของการเรียนรู้นั้นจะเกิดขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 1-6 ปี
ดังนั้น ได้มีการประสานงานกับทางกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการรณรงค์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ในการที่จะจัดทำ”หนังสือเล่มแรก” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการที่จะปลูกฝังให้ทุกครอบคัวมีความรัก และมีความคุ้นเคยกับการอ่านแล้ว เรายังหวังที่จะให้หนังสือเล่มแรกนั้น ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์และความอบอุ่นในครอบครัวด้วย
ถัดมานั้นการส่งเสริมในเรื่องของการอ่านในโรงเรียน ก็จะเป็นเรื่องของการไปปรับปรุงหลักสูตรต่าง ๆ รวมทั้งการส่งเสริมให้ทุกโรงเรียน และโดยเฉพาะครู ได้ปลูกฝังส่งเสริมมอบหมายให้เด็กนักเรียนได้มีการอ่านหนังสือมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการสร้างสภาวะแวดล้อมในการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียนด้วย
ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ซึ่งมีการลงทุนด้านการศึกษาเป็นอีกด้านที่มีความสำคัญ ก็ได้มุ่งเน้นในเรื่องของการที่จะสร้างและปรับปรุงโรงเรียน โดยเฉพาะในเรื่องของห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งในการส่งเสริมทางด้านนี้ด้วย และไม่เพียงเฉพาะในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันการศึกษาเท่านั้น หน่วยงาน อย่างเช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังได้ริเริ่มจัดทำโครงการห้องสมุดรถไฟ ตามภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหรืออีกแนวทางหนึ่งในการสนับสนุนให้เกิดแหล่งเรียนรู้ และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้คนไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดี สำหรับเด็กและเยาวชนต่อไป
นอกจากนั้น ในแง่ของเรื่องหนังสือไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของต้นทุน ในเรื่องของการตลาด ในเรื่องของการที่จะมีการคัดหนังสือที่มีคุณภาพดี เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านนั้นก็จะเป็นโครงการหรือมาตรการสำคัญที่รัฐบาลจะได้มีการดำเนินการต่อไปเป้าหมายที่สุดแล้วคือ เราต้องการที่จะเพิ่มการอ่าน โดยเฉลี่ยนของคนไทยเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า คือภายในปี 2555 นั้นเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ได้มีการประกาศชัดว่า เด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนซึ่งปัจจุบันยังมีบางส่วนที่ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สภาพนี้ก็จะต้องหมดไป เช่นเดียวกันภายในปี 2555
การดำเนินการทั้งหมดนี้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย หากทุกภาคส่วนราชการและทุกหน่วยงาน ตลอดจนทุกภาคส่วนของสังคมไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้ความร่วมมือ และไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการกระตุ้นให้พี่น้องประชาชนเห็นคุณค่าของการอ่าน
เพราะฉะนั้น ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนของสังคมจะได้มองเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะนี่คือปัจจัยที่จะชี้ขาดขีดความสามารถของประเทศของเราในอนาคต ในการติดอาวุธทางปัญญา มีทักษะที่คนของเราพึงจะมี สำหรับโลกในอนาคต ซึ่งจะมีความท้าทายและปัญหาที่สลับซับซ้อน อีกมาก
สุดท้าย ผมคงฝากเป็นข้อสังเกตว่า ในเรื่องของการอ่านนั้น เราหวังว่าเมื่อได้ปลูกฝังในคนรักการอ่าน และนิยมการอ่านมากขึ้นแล้ว เราจะสามารถกระตุ้นให้คนอ่านหนังสือที่มีความหลากหลายมากขึ้นด้วย เพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่แต่ละคนอาจจะมีความสนใจเฉพาะด้าน และจึงยึดติดอยู่กับการอ่านหนังสือเพียงประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่ว่าการอ่านซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญ
ผมคิดว่าถ้าสามารถนำไปสู่ความหลากหลายในเรื่องของการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของประเภทหรือแม้กระทั่งภาษาที่ใช้ในหนังสือนั้น จะช่วยทำให้คนของเรานั้นมีความรอบรู้ มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และสังคมที่อุดมด้วยปัญญาอย่างแท้จริง
ผมทราบมาว่า กระทรวงศึกษาธิการจะใช้โอกาสแห่งการเปิดโครงการส่งเสริมการอ่านนี้ ร่วมฉลองโอกาสวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ คือวันที่ 8 กันยายนของทุกปีขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ด้วย ดังนั้นในนามของรัฐบาลผมจึงขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้สังคมไทยเป็นสังคมการอ่านและส่งเสริมให้คนไทยมิใช่เป็นเพียงผู้รู้หนังสือตามหลักการของยูเนสโกเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่มีสติปัญญาและพัฒนาการที่ดี และขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอานหนังสือว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องไม่ลืมที่จะส่งเสริมการอานในภาษาที่หลากหลาย เช่น ภาษาอังกฤษ และอื่น ๆ เพราะภาษาเหล่านั้นมีฐานข้อมูลความรู้และมีหนังสือที่น่าอ่านมากมาย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างพี่น้องประชาชนทั่วโลกด้วยอีกทางหนึ่ง
ในโอกาสนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดี และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนทุกแห่ง ร่วมกันตั้งปณิธาน ว่าจะผนึกกำลังกันสร้างโอกาสให้คนไทยได้รู้หนังสือ รักการอ่าน ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อทำให้สังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ สังคมแห่งการสร้างสรรค์ และสังคมแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนสืบไป ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ลัดดา/ถอดเทป