คำกล่าวปาฐกถาพิเศษ ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เรื่อง "ทิศทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ในระยะต่อไปของรัฐบาล"
ในโอกาสเป็นประธานปิดการสัมมนาทางวิชาการ
การเมืองต้องนำทหาร ทิศทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน
ณ ห้องแกรนด์ A - B โรงแรมมิราเคิลแกรนด์
วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2552 เวลา 16.15 น.


เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
นักศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 1
และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

ก่อนอื่นผมขอแสดงความชื่นชมกับการที่สถาบันพระปกเกล้าได้จัดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเสริมสร้างสังคมสันติสุขขึ้น ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีส่วนร่วมในการสร้างสันติสุขขึ้นในสังคม และในวันนี้การจัดการสัมมนาในเรื่อง การเมืองต้องนำการทหาร : ทิศทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้สู่ความยั่งยืน ก็จะเป็นอีกเวทีหนึ่งซึ่งเปิดโอกาสให้หลายฝ่ายได้มาแสดงความคิดเห็น ที่จะเป็นประโยชน์กับการแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งตลอดทั้งวันผมก็ได้รับทราบว่ามีการนำเสนอมุมมองจากผู้ที่เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับทั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นในระดับของฝ่ายนโยบาย หรือระดับปฏิบัติ

ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องของปัญหาภาคใต้เป็นการเฉพาะ ผมก็มีข้อสังเกตเล็ก ๆ ข้อหนึ่งเหมือนกัน ที่จริงผมก็ยังอายุไม่มากนะครับ แต่ว่าผมมีความรู้สึกว่าย้อนกลับไปเพียงประมาณไม่น่าจะเกิน 10 ปี ประเด็นปัญหาในเรื่องของการที่พูดถึงการสร้างสังคมที่มีความสันติสุข ประเด็นปัญหาที่พูดถึงเรื่องของความขัดแย้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการไม่ใช้ความรุนแรง ดูจะไม่ใช่เป็นปัญหาที่เป็นข้อห่วงใยของสังคมไทยโดยทั่ว ๆ ไป สมัยในยุคหนึ่งระบอบความรุนแรงที่เป็นปัญหามากที่สุดในสังคมไทยคือความรุนแรงในครอบครัว ก็ได้ปรากฏอยู่ต่อสาธารณะ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นานาชาติได้รับรู้ หรือรู้จักประเทศไทยสังคมไทยในฐานะที่เป็นสังคมที่มีสันติสุข แล้วก็มีการอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีปัญหาในเรื่องของความขัดแย้งพื้นฐาน แต่เป็นเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง

ต้องยอมรับว่ามาถึงวันนี้การที่เรามีความจำเป็น ไม่เพียงเฉพาะสถาบันพระปกเกล้า แต่ว่าสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ต้องมาให้ความสำคัญจริงจังกับเรื่องของการสร้างกระบวนการที่จะยุติความรุนแรงบ้าง สามารถขจัดข้อขัดแย้งต่าง ๆ โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรงบ้าง ก็เป็นตัวสะท้อนว่า การจัดระบบทั้งในเรื่องของความคิด และการบริหารจัดการทั้งภาครัฐ ทั้งภาคประชาชน มีปัญหาที่เราจะต้องเร่งสะสางแก้ไข ไม่สามารถปล่อยให้เป็นเรื่องซึ่งลุกลามใหญ่โตไปกว่านี้ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเริ่มต้นอยากจะตั้งข้อสังเกตนี้เพื่อที่จะบอกครับว่า ไม่เพียงเฉพาะปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ว่าปัญหาในเรื่องของทำอย่างไรให้สังคมไทยย้อนกลับไปสู่ยุคที่เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ต้องสามารถดำเนินการให้กลับคืนมา ซึ่งมันก็เป็นตัวบ่งบอกอย่างหนึ่งว่า การแก้ปัญหาในลักษณะนี้ เช่น จะยกตัวอย่างปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้แก้แต่เฉพาะในพื้นที่ แต่ต้องแก้โดยความเข้าใจและทัศนคติของสังคม ที่จะมีต่อเรื่องของความหลากหลาย ที่จะมีต่อความเห็นที่ไม่ตรงกัน หรือความต้องการที่ไม่ตรงกัน ไม่ว่าจะในกลุ่ม ในสังคม ในองค์กร ในพื้นที่ ในจังหวัด หรือในระดับใดก็ตาม อันนี้เป็นหัวใจสำคัญ และผมเชื่อว่าสถาบันพระปกเกล้าหลักสูตรนี้ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งทำงานในเรื่องนี้ก็ดี คงจะต้องเร่งรัดในการที่จะมีส่วนกระตุ้นให้ภาพรวมของสังคมไทย สามารถที่จะมีความเข้าใจที่ดีต่อแนวทางของการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตรงนี้ได้

ผมจะเริ่มต้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของภาคใต้ ต้องเรียนอย่างนี้ในเบื้องต้นก่อนว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาซึ่งทุกท่านทราบดี ว่ามีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์หรือปัจจัยทางด้านสังคม วัฒนธรรม และปัจจัยอื่น ๆ มายาวนานพอสมควร อย่าไปมองว่าเป็นปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่าไปมองว่าเป็นปัญหาซึ่งสามารถที่จะมีคำตอบ หรือแนวทางการแก้ปัญหาสำเร็จรูป ซึ่งเมื่อใช้ประกาศใช้ ปฏิบัติแล้วจะยุติลงได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ผมบอกมาโดยเฉพาะในระยะหลังนี้ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามารับผิดชอบ ก่อนเข้ามารับผิดชอบผมก็ได้พูดแล้วว่าสถานการณ์ซึ่งอาจจะลุกลามไป มันไกลเกินกว่าที่เราจะไปคาดหวังและพูดกันว่า 3 เดือน 6 เดือน แม้กระทั่ง 1 ปี แล้วปัญหาจะจบ ตรงนี้ต้องเข้าใจครับเพราะว่าถ้าคิดเป็นอย่างอื่น เราจะมีความเสี่ยงต่อการที่ทำให้ปัญหามีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ผมเองไม่ค่อยอยากที่จะไปย้อนประวัติศาสตร์ไปพาดพิง เดี๋ยวจะเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ก็ต้องพูดว่าช่วงปี 2545 เป็นต้นมา เมื่อมีการปรับเปลี่ยนนโยบายแนวคิดที่ลงไปจากระดับผู้นำ ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ได้มีเจตนาหรอกครับที่จะให้ปัญหามันลุกลามบานปลาย แต่มันเป็นความผิดพลาด แล้วก็นำไปสู่การที่สถานการณ์เลวร้ายลง แล้วก็เกิดเหตุ ซึ่งก็เช่นเดียวกันนะครับ หลายเรื่องไม่ได้มีเจตนา แต่จะเรียกว่าเป็นอุบัติเหตุก็ไม่เชิง ก็มีส่วนซ้ำเติมและทำให้ปัญหาบานปลายมากขึ้น ๆ ทีนี้เมื่อสักครู่มีข้อเปรียบเทียบซึ่งดีมากในเรื่องของก้อนด้าย คือของในสังคม แม้กระทั่งในทางวิทยาศาสตร์ การที่ทำจากความมีระเบียบเป็นความไร้ระเบียบนี้มันง่ายมาก แต่กระบวนการย้อนกลับนี้ยากเย็นแสนเข็ญ มันเหมือนถ้าทำของตก กระจายไปทั่ว จะรวมกลับมาให้เหมือนเดิมมันไม่ได้ใช้เวลาเท่ากัน มันไม่ได้ใช้กำลัง ความคิด สติ ปัญญา พลังงานเท่ากันนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างระเบียบ ในการสร้างความสมดุล ซึ่งในเรื่องของสันติภาพ สันติสุข ความสมดุลที่ว่าคือความยอมรับ ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการมีความรู้สึกถึงความเป็นธรรมที่เกิดขึ้น ตรงนี้ถ้ามีอยู่ เราก็ประคับประคองสถานการณ์ เหมือนกับที่เราเห็นในบางช่วง คือจะบอกว่ามีช่วงไหนไหมที่เหตุการณ์สงบเลย ไม่มีครับ แต่ตรงไหนที่ประคับประคองในเรื่องของกระบวนการตรงนี้ให้มีความสมดุลตามสมควร เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นน้อย ความรู้สึกก็คือคนที่ไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการก็ถือเป็นคนกลุ่มน้อย และถือว่าไม่ใช่สิ่งที่สังคมหรือคนส่วนใหญ่จะเข้าไปยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับด้วยความสมัครใจ หรือยอมรับด้วยความจำใจก็ตาม

แต่ว่าพอความสมดุลตรงนั้นเสียไป มันไม่สามารถที่จะเรียกกลับมาได้ในระยะเวลาที่เทียบเคียงกัน เหมือนท่านคบกับเพื่อนครับ อาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่ว่าคบกัน อยู่ด้วยกัน ร่วมกัน มีความเข้าใจที่ดี มีความไว้วางใจซึ่งกันและกันก็เป็นเพื่อนที่ดีกันได้ แต่วันดีคืนดีเกิดจากเหตุอะไรก็ตาม มีเรื่องผิดใจกันขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถไว้วางใจกันได้ มันก็มีปัญหา ถามว่าพอมีปัญหาแล้ว บอกไม่เป็นไรน่ะ กลับมาไว้เนื้อเชื่อใจกันเหมือนเดิม มันไม่สามารถทำได้ในระยะสั้น มันอาจจะยากกว่าการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจรอบแรก เพราะอะไรครับ เพราะมันมีการละเมิดความรู้สึกที่เป็นความไว้เนื้อเชื่อใจและความสมดุล ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากให้สังคมต้องเข้าใจในการที่เดินหน้าแก้ปัญหาตรงนี้ ผมถึงย้ำว่าการแก้ปัญหานั้นต้องมีความอดทน ต้องมีความตั้งใจในแนวทางว่า ถ้าเราเชื่อเรื่องความยุติธรรม เรื่องโอกาส โดยอาศัยกลไกทางการเมืองนำเจตนารมณ์นี้ไปและหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติ เราต้องยอมอดทนและก็ใช้เวลา และเราต้องนึกว่าฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนี้เขาก็จะต้องตอบโต้อย่างรุนแรง ไม่ให้เราแน่วแน่แนวในทางนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าการแก้ปัญหา แม้จากวันนี้เป็นต้นไปนะครับ สมมติสิ่งที่เราเชื่อร่วมกันว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ถูกนำไปปฏิบัติ ก็ใช่ว่าการแก้ปัญหาจะมีความราบรื่น และบางช่วงอาจจะเหมือนกับสถานการณ์เลวร้ายลงด้วยซ้ำ เพราะมันจะต้องเป็นแนวคิดที่ถูกท้าทาย ดังนั้นตรงนี้ครับจึงเป็นจุดสำคัญว่า หัวใจของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาคือการสร้างเจตนารมณ์และวิสัยทัศน์ร่วมให้ชัดเจนเสียก่อน

ผมยืนยันครับว่ารัฐบาลในวันนี้มีความชัดเจนว่าต้องการที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร ประการแรกก็คือว่าสิ่งที่เราต้องการจะเห็นปลายทาง คือการที่พื้นที่ 3 จังหวัด หรือจะบวก 4 อำเภอ หรือจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น อยู่ภายใต้การปกครอง ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นการปกครองที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายในเรื่องวิถีชีวิตความเชื่อ วัฒนธรรมนั้น ได้รับการดูแลที่จะทำให้เขาไม่ต้องสูญเสียอัตลักษณ์ และความรู้สึกว่าถูกบีบบังคับให้ต้องเข้าไปอยู่ในสังคมที่มันฝืน หรือไม่ตรงกับความต้องการของเขา อันนี้คือเจตนารมณ์ที่ผมอยากจะเรียนให้ทราบและประกาศอย่างชัดแจ้ง ที่สำคัญก็คือว่า การเดินไปสู่จุดนั้นจะต้องเป็นการเดินไปบนการทุ่มเทในเรื่องของกระบวนการการพัฒนา และการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของประเทศอย่างสมดุล

ฉะนั้นสิ่งแรกที่เขาพูดก็คือว่า เราอาจจะพูดเรื่องการเมืองนำการทหาร แต่คำว่าการเมืองนำการทหารไม่ได้หมายความว่า บทบาทของกองกำลัง หรือบุคลากรทางฝ่ายความมั่นคงไม่มีเลย ไม่ใช่ และผมอยากจะบอกว่าในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ การพึ่งพาฝ่ายความมั่นคงที่จะต้องเดินควบคู่กันไป ในการที่จะทำให้นโยบายซึ่งการเมืองเป็นฝ่ายนำ เกิดขึ้นได้จริง ยังมีความจำเป็นมาก แน่นอนครับปลายทาง ถ้าเรายังต้องมีกำลังที่ดูแลเรื่องนี้ 60,000 กว่าคน ใช้เงินงบประมาณที่ต้องดูแลบุคลากร ไม่ใช่งบประมาณพัฒนา มากมายมหาศาล นั่นก็คือกลายเป็นความสำเร็จได้ ผมก็บอก ส่งสัญญาณชัดว่าสุดท้ายความสำเร็จจะวัดที่ว่า สามารถเริ่มถอยกำลังออกไปได้เมื่อไร งบประมาณด้านนี้ลดลง งบพัฒนาอีกเรื่องหนึ่ง แต่งบประมาณด้านนี้ลดลงเมื่อไรนั่นคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง แต่ถ้าบอกว่าเหตุการณ์ความรุนแรงไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ลดลงเล็กน้อย แต่ทุกปีใส่คนเพิ่มเข้าไปหลักพัน หลักหมื่น งบประมาณที่ตรงนี้ ผมว่านั่นไม่ใช่ความสำเร็จ และไม่มีทางยั่งยืน แต่ถ้าความจำเป็นของกำลังที่อยู่ในขณะนี้ คือต้องสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งส่งเสียงชัดเจนว่าต้องการ ส่วนอีกส่วนหนึ่งซึ่งมีความรู้สึกจากปัญหาในอดีต เวลาที่เกิดการปฏิบัติใด ๆ ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ก็มีการต่อต้าน

ผมถึงได้ย้ำว่าเรื่องกองกำลังก็ดี กฎหมายพิเศษก็ดีขณะนี้ ได้ให้ทุกฝ่ายตระหนักว่าจำเป็นในการที่จะรักษาความปลอดภัยดูแลความมั่นคง และยังมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติการบางอย่าง เหมือนกับในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยังมีปฏิบัติการที่เข้าไป เมื่อมีข้อมูลที่ชัดเจนว่ากำลังมีการสะสมอาวุธ วัตถุระเบิด กำลัง มีบุคคลซึ่งมีหมายจับชัดแจ้ง ที่จะต้องเข้าไปปิดล้อม ยังจำเป็นครับ แต่ขณะนี้กองทัพ ตำรวจ ข้าราชการฝ่ายปกครองทราบดี ว่าการอยู่ตรงนั้นและการใช้กฎหมายพิเศษนั้นเป็นดาบสองคม ถ้ามีใครก็ตามไม่อยู่ในกรอบ ไม่อยู่ในนโยบาย ซึ่งได้ให้ไปชัดเจนว่าต้องไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต้องไม่มีการละเมิดกฎหมาย ต้องไม่มีการทำให้เกิดความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่เหนือกฎหมาย เพราะฉะนั้นเหตุที่มัสยิดไอร์ปาแย (มัสยิดอัลฟรุกอน บ้านไอร์ปาแย ) จะเป็นบททดสอบสำคัญ รัฐบาลก็ทราบว่าเป็นบททดสอบสำคัญ และเราจะพิสูจน์ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่เราจะบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ใครเป็นผู้ก่อเหตุต้องมีการดำเนินการให้เห็นชัดว่ารัฐบาลไม่ได้เลือกปฏิบัติ แล้วก็จะนำคนมาลงโทษ แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ แต่ว่าข้อมูลที่ผมมีอยู่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าหน้าที่ แต่จะเป็นคนกลุ่มใดอย่างไรก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง แต่แม้เป็นก็ต้องลงโทษ เพราะไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลที่จะให้เจ้าหน้าที่หรือใครก็ตามไปก่อเหตุในลักษณะนี้อย่างแน่นอน จะโกรธแค้น จะอะไรก็ตาม ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำเช่นนี้ และการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ก็ส่งผลกระทบต่อขวัญของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอให้ชัดเจนนะครับว่า การที่มีการพูดว่าการเมืองนำการทหารจริงหรือไม่ ถ้าจริงทำไมยังมีกองกำลังอยู่ ถ้าจริงทำไมยังเกิดปฏิบัติการอยู่ ต้องบอกว่าไม่ได้ขัดกันครับ เพียงแต่ว่าหลักปฏิบัติแนวทางในการปฏิบัตินั้นชัดเจน มีมติคณะรัฐมนตรี มีแนวทางของ กอ.รมน. ซึ่งได้ส่งลงไปอย่างชัดนะครับว่า แนวปฏิบัติที่ถูกต้องไม่มีการละเมิดกฎหมาย ต้องไม่มีการละเมิดสิทธิ และทุกเรื่องที่มีการละเมิด ที่มีการร้องเรียนว่ามีการละเมิดขึ้นมา เราเอาใจใส่จริงจัง ร้องมาทุกเรื่องนะครับส่งมาถึงผม ผมก็ให้มีการติดตามทุกครั้ง เพื่อที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าทิศทางในส่วนนี้ชัด

ถามว่าขั้นต่อไปจะทำอย่างไร ขั้นต่อไปก็คือว่าเราต้องเดินหน้า ในเรื่องของการพัฒนาและการอำนวยความยุติธรรม และในเรื่องของการที่จะรับรู้ รับทราบและเข้าใจเข้าถึงพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ผมทราบดีว่าเวลาเราพูดถึงการพัฒนา ความสนใจก็ไปอยู่ที่เรื่องงบประมาณ แล้วก็มีคนมาพูดทำนองว่ารัฐบาลปัจจุบันคิดหรือว่าจะเอางบประมาณแก้ปัญหานี้ได้ ผมก็บอกเลยนะครับ ผมไม่เคยคิดว่างบประมาณนี้แก้ปัญหานี้ได้ แต่ผมคิดว่าการพัฒนาช่วยแก้ปัญหาได้ แต่การจะพัฒนาต้องใช้งบประมาณ ถ้าพูดการพัฒนาแล้วไม่มีงบประมาณ ก็ไม่ต้องพูดนะครับ เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าใช้งบประมาณแล้วไม่พัฒนาก็ป่วยการ

เพราะฉะนั้นเราก็เก็บเกี่ยวบทเรียนและความรู้สึกของการว่า ทำไมหลายปีที่ผ่านมามีการพูดว่ารัฐบาลทุ่มงบประมาณเป็นหมื่นล้านแสนล้าน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น นั่นแปลว่าใช้งบประมาณไปไม่พัฒนา ครั้งนี้สิ่งที่เราทำก็คือว่า เริ่มต้นจากการมีคณะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบปัญหาการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วก็เรื่องของงบประมาณและการพัฒนาไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่าจะใส่เงินลงไปเยอะ ๆ แต่มีการตั้งเป้าตั้งกรอบ มีแผนพัฒนา สภาพัฒน์ฯ เป็นตัวหลัก เป็นหมายคือ หนึ่ง ยกระดับรายได้ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นการยกระดับรายได้ตามกระบวนการพัฒนาและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชน ไม่ใช่บอกว่าจะให้ทุกคนรวยขึ้นมา เพราะว่าบอกว่าให้ทุกคนไปทำสิ่งนั้นทำสิ่งนี้ ไม่ใช่ แต่ใช้โครงการขนาดเล็ก ๆ เข้าไปดำเนินการตามชุมชนต่าง ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปด้วย เพราะไม่อย่างนั้นหลายพื้นที่เข้าไปไม่ได้ พูดตรงไปตรงมา ก็เข้าไปทำ แล้วก็มีเป้าหมายชัดในเรื่องการยกระดับรายได้ กับสองคือการสร้างงาน แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือต้องมีการสนับสนุนโดยโครงการในเรื่องของการส่งเสริมเกี่ยวกับการพัฒนาคน นั่นหมายถึงเรื่องของการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการศึกษา และในเรื่องของเยาวชนเป็นการเฉพาะด้วย

ผมยกตัวอย่างนะครับ พูดกันมากเรื่องของการใช้อุตสาหกรรมฮาราล เป็นตัวอย่าง ต้องยอมรับว่าในอดีตพอพูดเรื่องนี้ปั๊บ คนพูดถึงนิคมอุตสาหกรรมซึ่งยังไม่เกิดครับ แล้วบางคนก็คิดไปไกล เราจะแข่งขันเป็นศูนย์กลาง แข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้ผมพูดกับคนที่ทำงานว่า เปลี่ยนทัศนคติ ฮาราลที่ประชาชนจะสัมผัสได้ขณะนี้ไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรม แต่วัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมฮาราลคือภาคการเกษตร ทำตรงนั้นครับ แล้วถ้าวันนี้เรายังไม่พร้อมทำในเรื่องของการแปรรูปอย่างครบวงจรในพื้นที่ตรงนั้น เราร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านไหม ไม่มีปัญหา อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องไปช่วงชิงกับเขา น่าจะมองว่าร่วมมือกับเขา และความจริงถ้าเราร่วมมือกับเขา นั่นหมายถึงว่าเขาก็จะต้องยื่นมือมาช่วยเรา ให้เกิดความสงบในพื้นที่ตรงนี้มากขึ้น มากกว่าที่จะมองว่าเป็นคู่แข่งในการที่จะไปช่วงชิงในทางเศรษฐกิจกันเอง

นี่เป็นตัวอย่างที่ผมยกให้เห็นนะครับว่า เวลาพูดเรื่องเกี่ยวกับพัฒนา งบประมาณ ฮาราล แต่แตกต่างกันลิบลับนะครับว่าเรามีวิธีคิดในการผลักดันเรื่องเหล่านี้อย่างนี้อย่างไร เพราะฉะนั้นเที่ยวนี้ผมตั้งใจเต็มที่ว่าต้องเปลี่ยน สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานได้ และต้องขอความเป็นธรรมครับ เพราะว่าบางทีเขาบอกเห็นรัฐบาลประกาศใช้เงินเท่านั้นเท่านี้ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น เงินยังเพิ่งอนุมัติไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนะครับ เพิ่งเริ่มต้นนะครับ ตัวเงินที่จะไปทำก้อนแรกก็คือวุฒิสภาเพิ่งผ่าน พ.ร.บ. ให้เมื่อวันจันทร์ที่แล้วนี้เอง รัฐบาลก็ต้องไปดำเนินการในเรื่องของการออกพันธบัตรอะไรต่างๆ ตามมา แล้วจะไปทำ ซึ่งจะเริ่มต้นได้ก็เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป แน่นอนครับมีส่วนหนึ่งซึ่งปรับมาจากงบประมาณที่มีอยู่แล้ว แต่มันไม่ทำได้ตามแผนได้เต็มที่ ตรงนี้แผน 3 ปีข้างหน้าชัดเจน มีเป้าหมายทางเศรษฐกิจ นี่คือกระบวนการครับ

พร้อมๆ กันไปก็พยายามคลี่คลายแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นปัญหาที่มีการหยิบยกขึ้นมาพอสมควร เช่น กรณีการศึกษา เร็ว ๆ นี้ก็มีองค์กรเอกชนไปออกรายงานเรื่องของการที่มีสถานศึกษาเป็นที่บ่มเพาะผู้ที่ก่อความไม่สงบ หลักของเราก็คือขณะนี้รัฐบาลจะช่วยดูแลให้สถาบันการศึกษาทุกประเภท ตอบสนองความต้องการของชุมชนในท้องถิ่น นั่นก็คือเขาได้รับการศึกษาเรียนรู้ในเรื่องหลักธรรมคำสอนตามความเชื่อทางศาสนาของเขา พร้อม ๆ กับการที่เราให้เขาสร้างโอกาสให้คนเหล่านี้ในเรื่องการมีทักษะแนวทางที่ชัดเจน เพราะฉะนั้นตัวอย่างที่เราขยับแล้วก็คือการที่เรารื้อฟื้นการมีสำนักงานการศึกษาเอกชนขึ้นเฉพาะพื้นที่ คือเมื่อก่อนจะมีนะครับที่เรียก สช. ถูกยุบไปตามแผนที่มีการปฏิรูปการศึกษาตอนนั้น เปลี่ยนเป็นแท่ง และการศึกษาเอกชนก็หายไป เหมือนกับไปอยู่กับหน่วยงานที่เป็นส่วนกลาง ขณะนี้ก็มี สช. เฉพาะในพื้นที่วันนี้ เพื่อทำนโยบายและผลักดันเรื่องการสนับสนุนทั้งเรื่องงบประมาณและบุคลากร ที่จะไปเชื่อมโยงกับโรงเรียนที่ไม่ใช่โรงเรียนของรัฐ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เรากำลังเดินหน้าทำ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นจุดที่อยากจะบอกว่าไม่ใช่เฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของสังคม ในเรื่องของวัฒนธรรม ก็จะต้องมีการดำเนินการพร้อม ๆ กันไปด้วย

แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าโครงสร้างที่เป็นอยู่และวันนี้ก็ได้ยินดีอีกนะครับ มี กอ.รมน. มี ศอ.บต. ปัจจุบันตามโครงสร้างก็มาบรรจบตรงตัวผมนี้ครับ ในฐานะนายกรัฐมนตรีหรือผู้อำนวยการของ กอ.รมน. จริง ๆ แล้วเราก็ยังต้องการที่จะบูรณาการตรงนี้ในลักษณะที่ถาวร และก็เป็นหน่วยงานที่มีกฎหมายรองรับ และเอาฝ่ายการเมืองขึ้นมารับผิดชอบ เพราะว่างานสองฝ่ายนี้ต้องเชื่อมโยงกัน แล้วก็ขณะนี้งานทางด้านของ ศอ.บต. ผู้อำนวยการก็คือข้าราชการระดับรองปลัดกระทรวงเท่านั้น ก็มีปัญหานะครับ เห็นใจทุกคนที่ทำงาน เห็นใจตัวท่านผู้อำนวยการด้วย แต่ผมก็เข้าใจ ว่าทำไมการที่ท่านจะสามารถบังคับบัญชาดูแลคนจากหน่วยงานในส่วนอื่นๆ นั้นมีความยากลำบาก กฎหมายนี้ก็เป็นกฎหมายซึ่งเราคงจะพยายามผลักดันเข้าไปในการพิจารณาของรัฐสภาในสมัยประชุมนิติบัญญัติ ต้องเรียนว่าเหตุผลที่ช่วงแรกยังไม่ได้เร่งตรงนี้เพราะ 1. ต้องยอมรับว่าสภาวะการเมืองในสภาในช่วงสมัยประชุมที่แล้วตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็อาจจะยังไม่นิ่งนัก แต่ตอนนี้พิสูจน์แล้วนะครับ สมัยประชุมที่แล้วรัฐบาลผ่านเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ได้มากกว่าชุดก่อน ๆ 2. เราเพิ่งมีการผลักดันกฎหมายความมั่นคงออกมา บังคับใช้ปีที่แล้ว และก็เหตุผลหนึ่งซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวกับ ศอ.บต. ออกมาไม่ได้ ก็คือในยุค สนช. มันเป็นกฎหมายสองฉบับที่สนช. ดูแล้วไม่ลงตัว และก็มีปัญหาตกค้างกันตรงนั้น และจนถึงวันนี้กฎหมายความมั่นคง 2551 ก็ยังไม่ได้มีการบังคับใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ เรื่องจัดกำลังวางโครงสร้างกำลังพลอนุมัติไป แล้วการใช้กฎหมายความมั่นคงที่ประกาศบนพื้นที่จริง ๆ ยังไม่ได้เริ่ม

วันนี้จะมีเริ่มในส่วนของการที่จะไปดูแลปัญหาของจังหวัดภูเก็ตในช่วงที่มีการจัดประชุมอาเซียนในช่วงเดือนหน้า แต่ว่ากำลังไล่ทำข้อเสนอเพื่อเอากฎหมายความมั่นคงเข้าไปทดแทนกฎอัยการศึก ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากจังหวัดชายแดนในพื้นที่อื่นก่อน แต่ในเจตนาที่ชัดว่าเรากำลังจะเอากฎหมายพิเศษซึ่งเบากว่า พ.ร.ก. เบากว่ากฎอัยการศึก ค่อย ๆ เข้ามาทดแทนตรงนี้ เช่นเดียวกันการต่ออายุ พ.ร.ก. ในช่วงของรัฐบาลผมเกิดขึ้นมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเข้ามาก็คือรัฐบาลเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ผมว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ ไม่มีทางเลือกครับ เมื่อหน่วยงานขอให้ต่อก็ต้องต่อ แต่วันนั้นก็คือได้กำหนดเอาไว้ว่าเมื่อจะมาต่อรอบที่สอง ขอให้ไปทำการสำรวจ ขอให้ไปทำการประเมินมาอย่างชัดแจ้ง เดือนเมษายนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานมา มีผลสำรวจต่าง ๆ มาเรียบร้อย มีการประเมินแล้วก็ยืนยันว่าขอต่ออายุ พ.ร.ก. ครม. ก็อนุมัติ แต่รอบที่สามนี้กำลังจะขอให้องค์กรที่เป็นองค์กรภายนอกเป็นผู้ประเมินบ้าง ซึ่งรัฐมนตรีฯ ถาวรฯ ก็ได้รับไปที่จะให้ทาง เข้าใจว่า มอ. จะเป็นหลักในการที่จะทำการประเมินรอบนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นนะครับว่า ที่พูดว่าการเมืองนำการทหารในขณะนี้ มันไม่ได้พูดลอย ๆ มีการปรับในเรื่องของกระบวนการนำไปสู่แผนพัฒนา มีกระบวนการประเมินทบทวนอย่างจริงจัง เกี่ยวกับอำนาจกฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งแนวปฏิบัติ ซึ่งเมื่อสักครู่ที่มีสุภาพสตรีที่พูดให้ฟังเรื่องปัญหาการทำงานเกี่ยวกับการข่าวอะไรต่าง ๆ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เรารับทราบนะครับ แล้วก็จะต้องมีการแก้ไขปัญหาต่อไป

โดยสรุปนี้ก็อยากจะบอกครับว่า แนวทางการเมืองนำการทหารนี้ชัด และกำลังเร่งดำเนินการ แต่ว่าผมยอมรับ เรากำลังพูดถึงคนจำนวนเป็นหลักหมื่นนะครับ ถ้าไม่ใช่ถึงแสนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ การทำความเข้าใจ การปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานต้องใช้เวลาบ้าง แต่ผมมั่นใจครับว่าถ้าแน่วแน่ในทิศทางนี้ ไม่ไปหวั่นไหวแม้ในช่วงที่ถูกทดสอบแรง ๆ เหมือนกับประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ถ้ายังแน่วแน่อย่างนี้ผมเชื่อว่าเราเดินได้ สัญญาณเราจะชัด ส่วนการพูดคุย เนื่องจากว่าในรายงานของนักศึกษาเน้นเรื่องของการพูดคุย ผมก็ยืนยันนะครับว่ากระบวนการพูดคุยทั้งหลายนี้มีประโยชน์ทั้งสิ้น เพียงแต่ยืนยันว่าในส่วนของรัฐบาล เราถือปัญหานี้เป็นปัญหาภายในของเราซึ่งแก้ไขได้ และผมก็ย้ำเสมอครับสื่อสารไปยังกระบวนการทั้งหลายว่า จริง ๆ แล้วเป้าหมายสุดท้ายของเขา ถ้าพูดถึงการมีคุณภาพชีวิตและสันติสุข และการอยู่ร่วมในสังคม อย่างที่รู้สึกได้ว่าไม่ได้ถูกเลือกปฏิบัติ และยังสามารถคงอัตลักษณ์ไว้ได้ ถ้าเป้าหมายท่านอยู่เท่านั้น ไม่ได้ต่างจากเป้าหมายของรัฐบาลเลย

แต่ผมต้องบอกนะครับว่า อย่างไรผมไม่ยอมรับวิธีการรุนแรง ไม่ยอมรับ และผมไม่เชื่อด้วยว่าใครใช้วิธีการรุนแรงแล้วจะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ในที่สุด เพราะอย่างมากที่สุดคือสร้างได้แค่ความกลัว แต่คิดว่าคนอยู่ในฝ่ายของคนที่ใช้ความรุนแรงด้วยความกลัว ไม่มีทางแก้ปัญหา และไม่มีทางนำไปสู่เป้าหมายที่อ้าง ถ้าใช้ความรุนแรงแล้วอ้างว่านำไปสู่ความเป็นธรรม ใช้ความรุนแรงแล้วอ้างว่านำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า อ้างว่าจะเป็นสังคมที่ควรอยู่ ไม่จริง เพราะความรุนแรงเป็นตัวพิสูจน์ในตัวว่า คุณไม่ได้เชื่อเรื่องเหล่านี้ ไม่ได้เชื่อ ถ้าเชื่อจริงต้องหยุด พูดคุย เพราะผมยืนยันกับความจริงใจ ความตั้งใจ ว่าเราต้องการที่จะสร้างสังคมสันติสุขจริง ๆ การที่เรามีมาตรการระบบบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งจะต้องมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสภาพของชุมชน ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลนี้ปิดกั้น พรุ่งนี้จะมีการจัดสัมมนาในเรื่องกระบวนการยุติธรรมสำหรับภาคใต้ ซึ่งจะมีเรื่องที่เกี่ยวพันไปถึงเรื่องของชารีอะฮ์ เราก็ไม่ได้ปิดกั้นและพร้อมที่จะมีการศึกษา ที่จะมีการดูแล การที่จะพูดถึงว่ามีการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบที่แตกต่างไปจาก อบจ. เทศบาล อบต. ก็ไม่ได้มีอะไรที่ขัดข้องนะครับ กรุงเทพมหานครก็พิเศษ เมืองพัทยาก็พิเศษ คุยกันได้ เพียงแต่ว่าถ้าจะอ้างว่าถ้ามีรูปแบบพิเศษแล้วแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น ก็ไม่แน่หรอกครับ เพราะหัวใจของความยุติธรรมอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ไม่ใช่อยู่ที่ว่ารูปแบบการปกครองคืออะไร ถ้าบอกว่าต้องรวมเป็นท้องถิ่นใหญ่พิเศษ 3 จังหวัด แต่คนบริหาร 3 จังหวัดยิ่งอยู่ห่างไกลห่างเหินจากประชาชนในพื้นที่ ผมมองไม่เห็นว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงจึงกลับมาที่จุดเริ่มต้น วันนี้สังคมไทยตกผลึกแล้วหรือยัง ว่าสันติสุขจะต้องเกิดขึ้นจากเรื่องของความยุติธรรม จากเรื่องของโอกาส จากเรื่องของการยอมรับฟัง ถ้าเราตกผลึกได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเจตจำนงร่วมกันของคนในพื้นที่ แต่คนนอกพื้นที่อีก 70 กว่าจังหวัดเข้าใจตรงนี้ด้วย ผมยังมั่นใจว่าแนวทางที่เราเดินจะบรรลุความสำเร็จได้ แต่ถ้าเรายังไม่สามารถหล่อหลอมให้เกิดเจตนารมณ์และวิสัยทัศน์ร่วมกันอย่างนี้ เราเดินไปก็จะมีปัญหาตลอดเวลา มีทางซ้ายมีทางขวามีทางหน้าทางหลังที่คอยดึง คอยท้วง คอยสกัด คอยขัดขวางไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมก็ต้องขอขอบคุณทางสถาบันพระปกเกล้าอีกครั้งหนึ่ง และขอแสดงความชื่นชมนะครับ ที่ผมได้รับทราบว่าหลายคนที่เข้ามาร่วมอยู่ในหลักสูตรอยู่ในโครงการนี้ ไม่เพียงแต่มาศึกษา แต่กำลังมีความตั้งใจในการที่จะนำหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นข้อเสนอ เอาไปปฏิบัติจริง ก็ขออวยพรให้ทุก ๆ ท่านประสบความสำเร็จ เพราะว่าถ้าเราสามารถทำความสำเร็จที่เกิดขึ้นตรงนี้ได้ นั่นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน และสังคมไทยซึ่งต้องการที่จะเห็นการคลี่คลายความขัดแย้งในทุกส่วน และทำให้ความรุนแรงหมดไป

ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งนะครับ และขอย้ำยืนยันนะครับว่า ท่านมีข้อมูลท่านมีความคิดความอ่านอะไร สามารถที่จะสื่อสารถึงผมและรัฐบาลได้ตลอดเวลา เพราะผมจะรับฟังและนำไปพิจารณาเพื่อที่จะได้คำตอบที่ดีที่สุด ผมทิ้งท้ายไว้อย่างเดียวว่าการทำงานเรื่องนี้ยังต้องอาศัยเวลาอีกพอสมควร ขอให้ทุกคนมีความแน่วแน่ มีความอดทน และจะมีความสำเร็จ แล้ววันนั้นผมจะบอกได้เลยว่ามันไม่มีทางเป็นความสำเร็จของรัฐบาล หรือผู้นำคนใดคนหนึ่ง มันจะต้องเป็นความสำเร็จของความเข้มแข็งของสังคมไทยเอง ที่ได้เรียนรู้ในที่สุดว่า การอยู่ร่วมกันและการสร้างสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างสันติสุขนั้นเป็นอย่างไร ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิมลมาส บรรเจิดกิจ / ถอดเทป