![]() |
คำกล่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในพิธีเปิดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 4
ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ฮอลล์ 9 อิมแพค เมืองทองธานี
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2552
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ประธานอนุกรรมการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม
ประธานกรรมการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 4
และผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่านผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมหรือศูนย์คุณธรรม สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้จัดขึ้น เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ ของสังคมได้ยึดถือและปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นอย่างมีคุณธรรมในวันนี้ โ
ดยในปีนี้จะมีการมุ่งเน้นการสร้างคุณธรรมหรือธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจ เพื่อสอดคล้องกับหัวข้อในเรื่องของการฝ่าวิกฤตด้วยธุรกิจคุณธรรม ผมเชื่อเหลือเกินว่า หลายท่านซึ่งได้มีโอกาสมาร่วมในงานของสมัชชาหรือตลาดนัดคุณธรรมในหลายปีที่ผ่านมา ตระหนักดีอยู่แล้วว่าเรื่องของคุณธรรมมีความสำคัญอย่างไรต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่ง ซึ่งบ้านเมืองของเราก็ตกอยู่ภายใต้ภาวะที่หลายคนบอกว่า มีวิกฤตซ้อนวิกฤต คือ มีปัญหาทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องของความขัดแย้งในทางสังคมในทางการเมือง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ท้าทายสังคมของเราและคนของเรา ว่าจะสามารถฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้ไปได้หรือไม่
ผมเป็นคนหนึ่งซึ่งเชื่อมาตลอดว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการฟันฝ่าปัญหาต่างๆ และปัจจัยที่จะส่งเสริมกระบวนการการพัฒนาที่มีคุณภาพและยั่งยืนนั้น คือ เรื่องของคน แล้วเวลาพูดถึงคนนั้นก็จะไม่ได้พูดถึงเฉพาะในแง่ของความรู้ ความสามารถ แต่จะพูดถึงในเรื่องของการเป็นคนดีหรือความมีคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมๆ กันไปด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ การใช้ความรู้ความสามารถก็ดี การดำรงไว้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เมื่อมีความสัมพันธ์กับคนอื่นและอยู่ร่วมกันในสังคม จะเป็นจุดที่ชี้ขาดถึงความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอของแต่ละสังคมหรือแม้แต่ระบบเศรษฐกิจหรือระบบการเมือง
ปัญหาที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจของโลก กล่าวไปแล้วก็เป็นตัวสะท้อนถึงปัญหาของการขาดธรรมาภิบาล ความจริงเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เราก็เคยมีบทเรียนในเรื่องนี้ในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงิน เมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งก็ได้มีการวิเคราะห์อย่างชัดเจนว่า ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการสร้างวิกฤตในประเทศในครั้งนั้น ก็เกิดจากปัญหาในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างภาคการเมือง ภาคราชการที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแล และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจการเงินที่ขาดธรรมาภิบาล และก็สุดท้ายนำไปสู่ปัญหาความตื่นตระหนกการขาดความเชื่อมั่น และก็นำไปสู่วิกฤตทางการเงินในประเทศไทย
จริงอยู่ว่า ปีนี้เราอาจจะบอกตัวเองได้ว่า ต้นเหตุหรือจุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่ก็น่าสนใจว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในระดับโลกก็เป็นปัญหาการขาดธรรมาภิบาลอยู่นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เริ่มต้นจากปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพซึ่งเกิดขึ้นในระบบการเงิน แล้วก็เกี่ยวพันมาถึงบรรดานักลงทุนหรือสถาบันการเงินที่ได้ไปลงในสินทรัพย์โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงหรือไม่คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน สุดท้ายก็มากระทบไปถึงประเทศคู่ค้าหรือประเทศที่เชื่อมโยงกันอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้ประเทศไทยนั้นต้องประสบปัญหาไปด้วย แต่แม้ว่าโลกนี้เราอาจจะบอกว่า ปัญหาของธุรกิจไทยไม่ใช่จุดเริ่มต้นของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า แนวทางการแก้ไขปัญหานั้นก็ต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น และที่สำคัญคือ เกี่ยวพันมาถึงการรับมือกับวิกฤตซึ่งหมายถึงการปรับโครงสร้าง ปรับองค์กร ปรับยุทธศาสตร์ ปรับท่าทีในการที่จะก้าวเดินต่อไปไปสู่ภาวะที่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ก็จะสามารถดำเนินต่อไปได้ตรงนี้นะครับสุดท้ายก็หนีไม่พันที่จะกลับมาเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาในเรื่องของธรรมาภิบาลและเรื่องของคุณธรรม ผมจึงต้องขอแสดงความชื่นชมยินดีว่า ทางศูนย์คุณธรรมได้ตัดสินใจเลือกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าวิกฤตด้วยธุรกิจคุณธรรม มาเป็นหัวข้อในการจัดการ จัดสมัชชาหรือในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ตลอดจนการนำเอาผลงานของแบบอย่างที่ดีในเรื่องของธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจมาแสดงในการจัดงานในครั้งนี้ด้วย
ในส่วนของรัฐบาล ผมอยากจะเรียนนะครับว่า เวลาที่เราเผชิญกับวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหรือการเมือง เรื่องของความเชื่อมั่นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก และความเชื่อมั่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความไว้วางใจเกิดขึ้นระหว่างกัน จะเป็นคนไทยด้วยกันเอง หรือจะเป็นในส่วนของชาวต่างชาติที่มองเข้ามายังประเทศของเรา และความไว้เนื้อเชื่อใจหรือความมั่นใจไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ถ้าเราไม่มีความชัดเจนในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ตรงนี้ครับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่ผมคิดว่า เราจำเป็นจะต้องตระหนักไม่เพียงแต่ว่านึกถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการฝันฟ่าวิกฤต แต่มองไปข้างหน้าด้วยว่า ความยั่งยืนต่อไปภายหลังวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้ต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบทั่วถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจของเราในวันข้างหน้า ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น ผมยกตัวอย่างว่า ในภาคการค้าระหว่างประเทศหรือในเรื่องของการท่องเที่ยว ถ้าเราคาดหวังที่จะฟื้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาและก้าวเดินต่อไปได้ดี นั่นหมายถึงการที่เราจะต้องสามารถผลิตสินค้าและบริการ และมีกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นที่ยอมรับในสายตาของชาวโลก หมายถึงคุณภาพ หมายถึงความปลอดภัย หมายถึงกระบวนการผลิตที่มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หมายถึงความปลอดภัยทุกสิ่งทุกอย่างอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งหมายถึงการที่ทุกองค์กรผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ใช้แรงงานเองก็จะต้องตระหนักถึงค่านิยมตรงนี้อีกด้วยเช่นเดียวกันครับ ธุรกิจอย่างการท่องเที่ยวจะสามารถฟื้นขึ้นมาจะสามารถดึงดูดให้คนเข้ามาได้ นั่นก็หมายถึงเราสามารถสร้างความมั่นใจในหมู่ชาวต่างประเทศว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่ามาเยี่ยมเยียนมาแล้วไม่ประสบปัญหา มาแล้วไม่ถูกหลอกลวง มาแล้วได้พบกับสิ่งต่างๆ ซึ่งเราโฆษณาหรือการประชาสัมพันธ์ว่า เขาพึงจะได้รับจากการที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างนี้เป็นต้น
ผมจึงอยากจะย้ำครับว่า ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเราได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เราพยายามอย่างเต็มที่ในการกระตุ้นในเรื่องของการยกระดับมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ซึ่งหมายรวมถึงในเรื่องของธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมในการที่เป็นตัวนำเพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งแบบยั่งยืนให้กับธุรกิจไทยและเศรษฐกิจไทยต่อไป
นอกจากนั้น ผมอยากจะเรียนว่า ปัญหาอื่น ๆ ที่ประเทศของเราหรือคนของเราเผชิญอยู่ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณธรรมทั้งสิ้น ความขัดแย้งทางการเมืองถ้าไล่กลับไปให้ดีก็เกิดขึ้นจากปัญหาของการขาดคุณธรรมหรือการขาดธรรมาภิบาลของคนที่มีอำนาจ ใช้อำนาจในทางที่ผิดแล้วก็ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงขึ้นมาในสังคมอย่างไม่จบไม่สิ้น ตรงนี้ก็เช่นเดียวกันครับว่า ในการแก้ปัญหาหรือเดินหน้าเพื่อที่จะทำให้บ้านเมืองของเราก้าวพ้นวิกฤตนั้น ถ้าเราไม่ตระหนักตรงนี้แม้เราจะไปแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายหรือวางระบบอะไรอย่างไรก็แล้วแต่ บ้านเมืองก็จะไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ว่าไปแล้ว แม้แต่ปัญหาที่หลายคนวิตกกังวลในขณะนี้ เช่น ปัญหาเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราสามารถฝึกฝนคนของเราให้มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและความรับผิดชอบต่อสังคม ปัญหาในการบริหารจัดการในเรื่องนี้ก็จะง่ายขึ้น ประสบการณ์ในประเทศต่างๆ ชัดเจนครับ ถ้าประเทศใดคนตื่นตระหนกมากๆ นั่นก็หมายความว่า สถานพยาบาล สถานบริการต่างๆ ก็ไม่สามารถรับมือและก็ไม่สามารถที่จะดูแลคนที่เจ็บหนักได้ดีเท่าที่ควร ถ้าคนเพิกเฉยละเลยไม่เอาใจใส่ นั่นก็หมายถึงการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากไข้หวัดใหญ่ก็จะมีมาก ถ้าคนมีวินัยรู้ตัวว่าตัวเองมีปัญหาอาจจะไปเผยแพร่เชื้อระบาดไปสู่คนอื่น รู้จักที่จะรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการอยู่กับบ้านและเจ็บป่วยเล็กน้อยก็รักษาอยู่ที่บ้าน ก็จะเป็นการป้องกันปัญหาต่าง ๆ ได้ค่อนข้างง่ายและขณะนี้สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ คือ เรื่องของการกระจายยาไปสู่ผู้ป่วย ก็เห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า สังคมไหนที่มีคุณธรรม มีวินัย มีความไว้วางใจกันก็สามารถจัดระบบในการจ่ายยาได้ง่าย เช่น บางประเทศเขาไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ว่า เฉพาะคนเจ็บจะต้องการยาก็ไม่ต้องไปเอาที่โรงพยาบาล สามารถที่จะโทรศัพท์หรือใช้อินเทอร์เน็ตแจ้งไปยังหน่วยงานว่า มีความต้องการยาแล้วก็มอบหมายบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลที่อยู่ในบ้านด้วยกันนั้น ไปรับยามาได้ ตัวคนป่วยก็จะได้ไม่ต้องออกจากบ้าน เพื่อที่จะไปสถานพยาบาลและก็มีความเสี่ยงต่อการที่จะเอาเชื้อไปติดคนอื่น แต่ว่าถ้าสังคมไหนขาดความไว้เนื้อเชื่อใจไม่สามารถที่จะไว้วางใจได้ว่า ไม่มีการไปทุจริตคอร์รัปชั่นเอายาไปกักตุน เอายาไปขายต่อระบบอย่างนี้ก็ทำไม่ได้ ปัญหาอย่างนี้มีให้เห็นทั่วไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเมื่อไหร่สังคมของเราสามารถพัฒนาในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม วินัย และความรับผิดชอบได้ ผมมั่นใจเลยว่า มีอีกหลายต่อหลายปัญหาซึ่งเราเคยบ่น เราเคยพูดว่า แก้ไม่ได้ก็จะสามารถแก้ไขได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าสิ่งเหล่านี้ยังถูกละเลยอย่างต่อเนื่อง นั่นก็หมายความว่า ปัญหาหลายปัญหาก็จะดำรงอยู่อย่างยืดเยื้อและเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น
ผมอยากจะเรียนครับว่า ในขณะที่ศูนย์คุณธรรมและภาคธุรกิจรวมทั้งภาคส่วนต่าง ๆ ในส่วนของภาคประชาชนมีความตื่นตัวมากยิ่งขึ้นในเรื่องของคุณธรรม เราต้องยอมรับว่ามาตรฐานของคุณธรรมในประเทศของเราก็ยังมีปัญหาอยู่มาก การสะท้อนที่ดีที่สุดตรงนี้คือ การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและโดยเฉพาะของเด็กและเยาวชนหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งแสดงออกชัดเจนถึงแนวโน้มว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมเท่าที่ควร ค่านิยมผิด ๆ ซึ่งยังมีอยู่และมีการสะท้อนออกมาผ่านการสำรวจความคิดเห็น เช่น การคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องซึ่งยอมรับได้เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะมีความก้าวหน้าหรือคนอื่นคอร์รัปชั่นก็ไม่เป็นไรขอให้เราได้รับประโยชน์บ้าง อย่างนี้ก็เป็นปัญหาซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองทั้งสิ้นค่านิยมอื่น ๆ ซึ่งน่าเป็นห่วงและสัมผัสอยู่ตลอดเช่น ทำบุญต้องได้รับผลตอบแทน เห็นคนอื่นทำผิดก็วางเฉยไม่ใช่ธุระของเรา ยกย่องเชิดชูคนรวย คนมีอำนาจมากกว่าคนดี จะร่ำรวยจะได้สิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีการใดก็ได้ไม่สำคัญ ประพฤติผิดกฎหมาย ผิดกฎระเบียบไม่เป็นไร เพราะเห็นคนอื่นก็ทำเช่นเดียวกัน สำคัญคือ อย่าให้ถูกจับได้ ต้องยอมรับนะครับว่า เราสัมผัสกับค่านิยมหรือความยอมรับในสิ่งผิด ๆ เหล่านี้ มีให้เห็นเกือบตลอดเวลา ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของทุก ๆ ฝ่ายรวมทั้งรัฐบาลและแน่นอนหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้โดยตรงที่จะต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วน เพราะอย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นว่า นอกเหนือจากปัญหาวิกฤตเฉพาะหน้าแล้ว วันข้างหน้าสังคมไทยประเทศไทยต้องเผชิญกับสิ่งท้าทายอีกมาก ซึ่งถ้ามาตรฐานและค่านิยมในเรื่องคุณธรรมของเรายังเป็นเช่นนี้อยู่ ผมคิดว่าเราจะมีปัญหาอย่างมากในการที่จะก้าวต่อไปข้างได้ แน่นอนครับสิ่งเหล่านี้ ไม่สามารถที่จะสร้างหรือแก้ไขได้ในระยะเวลาสั้น ๆ นั่นหมายถึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่เราเห็นในวิดีทัศน์ว่า จำเป็นจะต้องมีการศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงที่มาที่ไปของค่านิยมทั้งที่เป็นค่านิยมที่เอื้อต่อการสร้างระบบคุณธรรมที่ดี และค่านิยมที่บั่นทอนสิ่งเหล่านี้ นั่นหมายถึง ความจำเป็นในการที่จะต้องบ่มเพาะสร้างบุคคลและวางเครือข่ายต่าง ๆ และในยุคสมัยปัจจุบันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความสามารถในการที่จะสื่อสาร ซึ่งการสื่อสารนั้นก็ทำได้ทั้งในทางบวกและทางลบ นั่นคือ ทางบวกหมายถึงการที่จะยกย่องคนดี เสาะแสวงหาแบบอย่างที่ดี เผยแพร่สิ่งดีๆ เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจสำหรับคนอื่นต่อไป และในอีกด้านหนึ่งคือ การใช้มาตรการกดดันทางสังคมต่อสิ่งที่ไม่ถูกไม่ต้อง สิ่งที่เราไม่ต้องการเห็นเกิดขึ้นหรือสืบทอดสืบสานกันไป เป็นค่านิยมที่จะเป็นตัวบ่อนทำลายความสามารถของประเทศของเราและคนของเราในที่สุด
สุดท้ายนี้ ผมเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่านที่ได้มารวมตัวกันทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนรวมทั้งขอแสดงความยินดีกับองค์กรที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างในเรื่องของการมีมาตรฐานธรรมาภิบาล และขออวยพรให้การจัดงานในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย และเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะยกระดับสังคมของเราไปสู่สังคมคุณธรรมอย่างแท้จริง
บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 4 และ ขออวยพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญโดยทั่วกัน ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ชมพูนุท/ถอดเทปจินตนา/ตรวจ