คำกล่าวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเปิดงานธรรมศาศตร์วิชาการ'52
ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2552 เวลา 11.00น.


ท่านอธิการบดี
ท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัย
นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักเรียน
ตลอดจนผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานทุกท่าน

ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน "ธรรมศาสตร์วิชาการ'52" ซึ่งได้จัดขึ้นในวาระที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ได้ก่อตั้งมาครบ 75 ปีในปีนี้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะว่า ผมเคยเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เท่านั้น แต่เพราะว่างานนี้มีหัวข้อ "ร่วมสร้างทางออกประเทศไทย" ซึ่งทำให้ผมได้เห็นบทบาทของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างความรู้และใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศชาติ ซึ่งเป็นบทบาทของมหาวิทยาลัยที่รัฐบาลส่งเสริม และอยากจะเห็นบทบาทเช่นนี้เกิดขึ้นในทุก ๆ สถาบันการศึกษา

แม้รัฐบาลจะมีความตั้งใจ ใช้ความรู้ความสามารถ ในการทำงานอย่างหนัก ในการแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับประเทศชาติ ซึ่งกำลังถูกวิกฤตการณ์รุมเร้าในทุกๆ ด้าน แต่การแก้ปัญหาและการนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ หากขาดการร่วมแรงร่วมใจจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากขาดความสนับสนุนในเรื่ององค์ความรู้จากสถาบันการศึกษา ผมจึงขอแสดงความชื่นชมต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ได้ช่วยกันเป็นกำลังในการสร้างทางออกให้กับประเทศชาติ และได้แสดงบทบาทต่อการร่วมกันรับผิดชอบต่อปัญหาของบ้านเมือง

"ธรรมศาสตร์" ประกอบด้วยคำว่า "ธรรม" และคำว่า "ศาสตร์" ธรรม คือสิ่งดีงามความถูกต้อง ศาสตร์ คือความรู้ ธรรมศาสตร์ จึงหมายถึงการใช้ความรู้ที่ต้องคู่กับความเป็นธรรมและ ธรรมจักร ของธรรมศาสตร์นั้นมีพานรัฐธรรมนูญอยู่ตรงกลางอันหมายถึงประชาธิปไตย และตั้งอยู่บนฐานที่เป็นหนังสือซึ่งหมายถึงความรู้ และนี่คือความเป็นธรรมศาสตร์ คือการมีธรรมคู่กับความรู้ มุ่งหน้าไปสู่ประชาธิปไตยและสังคมที่เป็นธรรม หากสถาบันการศึกษาทุกแห่งจะได้ช่วยกันใช้ทั้ง ธรรม และ ความรู้ ในการแก้ปัญหา และร่วมกันรับผิดชอบต่อปัญหาของประเทศชาติ ประเทศไทยของเรานั้น ผมมั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง และจะก้าวไปข้างหน้าในทุกๆ เรื่องอย่างแน่นอน

ณ บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงาน "ธรรมศาสตร์วิชาการ'52 : ร่วมสร้างทางออกประเทศไทย" และขอให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ขอให้นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์ที่มาร่วมงานได้ประโยชน์ทางวิชาการตามที่ตั้งใจทุกประการ และเป็นกำลังให้กับประเทศชาติบ้านเมืองในการร่วมกั สร้างทางออก และพัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ขอขอบคุณ


ถาม อนาคตประเทศไทยในระยะเวลาอันสั้น อยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ในอนาคตคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีอิทธิพลหรือบทบาทในประเทศไทยอีกหรือไม่ และจะทำการลงโทษอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างไร เมื่อไหร่

ตอบ นักการเมืองที่ได้มีโอกาสบริหารประเทศที่จริงต้องบอกว่า ทุกท่านมีอิทธิพลไม่มากก็น้อยต่อสังคมโดยเฉพาะนักการเมืองซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองอยู่ในการเลือกตั้ง ผ่านการเลือกตั้งย่อมมีอิทธิพลในทางความคิดและมีอิทธิพลต่อนักการเมืองอีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นข้อเท็จจริง ผมไม่ได้ถือว่าเป็นปัญหาอะไรตราบเท่าที่การได้รับอิทธิพลนั้น เป็นเรื่องการผลักดันความคิดทางการเมือง ไม่ใช่เป็นการสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง ฉะนั้นนักการเมืองทุกคนคงมีจุดดี จุดเลว จุดแข็ง จุดด่อย มีความคิดอะไรที่เป็นประโยชน์และมีอิทธิพลผมไม่มองว่าเป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นเรื่องของการที่จะมีอิทธิพลเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเอื้อประโยชน์ตัวเอง เพื่อประโยชน์กลุ่มแล้วก็ทำลายบ้านเมือง อย่างนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายของบ้านเมืองและผู้รับผิดชอบบ้านเมืองต้องจัดการ

ผมถึงได้บอกว่า ขณะนี้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนซึ่งอยู่กับคุณทักษิณ แต่เป็นพรรคการเมืองหรือกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวนอกสภานั้น ถ้าเขาทำโดยการนำเสนอความคิด ความเห็นสุจริต และเป็นเรื่องที่อยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายนั้น ผมไม่ได้ไปขัดขวางเลย ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าทำแล้วผิดกฎหมาย เช่น ไปยุยงให้คนใช้ความรุนแรง ไปทำอะไรซึ่งขัดต่อกฎหมายเกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับสถาบันหลักของชาติ หรือแม้กระทั่งไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ก็เป็นหน้าที่ของบ้านเมืองที่จะต้องดำเนินการ

ส่วนที่ถามว่าจะมีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้าประชาชนเห็นว่า แนวคิดของอดีตนายกฯ เป็นประโยชน์ แนวคิดนั้นก็คงได้รับการสนับสนุน แต่ถ้าประชาชนเห็นว่าสิ่งที่อดีตนายกฯ พยายามทำนั้นมันเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตัว แล้วมาเป็นปัญหากับบ้านเมืองประชาชนก็ต้องตัดสินว่าอยากให้ประเทศเดินหน้าหรือไม่ก็มีเท่านั้น

สำหรับการที่หลบหนีไปต่างประเทศนั้น อย่าว่าแต่อดีตนายกรัฐมนตรีเลย เป็นนักธุรกิจเป็นคนที่กระทำความผิดที่หนีไป หลายคนไม่ใช่ง่ายที่จะจับ ประเทศบางประเทศไม่ได้มีข้อตกลงในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับเรา เพราะฉะนั้นการประสานขอความร่วมมือจะไปจับหรือจะให้ส่งมา ถ้าไม่มีสนธิสัญญาข้อตกลงรอบรับก็กลับมาไม่ได้ แม้ในประเทศที่มีสนธิสัญญาก็มีเงื่อนไขมากมายว่า มีบุคคลซึ่งมีชื่อเสียงถูกจับไปต่างประเทศก็ไปขึ้นศาลต่อสู้กันเป็น10 ปี ศาลประเทศนั้นจะอนุญาตให้ส่งตัวหรือไม่

ศาลไทยเองก็เพิ่งมีข่าวส่งตัวหรือไม่ส่งตัวคนที่ต่างประเทศก็ขอมา และยืนยันว่า รัฐบาลทำตามหน้าที่ไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใครและละเว้นไม่ได้ ทำเท่าที่ทำได้ในการที่จะติดตาม จะสังเกตเห็นว่า หลัง ๆ การเคลื่อนไหวของอดีตนายกฯ จะไปในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญา และเป็นประเทศที่ห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าจริง ๆ แล้ว คือประเทศไทยก็เดินหน้าทำเรื่องนี้ตรงไปตรงหน้า มิตรประเทศที่มีสนธิสัญญาก็ให้ความร่วมมือกับเราตามสมควร

ส่วนพระราชกฤษฎีขอพระราชทานอภัยโทษ รัฐบาลปฏิบัติเหมือนกับคนอื่นๆ เมื่อเสนอเข้ามาก็ส่งให้หน่วยงาน กรณีนี้คือ กระทรวงยุติธรรม กรมราชฑัณท์ หรือใครก็แล้วแต่ไปดูว่า ฎีกาเข้าเกณฑ์การฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ แล้วจะสรุปข้อมูลมาเพื่อให้รัฐบาลทำความเห็นไปประกอบ โดยส่งกลับไปที่สำนักราชเลขาธิการ ถาม ท่านนายกรัฐมนตรีมีวิธีการแก้ไขปัญหาการศึกษาให้นักเรียนไทยมีพื้นฐานที่แน่นเทียบเท่ากับระดับนานาชาติอย่างไร

ตอบ ถ้าถามผมคือ พื้นฐานจริงๆ ของเด็กไทยไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว แล้วเราก็จะเห็น เพื่อน ๆ เราไปได้รางวัลมา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ การประกวดดนตรี หรือนักเทนนิส ฯลฯ คนไทยไม่ได้เป็นรองใครอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่เรื่องของการได้รับโอกาสและคุณภาพ ขณะนี้เรื่องโอกาสดีขึ้นโดยลำดับ รัฐบาลกำลังผลักดันเรื่องการเรียนฟรี 15 ปี ซึ่งหลายคนคิดว่าอาจจะคิดว่าไม่สำคัญแล้ว เพราะว่าหลายครั้งในสังคมเมืองคิดว่าไม่ได้เป็นปัญหา แต่จริง ๆ ยังมีความหมายมากสำหรับประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งระบบเรียนฟรีแม้ที่ทุ่มเทงบประมาณไปมหาศาลนั้น ก็ยังมีปัญหาในบางจุดอยู่ยังมีการเก็บค่าใช้จ่าย ก็ต้องเร่งรัดสะสางเพื่อให้ยืนยันการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน

นอกจากนั้น ระดับอุดมศึกษา ระบบการให้ทุนกู้ยืมซึ่งมีทั้งในส่วนที่เป็นทุนที่ครอบคลุมค่ากินอยู่ ค่าหน่วยกิตสำหรับคนมีรายได้น้อยกับระบบกู้ยืมเฉพาะในส่วนของค่าเล่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษานั้น สำหรับสาขาที่ขาดแคลนก็กำลังมีการขยายอย่างต่อเนื่อง อันนี้เป็นเรื่องโอกาส

ส่วนเรื่องคุณภาพเป็นความพยายามจริงๆ โดยส่วนตัวผมพยายามร่วมผลักดันมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วว่า ระบบการศึกษาที่ดีต้องเป็นระบบที่ตอบสนองคนทุกคนได้ ปัญหาของเราในขณะนี้คือ ระบบของเราเป็นระบบซึ่งให้คนทุกคนมาแข่งขันทำเหมือนกับทำสิ่งเดียวกัน พยายามมาแข่งขันกัน และมีการพูดกันเรื่องการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยก่อน แล้วไม่ได้ส่งเสริมให้คนแต่ละคนค้นพบว่าตัวเองอยากจะทำอะไร ตรงนี้คือเรื่องใหญ่ที่ต้องทำในการปฏิรูปการศึกษาต่อไป ซึ่งหลักสำคัญ ๆ ผมบอกง่าย ๆ ว่า 1. เด็กเล็กและเด็กประถมศึกษา ไม่ควรเรียนมากอย่างนี้ ควรจะมีทักษะในการที่จะอยู่กับเพื่อน สามารถเรียนรู้จากที่ต่าง ๆ มากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในห้องเรียน จะเป็นสนามกีฬา จะเป็นจากกิจกรรม ศิลปะ จากการอยู่กับเพื่อน จากการเข้าชมรม การเรียนมาก ๆ บางทีก็ไม่ได้เก่งอะไร และที่รู้มากบางทีไม่สามารถเอาไปใช้อะไรได้

ถาม ที่ท่านเรียนมาที่อีตัน หรือไปบรรยายมา ของเขามีระบบการศึกษา มีกลเม็ดอะไรที่คิดว่าน่าจะมาเติมในบ้านเรา

ตอบ ผมคิดว่า ส่งเสริมแน่ ๆ คือ 1. กรณีเด็กเล็ก เด็กประถมอย่าเรียนมาก ไม่ควรยัดเยียดเนื้อหาสาระให้มาก เพราะทุกวันนี้มากไป เพราะว่าผมดูมาตลอดตั้งแต่สมัยผมเป็นนักเรียน ผมถือกระเป๋า ต่อมาสะพานเป้ เดี๋ยวนี้ลากเป็นกระเป๋าเหมือนเดินทาง เหมือนอยู่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่ไปเรียนหนังสือ ผมไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมเห็นเด็กที่เรียนชั้น 4 ต้องยกขึ้นไปบางคนก็พักกลางทางยกไม่ไหว ผมไม่นึกว่ามีความจะเป็นอะไรมากมายขนาดนั้น เหมือนกันทุกคน เพราะฉะนั้นตรงนี้ ต้องแก้ตั้งแต่เด็กเล็กขึ้นมา พอถึงมัธยม สิ่งที่ผมเห็นว่าขาดไปชัดเจนในระบบของเราก็คือ ทำอย่างไรให้รู้ว่าตัวเองมีเป้าหมายอะไรในชีวิต ไม่ใช่ดูจากตารางว่า คะแนนเท่าไรควรจะไปเข้าที่ไหน ต้องรู้ว่าโตขึ้นอยากจะเป็นวิศวกร โตขึ้นอยากจะเป็นศิลปิน หรืออยากจะเป็นอะไร แล้วระบบก็ไปตอบสนองเอง นี่คือเป้าหมายใหญ่ที่ผมอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลง และต้องใช้เวลา เพราะว่าเกี่ยวกับทั้งเรื่องระบบการบริหาร การศึกษา หลักสูตร บุคลากรทางการศึกษา คือครู ผู้บริหารอะไรต่าง ๆ แต่ว่าต้องทำ และตั้งใจจะทำต่อไป

ถาม เหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำให้ลดลงได้หรือไม่ อย่างไร เมื่อไรเหตุการณ์ภาคใต้จะสงบ สงสารเด็กนักเรียนที่นั่น

ตอบ เหตุการณ์ขณะนี้ถ้าพูดถึงความถี่ของเหตุการณ์ลดลงบ้าง และไม่น่าพอใจ และสิ่งที่จะต้องทำต่อเนื่องคือ ยุทธศาสตร์ สำคัญที่สุดต้องชนะใจคนในพื้นที่ การชนะใจคนในพื้นที่จะหมายถึงการได้รับความร่วมมือในเรื่องของการทำงานด้านความมั่นคง แต่การจะชนะใจคนในพื้นที่ มี 2 เรื่องหลักที่จะต้องทำคือการพัฒนากับความยุติธรรม การพัฒนา ขณะนี้รัฐบาลมีแผนในเรื่องของการที่จะไปยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องที่นั่น และปรับวิธีการทำงาน เพราะว่าจะบอกว่าในอดีตไม่ทำนั้น ไม่จริง เพียงแต่เงินลงไปมาก แต่ชาวบ้านไม่ค่อยได้สัมผัสหรือไม่ได้ตอบสนอง ก็จะปรับตรงนั้น แล้วเพิ่มแนวทางในการพัฒนาให้ครบวงจร

ส่วนความยุติธรรม เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เราไม่ได้เลือกปฏิบัติ และเราไม่ได้ไปอยู่เหนือกฎหมายเอง ภาครัฐอันนี้สำคัญมาก และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตหลายเหตุการณ์ยังค้างคาใจเขา ผมเองก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่เฉพาะในช่วง 8 เดือนมีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งผมต้องเร่งกับสะสางอันนั้น ไม่อย่างนั้นจะค้างคาใจคือกรณีการยิงในมัสยิดที่ไอบาแย ซึ่งขณะนี้ผมก็คิดว่าได้พิสูจน์ว่ารัฐบาลนี้ตรงไปตรงมา เพราะออกหมายจับ คนซึ่งน่าจะตรงกับที่ผมให้ส่งคนในพื้นที่ ตรงกับความเข้าใจของชาวบ้านว่าเป็นคนที่ก่อเหตุ จะได้ไม่ต้องมีข้อเคลือบแคลนว่า รัฐบาลเอาจริงหรือไม่ รัฐบาลจะไปโยนความผิดให้คนอื่น

ถาม ทำไมต้องมีการเปลี่ยนระบบการศึกษาบ่อยครั้ง อย่างเช่น การเข้ามหาวิทยาลัยเดี๋ยวกับเปลี่ยน ๆ ทำให้นักเรียนสับสนวุ่นวาย ในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ตอบ คือถ้าดีอยู่แล้วจะไม่เปลี่ยนอีก แต่บังเอิญผมคิดว่ามันไม่ดี แต่ก็ได้ให้นโยบายขณะนี้ไปยังผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งก็คือทางมหาวิทยาลัยเองว่า ขอให้ทบทวนเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ขอให้ไปมีผลในอีก 3 ปี เพื่อที่ว่า เด็กที่อยู่ ม.4-6 ขณะนี้จะได้ไม่ต้องสับสน เพราะว่าเขาเข้าใจกติกาแล้ว ต้องให้เขาเดินตามกติกานั้นไป

ที่ผมบอกว่า ไม่น่าจะดีในขณะนี้เพราะว่า ผมตามไปดูในแง่ของตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการสอบคัดเลือกมา ที่เรียกว่า "แอ๊คมิชชั่น" หลายคณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์ เห็นได้ชัดเจนว่า เด็กที่เข้าไปเรียนมีปัญหามากขึ้น คือเรียนไม่ได้ ก็แสดงว่าระบบการสอบคัดเลือกต้องผิด เพราะไปเลือกคนที่ไม่สามารถที่จะเรียนได้ หรือเรียนด้วยความยากลำบากเข้าไป อันนี้เป็นตัวตั้งสำคัญที่ผมคิดว่าเป็นตัวบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง อย่างที่ผมเข้าใจ เมื่อก่อนผมก็เดินสายโรงเรียนมัธยม เด็กก็บอกว่า อย่าเปลี่ยนบ่อย ๆ ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันเด็กเองก็ไม่พอใจระบบที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นก็อยากจะสะสาง แต่ว่าจะให้เปลี่ยนแปลงอะไร ก็ให้ไปมีผลในอีก 3 ปี เด็กทุกคนที่ขึ้น ม.4 รู้กติกาแล้ว จะได้ไม่มีปัญหาว่ากติกามาเปลี่ยนกลางคัน ตอนนี้ก็ยังไม่นิ่ง เพราะผมได้ขอว่าดูในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เพราะว่า นอกจากจะมีปัญหาว่า ไม่ค่อยตอบสนองเป้าหมายเรื่องการศึกษาแล้ว ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการปฏิรูปการศึกษา ในระดับมัธยม ระดับประถม เพราะว่าเราบอกอยากจะให้มีหลักสูตรผ่อนคลายสำหรับเด็กมากขึ้น หลากหลายสำหรับเด็กมากขึ้น แต่ว่าถ้าเด็กยังจะต้องสอบแข่งขัน สอบคัดเลือก แบบภายใต้โจทย์ ครูก็สามารถเปลี่ยนได้ ผู้ปกครองก็ไม่ต้องการให้เปลี่ยน เด็กก็อยากจะเปลี่ยนอย่างไร ก็ยังติดอยู่ในกลับดักว่า เป้าหมายสูงสุดคือ ไปสอบคัดเลือกให้ได้คะแนนดี เพราะฉะนั้นตัวนี้ยังเป็นแกนตัวหนึ่งซึ่งต้องไปแก้ตรงนั้น ถึงจะทำให้ระบบการศึกษาที่หมุนรอบตรงนี้ สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วย

ถาม เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเมื่อไร แล้วที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกเมื่อวันแถลงผลงาน 6 เดือนว่า จะฟื้นเป็นตัว V บางคนก็บอกว่า ไม่ใช่ V แต่เป็น W คือจะลงไปอีก

ตอบ ผมคิดว่าตัวเลขที่ผมได้ตามตัวเลขอยู่ตลอดเวลา จนถึงขณะนี้ มีตัวชี้วัดที่น่าจะยืนยันสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นโดยลำดับทุกวัน ที่มีตัวเลขใหม่เข้ามา ยังยืนยันว่ามีการฟื้นตัวค่อนข้างจะต่อเนื่อง ถามว่าตัว V ทำจากอะไร คือเป็นการใช้ดรรชนีชี้วัดในเรื่องของผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือรายได้ประชาชาติ แล้วก็ดูไตรมาสต่อไตรมาส และขณะนี้ที่เขาพบก็คือ ไม่เฉพาะในประเทศไทย ประเทศในภูมิภาคเอเซียโดยเฉพาะจะฟื้นค่อนข้างเร็วมาก เพราะฉะนั้น V เห็นแน่ แต่ V เป็นส่วนหนึ่งของ W ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันระมัดระวังว่า ทำอย่างไรไม่ให้มีปัจจัยอะไรมากกระทบให้มันตกลง Vเท่ากับประเทศไทยตอนนี้ ถ้าถามความเชื่อมั่นของธุรกิจ ถามว่าเขาห่วงอะไรมากที่สุดตอนนี้ หรือที่ห่วงต่อเนื่องมา ก็ต้องบอกว่า ยังเป็นปัญหาสภาพการเมืองอยู่ว่า ยังมีความไม่มั่นใจ การเมืองไทยตกลงเข้ารูปเข้ารอยเข้าระบบหรือยัง เพราะฉะนั้นตัวนี้คือปัจจัยที่เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไขต่อไป

ถาม สัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสดูรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายฯ ไปดูปัญหาต่าง ๆ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ รู้สึกประทับใจมาก อยากทราบก็คือว่าตอนประชุมคณะรัฐมนตรี หรือประชุมอื่น ๆ ได้มีการคุยกันแบบที่สุวรรณภูมิหรือไม่ ที่สงสัยก็เพราะว่าเวลามีการประชุมสภาฯ ทีไร ส่วนใหญ่จะเถียงกันเรื่องการใช้คำพูดมากกว่า

ตอบ ต้องขอเป็นทนายให้สภาฯ หน่อยครับ คือสภาฯ ไม่ใช่เวทีสำหรับการประชุมในเชิงการบริหาร สภาฯ เป็นเวทีสำหรับที่ผู้แทนประชาชน สะท้อนมุมมองของประชาชน ซึ่งประชาชนมีหลากหลาย เพราะฉะนั้นไม่แปลกที่ในสภาฯ จะต้องมีการโต้ยังกัน นั่นคือหน้าที่ของสภาฯ เป็นเวทีที่จำลองสังคมเข้ามาให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย และผมเป็นฝ่ายบริหาร และเป็น ส.ส. แต่ว่าเมื่อสวมหมวกฝ่ายบริหารหน้าที่ผมคือเข้าไปฟัง ฟังแล้วก็ต้องชี้แจง ถ้าเห็นว่าเขาพูดอะไร เพราะว่าเข้าใจผิดข้อมูลคลาดเคลื่อนก็มีหน้าที่ไปชี้แจง

ถ้าไปฟังแล้วปรากฎเขามีเหตุผลดีกว่าก็จะได้เอามาปรับปรุงในการทำงาน แต่นี่ในทางการเมืองก็ธรรมดา ถ้าไปพูดกันสุภาพเรียบร้อยรู้สึกว่าคนก็ไม่ได้สนใจ จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันสร้างค่านิยมว่าเราอยากได้สภาฯ แบบใด ผมพูดตรง ๆ ผมก็เป็นฝ่ายค้านมาก่อน เวลาสุภาพเรียบร้อย หนังสือพิมพ์ก็บอกจืดสนิท แต่พอเข้มข้นขึ้นมาหน่อย ก็บอกสภาฯ มีแต่ทะเลาะกัน ต้องเข้าใจก่อน เพราะฉะนั้นประชุมสภาก็แบบหนึ่ง ประชุมก็ไม่ได้ เป็นคนละเรื่องแล้ว คงไม่เถียงกันแบบนั้น ก็ต้องมีการมาตัดสินใจกันในเชิงการบริหาร ก็ต้องไปว่ากันด้วยเหตุด้วยผล ส่วนที่ไปสนามบินสุวรรณภูมิก็อีกแบบหนึ่ง เพราะว่าผมไปเพื่อไปดูว่า ในพื้นที่จริง ๆ การปฏิบัติตามเป้าหมายนั้นทำได้หรือไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะอะไร แล้วถ้าตรงไหนสามารถที่จะแก้ไขได้รวดเร็ว สั่งการได้ก็สั่งการไป

ถาม มีท่านผู้ชมหลายท่าน ชมท่านนายกรัฐมนตรีผ่านมาที่สื่อกับรายการในวันนั้นว่า ท่านนายกฯ ทำการบ้าน รายการจึงออกมาดี

ตอบ จริง ๆ แล้ว ทุกอย่างต้องทำการบ้าน

ถาม แต่ดูเหมือนว่าวันที่ท่านไปสุวรรณภูมิ เหมือนกับว่าท่านรู้ปัญหามาด้วยตัวเองพอสมควร ถึงไปลุยได้

ตอบ เราต้องทราบข้อมูลก่อนจะทำอะไร รวมทั้งที่ประชุม ถึงผมต่อว่าประจำ เพราะว่าถือโอกาสต่อว่าผ่านทีวีก็ได้ ผมยังเข้าประชุมในหลายที่ประชุม ซึ่งเห็นชัดเจนว่า คนที่เข้าประชุมส่วนใหญ่ไม่อ่านแม้กระทั่งวาระการประชุมล่วงหน้า ถึงเวลาก็เข้าไปนั่งอยู่แล้วก็ฟังบ้าง อะไรบ้าง อันนี้เสียเวลา เพราะว่าสุดท้ายบางทีมานั่งถามในสิ่งที่มีคำตอบอยู่ในเอกสารแล้ว แทนที่จะเข้ามาถึงมีฐานความรู้เท่ากันจากเอกสารแล้วใครมีอะไรก็มาแสดงความคิดเห็นกัน และผมรู้ว่าจริง ๆ ก็จะโทษคนเข้าประชุมก็ไม่ได้

คนจัดประชุม ผมเห็นบางทีเอาเอกสารเข้ามากองระหว่างการประชุม คือไม่ได้ตั้งใจให้อ่าน เพราะถ้าอ่านก็คงไม่ได้ประชุมกัน อันนี้เป็นปัญหา ซึ่งยังต้องแก้ไข เพราะผมถือเป็นหลักการทำงานตลอดว่าต้องทำการบ้าน โดยเฉพาะการลงพื้นที่ เพราะข้อมูลในปัญหาทุกเรื่องในประเทศต้องยอมรับ คือราชการก็เป็นข้อมูลชุดหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าเข้าผิด แต่ข้อมูลราชการจะจำกัด บางทีมีมุมมองซึ่งราชการคนปฏิบัติและฝ่ายการเมือง ฝ่ายนโยบายคาดไม่ถึงออกนโยบายอย่างนี้ไปทำอย่างนี้ไปแล้วปรากฏว่า มันไปมีผลอีกอย่าง

เพราะฉะนั้นเราต้องคอยฟัง ผมก็มีช่องทางการรับฟังการติดตามข่าวสาร อย่างสุวรรณภูมิ ตัวตั้งต้นของมันก็คือ มันจะมีข่าวออกสถานีโทรทัศน์ และเว็ปไซด์ต่างประเทศ ซึ่งความจริงผมทราบล่วงหน้าว่า เขาจะไปออก คือผมได้ข่าวมาจากคนที่รู้จักกับคนที่เขียนข่าว ผมก็กังวลอยู่แล้วว่าจะกระทบกับชื่อชื่อเสียงหรือไม่ทีนี้พอได้มาแล้วก็จะเริ่มเห็นว่ามีประเด็นไรบ้างที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องการปรับปรุงคนถูกต้องหรือไม่ถูกต้องไปสอบสวนแล้วมีปัญหาว่า มีช่องทางในการไปรีดไถ่หรือไม่อะไรต่าง ๆ สารพัด เราก็จะค้นข้อมูลเพิ่มเติมก่อนที่จะไป และผู้ปฏิบัติเขาจะได้ให้มุมมองของเขา เราก็จะได้ให้มุมมองของเรา

ถาม เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของการฟื้นการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งท่านนายกฯ ก็เพิ่งจะพูดว่า ยังมั่นใจว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 14 ล้านคน เอาจากอะไรมาคิดครับ

ตอบ 5 เดือนแรก ได้มาประมาณ 5.6 ล้านคน ก็พยายามที่จะให้ว่า 5 เดือนที่สอง ซึ่งปัญหาน่าจะน้อยกว่า 5 เดือนแรกดูแนวโน้มน่าจะมากกว่า 5.6 ล้านคน ฉะนั้น 10 เดือนไปก็น่าจะถึง 12 ล้านคน และสองเดือนสุดท้ายเป็นช่วงที่ high season พอดี

ถาม ขอเรียนถามสภาพสังคมปัจจุบันเกี่ยวกับการควบคุมการขายล๊อตเตอรี่ในปัจจุบันที่ขายเกินราคามาก

ตอบ ปัญหานี้ประชาชนบ่นมากที่สุด อันนี้ผมฟังจาก ส.ส. ผมฟังจากการที่ไปพบผู้คน กลายเป็นปัญหาอันดับหนึ่ง ผมได้บอกกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์) ไปแล้วว่าทำไมช่วงนี้กลายเป็นสิ่งที่คนบ่นเยอะที่สุด

ถาม ท่านนายกฯ ครับประชาชนบ่นเรื่องล๊อตเตอรี่ขายเกินราคามากที่สุด

ตอบ ผมก็เป็นห่วงสังคมเหมือนกัน แต่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างนั้น และผมเจอ ส.ส. และผู้แทนราษฎร ว่าเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนบ่นเยอะที่สุดในช่วงประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ผมได้ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังไปดูแลแล้ว ในเรื่องการขยายโควต้าต่าง ๆ เมื่อวันอังคารนี้

ถาม ระบบการศึกษาของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรและจะมีระบบที่มีคุณภาพ มีความมั่นคงได้หรือไม่โดยไม่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการทดลองระบบการศึกษาอีก

ตอบ ผมคิดว่าระบบขณะนี้ อยู่ในช่วงที่เรียกว่า กำลังทำการปฏิรูปทศวรรษที่ 2 ซึ่งผมเคยไปพูดตั้งแต่ตอนเขาเริ่มต้นว่า อย่าปฏิรูปไปเรื่อยๆ ต้องมีจุดชัดเจนว่าจะเปลี่ยนเปลี่ยนอะไรสิ้นสุดเมื่อไหร่ ส่วนจะมาประเมินกันอีกทีสุดแล้วแต่ ผมยืนยันว่า อย่างเมื่อสักครู่ที่บรรยายภาพปัญหาที่ผมมองไปเราจะมุ่งแก้ในเรื่องของคุณภาพทั้งนั้น และหัวใจสำคัญที่สุดที่ระบบการศึกษาปัจจุบันต้องตระหนักคือ การเรียนรู้ของคนต่อจากนี้ไป หลังจบการศึกษาไปแล้ว อาจจะสำคัญกว่า ลองนึกภาพว่ามีอะไรบ้างในโลกที่ 2-3 ปีที่แล้ว เรายังไม่จำเป็นต้องรู้เลย และปัจจุบันเราต้องรู้มากขึ้น โรงเรียนมหาวิทยาลัยยังไงก็ยังทำไม่ได้ ที่จะให้จบการศึกษาไปแล้ว แม้กระทั่งอีก 5-10 ปี พร้อมทุกอย่าง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ระบบการศึกษาต้องฝึกให้คนเรียนรู้ด้วยตัวเองได้

สำหรับคำถามที่ว่า จะเป็นหนูทดลองหรือไม่นั้น อยากจะบอกตรงๆ ว่า การตัดสินใจ การวางแผน การวางระบบไม่ได้เฉพาะประเทศไทย ทุกประเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และบางครั้งถูกและผิดบ้างคงไม่ได้มีเจตนาจะเอามาเป็นหนูทดลอง แต่บนความเชื่อว่า สิ่งที่ทำน่าจะเป็นสิ่งที่ดีก็ทำไป แต่อันนี้ก็เป็นอุทธาหรณ์ว่า คนคิดเมื่อไปเกี่ยวข้องกับคนที่เป็นอนาคตนั้น ต้องคิดให้รอบคอบ อย่างที่บอกว่า ถ้าจะต้องเปลี่ยนแปลงกันเกือบทุกปีต่างๆ ก็แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของกระบวนการเหมือนกัน

ถาม ท่านนายกรัฐมนตรีรู้สึกอย่างไรกับคำว่า ไปเรียนพิเศษดีกว่าที่โรงเรียน

ตอบ อยากจะบอกว่า อันนี้เป็นตัวสะท้อนปัญหาของระบบการศึกษาที่ชัดเจนตัวหนึ่ง คำว่า ดีกว่า มีหลายความหมาย คือ 1. ได้เนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ระบบการศึกษามากกว่า สิ่งนี้เกิดจากหลายปัญหาคือ บางโรงเรียนอาจจะมีข้อจำกัดงบประมาณ บุคลากร ความพร้อมโรงเรียนน้อยหน่อย ก็ทำให้คนที่อยู่โรงเรียนเหล่านั้นต้องไปขวนขวายหาทางที่จะเติมขึ้นมา แต่บางทีต้องขอโทษว่า มีจริงๆ ที่ว่าสอนในโรงเรียนด้วย สอนโรงเรียนพิเศษด้วย แต่ว่าเวลาสอนที่โรงเรียนไม่สอนเหมือนที่สอนโรงเรียนพิเศษ ต้องถามว่าทำไมอันนี้ก็เป็นปัญหา

นอกจากนั้นยังมีประเด็นว่า ผมมีลูกซึ่งจริงๆ พยายามไม่อยากให้ไปเรียนพิเศษ แต่เนื่องจากเขาเปลี่ยนระบบอยู่ครั้งสองครั้งเขาก็ต้องไปเรียนพิเศษ ก็เห็นได้ชัดว่าเขาได้ไปสัมผัสกับผู้คนรุ่นเดียวกับเขา หลายคนมองว่าเรียนพิเศษเป็นวิธีการเรียนที่นอกจากได้เนื้อหาสาระมากกว่าแล้วสนุกสนานกว่ามีความเป็นสังคมอะไรมากกว่าก็เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นว่าทำไมโรงเรียนทำไม่ได้ ผมเองไม่อยากจะให้เด็กต้องเรียนพิเศษ ผมยังเชื่อว่า เด็กของเราเสียเวลาไปใช้เวลากับการที่จะต้องนั่งอยู่ในห้องเรียนมากเกินไปอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นตัวฟ้องที่เราต้องเข้ามาปรับระบบว่าทำยังไงเด็กถึงจะพึ่งพาการเรียนพิเศษจะให้ลดลง

ถาม คุณอภิสิทธิ์ตอนที่เรียนหนังสือเรียนพิเศษหรือไม่

ตอบ ผมอยู่ที่โน้นไม่เรียนนะครับ อยู่โรงเรียนประจำเขาห้ามออกไปไหน

ถาม ค่าสมัครจาก GAT และ PAT แพงเกินไปหรือไม่ แล้วบุคคลที่ไม่มีทุนทรัพย์เขาจะทำยังไงเหมือนเป็นการปิดโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ต้น

ตอบ อันนี้โจทย์ที่ตั้งให้สำหรับคณะที่ไปทำเรื่องแอดมิชชั่นอยู่ 1. คืออย่างที่บอกไปแล้วว่าต้องคัดเลือกคนที่เหมาะสมเข้ามาเรียนได้ 2. ต้องเป็นระบบที่ไม่เป็นภาระสำหรับผู้ปกครองนักเรียนมากจนเกินไป ซึ่งมีประเด็นนี้ได้ส่งไปส่วนหนึ่ง คือที่ผมกลัวอย่างนี้ ขณะนี้ระบบแอดมิชชั่นหลักเริ่มที่จะไม่เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ๆ

เพราะฉะนั้นมีแนวโน้มว่า หลายสถาบันจะใช้วีธีการรับตรงมากขึ้นการรับตรงนอกเหนือจากเรื่องค่าสมัครแล้วมีปัญหามาก เพราะเด็กคนหนึ่งต้องเลือกหลายแห่ง ถ้าต้องไปสอบตรงทุกแห่งก็เป็นภาระมากและมีปัญหาในทางการจัดการด้วย สอบพร้อมกัน ก็แปลว่าไม่สามารถไปเลือก 2 แห่งที่สอบพร้อมกันได้ สอบไม่พร้อมกันก็ไปไล่สอบก็ต้องสอบเยอะอีกเพราะฉะนั้นโจทย์ที่ให้กับทางคณะที่ไปปรับปรุงเรื่องระบบนี้อยู่ก็ได้คำนึงถึงเรื่องภาระของนักเรียนทั้งเรื่องเวลา ความสะดวก และค่าใช้จ่าย

ถาม เมื่อไหร่ที่คนไทยจะเป็นสีเดียวกัน

ตอบ ผมไม่คิดว่าคนทั้งประเทศจะสามารถเห็นตรงกันได้ทุกเรื่อง และโดยเฉพาะเรื่องการเมือง ผมว่าอย่าไปตั้งโจทย์อย่างนั้น ตั้งโจทย์ใหม่ เพราะถ้าสีสะท้อนถึงความคิดเห็นที่แตกต่าง ทำอย่างไรมีกี่สีก็แล้วแต่อยู่ร่วมกันได้ ไม่รุนแรง ไม่ฆ่าฟันกัน เคารพซึ่งกันและกันทั้งสิทธิ ทั้งเหตุผล ยอมรับกติกาว่าเมื่อแต่ละสีความเห็นไม่เหมือนกันแล้วข้อยุติจะอยู่ตรงไหน

และที่สำคัญทุกสียังต้องยึดมั่นในสิ่งที่เป็นจุดร่วมความเป็นคนในสังคมไทยและประเทศไทยคือ สถาบันหลัก ถ้าทำอย่างนั้นได้ผมไม่ขัดข้องหรอกครับ จะมีกี่สี อาจจะงดงามขึ้นด้วยซ้ำเพราะนั่นคือ สังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตยและมีความหลากหลาย และมีความงดงามของการมีหลาย ๆ สี แต่อยู่ร่วมกันอย่างสังคมประชาธิปไตยควรจะอยู่ร่วมกัน

ถาม เมื่อไหร่ที่คนไทยจะเป็นสีเดียวและอยู่ร่วมกันได้

ตอบ ถ้าเป็นสีเดียวกันก็จะอยู่ร่วมกันได้อยู่แล้ว แต่ว่าผมคิดว่าอย่าไปตั้งโจทย์แบบนั้นเลย ตั้งโจทย์ว่ามีหลายสีก็ได้แต่อยู่ร่วมกันได้แบบสังคมที่มีกฎ กติกา มารยาท เคารพซึ่งกันและกัน และเป็นประชาธิปไตย

ถาม ท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่าภายในปีนี้บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างนี้อีกหรือไม่ สีนั้นชุมนุม สีนี้ชุมนุม

ตอบ ผมขอเรียนว่า มันมีคนกลุ่มหนึ่งตอนนี้ต้องบอกตรง ๆ ว่ายังไงเขาต้องการให้มันเกิดความวุ่นวาย เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องความเห็นที่แตกต่างอย่างเดียว มันมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากจะเห็นความวุ่นวายต้องการให้เกิดความวุ่นวายเพื่อนำไปสู่บางสิ่งบางอย่าง ตรงนี้สิ่งที่เราต้องทำคือ 1. อะไรที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย 2. ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดยอมรับกฎ กติกา การทำงาน การอยู่ร่วมกันแล้วไม่ตกไปเป็นเหยื่อของคนที่อยากจะสร้างความวุ่นวาย ซึ่งภาระอันหนึ่งก็กลับมาที่รัฐบาลว่า ต้องสามารถบริหารประเทศให้ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่และให้เห็นว่ามีความเป็นธรรมได้

ถาม มีคนฝากถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกฯ รู้สึกหรือไม่ว่าเป็นนายกฯ แบบรุ่นใหม่ในเทรนที่หลายประเทศทั่วโลกมีนายกฯ หนุ่ม ๆ สาว ๆ ซึ่งเป็นคนที่มีต้นทุนทางสังคมสูง มีเสน่ห์สาธารณะ พูดจาเป็นหลักเป็นฐานกับต่างประเทศ แต่ปัจจัยรอบข้างท่านนั้นเหมือนเดิมทุกอย่างเลย เหมือนกับว่าเรามีนายกรัฐมนตรีที่พูดจาคนรู้เรื่องไม่อายเขา แต่เราทำอะไรเราทำแบบเดิม ดูอย่างเช่น ชุมชนพอเพียงเหมือนเดิมเลย

ตอบ ประเด็นแรก คือ อายุ 45 ปีไม่เด็กเท่าไหร่ ผมพยายามทำหน้าตาสีผมให้ทันกับวัยในขณะนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีด้านบวกคือ ผมก็ดีใจว่าถ้าหากว่าความเป็นคนที่ดูว่า อายุน้อยเป็นเรื่องใหม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ซึ่งอาจห่างไกลกับสิ่งเหล่านี้สามารถเข้ามาได้ ผมก็ดีใจ แต่อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องที่เขาโจมตีผมตลอดเวลาอายุน้อยยังเด็กอะไรบ้าง มันก็มี 2 ด้าน แต่ถามว่า รอบ ๆ ตัวเรื่องระบบ เรื่องคน ระบบหลายอย่างมันยังไม่เปลี่ยน ผมก็มีหน้าที่ต้องไปเปลี่ยนให้ได้

ส่วนเรื่องคนผมได้ยืนยันมาตลอด นักการเมืองในประเทศไทยอยากจะชวนทุกคนมาเป็นนักการเมืองอย่างคุณกนกผมเคยชวนก็ไม่มาแต่ว่ามีอยู่ประมาณ 2,000 คน วนไปเวียนมาแต่เราก็อยากมีคนใหม่ๆ เข้ามา ถามว่าคนใหม่ ๆ จะมาจากไหน ถ้าคนที่อยู่ข้างนอกไม่อยากเข้ามามันไม่มีทางหรอกครับ คนที่เขาอยู่แล้วยังไงเขาก็อยู่ ส่วนใหญ่เข้ามาแล้วหาทางออกไม่ค่อยได้ แต่คนที่ยังไม่เข้ามา ต้องตัดสินใจเข้ามาถ้าอยากจะเปลี่ยน ทีนี้ถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่

กรณีชุมชนพอเพียง ผมก็บอกไปเลยว่าโครงการนี้ปรับมาจากโครงการ SML ซึ่งไม่ต่างอะไรจากเงินผันเมื่อปี พ.ศ. 2517-2519 กี่สิบปีมาแล้ว ปัญหาคือพอตั้งใจที่จะให้เงินลงไปมันก็มีกระบวนการของการทุจริตเข้ามา ที่จริงแล้วต้องบอกว่ามันไกลกว่า 2,000 คน ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า เอาให้ชาวบ้านทำแล้วก็แปลว่าทุจริต ไม่ใช่นะครับชาวบ้านทำแล้วมันมีทุจริตชาวบ้านเห็น มันต่างกันตรงนี้ไม่ใช่มาบอกว่า ถ้าเกิดส่วนกลางหรือส่วนจังหวัดใครทำเองแล้วมันดี แต่บางทีชาวบ้านไม่เห็น แต่พอลงไปให้ชาวบ้านทำแล้วมีทุจริต ข้อดีคือชาวบ้านเห็น แต่ความแตกต่างและความเปลี่ยนแปลงที่ผมทำคือ พอถามว่า กรณีโครงการ ต่าง ๆ ที่ผมพูดก่อนหน้านี้ถามว่ามีข้อครหาไหมว่าทุจริต มีผมบอกได้เลยว่าไม่น้อยกว่าชุมชนพอเพียง

ถาม ทำไมมันมีได้อย่างไร

ตอบ แต่พอมันมีสิ่งที่แตกต่างตอนนี้คือ ผมให้มีการตรวจสอบและผู้ที่เกี่ยวข้อง เขาก็เปิดทางให้มีการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบ แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรี (นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ) ตอนนี้ถอนตัวเองออกมาแล้วเอาคนข้างนอกรัฐบาลเข้ามาทำคือ คุณมีชัย วีระไวทยะ และเปิดโอกาสให้คุณมีชัยฯ ปรับแนวทางในการทำงานก็ได้ จะมีบุคคลไหนในสำนักงานมีปัญหาเปิดโอกาสให้ท่านได้ทำเต็มที่ สตง. ป.ป.ช. ตำรวจเข้าไปตรวจสอบเลยว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง แล้วถ้าใครทุจริตก็ต้องรับผิดชอบไป ผมว่าอย่างน้อยตรงนี้ก็เป็นความเปลี่ยนแปลง

ถามว่าอยากให้เกิดอย่างนี้หรือไม่ ก็ไม่อยากให้เกิด แต่ผมถูกถามมาก่อนที่จะเป็นนายกฯ ผมไปไหนเขาก็ถามว่า ถ้าเป็นนายกฯ สัญญาได้ไหมว่าจะไม่มีทุจริต ผมตอบมาตลอดว่า ผมสัญญาไม่ได้หรอกว่าจะไม่มีทุจริต ผมนะไม่ทุจริตผมยืนยันเพราะอันนี้เป็นสิ่งที่ผมควบคุมได้ แต่ผมสัญญาได้ว่าถ้ามีทุจริตผมไม่ป้องปก ผมต้องให้มีกระบวนการในการตรวจสอบและลงโทษ เพราะว่าเรื่องอย่างนี้จะให้หมดไปยาก

ถาม แสดงว่าที่เราพูดอยู่ตอนนี้อาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้นก็ได้แต่เราไม่รู้ตอบ ก็เป็นไปได้ถาม เพียงแค่ 7-8 เดือนมีการทุจริตขนาดนี้ก็น่าเศร้าใจเหมือนกัน

ตอบ ที่พูดเดี๋ยวจะมีคนไปบิดเบือนการพูดข้อมูลอีก เขียนกันไปสนุกวันนั้นผมถูกถามแสดงว่าต้องโละโครงการนี้ทิ้งไว้ ผมก็บอกว่าไม่ใช่ โครงการชุมชนพอเพียง ทำกันมา 5,000 กว่าล้านไล่ตรวจสอบกันอยู่ในขณะนี้มีปัญหาประมาณ 50 ล้าน ผมไม่ได้บอกว่า 50 ล้าน ควรจะมีหรือว่าแปลว่าไม่สำคัญ แต่ผมต้องการจะบอกว่า พอมีปัญหา 50 ล้านจะให้โละทั้ง 5,000 และอีกกี่พันตามมาไม่ถูกต้อง ผมขอย้ำว่าถ้าเราตรวจสอบอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แล้วจริงจังในการปราบทุจริตมันก็จะลดลง แต่จะหวังให้หมดไปทันทีทันใด ยากครับ

ถาม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ สุดท้ายขอสัก 2-3 นาทีพูดกับท่านที่มาฟังในแง่ของวิชาการ การศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในไทยเข้มแข็งเหมือนกัน ภาคการศึกษา ในงานธรรมศาสตร์วิชาการ ท่านนายกรัฐมนตรีจะฝากอะไรหรือพูดอะไรกับท่านผู้มีเกียรติเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาอะไรที่ท่านคิดว่าท่านหนักใจตอนนี้ก็ได้

ตอบ จริงๆ เมื่อก่อนเรียกน้อง ๆ เดี๋ยวนี้คนเตือนเลยต้องเรียกว่าหลานแล้ว ดีใจที่มีนักเรียนผมเห็นนักเรียนมาร่วมงานมาก แสดงว่ามีความตื่นตัวต้องการที่จะแสวงหาโอกาสต้องการที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ว่ามีทางเลือกอย่างไรบ้าง และในช่วงของการเปิดงานผมได้ย้ำไป คำว่า "ธรรมศาสตร์"ความจริงคือ ความรู้คู่อยู่กับคุณธรรม และสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์มีตราธรรมจักร พานรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยด้วย

เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นค่านิยมที่ผมหวังว่านักเรียนทุกคนไม่ว่าในที่สุดจะมาอยู่ที่นี่หรือไม่จะได้ยึดถือ ถ้าทุกคนยึดถืออย่างนี้ ผมก็มั่นใจปัญหาจะหนักหนาสาหัสแค่ไหนมีอุปสรรคมากมายอย่างไร ผมว่าประเทศชาติบ้านเมืองฟันฝ่าไปได้ เผื่อนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะได้กินข้าวกลางวันบ้าง ขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ลัดดา/ชมพูนุช ถอดเทป
จินตนา/ตรวจ