![]() |
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในโอกาสผู้นำศาสนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าเยี่ยมคารวะ
ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2552 เวลา 14.30 น.
ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้
คณะผู้นำศาสนา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่
และผู้มีเกียรติทุกท่านผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้ได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้นำศาสนาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้เดินทางมาสัมมนา ทัศนศึกษาตามโครงการของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
ผมอยากจะเรียนว่า อิหม่าม คอเต็บ บิหลั่น และกรรมการมัสยิด ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนานอกเหนือจากเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่คุณธรรม จริยธรรมแล้ว โดยที่ท่านผู้ได้รับความศรัทธา ความเคารพนับถือจากพี่น้องประชาชนท่านหนึ่งในฐานะที่เป็นผู้นำในทางความคิด และมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยสร้างค่านิยมที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ของท่าน เมื่อรัฐบาลมีนโยบายอย่างแน่ชัดในการที่จะสร้างความสันติสุข จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านทั้งหลายจะได้มีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างความสันติสุขในพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเอง ในการที่จะมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และทางอื่น ๆ
ผมเข้าใจดีว่าในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ หลายท่านคงเห็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 4 จังหวัด บางครั้งก็รวมไปถึง 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อยากจะเรียนว่า ผมเองเป็นผู้ที่ได้ติดตามปัญหานี้มาอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ผมเข้ามารับหน้าที่นี้ และทราบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นบางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจ อาจจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาด ความไม่เข้าใจ บางครั้งอาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ของผู้ที่เกี่ยวข้อง
แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การที่จะแก้ไขปัญหาไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับการสร้างปัญหา และการที่จะแก้ไขปัญหาได้ต้องมีแนวคิดที่มีความชัดเจน ต้องมีกลไกที่ปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม เป็นเอกภาพ และที่สำคัญต้องได้รับการสนับสนุนจากการมีเจตนารมณ์ร่วมกัน ความตั้งใจร่วมกันในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงความอดทนด้วย เพราะในระหว่างการแก้ไขปัญหาคงจะมีทั้งอุปสรรค มีเหตุการณ์หลายสิ่งหลายอย่างซึ่งอาจจะทำให้หลายฝ่ายเริ่มไม่มั่นใจ เริ่มท้อแท้หรืออะไรก็ตาม
เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งนี้ สิ่งที่ผมได้พูดชัดเจนคือผมเชื่อว่าปัญหาจะแก้ได้ หัวใจอยู่ที่เรื่องของความยุติธรรมและกระบวนการการพัฒนา ที่จริงเป็นสิ่งซึ่งต่างสนองกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" แต่สิ่งเหล่านี้เวลาพูดคือความยุติธรรมก็ดี การพัฒนาก็ดี พูดไม่ยาก แต่ทำยากกว่า ทำแล้วมีคนรู้สึกว่าไม่ได้ทำ ยิ่งยาก เพราะว่าไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น ในเรื่องของความยุติธรรม ผมอยากจะเรียนว่า ตั้งแต่ผมเข้ามาได้พยายามทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ทำงานทางด้านนี้ ด้านหนึ่งมีส่วนของการพัฒนา ซึ่งขณะนี้ ศอ.บต. ดูแลในส่วนนี้ด้วยอีกด้านหนึ่งในแง่ของความมั่นคง ซึ่งผมดูแลด้าน กอ.รมน. โดยตำแหน่งด้วย เพียงแต่ว่าการที่เรามีบุคลากรทางความมั่นคงในพื้นที่จำนวนมาก ผมเชื่อว่าหลายท่านคงมองเห็นความจำเป็น และปฏิบัติการของทางด้านความมั่นคง ส่วนสำคัญในการที่จะปรามหรือลดความรุนแรงได้ผมทราบมาโดยตลอดว่า เวลาที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นจำนวนมาก และโดยเฉพาะหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ วัฒนธรรมของพี่น้องในท้องถิ่น บางครั้งอาจจะไปทำให้เกิดปัญหาใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย
เพราะฉะนั้นตั้งแต่ต้น ผมได้กำชับทุกฝ่ายให้มีความละเอียดอ่อนต่อการปฏิบัติหน้าที่และให้เข้าใจว่า การที่เข้าไปทำหน้าที่ตรงนั้น ถ้าหากว่าทำได้ดีแต่ถ้าผิดพลาดแม้เพียงคน ๆ เดียว จะถูกตีความว่าเป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นตรงนี้จะได้มีการทำความเข้าใจอย่างชัดเจน จากผู้ที่เกี่ยวข้อง และต้องเรียนว่า ผมมีความรู้สึกว่าทางหน่วยงาน ตั้งแต่กองทัพ ตำรวจ ต่างมีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ดีขึ้น แต่อาจจะยังไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ทุกอย่างให้เป็นไปตามอย่างที่เราอยากจะเห็นได้ทั้งหมด
เพื่อให้ตรงนี้มีความหนักแน่นมากขึ้น จะเห็นว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในปัจจุบัน ถือกฎหมายพิเศษหลายฉบับในพื้นที่ ในอดีตนั้นการต่ออายุกฎหมายพิเศษโดยเฉพาะตัวพระราชกำหนด หรือ พรก. ซึ่งจะมีการต่ออายุโดยอัตโนมัติ ทุก 3 เดือน แต่ผมได้ยืนยันว่า ในรัฐบาลนี้การต่ออายุไม่ควรจะเป็นกระบวนการอัตโนมัติที่เรียกว่าเหลือเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ พรก. จะหมดอายุ ก็เสนอเรื่องเข้ามา แล้วรัฐบาลก็ต่ออายุไปเรื่อย ๆ ครั้งแรกคืออาจจะเป็นจังหวะที่ลำบาก ตอนที่รัฐบาลนี้เข้ามาบังเอิญสัปดาห์แรก หรือสัปดาห์ที่ 2 ต้องต่อที
ผมเลยคิดว่า ตอนนั้นรัฐบาลไม่มีทางเลือก แต่ได้บอกชัดเจนว่า 3 เดือนต่อมา เวลามาขอต่ออายุ ขอให้ไปประเมินในเรื่องของการใช้กฎหมายว่าต่างมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เมื่อเดือนเมษายน ทางหน่วยงานต่าง ๆ จึงได้มีการรายงานมาว่า โดยรวมแล้ว พรก.มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ไปสำรวจความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนด้วย เสียงส่วนใหญ่ก็ว่าเช่นนั้น แต่มีข้อห่วงใยในเรื่องที่ว่า อาจจะมีการที่มีเจ้าหน้าที่บางส่วนบางคนไปใช้กฎหมายแล้วไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ คือออกนอกลู่นอกทาง
เพราะฉะนั้น พอเดือนเมษยน เราได้ผลสรุปตรงนี้ว่า1. เราต่ออายุให้ แต่ 2. เราต้องบอกว่าต้องไปแก้ไขจุดอ่อน และมีระบบในการที่จะติดตามดูเวลาที่พี่น้องประชาชนมาร้องเรียนว่ามีการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือไม่อย่างไร และ 3. เราบอกว่า การที่ให้หน่วยงานประเมินมาเองนั้น คนอาจจะสงสัยว่ามีความเป็นกลางแค่ไหน เพราะฉะนั้นเลยขอให้ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายถาวร เสนเนียม) ร่วมกับทางสถาบันที่จัดการ ซึ่งต่อมาคือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ได้ไปช่วยทำการประเมินอีกรอบหนึ่ง
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ครบ 3 เดือน คราวนี้เราได้นำผลการวิจัยของ มอ. มาดู ปรากฎว่า ใกล้เคียงกับการประเมินของหน่วยงานในรอบแรก ซึ่งได้มีการไปสำรวจความคิดเห็นของประชาชน และเห็นว่าการต่ออายุ พรก. ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่มีเสียงสะท้อนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาการไปละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่ ระบบการร้องเรียนมีปัญหาอยู่ เพราะพูดง่าย ๆ คือ ต้องไปร้องกับหน่วย เลยทำให้หลายคนไม่กล้าที่จะไปร้อง เพราะฉะนั้นมติคณะรัฐมนตรี นอกจากต่ออายุ พรก. ไปแล้วก็บอกให้มีการประเมินอยู่เป็นระยะ ๆ และบอกให้มีการกักตุนเรื่องของระบบการร้องเรียนด้วยอันนี้ที่ผมเล่าให้ฟังเพื่อให้ท่านได้เห็นว่า รัฐบาลนี้มีความตั้งใจจริง ๆ ที่จะรับฟังเสียงต่าง ๆ และแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าที่ใดก็ตาม
ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ผมได้มีการย้ำกับทางตำรวจและทางเจ้าหน้าที่ว่า ให้ดำเนินคดีต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา แต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตำรวจมากที่สุดคือ ข้อมูลที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้เอง เพราะฉะนั้นพวกท่านมั่นใจได้ว่า ผมจะเดินหน้าในเรื่องคดีต่าง ๆ ให้ตรงไปตรงมาที่สุด และจะได้มีการสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลนี้ ความรุนแรงจะเกิดจากใครก็ตามคนนั้นต้องรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขสำหรับเรื่องต่าง ๆ ต่อไป
ในด้านของการพัฒนา รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีในเรื่องของพื้นที่ โดยเฉพาะและในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง เรื่องการพัฒนาในพื้นที่ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญมากโดยมีแผนชัดเจนว่า เราต้องการที่จะเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคน ให้เพิ่มขึ้นประมาณ 60,000 บาท ต่อปี เพื่อให้อยู่ในระดับซึ่งเรียกว่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของประเทศ มีการจัดฝึกฝนอาชีพต่าง ๆ ให้กับคนในชุมชนเกือบ 3,000 ชุมชน แล้วถ้าเอาตัวชี้วัดในแง่ของความเป็นอยู่ต่าง ๆ ก็ต้องการที่จะเห็นที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเกือบ 20,000 หมื่นหลังคาเรือน โดยบริการในเรื่องของน้ำ เรื่องของประปาเกือบ 20,000 ครัวเรือน
เมื่อพูดถึงสิ่งเหล่านี้ ผมขอถือโอกาสไม่พูดเรื่องงบประมาณ เพราะถ้าพูดงบประมาณแล้วบางคนจะบอกว่าฟังมาหลายรอบแล้ว รัฐบาลก่อนก็บอกอีกหมื่นล้าน รัฐบาลนี้ก็บอกอีกหมื่นล้าน รวมกันมาผมไม่รู้เป็นแสนล้านหรือไม่ ผมบอกเป็นรูปธรรมว่า ที่อยู่อาศัย น้ำไฟ อาชีพ เป้าหมายรายได้ของคนในพื้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในช่วงที่เราทำเรื่องของไทยเข้มแข็ง 3 ปี ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัด แต่ว่าตัวโครงการจะมีทั้งที่เรียกว่า "พนม." คือ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับหมู่บ้าน ส่วน "พนพ" คือ โครงการพัฒนาชุมชนสันติสุขอย่างยั่งยืน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วยังมีโครงการส่งเสริมอาชีพหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมอาชีพในหมู่บ้าน หรือประมงชายฝั่ง
นอกจากนั้น ในส่วนของเรื่องการเยียวยา คณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) เป็นประธาน และรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) กำกับดูแล ก็กำลังมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์หลายอย่าง ซึ่งผมคิดว่าจะทำให้เห็นว่าเราตั้งใจในการที่จะอำนวยความยุติธรรมมากขึ้น
ในแง่ของการพัฒนา ผมได้มีการมอบหมายให้ทางหน่วยงานของกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในแง่ของการที่ทำเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรมจริง ๆ และขณะนี้ได้เตรียมทุกเรื่อง เช่น เรื่องยา ปาล์ม ท่องเที่ยว ประมง และอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งอย่างแท้จริงและในสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็เช่นเดียวกัน เราหวังว่าจะสามารถเสนอกฎหมายที่จะปรับปรุงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปตามที่ผมได้ไปหาเสียงไว้ ก็จำเป็นต้องมีการยกระดับสำนักงานอันนี้
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมมีความตั้งใจ และด้วยใจจริงจากรัฐบาลที่จะเร่งผลักดันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหา แต่ว่าสุดท้ายปัญหาจะไม่สามารถแก้ไขได้ ถ้าผู้นำทางความคิด ผู้นำชุมชนและ ทุกท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ไม่ช่วยผม ไม่ช่วยรัฐบาล ช่วยหมายความว่า นำความตั้งใจดีของรัฐบาลไปถ่ายทอด ช่วยในความหมายที่ว่า เวลาที่มีอะไรผิดเพี้ยนที่ไม่เป็นไปตามนี้ ท่านช่วยสะท้อนมาบอกพวกเรา เพราะว่าบางครั้งพวกเราที่อยู่ที่นี่ อาจจะไม่ทราบตั้งใจทำเรื่องอย่างหนึ่ง แต่พอไปถึงพื้นที่อาจจะผิดเพี้ยนไป เรานึกว่าเราทำดีแล้ว แต่พื้นที่บอกว่าไม่เห็นเป็นอย่างที่พูด ท่านต้องสะท้อนสิ่งเหล่านี้กลับมา เพื่อจะเป็นประโยชน์กับพวกเราที่จะแก้ไขให้ดีขึ้น
เพราะฉะนั้นผมหวังว่า กิจกรรมตามโครงการที่ท่านได้เข้ามาร่วมในครั้งนี้ จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ และช่วยให้การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าในส่วนที่มาวันนี้ บางส่วนได้มีโอกาสมาในโครงการของรัฐสภาบ้างหรือยัง แต่คงจะทราบว่า ผมพยายามที่จะไปพบปะกับพวกท่านอยู่มากพอสมควร มีบางสัปดาห์เท่านั้นที่ติดภารกิจเลยไม่ได้ไปพบ แต่ผมได้รับทราบความห่วงใยและปัญหาในหลายเรื่องแล้ว เช่น เรื่องค่าตอบแทน และปัญหาอีกหลายปัญหาที่ได้สะท้อนมาในพื้นที่ ผมขอเรียนว่าทุกปัญหาที่เคยสะท้อนมาในสภาฯ จะได้มีการส่งกลับไปให้หน่วยงานต่าง ๆ และจะพยายามเร่งดำเนินการในเรื่องที่ท่านได้มีการแจ้งมาผมขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง และขอความสันติสุขประสบกับทุกท่านที่ได้เข้ามาร่วมโครงการนี้ครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ลัดดา/ถอดเทป-เรียบเรียง