![]() |
คำกล่าวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เนื่องในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษเรื่อง "โอกาสและทิศทางของการศึกษาไทย"
ในการประชุมวิชาการและเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับชาติ หัวข้อ "นวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน"
ณ ห้องประชุม 101 อาคารประชุมสุข อาชวอำรุง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2552 เวลา 10.30 น.
ท่านคณบดี ผู้บริหาร คณาจารย์
นิสิต นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่านผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดการประชุมวิชาการ และเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับชาติของคณาจารย์ และนิสิตของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาคณะครุศาสตร์ และเฉลิมฉลองศรีศตพรรษ์ ศาสตราจารย์ท่านผู้หญิงพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ในวันนี้
ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับคณะที่ได้มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากรทางการศึกษาชั้นนำของประเทศ มาเป็นระยะเวลายาวนาน และได้ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ บริการวิชาการทางด้านการศึกษาให้สังคม รวมทั้งในเรื่องของการวิจัย และการนำเสนอผลงานต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญไม่เพียงแต่ในแง่ของการพัฒนา แต่ว่าในการมีบทบาทนำในเรื่องของการศึกษาของไทยมาโดยตลอด และในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตจุฬ่าฯ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตของการศึกษาที่เป็นบริการการศึกษาของที่นี่ด้วย
เรื่องของการศึกษาไทยนั้น ผมเชื่อว่าหลายท่านซึ่งอยู่ในที่นี้ก็มีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงสภาพปัญหาและมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหากันมาหลายยุคหลายสมัย และหลายครั้งก็อาจจะมีความรู้สึกท้อแท้หรือมองว่าปัญหาของระบบการศึกษาของเรา ดูจะใหญ่เกินกว่าที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่งจะสามารถเข้าไปผลักดันเพื่อให้มีการแก้ไขได้ อย่างไรก็ตาม ผมอยากจะยืนยันว่าภายใต้นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมได้พูดอย่างชัดเจนมาโดยตลอดในฐานะนักการเมืองว่าเรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องของการลงทุนในคน เป็นเรื่องการลงทุนที่มีความคุ้มค่า และมีความสำคัญที่สุดในกระบวนการการพัฒนาของประเทศ เพราะฉะนั้น แม้ว่าในภาวะที่ประเทศกำลังประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ หรือความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีอยู่ค่อนข้างรุนแรงก็ตาม
แต่ผมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายทางด้านการศึกษา และนโยบายทางด้านสังคม โดยเฉพาะงานทางด้านการศึกษานั้น ผมก็จะติดตามกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ช่วยสนับสนุนการทำงานของทางกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง และในการตัดสินใจในเรื่องของนโยบาย ในเรื่องของงบประมาณจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้ว่าในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หนึ่งในนโยบายที่เรานำมาใช้ในเรื่องของแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบแรก ก็เป็นเรื่องของการที่จะผลักดันเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิและโอกาสทางการศึกษา ก็คือการศึกษาฟรี 15 ปี ซึ่งความจริงเป็นผลพวงมาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2540 มาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจจุบัน
แต่ก็ยังเป็นปัญหาซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมและปฏิบัติจริงอย่างเป็นระบบ ซึ่งผมได้ตัดสินใจว่าเรื่องของการศึกษาฟรี 15 ปีนั้น สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นคือทำในเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นสิทธิอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการที่จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลในเรื่องของการอุดหนุน จริงอยู่ในระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและในปีการศึกษานี้ เนื่องจากเป็นปีแรกที่เข้ามาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็ยังคงมีปัญหาซึ่งจะต้องได้รับการแก้ไขหรือคลี่คลายต่อไป ทั้งในแง่ของการที่จะต้องกำหนดหรือจะใช้คำว่าตีความว่าบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานอะไรบ้าง ซึ่งถือว่ารัฐจะต้องจัดให้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมไปถึงปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งยังมีการร้องเรียนอยู่จากสถานศึกษาต่าง ๆ ทั้งในมุมของผู้ปกครองซึ่งยังบ่นว่ายังถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่าย และจากบางโรงเรียนที่คิดว่าไม่อยู่ในฐานะที่จะสามารถจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายได้ ผมเชื่อว่าเมื่อเรามีฐานข้อมูลของปีนี้ที่ชัดเจนแล้ว ในปีต่อ ๆ ไปนโยบายในเรื่องนี้จะสามารถมีความลงตัว และเดินหน้าได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
พร้อม ๆ กันไปกับการทำเรื่องนี้ก็มีการพยายามที่จะปรับปรุงในเรื่องของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อดูแลเรื่องของโอกาสการศึกษาของเยาวชนของเราให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มีการนำเอาเงินซึ่งปกติจะอยู่ในกองทุนและไม่ได้นำมาใช้จ่าย มาเพิ่มจัดสรรเป็นทุนมากยิ่งขึ้น มีการรวมการบริหารจัดการของกองทุน 2 กองทุนเข้าด้วยกัน และรวมไปถึงการดูแลเจาะจงไปยังกลุ่มนักศึกษาบางกลุ่ม เช่น ชาวมุสลิม ซึ่งมีปัญหากับเรื่องของระบบกู้ยืม ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักศาสนาของเขา
ที่เรียนอย่างนี้เพราะว่าหลายครั้งเวลาพูดถึงโอกาสทิศทางการศึกษา หรือเรื่องของคุณภาพ ผมจะถูกต่อว่า ๆ ทำไมยังจะต้องพูดถึงเรื่องของการเรียนฟรี อยากจะย้ำครับว่าจริงอยู่ในเมืองหลวง หรือในสังคมเมืองอาจจะมีความรู้สึกว่าโอกาสของการศึกษาไม่ได้เป็นปัญหา แต่ข้อเท็จจริงแล้วก็คือคนจำนวนมาก และผู้ปกครองยังคงมีความเดือดร้อนในเรื่องของภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเมื่อเรายืนยันว่าเป็นสิทธิ และเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องลงทุน เราก็จำเป็นที่จะต้องยืนยันและผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ในทางตรงกันข้าม ผมก็ทราบดีถึงข้อจำกัดของฐานะการเงินการคลังของประเทศ และของรัฐบาลไทย เพราะฉะนั้น บางทีผมก็ถูกต่อว่า ๆ ทำไมเรียนฟรีแค่ 15 ปี ทำไมไม่เรียนฟรีจนจบปริญญา ทำไมไม่เรียนฟรีจนจบ ดร. ผมก็ต้องยืนยันว่าฐานะของประเทศไม่มีเงินมากเพียงพอที่จะไปทำเช่นนั้นได้ แต่เราก็ยังยืนยันหลักการว่าถ้าใครจะมีข้อจำกัดในเรื่องของรายได้ ไม่สามารถศึกษาต่อก็จะมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนันให้
ผมพูดเรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า ผมไม่ได้กังวลเรื่องของปัญหาคุณภาพการศึกษา หรือไม่ได้มองว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญ แต่ว่าต้องการที่จะให้ปัญหาในเรื่องของโอกาสการศึกษาสามารถที่จะมีระบบที่จะดูแลให้ชัดเจนต่อเนื่อง ยั่งยืนให้ได้เสียก่อน ซึ่งผมคิดว่าจากการดำเนินการในปีนี้ และพอปีการศึกษาต่อ ๆ ไป เรื่องนี้จะมีความลงตัว แล้วจะทำให้การดำเนินนโยบายทางการศึกษาปรับเข้ามาสู่เรื่องของคุณภาพและความจำเป็นในการที่จะต้องมีการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 อย่างที่พูดกันอย่างชัดเจนต่อไป
ถามว่าโอกาสและทิศทางการศึกษาของประเทศจะต้องเป็นอย่างไร ผมต้องบอกว่าในปัจจุบันเราถือว่าเราประสบความสำเร็จในบางด้าน แล้วก็ล้มเหลวในอีกหลาย ๆ ด้าน จะบอกว่าระบบการศึกษาไทยล้มเหลวเสียทั้งหมด ผมก็ไม่ได้คิดว่าเป็นอย่างนั้น และจะบอกว่าปัญหาของคนไทยเป็นปัญหาที่เป็นคุณภาพพื้นฐานบางอย่าง ผมก็ไม่ได้เชื่ออย่างนั้น ผมมองเห็นว่าในระบบการศึกษาของเราก็สามารถผลิตคนเข้าสู่หลายวงการ ซึ่งถือได้ว่ามีความก้าวหน้ามีการพัฒนาไม่น้อยหน้าที่ไหนในโลก เรามีบุคลากรซึ่งประกอบหลายวิชาชีพ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าได้รับการฝึกฝน ได้รับการศึกษาอบรม สามารถที่จะไปแข่งขันเป็นหน้าเป็นตา หรือสามารถที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี
เราสามารถผลิตบุคลากรที่ป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งถือว่าเป็นเศรษฐกิจ สังคม ที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดระบบหนึ่งมาได้ต่อเนื่องหลายทศวรรษ ผมว่าสิ่งเหล่านี้บางครั้งก็เป็นความสำเร็จที่คนมองข้าม และเราได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการที่จะขยายระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการมีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นโดยลำดับ การศึกษาทางเลือกก็กำลังเกิดขึ้นในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นการขยายอุดมศึกษาออกสู่พื้นที่แทบจะครอบคลุมทั้งประเทศ รวมไปถึงการที่มีคนของเราที่อยู่ในวัยการศึกษาเข้าสู่การศึกษามากขึ้นโดยลำดับ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นตัวบ่งบอกว่าเราก็ควรจะมีกำลังใจในการที่จะเดินหน้าในการพัฒนาการศึกษาต่อไป
แต่ขณะเดียวกันปัญหาหรือความล้มเหลวบางเรื่องก็ปรากฏให้เห็นอยู่ สิ่งที่เป็นตัวบ่งบอกก็มีอยู่หลายประการที่สามารถที่จะดูได้อย่างง่าย ๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปศึกษาลึกซึ้งอะไรมากมายนัก เช่น ข้อเท็จจริงที่ว่านับวันเรามีปัญหาที่ผลผลิตของระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้นโดยลำดับ อาการที่ปรากฏก็จะปรากฏ 2 ทาง ทางหนึ่งคือการที่มีบัณฑิตจำนวนมากที่จบการศึกษามาแล้วหางานทำไม่ได้ แม้กระทั่งตัวเลขการว่างงานที่เห็นได้ชัดในปีนี้จากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตัวเลขของคนว่างงานซึ่งตอนแรกเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง พอถึงเดือนเมษายนก็กระโดดขึ้นทันที เพราะว่าตลาดแรงงานไม่สามารถที่จะรองรับคนที่จบการศึกษาใหม่ ก็แสดงว่ามีคนที่จบการศึกษาใหม่ที่ไม่สามารถหางานทำได้เป็นจำนวนมาก อาการอีกด้านหนึ่งคือ การที่ผู้ประกอบการในหลาย ๆ อุตสาหกรรมยังร้องว่าขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะอย่างที่เขาต้องการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะการว่างงาน หากว่าระบบการศึกษาของเราสามารถที่จะผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคมได้ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง
ส่วนที่ 2 ในแง่ของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเอง ตัวเลขเวลาที่มีการทดสอบเด็กไทย โดยเฉพาะในวิชาสำคัญ ๆ วิชาหลัก ๆ ก็ดูจะเป็นตัวเลขที่เห็นแล้วก็น่าใจหาย คือผลสัมฤทธิ์ก็ลดต่ำลง และอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับหลายต่อหลายประเทศ อันนี้เป็นตัวที่เราไม่สามารถที่จะละเลยได้เลยนะครับ เพราะเป็นตัวชี้วัดที่ดูจะเป็นมาตรฐานที่สุดในการวัดผลสัมฤทธิ์ของเด็กของเรา ซึ่งแสดงออกให้เห็นว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาในระบบการศึกษาครั้งใหญ่เช่นเดียวกัน
นอกจากนั้นครับ สิ่งที่เราคงจะต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือว่าปัญหาหลายปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นปัญหาการเมือง จะเป็นปัญหาสังคม ก็มีเสียงสะท้อนอย่างชัดเจนถึงปัญหาในเรื่องของค่านิยมของคน จะเรียกว่าวัฒนธรรมก็คงเป็นการใช้คำว่าวัฒนธรรมที่ไม่ถูกต้องนัก แต่ว่าพฤติกรรมหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับการที่จะมีระบบการเมืองที่เข้มแข็ง หรือการมีสังคมที่ดี ก็เป็นตัวบ่งบอกอย่างหนึ่งว่าคนของเราไม่ได้รับการฝึกฝน อบรม ในเรื่องหลาย ๆ เรื่องให้ดีเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น ปัญหาที่มีตั้งแต่เรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ปัญหาการทุจริต ปัญหายาเสพติด ปัญหาของเด็กวัยรุ่นในปัจจุบันซึ่งมีตั้งแต่ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยที่ไม่สมควร ไปจนถึงอีกร้อยแปดพันเก้าปัญหา ซึ่งมีเสียงบ่นอยู่ในสังคม ก็น่าจะเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่ง ที่บ่งบอกว่าระบบการศึกษาของเรานั้นจำเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุงเช่นเดียวกัน
คำถามก็คือว่าระบบของเราจะปรับไปสู่การตอบสนองโจทย์ของสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างไร ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือขณะนี้ปัญหาของเราอยู่ที่ว่า ความคาดหวังของนักเรียน ผู้ปกครอง ต่อระบบการศึกษากับโจทย์สำหรับสังคมโดยส่วนรวมสอดคล้องกันหรือไม่ ผมคิดว่าขณะนี้ระบบการศึกษาของเราเป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เด็กมุ่งเข้าสู่ระบบการแข่งขัน เพื่อนำไปสู่การได้การรับรองในเรื่องของคุณวุฒิเป็นสำคัญที่สุด โทษใครไม่ได้ล่ะครับ แต่มันเป็นธรรมชาติของเกือบคนทุกคนในสังคมของเรา ท่านจะเห็นว่าตั้งแต่เด็กแรกเกิด ผู้ปกครอง ก็เดือดร้อนในการที่จะดิ้นรนที่จะหาโรงเรียนที่ดี ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลไปจนถึงประถม ไปจนถึงมัธยม เพื่อสุดท้ายนำไปสู่เป้าหมายว่าทำอย่างไรจะให้ลูกหลานตัวเองเข้าสู่สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง แล้วก็ตรงนั้นดูจะเป็นเป้าหมายสูงสุด
จุดที่เป็นการแข่งขันที่เข้มข้นเป็นพิเศษคือระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งยังเป็นเหมือนกับเป็นแกนของระบบการศึกษาทั้งหมด เราก็สามารถที่จะมานั่งปรับแก้การศึกษาในแต่ละส่วน แต่ละช่วง เช่นจะทำให้การดูแลเด็กเล็กดีขึ้นได้อย่างไร จะดูแลเด็กประถมให้ดีขึ้นได้อย่างไร มัธยมดีขึ้นได้อย่างไร ในมหาวิทยาลัยจะปรับปรุงอย่างไร แต่ถ้าแกนและกรอบของระบบการศึกษายังเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าปัญหาหลายปัญหาที่ได้สะท้อนออกมาก็ยังคงแก้ไขไม่ได้
ระบบการแข่งขันก็ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงอะไรทำได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น ในการปฏิรูปการศึกษาเมื่อรอบที่แล้ว ก็มีความพยายามอย่างมากในการที่จะกระตุ้นให้ ๆ ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นศูนย์กลางหรือเป็นสำคัญ โดยปรัชญาซึ่งน่าจะเป็นปรัชญาที่ถูกต้องคือการยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ แล้วตั้งเป้าว่าระบบการศึกษานั้น ต้องไปตอบสนองในการพัฒนาศักยภาพของคนทุกคน ซึ่งมีความหลากหลายให้ได้มากที่สุด แต่ว่าเอาเข้าจริง ๆ การที่จะปรับเปลี่ยนหลักสูตร การที่จะเพิ่มความหลากหลาย การที่จะเปิดโอกาสให้มีทางเลือก มันก็ถูกกลืนโดยระบบการแข่งขันซึ่งเป็นระบบหลัก ซึ่งยังหมุนอยู่กับในเรื่องของการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย อย่างนี้เป็นต้นค่านิยมที่ทำให้คนไปเรียนในสายสามัญ ในสัดส่วนที่สูงเกินไป และสายอาชีพในสัดส่วนที่ต่ำเกินไป
ค่านิยมที่ทำให้คนไปเรียน หรือระบบที่อย่างไรก็ผลักให้คนไปเรียนทางด้านสังคมมาก ทางวิทยาศาสตร์น้อยเกินไป ก็ยังเป็นสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญก็คือนอกเหนือจากเรื่องของการที่จะมาแก้ปัญหาในแต่ละส่วนของระบบการศึกษาแล้ว ผมว่านวัตกรรมที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการที่จะสร้างระบบ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายและระบบการบริหารการจัดการที่จะทำให้ระบบการศึกษาในภาพรวมหลุดจากวงจรหรือกรอบเดิมให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ผมคิดว่าต้องเริ่มทำ การเริ่มทำตรงนี้ผมก็กำลังที่จะขอให้ทางกระทรวงศึกษาธิการกับที่ประชุมอธิการบดีได้พิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบการสอบคัดเลือก ที่จะทำอย่างไรให้คลายข้อจำกัดที่เป็นตัวกำหนดในเรื่องของการแข่งขัน ที่เป็นตัวบีบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งหมดให้ได้ แต่การแก้ตรงนี้มันไกลเกินกว่าที่จะทำกันในวงการการศึกษาด้วย มันเป็นเรื่องของการกำหนดค่านิยมในสังคมในอีกหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้าเราต้องการที่จะส่งเสริมการศึกษาสายอาชีพ ถ้าเราต้องการที่จะส่งเสริมให้คนเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น ถ้าเราต้องการทำให้คนให้ความสำคัญกับวิชาการมากขึ้น สิ่งต่าง ๆเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องไปแก้แทบจะเรียกว่าเกือบทุกภาคส่วน และต้องเป็นการสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งคนที่จะมีบทบาทก็มีตั้งแต่ภาคราชการ ภาคธุรกิจ เอกชน สื่อสารมวลชน แต่ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องทำ และถ้าเกิดทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพยายามส่งสัญญาณตรงนี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก
ระบบและนโยบาย และหลักที่จะต้องแก้ไขตรงนี้ คงจะเป็นเรื่องซึ่งรัฐบาลเองก็จะต้องมีการดำเนินการ และมีนโยบายที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้สอดคล้องกับแนวทางตรงนี้ ซึ่งขณะนี้มีอีกหลายเรื่องซึ่งกำลังมีการพยายามที่จะผลักดันอยู่ เช่น ในกระบวนการที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้หรือการสร้างบุคลากร หรือพลเมืองที่มีคุณภาพ นโยบายในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ ทั้งพื้นที่กายภาพ ทั้งพื้นที่สื่อ จะเป็นหัวใจสำคัญ และถ้าหากเราสามารถกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนหลุดออกมาจากกรอบที่ว่า ถ้าเรียนหนังสือดี ต้องไปเรียนแพทย์ ต้องไปเรียนวิศวะ หลุดจากกรอบที่ว่าความจริงถ้าเขามีพรสวรรค์ มีความต้องการ มีสิ่งดี ๆ ในตัวที่มีความหลากหลายอยู่ จะเป็นเรื่องของกีฬา ดนตรี ศิลปะ การทำงานอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เขาจะได้รับการส่งเสริมจากระบบการศึกษา และสามารถไปสู่ความเป็นเลิศในสิ่งที่เขาต้องการจะทำได้ ผมว่าตรงนี้คือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก มันจะยั่งยืนได้นั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องเปิดโอกาสให้เด็กมีความเป็นตัวของตัวเอง มีการเรียนรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าได้รับการคลายจากปัญหาสภาพการแข่งขันที่บีบรัด ทั้งผู้ปกครองและเด็ก ก็จะนำไปสู่สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ได้อย่างแท้จริง
ผมใฝ่ฝันจะเห็นอย่างนี้ครับว่า การศึกษาสามารถที่จะจัดให้หลากหลายสอดคล้องกับความหลากหลายที่มีอยู่ในสังคมของเราในปัจจุบัน ผมยกตัวอย่างว่าเราอยู่ในเมือง เราไปดูโรงเรียนหลายโรงเรียน ห้องเรียนหนึ่งอาจจะมีถึง 50-60 คน มีความต้องการที่จะเรียนสิ่งที่ทันสมัยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษา วัฒนธรรม ของที่อื่น ตรงนี้เราก็ควรจะต้องมีโอกาส เพื่อที่จะให้คนของเราจำนวนไม่น้อยเท่าทันต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ในพื้นที่ชนบทอีกจำนวนมาก เราก็มีโรงเรียนซึ่งอาจจะมีนักเรียนอยู่ 20 คน มีครูอยู่ 2 คน แต่ 6 ชั้นเรียน ถ้าเราพยายามที่จะจัดระบบมาตรฐานว่าโรงเรียน 2 โรงเรียนที่มีสภาวะแวดล้อม ปัจจัยที่แตกต่างอย่างนี้ ในกรอบความคิดเดียวกัน เราไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น โจทย์ก็คือทำอย่างไรเราต้องมีการกระจายอำนาจ แล้วปล่อยให้โรงเรียนและชุมชนสามารถที่จะจัดระบบการศึกษาของตัวเอง ให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมและความต้องการในส่วนนั้น ๆ โดยในส่วนกลางมีบทบาทในเรื่องของการกำหนดสิ่งที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ การส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากร และการกำกับดูแลเท่านั้น ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ผมเชื่อว่าความหลากหลายและการส่งเสริมสนับสนุน ทางเลือกต่าง ๆ ก็จะมีมากขึ้น อันนี้ถ้าพูดในแง่ของภาพรวมของการกระจายในแง่ของโอกาสการศึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ของแต่ละชุมชน ซึ่งหมายรวมไปถึงเรื่องของหลักสูตร หมายรวมไปถึงเรื่องของภาระงานของครู หมายรวมไปถึงเรื่องของระบบการบริหารจัดการของโรงเรียนที่ต่างขนาด ต่างพื้นที่ ต่างรูปแบบในการจัดการศึกษาด้วย
ในแง่ของการเติบโตของเด็กตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงการสำเร็จการศึกษา ผมคิดว่ามีทิศทางสำคัญอยู่หลายเรื่องที่เราจำเป็นจะต้องมีการทบทวน กรณีเด็กเล็ก ผมยังมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่าปัจจุบันนั้นโดยระบบการแข่งขันทางการศึกษา บีบให้เรากำลังจัดการศึกษาของเด็กเล็ก ซึ่งไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนของเรา นั่นคือเริ่มในเรื่องของการที่จะใส่เนื้อหาสาระในเรื่องของความรู้มากจนเกินไป เพราะเป็นเรื่องของการแข่งขันที่จะเข้าโรงเรียนประถม ในขณะที่สิ่งที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับเด็กในวัยนั้นคือสร้างบรรยากาศในเรื่องของการใฝ่รู้ ในเรื่องของการที่จะได้เข้าสังคม ในเรื่องของการที่จะได้เรียนรู้จากการเล่น จากความสนุกสนาน จากสังคมใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อออกมาจากครอบครัว เมื่อออกจากบ้าน ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีระบบการสนับสนุนในเรื่องของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จะเป็นในชุมชน จะเป็นในสถานประกอบการ และโรงเรียนอนุบาล ซึ่งควรจะต้องมีเป้าหมายในการที่จะทำสิ่งนี้มากกว่าที่มองว่าเป็นขั้นตอนของการป้อนเด็กเข้าสู่โรงเรียนประถมอย่างนี้เป็นต้น
ผมยังมองต่อเนื่องว่าในระดับประถมศึกษาเอง เด็กของเราผมก็ยืนยันมาตลอดว่าต้องเรียนมากเกินไป ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำกิจกรรมหลายกิจกรรมซึ่งจะสามารถสร้างความรอบด้าน ความสมบูรณ์ให้กับตัวเด็กมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมในเรื่องกีฬา ศิลปะ การเข้าหาชุมชน โดยจะต้องมีเวลามากพอสมควรที่จะทำสิ่งนี้ ในต่างประเทศหลายประเทศในระบบโรงเรียนของเขา สัปดาห์หนึ่งเรียนหนังสือ 5 วันอาจจะมีถึง 2 หรือ 3 วันที่เรียนในห้องเรียนเพียงครึ่งวันเท่านั้น แต่ว่าเปิดโอกาสให้เด็กได้ไปทำหลายสิ่งหลายอย่างที่จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาบุคลิกภาพ ในการพัฒนาตัวเอง ในการสร้างจิตสำนึกที่จะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการเข้าสังคม หรือการดำรงอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย มีความแตกต่างอย่างนี้เป็นต้น
ในระดับมัธยม สิ่งที่เราเองจะต้องส่งเสริมมากยิ่งขึ้น คือการที่จะให้เด็กของเราค้นพบตัวเองให้ได้เร็วว่ามีความถนัด มีความชอบ มีความต้องการ มีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร มากไปกว่าการที่จะพยายามสอบผ่านเพื่อนำไปสู่การแข่งขันในระบบการสอบคัดเลือก ที่เหมือนกับว่าจับทุกคนเข้ามาวิ่งในลู่วิ่งเดียวกัน แล้วก็ดูว่าใครจะไปไกลมากกว่ากัน แทนที่จะสร้างทางเลือกต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมหวังว่า คณะครุศาสตร์ และการประชุมทางวิชาการ จะได้มีการนำเสนอแนวทางนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะมาส่งเสริมสนับสนุนแนวทางอย่างนี้
สำหรับอุดมศึกษานั้น ผมคิดว่าเรื่องของการสร้างระบบมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายเฉพาะที่ชัดเจนสำหรับแต่ละสถาบันมากขึ้น น่าจะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น บางมหาวิทยาลัยต้องก้าวไปสู่การมุ่งในเรื่องของการวิจัยเป็นสำคัญ หลายมหาวิทยาลัยจะต้องมีภารกิจหลักในการผลิตบัณฑิต และอีกหลาย ๆ มหาวิทยาลัยก็ควรจะทำหน้าที่ในการบริการชุมชน และในการสร้างบุคลากรซึ่งมีความต้องการเฉพาะสำหรับคนในชุมชนหรือในพื้นที่นั้น ๆ อย่างนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ท่านจะเห็นนะครับว่าจริง ๆ แล้วขณะนี้แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในระบบการศึกษาไทย เราก็มีความพร้อมอยู่พอสมควร แต่ระบบความคิด การบริหารจัดการ และการแก้ปัญหาที่เป็นปัญหาในเชิงระบบในภาพใหญ่ ยังไม่สามารถที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ดีเท่าที่ควร ผมไม่ห่วงล่ะครับ ผมเชื่อว่าในประเทศเรา ทรัพยากรจะเป็นคน จะเป็นเงิน จะเป็นเทคโนโลยี ไม่ได้ขาดแคลนขนาดที่จะเป็นอุปสรรคต่อการที่จะทำให้ระบบการศึกษาของเราดีขึ้น แต่กรอบความคิด ระบบการบริหารจัดการต่างหาก ที่ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้นมาเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลง และเป็นสิ่งท้าทายที่สุดในแง่ของความสำเร็จของระบบการศึกษาของเรา
ผมอยากจะเรียนย้ำนะครับว่า ในฐานะที่สถาบันแห่งนี้ก็ถือเป็นสถาบันชั้นนำของประเทศ อยากจะได้เห็นท่านทั้งหลายได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันทั้งแนวความคิด ในการนำเสนอ ทั้งผลงานทางวิชาการ และข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย ที่จะเป็นประโยชน์ในการผลักดันตรงนี้ต่อไป เพราะผมก็เชื่อมาโดยตลอดว่าคนของเรา และสังคมของเรานั้น ไม่เป็นรองใคร
ผมอยากจะจบตรงที่ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้รับเชิญให้ไปปาฐกถาทางด้านการศึกษา และมีประโยคหนึ่งซึ่งผมพูด และหลายคนบอกว่ามันรุนแรง แต่หลาย ๆ คนก็บอกว่ามันได้สะท้อนความเป็นจริงอยู่หลายอย่าง ประโยคที่ว่าก็คือว่า ผมบอกว่าสิ่งหนึ่งซึ่งบ่งบอกถึงปัญหาหรือความอ่อนแอในระบบการศึกษาไทยก็คือ ผมสังเกตดูว่าเรามาถึงจุดที่บางครั้งเด็กสอบตก ยากกว่าสอบได้ เพราะระบบการศึกษากำหนดให้ผลักว่าอย่างไรเด็กก็ต้องสามารถที่จะเลื่อนชั้นขึ้นไป และเราก็ประเมินผลสัมฤทธิ์บนกระดาษ มีผลกระทบไปถึงครู มีผลกระทบไปถึงผู้บริหารโรงเรียน สุดท้ายในที่สุดเราลืมไปว่าวัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นคืออะไรหรือไม่ เพราะเราต้องทำตามข้อกำหนด ระบบ ระเบียบที่บีบรัด และเราก็มองข้ามว่าคุณภาพที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นมันเป็นอย่างไร
ผมก็อยากจะเรียนว่าเมื่อได้พูดสิ่งนี้ไปแล้ว รวมไปถึงเรื่องที่เป็นปัญหาของครูทั่วประเทศที่มีภาระงานที่ไม่ใช่การเรียนการสอนการดูแลนักเรียนมากมาย ซึ่งทำให้รัฐบาลกำลังจะต้องดำเนินโครงการคืนครูให้นักเรียน สิ่งต่าง ๆเหล่านี้เลยทำให้อยากจะสรุปสุดท้ายว่า กรอบความคิดการจัดการที่ผมเรียกร้องความเปลี่ยนแปลง ความจริงสุดท้ายไม่ได้มีอะไรที่สลับซับซ้อน บางทีอาจจะต้องกลับไปในเรื่องของความคิดพื้นฐานจริงๆ ถ้าภาษาอังกฤษอาจจะบอกว่าบางทีก็ต้อง Back to Basic ว่าสุดท้ายแล้วเราจัดการศึกษาเพื่ออะไร เราต้องการอะไรจากเด็ก เราต้องการอะไรจากเยาวชน เราต้องการอะไรจากการสร้างคนหรือการสร้างพลเมืองที่ดีในประเทศชาติ นั่นต้องเป็นจุดหมายสูงสุด สิ่งที่เหลือไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการ การแข่งขัน การสอบการบริหาร ต้องมารับใช้เป้าหมายตรงนี้ และไม่หลงอยู่กับการยึดติดระบบ รูปแบบ ซึ่งสุดท้ายกลับมาทำลายสิ่งที่เป็นเป้าหมายพื้นฐาน
ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ ท่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบุคลากรทางการศึกษา และจะมีบทบาทสำคัญในการชี้นำและพัฒนาการศึกษาต่อไป และสุดท้ายขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าผมและรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้การศึกษาไทยของเรานั้น มีการพัฒนาไป เพื่อสร้างโอกาสที่ดีสำหรับคนของเรา และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการพัฒนาประเทศชาติ และสังคมต่อไป บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงานอย่างเป็นทางการพร้อม ๆกันครับ ขอขอบคุณครับ
กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก