ปาฐกถาพิเศษของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
หัวข้อเรื่อง รัฐบาลกับการนำประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก
ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2552 เวลา 09.00 น.


ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ท่านผู้แทนการค้า ท่านนายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ
ท่านประธานมูลนิธิ ท่านสมาชิกและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับทุกท่าน

ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบปะทุกท่านในวันนี้ ผมทราบดีว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยตลอดมา เป็นอุตสาหกรรมที่มีประชาชนคนไทยเกี่ยวข้องอยู่จำนวนมาก เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อุตสาหกรรมอัญมณีก็กำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ทั้งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงในแง่ของภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม และในแง่ของปัจจัยที่เป็นเรื่องเฉพาะของอุตสาหกรรมอัญมณีเอง เช่น ปัญหาเรื่องของวัตถุดิบ รวมไปถึงเรื่องของโครงสร้างในเรื่องของภาษี และกฎระเบียบต่าง ๆ รัฐบาลตระหนักดีว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น แม้ว่าการกระตุ้นในภาวะเฉพาะหน้าบทบาทที่สำคัญจะอยู่ที่ภาครัฐ โดยการใช้นโยบายทางการเงินการคลัง แต่ที่สุดแล้วเศรษฐกิจไทยจะมีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใดก็จะต้องขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม ซึ่งผู้ที่จะต้องทำการแข่งขันก็คือภาคเอกชน โดยภาครัฐมีหน้าที่ในการเอื้ออำนวยให้ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งในการที่จะไปแข่งขันในภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในเศรษฐกิจโลก ซึ่งหมายถึงการจะต้องมีการปรึกษาหารือและทำงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่จะนำไปสู่การเอื้อให้เอกชนไทยและเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่ง

สำหรับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ถือเป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้ประเทศไทย 1 ใน 4 อันดับแรก ของสินค้าที่ส่งออกหลักในปี 2551 โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 280,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบเป็นส่วนแบ่งการตลาดแล้ว ก็เป็นร้อยละ 2 ของตลาดโลก และถือเป็นผู้ส่งออกที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุดเป็นลำดับที่ 14 ของโลก อย่างไรก็ตามในแง่ของความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ต่อประเทศไทยและประชาชนคนไทย ถ้าพิจารณาจากพี่น้องประชาชนที่มีงานทำที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ นับรวมแล้วก็จะอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านคน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูง โดยเป็นแรงงานในกรุงเทพและปริมณฑลประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ และอีก 75 เปอร์เซ็นต์ เป็นอุตสาหกรรมครัวเรือนซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคกว่า 20 จังหวัด เช่น จันทบุรี หนองบัวลำภู มหาสารคาม สุโขทัย นครศรีธรรมราช หรือจังหวัดอื่น ๆ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้สมาชิกในครัวเรือนในภูมิภาคเหล่านั้น ที่สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา สามารถทำให้แรงงานของเรามีความชำนาญ มีความหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจสำคัญของการแข่งขันในยุคปัจจุบันก็คือการเพิ่มมูลค่าของอัญมณี จะเป็นด้วยเทคนิคการเผาพลอย การเจียระไน และการออกแบบ ทั้งแบบสากลนิยมและแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยเอง

นอกจากรายได้จากการส่งออกแล้ว อุตสาหกรรมอัญมณีฯ ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วย โดยรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยวร้อยละ 10 ก็จะมาจากเรื่องของการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งถ้าคำนวณออกมาแล้วมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านบาท ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลมองเห็นคืออุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมที่มีความหมายและมีความสำคัญต่อสังคมและพี่น้องประชาชนคนไทย รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เพราะได้มีการพัฒนามาโดยลำดับ ทั้งการสร้างชื่อเสียงที่ทำให้โลกยอมรับในเรื่องของฝีมือ ซึ่งเป็นทุนที่สำคัญอย่างหนึ่งในการที่อุตสาหกรรมจะก้าวไปข้างหน้า และจากจุดแข็งดังกล่าวเราจะต้องมีการตั้งเป้าในการที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลกให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพตรงนี้ก็คงจะทำให้เศรษฐกิจของไทยเป็นทั้งฐานในเรื่องของการผลิต ฐานในเรื่องของการค้า และฐานในเรื่องของความรู้ ซึ่งหมายถึงการที่จะต้องสร้างยี่ห้อหรือ แบรนด์การออกแบบ การคิดค้นเทคโนโลยี ทั้งการเจียระไน และการแสวงหานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อที่จะทำจะให้ประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่อง ประดับของโลกอย่างแท้จริง

ทั้งนี้การที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น ปัจจัยสำคัญที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องก็มีอย่างน้อย ๆ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านกลไกของภาครัฐ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องปรับแก้ไขกฎระเบียบให้เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ และเสริมสร้างให้มีศักยภาพทางการแข่งขันในระยะยาว ทั้งยังจะต้องเป็นการรักษาการค้า การลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเป็นการดึงดูดให้มีการค้า การลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ ซึ่งอย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วแนวทางนี้เป็นแนวทางซึ่งรัฐบาลปัจจุบันใช้วิธีการของการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมมือและรวมพลังการขับเคลื่อนของภาครัฐและภาคเอกชน ให้มีความสามารถในการที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างมีเอกภาพ

 ด้านที่ 2) เป็นเรื่องของแรงงาน ซึ่งประเทศไทยเองก็มีแรงงานที่มีประสบการณ์ และฝีมือที่สั่งสมความสามารถมาระยะเวลายาวนาน เราจึงจำเป็นที่จะต้องรักษาองค์ความรู้ของแรงงานเหล่านี้ และที่สำคัญคือจะต้องมีการพัฒนาในเรื่องขององค์ความรู้และการสร้างทรัพยากรบุคคลให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนนี้ก็มีหลายหน่วยงาน ตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องจัดทำหลักสูตรที่เหมาะสม สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ที่จะต้องมีส่วนสำคัญในการวิจัย พัฒนาการผลิต และนวัตกรรมใหม่ กระทรวงแรงงาน ในการฝึกอบรมเพิ่มทักษะด้านฝีมือต่าง ๆ และการสร้างนักออกแบบให้มีความคิดทันสมัยและทันกับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงซึ่งจะมีอยู่ตลอดเวลา ตามธรรมชาติของอุตสาหกรรมเช่นนี้ โดยเฉพาะในส่วนหลังนั้น กระทรวงพาณิชย์ก็มีบทบาทสำคัญในการที่จะทำเศรษฐกิจที่อิงกับความคิดสร้างสรรค์ หรือที่เรียกว่า Creative Economy ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงเข้ากับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีความรับผิดชอบในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล พร้อม ๆ ไปกับการปรับปรุงในเรื่องของการส่งเสริมและคุ้มครองเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจ ที่อิงกับความคิดสร้างสรรค์นั้นสามารถเติบโตได้ในเศรษฐกิจของเรา

ด้านที่ 3) คือการตลาด ซึ่งแม้ว่าในบางตลาดอาจจะเริ่มมีจุดอิ่มตัวก็ตาม แต่เรายังจำเป็นจะต้องรักษาส่วนแบ่งการตลาดเดิมเอาไว้ ในขณะเดียวกันต้องหาตลาดใหม่ทั้งในภูมิภาคเอเซียและภูมิภาคอื่น ๆ พร้อมกับการหาช่องทางในการกระจายสินค้า เช่น การหาพันธมิตรในท้องถิ่น ลดการพึ่งพิงและลดความเสี่ยงจากการส่งอออกไปยังตลาดหลัก และเพื่อขยายสัดส่วนการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เพราะเราทราบดีว่าในขณะนี้ ดุลอำนาจทางเศรษฐกิจก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย และตะวันออกกลาง นับวันจะมีขนาดและมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งการพัฒนารูปแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด หรือหาช่องทางในการสร้างความแตกต่างของสินค้าไทยโดยเปรียบเทียบกับคู่แข่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการประสพความสำเร็จในเรื่องนี้ ผมคงต้องย้ำในเรื่องนี้ เพราะว่าการทำงานของเราในหลาย ๆ เรื่องเราพบความเป็นจริงว่า ความสามารถในการผลิตของเราไม่ได้เป็นที่ปฏิเสธแต่ว่าหลายครั้งเราผลิตสินค้าซึ่งไม่ตรงกับความต้องการ และคิดว่าจะไปใช้วิธีการในการตลาดในการเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากกว่าการที่เราพยายามที่จะไปล่วงรู้ถึงความต้องการของตลาดก่อน และจัดทำสินค้าของเราให้มีคุณภาพและคุณลักษณะที่เหมาะกับความต้องการนั้น เราต้องเป้าครับว่า ในที่สุดเราสามารถสร้างชื่อให้กับพลอยไทยได้เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่สามารถที่จะยึดครองผลิตภัณฑ์หรือสินค้าบางตัว เช่น กรณีประเทศอิตาลีกับทองคำ ประเทศญี่ปุ่นกับไข่มุก ซึ่งถ้าสามารถที่จะทำให้คนนึกพลอยไทย เมื่อนึกถึงพลอย นั่นก็คือความสำเร็จที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงในเรื่องนี้

และสุดท้ายที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญคงจะเป็นเรื่องของวัตถุดิบ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าจากธรรมชาตินั้น ขณะนี้วัตถุดิบของเราซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ใช้ในการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับ ต้องแสวงหาจากที่อื่น ซึ่งปัญหาตรงนี้ทำให้เราต้องมีการมาทบทวนในเรื่องของกฎระเบียบและโครงสร้างต่าง ๆ ดังนั้นการวางแผนเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการมีวัตถุดิบที่จะป้อนเข้าสู่กระบวนการและอุตสาหกรรมจะมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ต่อไป

สำหรับในแง่โครงสร้างและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรและกฎระเบียบ ที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้ โดยได้มีการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรของวัตถุดิบแล้ว แต่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับวัตถุดิบอัญมณีที่นำเข้ามา กรณีผู้ประกอบการรายใหญ่อาจจะสามารถใช้ช่องทางของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ทำให้สามารถได้รับสิทธิประโยชน์ได้ นอกจากนั้นยังมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 311) แตว่าปัญหาใหญ่ก็จะอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบปัญหานี้ และตระหนักดีว่าผู้ประกอบการรายย่อยเป็นผู้มีบทบาทและกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเช่นเดียวกัน และถ้าหากว่าผู้ประการเหล่านี้มีปัญหาก็จะเป็นปัญหาไม่เพียงเฉพาะในแง่ของอุตสาหกรรมในภาพรวม แต่ว่าในหลายชุมชนในต่างจังหวัดก็จะเป็นปัญหามาก

 ซึ่งหลังจากที่ได้รับทราบปัญหานี้ จึงได้มีการปรึกษาหากัน และได้มีกระบวนการในการที่จะหาคำตอบหรือแนวทางที่คิดว่าดีที่สุด โดยขณะนี้ได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกรมสรรพากรจะได้มีการนำเสนอต่อทางกระทรวง เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ในการที่จะยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มของการนำเข้าวัตถุดิบอัญมณี โดยผู้ประการรายย่อยจะเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นการเหมา 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งท่านรัฐมนตรีคลังพยักหน้า เพราะฉะนั้นคงจะเป็นคำยืนยันจากท่านรัฐมนตรี พร้อมกันผมทราบว่ามีคำยืนยันจากผู้ประกอบการว่าจะมีผู้เข้าระบบมากขึ้น และรัฐบาลเองก็คงจะได้รับภาษีเงินได้มากขึ้นตามไปด้วย ก็ถือว่าเป็นข้อยุติที่น่าจะเป็นประโยชน์กับทุก ๆ ฝ่าย

ผมมั่นใจว่าการปรับลดภาษีจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการผลิตและส่งออกให้เพิ่มขึ้นในระยะยาวเนื่องจากเป็นการลดต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ และจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยในเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนี้กับประเทศคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการรายย่อย และคงจะมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางในเรื่องของอัญมณีและเครื่องประดับ และจะมีส่วนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ก็จะส่งผลให้มีรายได้ที่มาจากการขายอัญมณีและเครื่องประดับให้แก่นักท่องเที่ยวตลอดจนเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นด้วยจุดแข็งในด้านต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมดังกล่าว ทั้งในด้านฝีมือ การเจียระไน การออกแบบ และการผลิต ซึ่งถือได้ว่าเป็นที่ยอมรับอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกอยู่แล้วกับความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องน่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่บัดนี้ และสุดท้ายนี้

ผมขอยืนยันกับทุก ๆ ท่านครับว่า ในยุคสมัยปัจจุบันรัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของบทบาทของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยืนยันที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดในการที่จะแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ เพราะเราทราบดีว่าท่านทั้งหลายคือผู้ที่จะเป็นผู้สร้างความเจริญ ผู้สร้างรายได้ สร้างงานให้พี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และขอสนับสนุนให้ท่านทั้งหลายนั้นได้มีความตื่นตัวอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับการแข่งขัน ซึ่งมีความเข้มข้นความรุนแรงมากขึ้น ขออวยพรให้ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ณ ที่นี้ ประสบความสุข ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจและมีพลังกาย พลังใจ และพลังสติปัญญา ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาเศรษฐกิจของเราไม่เพียงแต่ให้ก้าวผ่านภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของโลกแต่มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นและพร้อมที่จะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกเมื่อมีการฟื้นตัวขึ้น เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยของเราทุกๆ คนต่อไป ขอขอบคุณครับ


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
วิไลวรรณ/ถอดเทป