คำกล่าวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง ประเทศไทยกับการสนับสนุนการศึกษาของคนพิการในระดับอุดมศึกษา
ในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ
ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซต์ ถนนพระราม 3 กรุงเทพฯ
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2552 เวลา 09.15 น.


ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ท่านผู้มีเกียรติ
และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน

ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาเป็นประธานการประชุมสัมมนาในเรื่อง ประเทศไทยกับการสนับสนุนการศึกษาของคนพิการในระดับอุดมศึกษา ในวันนี้

เรื่องของการศึกษานั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลได้ประกาศว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด แม้ว่าในภาวะที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ จะเป็นภาวะที่สังคมส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาการเมืองก็ตาม แต่รัฐบาลได้ประกาศเป้าหมายแน่ชัดว่า ในเรื่องของการศึกษา ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เป็นการลงทุนในทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แล้วรัฐบาลได้ใช้โอกาสของการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่วนสำคัญจะมีเรื่องของการศึกษาด้วย

สำหรับแนวทางของการจัดการศึกษานั้น ความจริงแล้วเรื่องของการขยายโอกาส เป็นนโยบายที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องหลายรัฐบาล ในช่วงแรกเป็นเรื่องของการขยายโอกาสทางการศึกษาในลักษณะทั่วไป ซึ่งแม้จนถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่า ยังมีปัญหา มีอุปสรรคอยู่ เช่น กรณีการดำเนินการเพื่อผลักดันเรื่องของการเรียนฟรี หรือการศึกษาที่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี 2540 แล้ว

สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพนั้น เป็นประชาชนที่สมควรจะได้รับสิทธิและโอกาสเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ซึ่งการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการนั้น มีความพยายามที่จะจัดระบบปรับปรุงโครงสร้างและขยายโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการปฏิรูปการศึกษาในรอบที่แล้ว ซึ่งนำมาสู่การมีพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 หลักการสำคัญประการแรกคือ เรื่องของการที่จะต้องจัดการศึกษากันหมดทุก ๆ คน ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งทำให้มีการผลักดันมาตรการและโครงการต่าง ๆ ต่อเนื่องกันมา

ดังนั้น รัฐบาลเมื่อเข้ามาบริหารประเทศ ได้มีการกำหนดเป็นนโยบายทางด้านการศึกษาระบุไว้ชัดเจนในนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาว่า จะจัดการศึกษาให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร การจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรมในโอกาสทางการศึกษา แก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน

นอกเหนือจากการขยายโอกาสให้แก่คนพิการแล้ว รัฐบาลยังมุ่งส่งเสริมในคนพิการได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่การช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม แก่คนพิการและครอบครัว การศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เพื่อพัฒนาคนพิการให้มีการศึกษาและทักษะการดำรงชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ มีคุณธรรม จริยธรรมอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และสามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเอง และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติได้ต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตระหนักถึงของความสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิทางการศึกษาของคนพิการที่จะได้รับการศึกษาจากสถานศึกษาอย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไปจึงได้นำพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 และฉบับปรับปรุงปี พ.ศ. 2545 มาปรับปรุงและออกเป็นพระราชบัญญัติ การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เน้นเรื่องการศึกษาสำหรับคนพิการ พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่ส่งเสริมให้คนพิการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกระดับ รวมทั้งระดับอุดมศึกษา และยังมีบทบัญญัติที่ได้มีข้อกำหนดไว้ที่สำคัญ ๆ เช่น ให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในทุกสังกัด มีหน้าที่รับคนพิการเข้าศึกษาในสัดส่วนหรือจำนวนที่เหมาะสม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมกรรมกำหนด สถานศึกษาใดปฏิเสธไม่รับคนพิการเข้าศึกษาให้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย

กฎหมายนี้ยังมุ่งเน้นความสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิทางการศึกษาให้กับคนพิการด้วย โดยกำหนดให้คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิต พร้อมทั้งได้รับเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา และมีสิทธิในการเลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดยคำนึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการจำเป็นพิเศษของบุคคลนั้ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีข้อกำหนดไว้ในมาตรา 8 วรรค 3 ว่า ให้สถานศึกษาในทุกสังกัดจัดสภาพแวดล้อมระบบสนับสนุนการเรียน การสอน ตลอดจนบริการเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน จากการที่เราได้มีกฎหมายที่เป็นกฎหมายหลักทั้งในเรื่องการศึกษาและในเรื่องของการศึกษาสำหรับคนพิการเป็นการเฉพาะ บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากับโอกาสของคนพิการ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการเพิ่มโอกาสของการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว จะมีการผลักดันการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาของคนพิการในระดับอุดมศึกษา ตามเจตนารมณ์ของนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ หรือผู้ที่มีความจำเป็นพิเศษในระดับอุดมศึกษาขึ้น เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของคนพิการ พัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดบริการสนับสนุนสำหรับนักศึกษาพิการ และส่งเสริมการมีงานทำของบัณฑิต ผู้พิการ ที่จะต้องเหมาะสมกับความรู้และสภาพร่างกาย ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการทำงานสานต่อไปโดยร่วมมือกับทางกระทรวงแรงงานและภาคธุรกิจ เอกชนในชั้นหนึ่ง

สิ่งหนึ่งที่ยืนยันถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการส่งเสริมสนับสนุนเรื่องนี้ คือ แม้ว่าสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจะมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณอย่างที่ทราบกันดีว่า การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย จากผลกระทบวิฤกติทางเศรษฐกิจ แต่ว่าการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจัดตั้งกองทุนสำหรับคนพิการ คือกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ภายใต้การดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาคนพิการอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและได้รับบริการทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้มีงบประมาณอยู่จำนวน 57 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2553 ได้ตั้งงบประมาณสนับสนุนกองทุนดังกล่าวไว้อีก 100 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาคนพิการในทุกมิติและทุกกระทรวง

ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ในฐานะประธานฯ มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งทำให้ได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของปัญหาที่เป็นข้อจำกัดในด้านทรัพยากร ซึ่งมีการสรุปสถานะทางการเงินของกองทุนในปัจจุบัน รวมไปถึงปัญหาการเข้าถึงและการใช้จ่ายจากกองทุนต่าง ๆ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคอื่น ๆ ซึ่งทำให้ผมได้มีโอกาสรับทราบปัญหาและอุปสรรค ข้อจำกัดต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุมมากขึ้น และได้มีการดำเนินการเพื่อสั่งการ และพิจารณาในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ที่จะทำให้การแก้ปัญหานั้น สามารถที่จะแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น คณะกรรมการที่ผ่านมา ได้พิจารณาในหลายต่อหลายประเด็น ทั้งในเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เฉพาะคนพิการ การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน โดยเฉพาะของคนพิการ การจัดสรรเรื่องของทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่หรือคลื่นวิทยุ การจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาตรฐาน การแก้ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ แม้กระทั่งเรื่องของปัญหาการเข้าถึงยา การรักษาพยาบาลต่าง ๆ ตลอดจนเรื่องของการฝึกอาชีพในโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการต้นกล้าอาชีพ เรื่องการออกสลากพิเศษ เรื่องการนำเข้า เรื่องอุปกรณ์ทางการศึกษาต่าง ๆ รวมไปถึงเรื่องของกองทุนด้วย

ผมอยากจะเรียนว่า การทำงานของรัฐบาลในอดีต ได้มีการสนับสนุนการศึกษาของคนพิการในระดับอุดมศึกษา และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาในระดับนี้ขึ้นมาได้ระดับหนึ่งแล้ว จำนวนของคนพิการ หรือนักศึกษาพิการที่เข้าศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยลำดับ และสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาพิการเข้าไปจำนวนหนึ่ง จะต้องมีการจัดระบบการบริการ เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาพิการขึ้นภายในสถาบัน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการจัดศูนย์หรือหน่วยบริการสนับสนุนนักศึกษาพิการขึ้นอย่างเป็นทางการ มีการจัดตั้งจากหน่วยงานเดิม หรือมีการจัดตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยงานใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลทางด้านคนพิการของสถาบัน บริการให้คำปรึกษา และจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ให้บริการด้านการจัดทำสื่อและสิ่งอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลืออื่น ๆ ในด้านการศึกษา ตลอดจนประสานงานกับคณะที่มีการเรียนร่วม และเป็นเครือข่ายให้บริการแก่สถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 18 แห่ง ที่จัดให้มีระบบดังกล่าวแล้ว

แม้ว่าการจัดการหรือการดำเนินการทั้งหลายในเรื่องเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาในระยะเริ่มเท่านั้น แต่ขอเรียนว่ารัฐบาลจะพยายามผลักดันให้นโยบายของรัฐและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการบังเกิดผลในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มุ่งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาของไทยให้ความสำคัญกับสิทธิและโอกาสทางการศึกษาของผู้พิการมากขึ้น โดยมีเป้าหมายให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งที่รับนิสิต นักศึกษาพิการ เข้าเรียนได้พัฒนาระบบการบริการนักศึกษาพิการในสถาบัน รวมทั้งให้สถาบันอุดมศึกษาตระหนักถึงหน้าที่ของสถานศึกษาในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก การปรับหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การจัดและการประเมินผลให้สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของนิสิต นักศึกษาพิการแต่ละบุคคล รวมถึงโอกาสการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยจัดให้เข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้สามารถศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีความสุข ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องและนโยบายของรัฐบาล

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการและการทำงานในเรื่องนี้ มีประเด็นที่ผมอยากจะขอนำเสนอเป็นข้อคิดและจะไปเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความสำเร็จและความเป็นรูปธรรม และความก้าวหน้าในด้านนี้มากยิ่งขึ้น

ประการแรกคือว่า ในภาพรวมของนโยบายที่เกี่ยวข้องกัน ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทั้งหมดจะมีส่วนสำคัญต่อโอกาสการเข้ารับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นรัฐบาลเองกำลังมีการปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคนพิการในภาพรวม เช่น ความทั่วถึงในเรื่องการสนับสนุน ช่วยเหลือหรือสวัสดิการของคนพิการ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่า ในเรื่องของเบี้ย ยังชีพคนพิการ จะต้องดำเนินการให้ทั่วถึง ครบถ้วนตามจำนวนคนพิการที่ได้มาขึ้นทะเบียน ซึ่งปัจจุบันสำรวจแล้วว่ามีคนพิการที่มาขึ้นทะเบียนอยู่ประมาณ 3 แสนคน ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือทางด้านนี้ อย่างนี้เป็นต้น

นอกจากนั้น รัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยบริการต่าง ๆ สำหรับผู้พิการในสังคม จะต้องผลักดันสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงบริการได้ ซึ่งจะเป็นหลักสำคัญในการที่จะเตรียมตัว เตรียมกายในการสร้างโอกาสสำหรับผู้พิการทางด้านการศึกษาด้วย

ประการที่สองคือ วันนี้เป็นเรื่องของอุดมศึกษา แต่ว่าโอกาสที่จะมาถึงอุดมศึกษาได้นั้นหมายถึงเรื่องของการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะต้องมีการสร้างโอกาสให้แก่ผู้พิการหรือผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ทุกด้านได้อย่างครอบคลุมทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งยอมรับว่าปัญหาข้อจำกัดในเรื่องของทรัพยากร บุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค ยังมีค่อนข้างมาก ซึ่งเรื่องนี้มีความจำเป็นที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ต้องประสานกับทางหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน แม้กระทั่งลงไปถึงในส่วนของเด็กเล็ก หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชุมชน หรือเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อที่จะได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ด้วย

ประการที่สาม ผมอยากจะเรียนว่า การที่จะเอื้ออำนวยให้ผู้พิการได้รับโอกาสทั้งในเรื่องการศึกษา และเรื่องอื่น ๆ นั้น สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการให้การศึกษากับประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับแนวปฏิบัติ ทัศนคติที่พึงจะมีต่อผู้พิการด้วย ตรงนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เราสามารถระดมสรรพกำลังต่าง ๆ ในสังคมมาช่วยให้โอกาสและจัดการศึกษาให้กับผู้พิการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ในสภาวะแวดล้อมซึ่งนำไปสู่เรื่องของการเรียนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการทำให้ผู้พิการในการเป็นนิสิต นักศึกษาได้รับความช่วยเหลือ เกื้อกูล และการแลกเปลี่ยนจากนักศึกษาทั่วไป ได้อย่างมีความกลมกลืนและได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ประการสุดท้ายคือ เราคงจะได้เห็นในวันนี้ว่า องค์ความรู้ เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกหลายสิ่งหลายอย่าง มีการพัฒนาไปมาก และสิ่งเหล่านี้ถ้าเราสามารถไปจับข้อจำกัด ในเรื่องของงบประมาณไปได้ ก็สามารถจัดหาได้ไม่ยากนัก แต่สิ่งซึ่งต้องใช้มากกว่าเรื่องของงบประมาณในการที่จะพัฒนาขึ้นมา และทำงานในด้านนี้ คือเรื่องของบุคลากร ตรงนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก และการทุ่มเทในการที่จะผลิตและพัฒนาบุคลากรที่จะมาช่วยสนับสนุนการศึกษา สำหรับผู้พิการนั้น เป็นสิ่งที่ต้องทุ่มเทมากเป็นพิเศษ มิฉะนั้นเราจะพบว่า ถึงจะมีกฎหมาย หรือจะมีเทคโนโลยี แม้แต่มีเงินก็จะไม่สามารถทำสิ่งนี้ได้ การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นหัวใจ และ สกอ. คงจะต้องเข้าไปดูในเรื่องของการเปลี่ยนบุคลากรทางด้านนี้เป็นพิเศษ รวมทั้งหาแนวทางที่จะทำให้สามารถมีการขยายผลในลักษณะที่เป็นเครือข่าย และช่วยเหลือสนับสนุนในพื้นที่ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมได้ต่อไป

ทั้งหมดนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่ง จะเป็นข้อคิดที่จะเป็นประโยชน์สำหรับการประชุมวิชาการและการสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการประชุมสัมมนาที่จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้การตั้งเป้าหมายที่จะให้ผู้พิการได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงนั้นสัมฤทธิ์ผลให้ที่สุด

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง การเข้าถึงและได้รับบริการทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับคนพิการ และขอให้การจัดประชุมในครั้งนี้ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ทุกประการ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ลัดดา/ถอดเทป/เรียบเรียง