คำปราศรัยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2552
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2552


พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพรัก

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับถึงปัจจุบันกว่า 700 ปีแล้ว พระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษของไทยได้สร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรม สิ่งดีงาม เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาติไว้ให้ตกทอดมาถึงอนุชนยุคต่าง ๆ ตลอดมา มรดกศิลปวัฒนธรรมสำคัญสิ่งหนึ่งคือ "อักษร" และ "ภาษา" ที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงประดิษฐ์คิดค้นไว้ให้เป็นทรัพย์สินล้ำค่าแก่อนุชนชาวไทยตั้งแต่พุทธศักราช1826

อักษรและภาษาที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชคิดประดิษฐ์ขึ้น นับเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ และถ่ายทอดวิทยาการต่าง ๆ อำนวยประโยชน์แก่ชีวิตของปวงชนชาวไทยทุกยุคทุกสมัย และนำความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ามาสู่ประเทศตลอดมา

กาลเวลาล่วงมายาวนานจนถึงปัจจุบัน ปัจจัยต่าง ๆ หลายประการได้ส่งผลให้ภาษาไทยเสื่อมโทรมลง จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความห่วงใยในการที่คนไทยใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้อง ดังปรากฏว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พุทธศักราช 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมประชุมกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษาไทยที่ชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้พระราชทานพระราชดำรัสอันเป็นคุณูปการแก่ภาษาไทยหลากหลายประการ เป็นต้นว่า

"ไทยเราโชคดีที่มีภาษาเป็นของตนเอง จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้"

"ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน"

"อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยคนับเป็นปัญหาสำคัญ..."

"ปัญหาที่สาม คือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้..."

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานพระราชดำรัส ทรงแสดงความห่วงใยในการใช้ภาษาไทยต่อมาอีกหลายครั้ง สืบเนื่องจากพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงความห่วงใยในภาษาไทย มีพระราชประสงค์จะให้คนไทยรักและหวงแหนภาษาไทย โดยการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องงดงาม แสดงความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทยตลอดไปนี้ เป็นคุณูปการก่อให้เกิด วันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีประกาศวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2542 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ และเพื่อปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติให้บำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทย ไว้ให้เป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติคงอยู่คู่ชาติตลอดไป

ผมมีความยินดีที่ประเทศไทยมี วันภาษาไทยแห่งชาติ นับตั้งแต่พุทธศักราช 2542 เป็นต้นมา และในระยะแรกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดงาน วันภาษาไทยแห่งชาติ ตั้งแต่พุทธศักราช 2542 จนถึงพุทธศักราช 2546 รวม 5 ครั้ง ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานและสถาบันการศึกษาทั้งในกรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาคร่วมจัดงาน และต่อมาในปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรมได้รับการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติมาดำเนินการ มหาวิทยาลัย โรงเรียน สมาคม และหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ร่วมจัดงานวันภาษาไทยกันเป็นจำนวนมาก เป็นการกระตุ้นเตือนให้คนไทยทั้งประเทศตระหนักในความสำคัญและคุณค่าของภาษาไทย ซึ่งประเทศไทยมีภาษาของตนเองทั้งตัวอักษร ภาษาเขียนและภาษาพูด สมควรอย่างยิ่งที่คนไทยทั้งประเทศควรภาคภูมิใจและร่วมมือร่วมใจกันสงวนรักษาภาษาไทยไว้ให้งดงามยั่งยืนตลอดไป

อย่างไรก็ดี การที่ในปัจจุบันภาษาไทยได้เปลี่ยนแปลงผันแปร อาจเป็นด้วยปัญหาของกระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้าด้านสื่อสาร ทำให้ประเทศไทยได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทางภาษาของประเทศอื่นเข้ามาปะปน ตลอดจนการศึกษาการสอน การเรียนภาษาไทยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการแก้ปัญหาการใช้ภาษาไทยที่บกพร่องของคนไทยอย่างน่าเป็นห่วง เนื่องด้วยคนไทยจำนวนมากที่ใช้ภาษาผิดพลาดบกพร่อง ทั้งด้านการอ่าน การเขียน และการออกเสียง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องและคนไทยทุกคนจะต้องร่วมมือกันเร่งแก้ไข

ผมจึงขอถือโอกาสอันสำคัญและเป็นมงคล คือ "วันภาษาไทยแห่งชาติ" วันที่ 29 กรกฎาคมนี้ ย้ำเตือนและเชิญชวนให้ประชาชนและเยาวชนของชาติตระหนักสำนึกอยู่เสมอว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีภาษาเป็นของตนเองทั้งภาษาเขียนและภาษาพูดอย่างสมบูรณ์ สืบทอดเป็นมรดกสมบัติทรัพย์สินทางปัญญาอันล้ำค่านานนับกว่า 700 ปีแล้ว และภาษาไทยก็ได้เป็นเครื่องมือสื่อสารอันประเสริฐสุดของคนไทยทุกอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับการดำรงชีวิต คนไทยควรจะภาคภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและบุญคุณของบรรพบุรุษไทยที่ได้อุตสาหะสร้างสรรค์อักษร และภาษาไว้ให้ตกทอดสืบมาจนถึงปัจจุบัน และควรยึดถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องรักหวงแหนร่วมมือร่วมใจกันรักษาภาษาไทยไว้ให้ถูกต้องงดงามตลอดไป

ผมขอให้ผู้มีหน้าที่ถ่ายทอดวิชาการด้านภาษาไทยแก่เยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกระดับที่ล้วนต้องใช้ภาษาไทยสื่อสารทำความเข้าใจในชีวิตประจำวัน และในการประกอบอาชีพทุกอาชีพ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อประชาชนและเยาวชนในการใช้ภาษาไทยสื่อสารความรู้ ความคิดเห็น และความบันเทิงต่าง ๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ในการจรรโลงรักษาภาษาไทยด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้ภาษาไทยดำรงคงอยู่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย ขอให้เยาวชนไทยทุกคนตระหนักสำนึกในความสำคัญและคุณูปการ อันล้ำเลิศของภาษาไทยต่อตนเองและต่อประเทศชาติและร่วมมือร่วมใจกันรักษาภาษาไทยไว้ให้ดำรงคงอยู่งดงามยั่งยืนคู่ชาติไทยตลอดไปสวัสดีครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก